คลังเก็บป้ายกำกับ: Financial-Plan

เงินสำรองฉุกเฉิน

ลองตอบคำถามสองข้อข้างล่างนี้นะครับ

  1. ถ้าตอนนี้เราต้องหาเงินมาใช้ทันที
    ภายใน 2 วันจำนวน 10,000 บาท
    โดยห้ามขอใคร ห้ามกู้ ห้ามยืม ห้ามขายสินค้า
    เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?
  2. ถ้าต่อจากข้างบน แม้หา 10,000 มาได้
    แต่นับจากวันนี้เราจะไม่มีเงินเข้ามา 3 เดือน
    และกฏเดิมห้ามขอ ห้ามยืม ห้ามกู้หรือขายสินค้า
    เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?

ถ้าภายใน 10 วินาทีเรานึกคำตอบไม่ได้ แสดงว่าเรามีปัญหาทางการเงินแล้วล่ะ ถ้าเราสามารถนึกแล้วตอบได้ทันที แสดงว่าเราน่าจะมีการวางแผนการเงินที่ดีพอควร คำตอบที่ง่ายที่สุดควรเป็นว่า ” เอ้าพี่ ผมก็ถอนเงินสดออกจากบัญชีสำรองเงินฉุกเฉินของผมไง แค่ 3 เดือนเอง ผมสำรองไว้ตั้ง 6 เดือน ไม่ลำบากเลย”

คำถามคือ แล้วไอ้เงินสำรองฉุกเฉินนี่คืออะไร?
ลองนึกภาพตามผมนะครับ โดยปกติแล้วคนเราก็จะมีเงินเดือนหรือรายได้เข้ามาเป็นประจำ ถูกไหมครับ แต่เงินเดือนที่ได้มาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายทุกเดือนด้วย คราวนี้ลองคิดดีๆ ถ้าบางคนที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่แล้วจะพบว่า ค่าใช้จ่ายโดยปกติเฉลี่ยแล้วมันจะไม่สวิงหรือเหวี่ยงไปมามาก เช่น เราอาจจะมีค่าใช้จ่ายปกติประมาณ 70-80% ของเงินเดือน (น้ำ ไฟ ค่าเช่าห้อง ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่ามือถือ ค่าเดินทาง ฯลฯ) ซึ่งเราจะกะได้ครับว่าอยากอยู่สบายๆ โอเคๆ เดือนนี้เราควรมีเท่าไหร่ดี

แนวคิดนี้จึงนำมาต่อยอดว่า เอ้ย แล้วถ้าสมมติเราไม่มีเงินเดือนเข้ามาสักสองสามเดือนเราจะพังไหม แน่นอนหลายคน พังครับ! ใครที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่จะเข้าใจดีครับว่าการขาดเงินไปเดือนสองเดือนแล้วค้างค่างวดมันจะมีปัญหาตามมาร้อยแปดตับ แล้วเชื่อไหมครับ สะดุดทีนึงปัญหาพวกนี้นี่ล่ะที่จะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินมาเป็นระลอกคลื่น เพราะอะไร? เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บครับ พอเจอปัญหาฉุกเฉินทางการเงิน สิ่งที่เป็นทางออกที่เขาจะไขว่คว้าหาไวที่สุดคือ การกู้ยืม !!! ไม่ว่าจะกู้จากเพื่อนฝูง ครอบครัว บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เงินนอกระบบ ซึ่งถ้าพลาดไม่สามารถหาเงินไปใช้คืนได้ ชีวิตคุณจะเครียดและลำบากไปอีกยาวแน่

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเราวางแผนเงินดีดี เราจะไม่กลัวเรื่องพวกนี้เลย เงินก็สามารถหามาได้ไวยิ่งกว่าเงินติดล้อ อันนี้เงินติดเครื่องบินเจ็ตซะด้วย เพียงแค่เราสำรองเงินเอาไว้สักก้อนหนึ่ง ก้อนที่ทำให้อุ่นใจ รู้สึกถึงการมาของความมั่นคง พร้อมรับแรงกระแทกทางการเงินที่อาจคาดไม่ถึง (ลองนึกภาพ ยิ้มแล้วยักไหล่นิดๆ อิอิ)

วิธีการคือ โดยปกติแล้ว เราควรมีเงินสำรองอย่างน้อย
   1. สำรอง 6-12 เท่าของค่าใช้จ่าย หรือ
   2. สำรอง 6-12 เท่าของเงินเดือน

เช่น เรามีเงินเดือน 20,000 ค่าใช้จ่ายปกติเดือนละ 18,000 เราก็เลือกสำรองเงินอย่างน้อย 6 เท่าหรือ 6 เดือนขึ้นไป นั่นคือ ระหว่าง  108,000 – 120,000 บาทนั่นเอง ซึ่งเงินสำรองเนี่ยอย่างน้อย น้อยจริงๆ ควรมี 3 เดือนครับขึ้น แล้วก็อย่างมากก็ไม่ควรเกิน 2 ปี แต่เอาจริงผมว่าตัวเลขที่เหมาะสมของมันคือ 6-12 เดือนครับ คือ ไม่มากเกินจนเอาไปเงินจม หรือ ไม่น้อยไปจนไม่พอเวลาเกิดปัญหา เพราะระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปีนั้น เรามีเวลาคิดหาทางออกได้หลายทางมากๆครับ การมีเงินสำรองพวกนี้ลองคิดภาพตามผมนะครับ มันลื่นไหลทางความคิดได้มากโดยที่เราไม่ต้องเครียดเลย

เราอุ่นใจว่าเวลาเกิดปัญหากระทบการเงิน
เวลาเงินช็อต เวลาต้องใช้เงินด่วน ใช้เงินรักษา
เรื่องบางเรื่องที่ต้องใช้เงินเลยตอนนี้

เราสามารถนำเงินก้อนนี้มาจัดการปัญหาได้

เราอยากย้ายงานไปที่ใหม่ที่ดี เราก็มีเวลาที่จะออกไปอยู่เฉยๆได้
เวลาเราตกงาน เราสามารถนั่งคิดตกผลึก หรือหาทางออกได้เกินครึ่งปี
หรืออยากหยุดไปทำอะไรสักอย่าง เราก็สร้างเวลาในการใช้ชีวิตได้
โดยที่เราไม่เครียดกับเรื่องเงิน

ตัวอย่างข้างบนทำให้เห็นว่าเงินนั้นสามารถสร้าง “เวลา” ได้ด้วย

การไม่เครียดเรื่องเงิน ทำให้เราไม่เครียดในเรื่องอื่น ปัญหาของเงินคือปัญหาของหลายๆอย่าง ถ้าเราไม่ต้องกังวลกับเรื่องขาดเงิน ช็อตเงิน ชีวิตเราจะเอาเวลาไปใช้กับความคิดเกี่ยวกับเรื่องอื่นได้ ที่ไม่ใช่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปคิดเรื่องเงินแบบคนทั่วๆไป

แล้วเราจะเก็บเงินสำรองนี้ไว้ในไหนดี ? มีหลายตัวเลือกมากครับ ไหนๆมันก็นอนยาวๆ ไม่ได้ใช้แล้ว ก็เอาไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยดีๆ (หรือกองทุนรวมตลาดเงินสักกอง) เพราะทั้งสองอย่างนี้ดึงเงินออกมาได้ทันทีครับ ไม่เกิน 2 วัน ทำให้คล่องพอตัว ผมลองยกตัวอย่างที่พักเงินดีๆให้ เช่น

1.บัญชีออมทรัพย์ธรรมดา มีเอทีเอ็มหรือไม่ก็ได้ แต่อันนี้ต้องเก็บแยกนะครับ ไม่เอามาปนกับบัญชีค่าใช้จ่าย เปิดใหม่เลยก็ได้ (แต่ไม่เอาฝากประจำนะครับ พวกนี้ติดเงื่อนระยะเวลา แม้ถอนได้แต่วุ่นวายกว่า)

2.บัญชีออมทรัพย์แบบพิเศษ พวกฝากไม่ประจำที่ดอกเบี้ยดีๆหน่อย เช่น บัญชีออมทรัพย์ฝากไม่ประจำ ตอนนี้มีหลายเจ้า เช่น กรุงศรีมีแต่ได้ ธนชาตอัลตร้าเซฟวิ่ง หรือที่ยอดฮิตคือ ME ของ TMB

3.กองทุนตลาดเงิน (money market fund) พวกนี้คือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารเงินตราสารหนี้ระยะเวลาสั้นๆ มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝาก ฯลฯ กองทุนพวกนี้เวลาขายได้เงินวันถัดไปนะครับ (T+1) ขายจันทร์ได้อังคาร ขายศุกร์ได้จันทร์ (ถ้าไม่ติดวันหยุดธนาคาร)

4.กองทุนตราสารหนี้ อันนี้ผลตอบแทนสูงมากขึ้นจากกองทุนตลาดเงิน แต่มีความผันผวนนิดๆ อันนี้ส่วนมากขายกองทุนได้เงินสองวันถัดไป (T+2) หรือพวก กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น อันนี้จะขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไป (T+1) ซึ่งค่อนข้างสะดวกมากกว่า

ทั้งนี้ไม่แนะนำตราสารหนี้ หุ้นกู้ พันธบัตรเป็นตัวๆนะครับ เพราะมันล็อกเงิน ไม่เหมาะกับคำว่าฉุกเฉิน การขายระหว่างที่ตราสารยังไม่ครบอายุไถ่ถอนเป็นอะไรที่ไม่สะดวกมากๆ และมีผลเสียหลายอย่าง

โดยส่วนตัวผมแนะนำให้พักเงินใน ข้อ 2 กับ ข้อ 3 ครับ พอเก็บเงินครบตามที่ตั้ง เช่น สำรองเงินครบ 6 เดือนหรือ 1 ปีของเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายแล้ว เราก็หยุดครับ (จะเอา 2 ปีหรือ 24 เท่าก็ได้ถ้าต้องการความปลอดภัยมากขึ้น) ปล่อยมันนอนนิ่งๆ ไม่ต้องใช้ เอามาใช้เฉพาะเวลาฉุกเฉินเท่านั้น เช่น เข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ตกงานหนัก ปัญหาทางการเงินรุนแรง ต้องแบบเคสที่เข้ามาปุ๊บคนทั่วไปมีน็อคครับ แต่ถ้าแบบเอาไปดาวน์รถ ซื้อกระเป๋า ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว ไม่นับครับ อย่าถอนไปใช้ พวกนี้เป็นความต้องการ(want) ของเราไม่ใช่ความจำเป็น(need) อย่าละเมิดกฎตัวเองครับ

เงินพวกนี้จะแปลกอยู่อย่าง คล้ายๆ ถังดับเพลิง คล้ายๆถุงลมตรงพวงมาลัย ไม่ได้มีเพื่อต้องการใช้ครับ แต่มีไว้อุ่นใจเฉยๆ แล้วคนที่มีก็มักจะไม่ได้ใช้ด้วย มันก็สมเหตุสมผลนะครับ ถ้าคนที่วางแผนบริหารเงินดีแบบนี้ เขาก็คงไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน แต่คนที่ไม่มี ส่วนมากก็จะเจอแต่ปัญหาเรื่องเงินนี้ร่ำไป แปลกอีกอย่างคือ คนที่วางแผนการเงินที่คนมองทั่วไปว่าคิดแต่เรื่องเงิน พวกนี้กลับไม่เจอปัญหาทางการเงินแล้วเอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นๆสบายๆ แต่คนที่ไม่คิดเรื่องการบริหารเงินเลย กลับต้องเจอปัญหาทางการเงินตลอดเวลา แล้วก็บ่นแบบนี้เรื่อยๆ  เราควรหนีจากวงจรแบบนั้นครับ

เงินสำรอง สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน (reserve fund)

เงินสำรอง หรือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ทำไมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ลองตอบคำถามข้างล่างนี้ดูนะครับ

(A) ถ้าตอนนี้เราต้องหาเงินมาใช้ทันที ภายใน 2 วันจำนวน 10,000 บาท โดยห้ามขอใคร ห้ามกู้ ห้ามยืม ห้ามขายสินค้า เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?

(B) ถ้าต่อจากข้างบน แม้หา 10,000 มาได้ แต่นับจากวันนี้เราจะไม่มีเงินเข้ามา 3 เดือน และกฏเดิมห้ามขอ ห้ามยืม ห้ามกู้หรือขายสินค้า เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?

ถ้าภายใน 10 วินาทีเรานึกคำตอบไม่ได้ แสดงว่า เรามีปัญหาทางการเงินบางอย่างแล้วล่ะ ในทางกลับกัน ถ้าเราสามารถนึกแล้วตอบได้ทันทีก็แสดงว่า เราน่าจะมีการวางแผนการเงินที่ดีพอสมควร

คำตอบที่ง่ายที่สุดควรจะเป็นว่า “เอ้า! ก็ถอนเงินสดออกจากบัญชีสำรองเงินฉุกเฉินไง แค่ 3 เดือนเอง ไม่ลำบากเลย เพราะเราสำรองไว้ตั้ง 6 เดือน”

คำถามคือ เงินสำรอง นี่มันคืออะไร?

ลองนึกภาพตามผมนะครับ โดยปกติแล้วคนเราก็จะมีเงินเดือนหรือรายได้เข้ามาเป็นประจำ ถูกไหมครับ แต่เงินเดือนที่ได้มาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายทุกเดือนด้วยเช่นกัน คราวนี้ลองคิดดี ๆ ถ้าบางคนที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่เป็นปกติแล้ว เขามักจะพบว่าค่าใช้จ่ายโดยปกติหรือโดยเฉลี่ย มันจะไม่สวิงหรือเหวี่ยงไปมามากนัก เช่น เราอาจจะมีค่าใช้จ่ายปกติประมาณ 70-80% ของเงินเดือน (ค่าน้ำ ไฟ ค่าเช่าห้อง ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่ามือถือ ค่าเดินทาง ฯลฯ) ซึ่งเราจะกะได้ครับว่าอยากอยู่แบบสบาย ๆ แต่ละเดือน เราควรมีเงินเท่าไหร่ดี

แนวคิดนี้จึงนำมาต่อยอดว่า เอ้ย แล้วถ้าสมมติถ้าเราไม่มีเงินเดือนเข้ามาสักสองสามเดือน ชีวิตเราจะพังไหม แน่นอนว่าสำหรับหลายคน พังครับ! ใครที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่จะเข้าใจดีครับว่า การขาดเงินไปเดือนสองเดือนแล้วค้างค่างวดมันจะมีปัญหาตามมาร้อยแปดอย่าง

แล้วเชื่อไหมครับ สะดุดกันทีนึงปัญหาพวกนี้นี่ล่ะที่จะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินมาเป็นระลอกคลื่น เพราะอะไร? เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บครับ พอเจอปัญหาฉุกเฉินทางการเงิน สิ่งที่เป็นทางออกที่เขาจะไขว่คว้าหาไวที่สุดคือ การกู้ยืม !!! ไม่ว่าจะกู้จากเพื่อนฝูง ครอบครัว บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เงินนอกระบบ ซึ่งถ้าพลาดไม่สามารถหาเงินไปใช้คืนได้ ชีวิตก็จะเครียดและลำบากไปอีกยาว ๆ แน่นอน

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเราวางแผนเงินดีดี เราจะไม่กลัวเรื่องพวกนี้เลย เงินก็สามารถหามาได้ไวยิ่งกว่าเงินติดล้อ อันนี้เงินติดเครื่องบินเจ็ตซะด้วย เพียงแค่เรามี เงินสำรอง หรือมีการสำรองเงินเอาไว้สักก้อนหนึ่ง ก้อนที่ทำให้อุ่นใจ เป็นก้อนที่รู้สึกถึงการมาของความมั่นคง พร้อมรับแรงกระแทกทางการเงินที่อาจคาดไม่ถึง (ลองนึกภาพ ยิ้มแล้วยักไหล่นิด ๆ อิอิ)

โดยปกติแล้ว เราควรมีเงินสำรองอย่างน้อย
   1. สำรอง 6-12 เท่าของค่าใช้จ่าย หรือ
   2. สำรอง 6-12 เท่าของเงินเดือน

ตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือน 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายปกติเดือนละ 18,000 เราก็เลือกสำรองเงินอย่างน้อย 6 เท่าหรือ 6 เดือนขึ้นไป นั่นคือ ระหว่าง  108,000 – 120,000 บาทนั่นเอง (6 เท่าของ 18,000 ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน = 108,000 ส่วน 6 เท่าของเงินเดือน = 6 x 20,000 = 120,000) ซึ่งเงินสำรองเนี่ยอย่างน้อย แบบน้อยจริง ๆ ควรมี 3 เดือนครับ แล้วก็อย่างมากก็ไม่ควรเกิน 2 ปี (24 เดือน)

เอาจริงผมว่าตัวเลขที่เหมาะสมของมันคือ 6-12 เดือนครับ คือ ไม่มากเกินจนเอาเงินไปจม หรือ ไม่น้อยไปจนไม่พอเวลาเกิดปัญหา เพราะระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปีนั้น เรามีเวลาคิดหาทางออกได้หลายทางมาก ๆ ครับ การมีเงินสำรองพวกนี้ลองคิดภาพตามผมนะครับ มันลื่นไหลทางความคิดได้มากโดยที่เราไม่ต้องเครียดเลย (นักการเงินส่วนใหญ่มักจะแนะนำเงินสำรองที่ 6 เท่าของค่าใช้จ่าย)[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 96.]

เราอุ่นใจว่าเวลาเกิดปัญหากระทบการเงิน เวลาเงินช็อต เวลาต้องใช้เงินด่วน ใช้เงินรักษา เรื่องบางเรื่องที่ต้องใช้เงินเลยตอนนี้ เราสามารถนำเงินก้อนนี้มาจัดการปัญหาได้ เราอยากย้ายงานไปที่ใหม่ที่ดี เราก็มีเวลาที่จะออกไปอยู่เฉย ๆ ได้ เวลาเราตกงาน เราสามารถนั่งคิดตกผลึก หรือหาทางออกได้เกินครึ่งปี หรืออยากหยุดไปทำอะไรสักอย่าง เราก็สร้างเวลาในการใช้ชีวิตได้ โดยที่เราไม่เครียดกับเรื่องเงิน

ประโยชน์ที่สำคัญบางอย่างจาก เงินสำรอง : เวลา

ตัวอย่างข้างบนทำให้เห็นว่า เงินนั้นสามารถสร้าง “เวลา” ได้ด้วย

การไม่เครียดเรื่องเงิน ทำให้เราไม่เครียดในเรื่องอื่น ปัญหาของเงินคือปัญหาของหลาย ๆ อย่าง ถ้าเราไม่ต้องกังวลกับเรื่องขาดเงิน ช็อตเงิน เราสามารถจะเอาเวลาในชีวิตไปใช้กับความคิดเกี่ยวกับเรื่องอื่นได้ ที่ไม่ใช่การเอาเวลาส่วนใหญ่ไปคิดเรื่องเงินแบบคนทั่ว ๆ ไป

แล้วเราจะเก็บเงินสำรองนี้ไว้ในไหนดี ? มีหลายตัวเลือกมากครับ ไหน ๆ มันก็นอนยาว ๆ ไม่ได้ใช้อยู่แล้ว ก็เอาไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยดี ๆ (หรือกองทุนรวมตลาดเงินสักกอง) เพราะทั้งสองอย่างนี้ดึงเงินออกมาได้ทันทีครับ ในเวลาปกติไม่เกิน 2 วัน ทำให้มีสภาพคล่องพอตัว ผมลองยกตัวอย่างที่พักเงินดี ๆ ให้ เช่น

(1) บัญชีออมทรัพย์ธรรมดา มีเอทีเอ็มหรือไม่ก็ได้ แต่อันนี้ต้องเก็บแยกนะครับ ไม่เอามาปนกับบัญชีค่าใช้จ่าย เปิดใหม่เลยก็ได้ (แต่ไม่เอาฝากประจำนะครับ พวกนี้ติดเงื่อนระยะเวลา แม้ถอนได้แต่วุ่นวายกว่า)

(2) บัญชีออมทรัพย์แบบพิเศษ พวกฝากไม่ประจำที่ดอกเบี้ยดี ๆ หน่อย เช่น บัญชีออมทรัพย์ฝากไม่ประจำ ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายเจ้า เช่น กรุงศรีมีแต่ได้ ธนชาตอัลตร้าเซฟวิ่ง หรือที่ยอดฮิตคือ ME ของ TMB

(3) กองทุนตลาดเงิน (money market fund) พวกนี้คือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารเงินตราสารหนี้ระยะเวลาสั้น ๆ มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝาก ฯลฯ กองทุนพวกนี้เวลาขายได้เงินวันถัดไปนะครับ (T+1) ขายจันทร์ได้อังคาร ขายศุกร์ได้จันทร์ (ถ้าไม่ติดวันหยุดธนาคารในระหว่างนั้น)

(4) กองทุนตราสารหนี้ อันนี้ผลตอบแทนจะสูงมากขึ้นจากกองทุนตลาดเงิน แต่มีความผันผวนนิด ๆ ส่วนมากขายกองทุนได้เงินสองวันถัดไป (T+2) หรือพวก กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น อันนี้จะขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไป (T+1) ซึ่งค่อนข้างสะดวกมากกว่า

ทั้งนี้ไม่แนะนำ ตราสารหนี้ หุ้นกู้ พันธบัตรเป็นตัว ๆ นะครับ เพราะมันล็อกเงิน ไม่เหมาะกับคำว่าฉุกเฉิน การขายระหว่างที่ตราสารยังไม่ครบอายุไถ่ถอนเป็นอะไรที่ไม่สะดวกมาก ๆ และมีผลเสียหลายอย่าง

โดยส่วนตัวผมแนะนำให้พัก เงินสำรอง ใน ข้อ 2 กับ ข้อ 3 ครับ พอเก็บเงินครบตามที่ตั้ง เช่น สำรองเงินครบ 6 เดือนหรือ 1 ปีของเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายแล้ว เราก็หยุดครับ (จะเอา 2 ปีหรือ 24 เท่า/เดือน ก็ได้ ถ้าต้องการความปลอดภัยมากขึ้น) ปล่อยมันนอนนิ่ง ๆ ไม่ต้องใช้ เอามาใช้เฉพาะเวลาฉุกเฉินเท่านั้น เช่น เข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ตกงานหนัก ปัญหาทางการเงินรุนแรง ต้องแบบเคสที่เข้ามาปุ๊บคนทั่วไปมีน็อคครับ

กรณีถ้าเงินพวกนี้ไปดาวน์รถ ซื้อกระเป๋า ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว ไม่นับว่าเป็นเคสฉุกเฉินครับ อย่าถอนเงินก้อนนี้ไปใช้ เพราะรายการเหล่านี้จัดเป็นความต้องการ (want) ของเรา ไม่ใช่ความจำเป็น (need) ต้องไม่ละเมิดกฎตัวเองครับ

เงินสำรอง มันจะมีเรื่องแปลกอยู่อย่าง คล้าย ๆ ถังดับเพลิง คล้าย ๆ ถุงลมตรงพวงมาลัย ไม่ได้มีเพื่อต้องการใช้ครับ แต่มีไว้อุ่นใจเฉย ๆ แล้วคนที่มีก็มักจะไม่ได้ใช้ด้วย มันก็สมเหตุสมผลนะครับ ถ้าคนที่วางแผนบริหารเงินดีแบบนี้ เขาก็คงไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน แต่คนที่ไม่มี ส่วนมากก็จะเจอแต่ปัญหาเรื่องเงินนี้ร่ำไป

ความแปลกอีกอย่างคือ คนที่วางแผนการเงินที่คนมองทั่วไปว่าคิดแต่เรื่องเงินนั้น พวกนี้กลับไม่เจอปัญหาทางการเงิน แล้วสามารถเอาเวลาไปคิดเรื่องอื่น ๆ สบาย ๆ แต่คนที่ไม่คิดเรื่องการบริหารเงินเลย กลับต้องเจอปัญหาทางการเงินตลอดเวลา แล้วก็บ่นแบบนี้เรื่อยไป ซึ่งเราควรหนีจากวงจรแบบนั้นครับ

แผนการเงิน สร้างและทบทวนด้วยตัวเอง

แผนการเงิน (financial plan) เป็นสิ่งสำคัญในการลงทุนระยะยาว ที่น่ายินดี คือ การสร้างและทบทวนแผนการเงินไม่ใช่เรื่องยากครับ ทุก ๆ ปีอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผมจะนัดเพื่อนสนิทที่เคยวางแผนการเงินด้วยกันมาทบทวน หรือรีวิวแผนกันอีกรอบ เพราะแต่ละปีผ่านไป เส้นทางชีวิต รายได้ สภาพแวดล้อม และสภาวะอะไรหลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป

อย่างที่เคยบอกครับว่า การวางแผนการเงิน ก็คือ “การวางแผนชีวิต” เพราะฉะนั้น เราก็ควรจัดการเรื่องเงินให้สอดคล้องกับชีวิตที่เปลี่ยนไปด้วย ผมก็เลยคิดว่า น่าจะเขียนบทความเสมือนเรานั่งคุยเรื่อง แผนการเงิน อยู่ด้วยกัน ทุกท่านจะได้สร้างและวางแผนการเงินด้วยตัวเองได้ ซึ่งจะมีลำดับคำถามประมาณนี้


(1) “รายได้และค่าใช้จ่ายตอนนี้เป็นอย่างไร?”

ก่อนอื่นเราต้องรู้กันก่อนว่า ตัวเราเองมีรายรับรายจ่ายอย่างไรบ้าง ตัวอย่างนะครับ สมมติเพื่อนบอกว่า มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ต่อมาก็จะให้เพื่อนแจกแจงค่าใช้จ่ายเป็น 2 หมวด แต่คิดแค่หมวดแรก คือ

หมวด “ค่าใช้จ่ายคงที่” (fixed costs) เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำไฟ หรือบางคนมีผ่อนบ้าน รถ ก็จะถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ด้วย สมมติเพื่อนบอกว่ามีประมาณเดือนละ 10,000 บาท ก็จะมาคิดค่าใช้จ่ายอีกหมวด คือ หมวดค่าใช้จ่ายที่ไม่คงที่” เพราะมันลดลงได้ เช่น ค่าอาหาร ค่าปาร์ตี้เฮฮาสังสรรค์ ช็อปปิ้ง ฯลฯ ซึ่งพวกนี้ไม่ต้องแจกแจงครับ

ประเด็นอยู่ตรงนี้ เราได้แล้วว่า รายได้ – ค่าใช้จ่ายคงที่ (20,000-10,000) ตอนนี้เหลือเงินเก็บขั้นต้น 10,000 บาท เราต้องตั้งโจทย์เลยครับว่า เราจะตั้งใจออมและลงทุนเท่าไหร่ ผมมักจะใช้วิธีถามว่า เอากี่เปอร์เซ็นต์? สมมติต้องการออม 20% เราก็จะต้องหักเงินไปออมและลงทุน 20% ของรายได้ 20,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 4,000 บาท และต่อไประบบการเงินเราจะมีโครงสร้างประมาณนี้ครับ

รายได้ – เงินออม – ค่าใช้จ่ายคงที่ = ค่าใช้จ่ายไม่คงที่

อย่างเคสนี้ หลังหักเงินออมและค่าใช้จ่ายคงที่แล้ว เราก็จะมีเงินไปจ่ายอย่างอื่น 6,000 บาท (20,000-4,000-10,000) ซึ่งถ้าเราบอกว่า อ้าวงี้กินไม่พอนะ ทางแก้หลัก ๆ ผมแนะนำตามนี้ คือ เริ่มต้นลองหาทางลดค่าใช้จ่ายไม่คงที่ เช่น ประหยัดค่าอาหารเครื่องดื่มแพง ๆ จากกินกาแฟแก้วละร้อยวันละแก้ว ก็ปรับเป็นสัปดาห์ละสองสามแก้ว หรือลดการเที่ยวการสังสรรค์ลงบ้าง

แล้วต่อมาไปดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดคงที่นั้น บางอันมันอาจจะลดลงได้ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำไฟ แต่ถ้ายังไมได้อีกส่วนทางเลือกสุดท้าย ก็คงต้องลดเงินออมลง เช่น จาก 20% ของรายได้ เหลือ 15% แต่ยังไง ๆ ห้ามต่ำกว่า 10% นะครับ และแน่นอนว่า ห้ามไม่ออม !! ถ้ามันไม่ได้จริง ๆ หลักการหาเงินก็มีแค่ 3 อย่าง คือ หนึ่งหารายได้เพิ่ม สองลดรายจ่ายลง และสาม ทำทั้งคู่


(2) “เป้าชีวิตและแผนอนาคตที่วางไว้?” (จะได้สร้าง แผนการเงิน สอดคล้องกัน)

อันนี้สำคัญเพราะ แผนการเงิน ควรจะสอดคล้องไปกับแผนชีวิต เช่น อีกสามปีข้างหน้าจะเรียนต่อ อีกสองปีจะแต่งงาน อีกสิบปีจะซื้อบ้าน แบบนี้ก็จะวางแผนการเงินต่างกันไปครับ เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ละท่าน ต้องลองไปปรับกัน แต่ส่วนหนึ่งในคำถามนี้จะถามต่อว่า เราต้องการอายุช่วง 50-60 มีรายได้จาก Passive Income หรือผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทางการเงินในรูปเสมือนดอกเบี้ยมาใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ แบบถ้าไม่มีเงินเดือนแล้วก็จะมีรายได้ส่วนนี้เข้ามาใช้จ่ายแทนไปเลย

ยกตัวอย่างเช่น อยากอายุ 50-60 มีรายได้จากดอกเบี้ยปีละ 1.2 ล้านบาท (ตกเดือนละแสน) ผมก็จะลองให้นึกต่อว่า ลองคิดเลขดูถ้าสมมติดอกเบี้ยที่ว่ามาจากการฝากเงินที่ดอกเบี้ย 3% ต่อปี แล้วจะต้องมีเงินต้นเท่าไหร่? คำนวณโดยเอาดอกเบี้ยทั้งปีที่อยากได้ 1,200,000 บาท มาหาร 0.03 ครับ ซึ่งกรณีนี้คือจะได้เงินต้น 40 ล้านบาท เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป


(3) “แผนการเงิน วางแผนออมเงินและลงทุนยังไงดี?”

ตรงนี้สำคัญเพราะจะได้รู้ว่า เงินที่เราจะเก็บไปลงทุนต้องลงทุนอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้น จากข้อที่แล้ว แผนการเงินของเรากะว่าช่วงอายุ 50-60 เช่น เราเลือกไปว่าอายุ 55 จะมีเงินต้น 40 ล้านบาทนั้น ต้องลงทุนต้องวางแผนเก็บออมเดือนละเท่าไหร่? ผลตอบแทนขนาดไหน? เราอาจลองใช้เครื่องคิดเลขการเงินหรือเว็บไซต์คำนวณก็ได้ครับ

อย่างถ้าอายุตอนนี้ 25 ตอนอายุ 55 ต้องมี 40 ล้านบาท ถ้าทำผลตอบแทนได้ประมาณ 10% ต่อปี ก็จะต้องเก็บเงินเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท เห็นผลลัพธ์ตัวเลขอย่าไปตกใจครับ เราตั้งเป้า 40 ล้านบาทแหน่ะ เรามีเท่าไหร่ตอนนี้ก็ออมไปก่อน สมมติเฉลี่ยแล้วเราได้ลงทุน 10,000 บาทต่อเดือนในอีก 30 ปีข้างหน้า อนาคตก็ควรจะมีครึ่งหนึ่งของเป้าคือ 20 ล้านบาท

ไอ้ตรงประเด็นว่า ออมเดือนละเท่าไหร่นั้น เริ่มไปเลย มีน้อยก็ออมน้อยไปก่อนครับ เดี๋ยวอนาคตรายได้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายลดลงเราก็จะได้ออมเพิ่มขึ้นเอง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องแต่ละท่านว่าจะหาเงินมาลงทุนยังไง แต่ประเด็นที่สำคัญต่อไปคือ แล้วจะลงทุนแบบไหน?

หลัก ๆ ผมจะใช้สินทรัพย์สองประเภท คือ หุ้น (stock) กับ ตราสารหนี้ เป็นตัวลงทุนแบบเรียบง่าย (การลงทุนอย่าไปทำอะไรให้ยากจนเกินไป) โดยเราตั้งผลตอบแทนที่คาดหวังของสินทรัพย์ทั้งสอง (อ้างอิงจากสถิติในอดีต) โดยทั้งคู่จะใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการลงทุน ก็เฉลี่ยว่า กองทุนดัชนีหุ้นควรจะมีผลตอบแทนระยะยาวโดยเฉลี่ยใกล้เคียงผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่ประมาณ 9-10% ต่อปี ส่วนกองทุนตราสารหนี้ก็จะมีผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ยประมาณ 3-4% ต่อปี

ถ้าท่านตั้งแผนแบบหุ้น 100% ผลตอบแทนที่เราเอาไปคำนวณก็อาจใช้ 10% เฉลี่ยต่อปี แต่ถ้าผสมกัน เช่น หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% ก็จะได้ผลตอบแทนระยะยาวคาดหวัง (60 x 10%)+(40 x 4%) = 7.6% ต่อปีในระยะยาว

มาถึงตรงนี้มันจะมีปัจจัยหลายอย่างประกอบมาก เช่น อายุ ความเข้าใจในการลงทุน ภาวะจิตใจในการอดทนต่อผลขาดทุน ความเสี่ยงที่รับได้ ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเองครับ อย่างบางคนอายุน้อย พร้อมลงทุนทุกอย่าง เขาอาจจะเอาเงินลงทุนกองทุนหุ้น 100% เลยก็ได้ และทุกคนสามารถออกแบบแผนลงทุนของตนเองได้อิสระครับ

ส่วนวิธีลงทุนนั้นก็เรียบง่ายครับ ใช้กองทุนหุ้น หรือกองตราสารหนี้ตามแผนการเงินที่คิดไว้ เป็นเครื่องมือในการลงทุน โดยใช้หลัก “จ่ายให้ตัวเองก่อน” และ “ลงทุนแบบอัตโนมัติ” เช่น เราวางแผนลงทุนหุ้น 100% เงินที่ออมก็ตั้งค่าให้หักไปลงทุนในกองทุนทุกเดือนแล้วก็มีวินัย อดทน ทำตามแผนไปเรื่อย ๆ ครับ แต่ละปีก็แค่มาตรวจสอบกันอีกครั้งว่า จะออมเพิ่มเท่าไหร่ปีนี้ ตอนนี้เงินถึงไหนแล้ว แค่นั้นเอง จำข้อแรกสุดได้ไหมครับ จริง ๆ แล้วระบบการเงินสุดท้ายจำง่าย ๆ ของเราก็แค่

รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย

เพราะฉะนั้นหักเงินไปลงทุนให้ตัวเองก่อน จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด

อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ เรื่องของภาษี ให้คำนึงถึงการลงทุนกองทุนรวมที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีก่อน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)  ก็ดูว่า สมมติเราตั้งใจออมและลงทุน 50% ของรายได้ ก็ดูว่าหัก PVD ไปแล้วกี่ % แล้วสามารถซื้อ LTF/RMF ได้เท่าไหร่ตามสิทธิประโยชน์ทางภาษี ถ้า LTF/RMF ซื้อเต็มตามสิทธิแล้ว แต่เราต้องการออมมากกว่านั้นส่วนที่เหลือก็ค่อยลงกองทุนธรรมดาครับ


(4) “มีเงินสำรองฉุกเฉินหรือยัง?”

อันนี้สำคัญมาก ผมจะเน้นทุกครั้งว่า ไม่ว่าจะลงทุนยังไง แผนเป็นแบบไหน เราต้องมี เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เอาไว้อย่างน้อย 6-24 เดือน อาจจะเก็บไว้ใน กองทุนตลาดเงิน บางคนอาจเลือกที่จะพักไว้ใน กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น หรือจะเก็บในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารบางส่วนก็ได้ครับ

วิธีคำนวณคือ เอารายได้หรือค่าใช้จ่าย (ใช้ตัวที่มากกว่า) คูณ 6-24 เช่น มีรายได้เดือนละ 20,000 ค่าใช้จ่ายเดือน 15,000 แบบนี้ใช้ 20,000 x 6 หรือ 24 จะได้ 120,000 หรือ 480,000 ตัวเลขนี้บอกเราว่า เราต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินขั้นต่ำที่ 120,000 และอาจจะเก็บสูงกว่านั้นได้ แต่ถ้าถึง 480,000 ก็ถือว่าปลอดภัยขั้นสูง ส่วนเกินจากนั้นแนะนำให้เอาไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นจะดีกว่า

ที่เราต้องมีสำรองฉุกเฉินเพื่อเป็นกันชนครับ เวลามีเรื่องอะไรฉุกเฉิน (อาทิ ค่ารักษาพยาบาล อยากย้ายงาน ตกงาน ฯลฯ) เราสามารถระดมทุนใช้เงินจากตรงนี้ได้ก่อน ทำให้มีระยะเวลาอยู่รอดให้คิดอะไรได้อิสระในระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องไปยุ่งกับแผนลงทุนของเราครับ เงินลงทุนก็คือเงินลงทุนปล่อยให้เงินทำงานไป ไม่เจอเรื่องเด็ดขาดลำบากจริง ๆ ห้ามไปยุ่ง ให้ใช้เงินสำรองฉุกเฉินเป็นหน้าด่านกันชนไปก่อนครับ

สรุป แผนการเงิน แบบพกพา

plan

หลักๆแล้วก็ผมกับเพื่อนก็จะมีการสร้างและวางแผนการเงินประมาณนี้ครับ ลองนำไปปรับใช้กันดู ขอย้ำว่า การจะลงทุนให้ประสบความสำเร็จและมีฐานะทางการเงินที่ดีในอนาคต ไม่ได้จำเป็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก ไม่ต้องลงทุนด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงอะไรขนาดนั้น แค่สร้างแผนลงทุนที่สอดคล้องกับชีวิต ปฏิบัติตามได้ ลงทุนแบบเรียบง่าย เน้นความสม่ำเสมอ รักษาวินัย มีความอดทนที่จะลงทุนไปตามแผนเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม การสร้างแผนการเงินนั้นไม่ได้ยาก แต่ต่อให้แผนดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ครับ ถ้าขาดสิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจของความสำเร็จในเรื่องนี้ นั่นก็คือ “การลงมือทำ” 

สร้างและทบทวนแผนการเงินด้วยตัวเอง

ทุกๆปีอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผมจะนัดเพื่อนสนิทที่เคยวางแผนการเงินด้วยกันมาทบทวนหรือรีวิวแผนกันอีกครั้ง เพราะแต่ละปีผ่านไป เส้นทางชีวิต, รายได้, อะไรหลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป อย่างที่เคยบอกว่า

การวางแผนการเงิน ก็คือ “การวางแผนชีวิต”

เพราะฉะนั้นเราก็ควรจัดการเรื่องเงินให้สอดคล้องกับชีวิตที่เปลี่ยนไปด้วย คราวนี้ผมก็เลยคิดว่าน่าจะเขียนบทความเสมือนเรานั่งคุยเรื่องการวางแผนการเงินด้วยกัน ทุกท่านจะได้สร้างและวางแผนการเงินด้วยตัวเองได้ ก็จะมีลำดับคำถามประมาณนี้

(1) “รายได้และค่าใช้จ่ายตอนนี้เป็นอย่างไร?”

ก่อนอื่นเราต้องรู้กันก่อนว่าตัวเราเองมีรายรับรายจ่ายอย่างไรบ้าง ตัวอย่างนะครับ สมมติเพื่อนบอกว่า มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ต่อมาก็จะให้เพื่อนแจกแจงค่าใช้จ่ายเป็น 2 หมวด แต่คิดแค่หมวดแรก คือ

หมวด “ค่าใช้จ่ายคงที่” เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำไฟ หรือบางคนมีผ่อนบ้าน รถ ก็จะถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ด้วย สมมติเพื่อนบอกว่ามีประมาณเดือนละ 10,000 บาท ก็จะมาคิดค่าใช้จ่ายอีกหมวด คือ หมวด “ค่าใช้จ่ายที่ไม่คงที่” เพราะมันลดลงได้ เช่น ค่าอาหาร ค่าปาร์ตี้เฮฮาสังสรรค์ ช็อปปิ้ง ฯลฯ ซึ่งพวกนี้ไม่ต้องแจกแจงครับ

ประเด็นอยู่ตรงนี้ เราได้แล้วว่า รายได้ – ค่าใช้จ่ายคงที่ (20,000-10,000) ตอนนี้เหลือเงินขั้นต้น 10,000 บาท เราต้องตั้งโจทย์เลยครับ ว่าเราจะตั้งใจออมและลงทุนเท่าไหร่ ผมมักจะใช้วิธีถามว่า เอากี่เปอร์เซนต์? สมมติต้องการออม 20% เราก็จะต้องหักเงินไปออมและลงทุน 20% ของรายได้ 20,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 4,000 บาท ต่อไประบบการเงินเราจะมีโครงสร้างประมาณนี้ครับ

รายได้ – เงินออม – ค่าใช้จ่ายคงที่ = ค่าใช้จ่ายไม่คงที่

อย่างเคสนี้ หลังหักเงินออมและค่าใช้จ่ายคงที่แล้ว คุณก็จะมีเงินไปจ่ายอย่างอื่น 6,000 บาท (20,000-4,000-10,000) ซึ่งถ้าเราบอกว่า อ้าวงี้กินไม่พอนะ ทางแก้หลักๆผมแนะนำสองวิธีนี้ก่อน คือ ก) หาทางลดค่าใช้จ่ายไม่คงที่ เช่น ประหยัดค่าอาหารเครื่องดื่มแพงๆ จากกินกาแฟแก้วละร้อยวันละแก้ว ก็ปรับเป็นสัปดาห์ละสองสามแก้ว หรือลดการเที่ยวการสังสรรค์ลงบ้าง กับ ข) ไปดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดคงที่นั้น บางอันมันอาจจะลดลงได้ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำไฟ ส่วนทางเลือกสุดท้าย ค) ลดเงินออมลง เช่น จาก 20% ของรายได้ เหลือ 15% แต่ยังไงๆห้ามต่ำกว่า 10% นะครับและแน่นอนห้ามไม่ออม(ฮ่าๆ) ถ้ามันไม่ได้จริงๆ หลักหาเงินก็มีแค่ 3 อย่าง คือ หนึ่ง-หารายได้เพิ่ม สอง-ลดรายจ่ายลง สาม-ทำทั้งคู่ เราไปแก้ด้านนี้แทน แต่ด้านเงินออมและลงทุนยังไงชีวิตนี้ไม่ควรลดครับ ควรจะเพิ่มด้วยซ้ำถ้ามีรายได้เพิ่มหรือลดรายจ่ายลงได้

(2) “เป้าชีวิตและแผนอนาคตที่วางไว้?”

อันนี้สำคัญเพราะแผนการเงินควรจะสอดคล้องไปกับแผนชีวิต เช่น อีกสามปีข้างหน้าจะเรียนต่อ อีกสองปีจะแต่งงาน อีกสิบปีจะซื้อบ้าน แบบนี้ก็จะวางแผนการเงินต่างกันไปครับ เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ละท่าน ต้องลองไปปรับกัน แต่ส่วนหนึ่งในคำถามนี้จะถามต่อว่า ต้องการอายุช่วง 50-60 มีรายได้จาก Passive Income หรือผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทางการเงินในรูปเสมือนดอกเบี้ยมาใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ (แบบถ้าไม่มีเงินเดือนแล้วก็จะมีรายได้ส่วนนี้เข้ามาใช้จ่ายได้แทนไปเลย) ยกตัวอย่างเช่น อยากอายุ 50-60 มีรายได้จากดอกเบี้ยปีละ 1.2 ล้านบาท(เดือนละแสน) ผมก็จะลองให้นึกต่อว่า ลองคิดเลขดูถ้าสมมติดอกเบี้ยที่ว่ามาจากการฝากเงินที่ดอกเบี้ย 3% ต่อปี จะมีเงินต้นเท่าไหร่? คำนวณโดยเอาดอกเบี้ยทั้งปีที่อยากได้ 1,200,000 บาท มาหาร 0.03 ครับ ซึ่งกรณีนี้คือจะได้เงินต้น 40 ล้านบาท เพื่อไปสู่ขั้นตอนต่อไป

(3) “วางแผนออมเงินและลงทุนยังไงดี?”

ตรงนี้สำคัญเพราะจะได้รู้ว่า เงินที่เราจะเก็บไปลงทุนต้องลงทุนอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้น จากข้อที่แล้ว แผนการเงินของเรากะว่าช่วงอายุ 50-60 เช่น เราเลือกไปว่าอายุ 55 จะมีเงินต้น 40 ล้านบาทนั้น ต้องลงทุนต้องวางแผนเก็บออมเดือนละเท่าไหร่? ผลตอบแทนขนาดไหน? อาจลองใช้เครื่องคิดเลขการเงินหรือเว็บไซต์คำนวณ เช่น ของกลต. Start-to-invest ก็ได้ครับ อย่างถ้าอายุตอนนี้ 25 ตอนอายุ 55 ต้องมี 40 ล้านบาท ถ้าทำผลตอบแทนได้ประมาณ 10% ต่อปี ก็จะต้องเก็บเงินเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท เห็นผลลัพธ์ตัวเลขอย่าไปตกใจครับ เราตั้งเป้า 40 ล้านบาทแหน่ะ เรามีเท่าไหร่ตอนนี้ก็ออมไปก่อน สมมติเฉลี่ยแล้วเราได้ลงทุน 10,000 บาทต่อเดือนในอีก 30 ปีข้างหน้า อนาคตก็ควรจะมีครึ่งหนึ่งของเป้าคือ 20 ล้านบาท ไอ้ตรงประเด็นว่าออมเดือนละเท่าไหร่นั้น มีน้อยก็ออมน้อยไปก่อนครับ เริ่มไปเลย เดี๋ยวอนาคตรายได้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายลดลงเราก็จะได้ออมเพิ่มขึ้นเอง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องแต่ละท่านว่าจะหาเงินมาลงทุนยังไง แต่ประเด็นที่สำคัญต่อไปคือ จะลงทุนแบบไหน?

หลักๆผมจะใช้สินทรัพย์สองประเภท คือ หุ้นกับตราสารหนี้ เป็นตัวลงทุนแบบเรียบง่าย (การลงทุนอย่าไปทำอะไรให้ยากจนเกินไป) โดยเราตั้งผลตอบแทนที่คาดหวังของสินทรัพย์ทั้งสอง (อ้างอิงจากสถิติในอดีต) โดยทั้งคู่จะใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการลงทุน ก็เฉลี่ยว่า กองทุนหุ้นควรจะมีผลตอบแทนระยะยาวโดยเฉลี่ยใกล้เคียงผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่ประมาณ 9-10% ต่อปี ส่วนกองทุนตราสารหนี้ก็จะมีผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ยประมาณ 3-4% ต่อปี ถ้าท่านตั้งแผนแบบหุ้น 100% ผลตอบแทนที่เราเอาไปคำนวณก็อาจใช้ 10% เฉลี่ยต่อปี แต่ถ้าผสมกัน เช่น หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% ก็จะได้ผลตอบแทนระยะยาวคาดหวัง (60 x 10%)+(40 x 4%) = 7.6% ต่อปีในระยะยาว มาถึงตรงนี้มันจะมีปัจจัยหลายอย่างประกอบมาก เช่น อายุ, ความเข้าใจในการลงทุน, ภาวะจิตใจในการอดทนต่อผลขาดทุน, ความเสี่ยงที่รับได้ ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเองครับ อย่างบางคนอายุน้อย พร้อมลงทุนทุกอย่าง เขาอาจจะเอาเงินลงทุนกองทุนหุ้น 100% เลยก็ได้ ทุกคนออกแบบแผนลงทุนได้อิสระครับ

ส่วนวิธีลงทุนก็เรียบง่ายครับ ใช้กองทุนหุ้น(หรือกองตราสารหนี้ตามแผนการเงินที่คิดไว้)เป็นเครื่องมือในการลงทุน ใช้หลัก “จ่ายให้ตัวเองก่อน” และ “ลงทุนแบบอัตโนมัติ” เช่น เราวางแผนลงทุนหุ้น 100% เงินที่ออมก็ตั้งค่าให้หักไปลงทุนในกองทุนทุกเดือนแล้วก็มีวินัย อดทน ทำตามแผนไปเรื่อยๆครับ แต่ละปีก็แค่มาตรวจสอบกันอีกครั้ง ว่าจะออมเพิ่มเท่าไหร่ปีนี้ ตอนนี้เงินถึงไหนแล้ว แค่นั้นเอง จำข้อแรกสุดได้ไหมครับ จริงๆแล้วระบบการเงินสุดท้ายจำง่ายๆของเราก็แค่

รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย

เพราะฉะนั้นหักเงินไปลงทุนให้ตัวเองก่อน เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด

อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ เรื่องของภาษี ให้คำนึงถึงการลงทุนกองทุนรวมที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีก่อน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(PVD) กองทุนหุ้นระยะยาว(LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF)  ก็ดูว่า สมมติเราตั้งใจออมและลงทุน 50% ของรายได้ ก็ดูว่าหัก PVD ไปแล้วกี่% แล้วสามารถซื้อ LTF,RMF ได้เท่าไหร่ตามสิทธิประโยชน์ทางภาษี ถ้า LTF,RMF ซื้อเต็มตามสิทธิแล้ว แต่เราต้องการออมมากกว่านั้นส่วนที่เหลือก็ค่อยลงกองทุนธรรมดาครับ

(4) “มีเงินสำรองฉุกเฉินหรือยัง?”

อันนี้สำคัญมาก ผมจะเน้นทุกครั้งว่า ไม่ว่าจะลงทุนยังไง แผนเป็นแบบไหน เราต้องมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเอาไว้อย่างน้อย 6-24 เดือน อาจจะเก็บไว้ใน กองทุนตลาดเงิน บางคนอาจเลือกที่จะพักไว้ใน กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น หรือจะเก็บในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารบางส่วนก็ได้ครับ

วิธีคำนวณคือ เอารายได้หรือค่าใช้จ่าย(ใช้ตัวที่มากกว่า) คูณ 6-24 เช่น มีรายได้เดือนละ 20,000 ค่าใช้จ่ายเดือน 15,000 แบบนี้ใช้ 20,000 x 6 หรือ 24 จะได้ 120,000 หรือ 480,000 ตัวเลขนี้บอกเราว่า เราต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินขั้นต่ำที่ 120,000 และอาจจะเก็บสูงกว่านั้นได้ แต่ถ้าถึง 480,000 ก็ถือว่าปลอดภัยขั้นสูง ส่วนเกินจากนั้นแนะนำให้เอาไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นจะดีกว่า

ที่เราต้องมีสำรองฉุกเฉินเพื่อเป็นกันชนครับ เวลามีเรื่องอะไรฉุกเฉิน (อาทิ ค่ารักษาพยาบาล อยากย้ายงาน ตกงาน ฯลฯ) เราสามารถระดมทุนใช้เงินจากตรงนี้ได้ก่อน ทำให้มีระยะเวลาอยู่รอดให้คิดอะไรได้อิสระในระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องไปยุ่งกับแผนลงทุนของเราครับ เงินลงทุนก็คือเงินลงทุนปล่อยให้เงินทำงานไป ไม่เจอเรื่องเด็ดขาดลำบากจริงๆ ห้ามไปยุ่ง ให้ใช้เงินสำรองฉุกเฉินเป็นหน้าด่านกันชนไปก่อนครับ

สรุปแบบพกพา

plan

หลักๆแล้วก็ผมกับเพื่อนก็จะมีการสร้างและวางแผนการเงินประมาณนี้ครับ ลองนำไปปรับใช้กันดู ^_^

การจะลงทุนให้ประสบความสำเร็จและมีฐานะทางการเงินที่ดีในอนาคต ไม่ได้จำเป็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก ไม่ต้องลงทุนด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงอะไรขนาดนั้น แค่สร้างแผนลงทุนที่สอดคล้องกับชีวิต ปฏิบัติตามได้ ลงทุนแบบเรียบง่าย เน้นความสม่ำเสมอ วินัย มีความอดทนที่จะลงทุนไปตามแผนเรื่อยๆ การสร้างแผนการเงินนั้นไม่ได้ยาก แต่ให้แผนดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ครับ ถ้าขาดสิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจของความสำเร็จในเรื่องนี้ นั่นก็คือ

“การลงมือทำ” 

วิธีเปิดกองทุนรวมเจ้าหลักและตั้งค่าซื้อรายเดือน

เคยมีนักลงทุนหลายท่านถามว่า อยากจะซื้อกองทุนสะสมทุกเดือนแบบที่เคยแนะนำจะทำยังไงดี ตัดบัญชีอะไรได้บ้าง? แล้วทำยังไง ต้องติดต่อที่ไหน เลยคิดว่าน่าจะเขียนสักบทความ ใช้ประสบการณ์ที่ส่วนตัวมีเลขผู้ถือหน่วยครบเกือบทุกบลจ.ล่ะครับ อิอิ ผมจะเขียนเฉพาะเจ้าหลักๆล่ะกัน จะละเอียดหน่อยสำหรับเจ้าที่ผมใช้บ่อยนะครับ ขออนุญาติเขียนนิยามคำซ้ำๆไว้ก่อนจะได้เข้าใจตรงกัน

ก. บัญชีรับเงิน = บัญชีที่เราผูกกับกองทุนไว้ เวลาขายกองทุน เงินจะเข้าบัญชีอันนี้
ข. บัญชีตัดเงิน = ส่วนมากใช้เวลาซื้อในเน็ต มันจะตัดเงินจากบัญชีนี้ที่เราทำเรื่องไว้ไปซื้อกองทุน
ค. ซื้อครั้งแรก = การซื้อกองทุนครั้งแรก เช่น ไปเปิดกองทุนที่ธนาคาร จะต้องซื้อขั้นต่ำตามกำหนด
ง. ซื้อครั้งต่อไป = การซื้อกองทุนครั้งหลังๆ (หลังจากเปิดกองทุนแล้ว) จำนวนเงินมักจะต่ำกว่าครั้งแรก
จ. เอกสารซื้อกองทุนครั้งแรกมักจะไม่ต่างกัน ต้องมีสมุดบัญชีออมทรัพย์(ตามที่แต่ละเจ้าให้ใช้ธนาคารไหนได้บ้าง) บัตรประจำตัวประชาชน และ “เงินขั้นต่ำ” แล้วแต่ว่าจะซื้อครั้งแรกหรือครั้งอื่น ออ ถ้าคนไม่มีสมุดบัญชีออมทรัพย์แล้วเปิดใหม่ ก็แนะนำเตรียม 500 บาทสำหรับเปิดบัญชีธนาคารครั้งแรก ส่วนบัตรเอทีเอ็มนั้นถ้าไม่จำเป็นก็ปฏิเสธไปครับ

(1) บลจ.กสิกรไทย (K-Asset)
       วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเปิดกองทุนเจ้านี้คือ ไปธนาคารกสิกรไทยครับ ก็แจ้งเรื่องว่าจะมาเปิดกองทุน เจ้านี้จะโหดหน่อย ซื้อกองทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 5,000 บาททุกครั้งที่เปิดกองใหม่ และครั้งต่อไปก็ 5,000 บาทเหมือนเดิม (ยกเว้นบางกองเช่น K-Money, K-MPLUS พวกนี้ขั้นต่ำ 500 ทุกครั้งที่ซื้อ) บัญชีรับเงินจะผูกได้แค่ บัญชีธนาคารกสิกร เท่านั้น พอเปิดเสร็จก็ได้สมุดมาเล่มหนึ่ง หลังจากนั้นวิธีซื้อขายกองทุนที่สะดวกสุดของเจ้านี้คือ K-Invest ซึ่งถ้าใครมี K-Cyber Banking ที่ไว้โอนเงินของธนาคาร เราสามารถ login เข้าไปสมัคร K-Invest ได้ ก็กรอกๆไปครับ พอใช้งานได้ เราก็จะซื้อ ขาย หรือตั้งให้มันซื้อล่วงหน้าทุกเดือนได้ผ่านเน็ต ผมว่าเจ้านี้ทำสะดวกนะ หน้าตารายการไม่ค่อยรก แล้วก็สมัยนี้มันโชว์ใน K-Mobile Banking Plus ก็ซื้อกองทุนผ่านแอพมือถือได้ด้วย แล้วก็สำหรับคนที่ตั้งใจจะตัดเงินซื้อกองทุนสะสมทุกเดือน เจ้านี้มีสองวิธีคือ ตั้งค่าซื้อรายเดือนใน K-Invest โดยให้หักตัดบัญชีได้ 5 ธนาคารคือ KBANK SCB BBL BAY TMB (โหลดแบบฟอร์มหักบัญชีแล้วส่งเรื่องไปยังบลจ.กสิกรโดยตรงเรื่องจะไวกว่าไปธนาคารมาก) กับอีกวิธีคือ ไปธนาคารแล้วบอกเขาอยากตัดซื้อรายเดือน เขาก็จะให้กรอกฟอร์ม ตรงนี้ขั้นต่ำในการซื้อรายเดือนคือ 500 บาทครับ

(2) บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM)
       วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเปิดกองทุนเจ้านี้คือ ไปธนาคารไทยพาณิชย์ ก็แจ้งเรื่องว่าจะมาเปิดกองทุน ซื้อกองทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 5,000 บาททุกครั้งที่เปิดกองใหม่ แต่ครั้งต่อไปเหลือ 1,000 บาท SCBAM นี่ลำบากหน่อยตรงที่ “จะรับเงินหรือตัดเงินซื้อกองทุนก็ใช้ได้แค่บัญชีออมทรัพย์ไทยพาณิชย์เท่านั้น” แต่ค่อนข้างจะสะดวกตรงที่ถ้าใครมี SCB Easy Net ธนาคารออนไลน์ ท่านสามารถเอาเลขบัญชีกองทุนไปเพิ่มตรง Easy Fund แล้ววันถัดมาเราก็สามารถตั้งค่าให้ซื้อกองทุนรายเดือนได้ (Advance Purchase) ครับ เช่น ซื้อทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน หักผ่านบัญชีไทยพาณิชย์ เลขที่ xxx ถ้าจำไม่ผิดเจ้านี้ตัดเงินไวนะครับ ตัดตอนตีหนึ่งถึงตีห้าของวันที่ท่านตั้งซื้อ แล้วก็ถ้าจะตั้งแผนใหม่แบบเบื่อวันที่ 1 เอาเป็นวันที่ 20 ต้องยกเลิกแผนเดิมก่อนนะครับ ไม่งั้นมันจะมี 2 แผนตัดเงินซ้ำกัน โดยส่วนตัวคิดว่า SCBAM ซื้อขายกองทุนผ่านเน็ตหรือมือถือค่อนข้างสะดวกเป็นลำดับต้นๆเลยล่ะ

(3) บลจ.บัวหลวง (BBLAM)
       สะดวกสุดคือไปธนาคารกรุงเทพ ซื้อกองทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 500 บาททุกครั้งที่เปิดกองใหม่ ครั้งต่อๆไปก็ 500 บาท (ช่วงหลังๆไม่แน่ใจว่ามีกองไหนยังต้องเปิด 1,000 หรือเปล่านะครับ สมัยก่อนต้องเปิด 1 พันแต่ปรับลงมา) บัวหลวงจะคล้ายๆกับไทยพาณิชย์ “จะรับเงินหรือตัดเงินซื้อกองทุนก็ใช้ได้แค่บัญชีออมทรัพย์กรุงเทพเท่านั้น” เจ้านี้พิเศษหน่อยตรงที่เราต้องทำเรื่องขอให้เพิ่มเลขกองทุนเข้า iBanking ของธนาคาร แต่ถ้าเพิ่มแล้วเราก็จะซื้อขายกองทุนได้สะดวกบนเน็ตและมือถือ (เจ้านี้ค่อนข้างทำแอพสบายตา) ความพิเศษอีกอย่างคือบลจ.บัวหลวงซื้อขายผ่านบัตรเอทีเอ็มได้ (ทำเรื่องขอผูกบัญชีกองทุนกับบัตรก่อนนะครับ) ก็ไปกดๆซื้อที่ตู้ แล้วก็สามารถซื้อขายผ่านบัวหลวงโฟน 1333 ได้อีก แต่สำหรับคนที่ต้องการซื้อรายเดือนสะสม ต้องกรอกแบบฟอร์มที่ธนาคารครับ ที่นี่เรียกว่า ซื้อถัวเฉลี่ยรายเดือน ขั้นต่ำก็ 500 บาทครับผม แต่เวลาจะแก้ไขก็ต้องมากรอกแบบฟอร์มแก้ใหม่ด้วย

(4) บลจ.กรุงศรี (KSAM)
       เจ้านี้คือในบรรดาระบบซื้อขาย online ผมชอบมากที่สุด กรุงศรีนี่โดยปกติเปิดกองทุนครั้งแรก 2,000 ครั้งต่อไปเท่ากัน แต่สำหรับบางกองเช่น KFSPLUS เข้าใจว่าจะซื้อได้ที่ 1,000 ต่อครั้งครับ ก็ไปธนาคารกรุงศรีนี่ล่ะ ข้อเด่นสุดที่ดีมากๆสำหรับค่ายนี้คือ คุณตัดเงินและรับเงินผ่านธนาคารได้หลากหลาย ประมาณ 7 แห่ง คือ BBL SCB KBANK KTB BAY TMB LHBANK ตอนซื้อเสร็จบอกเขาสมัคร @ccess Online ด้วย ระบบนี้ทำให้คุณซื้อขายกองทุนออนไลน์ได้ และผูกบัญชีได้ครบเลย (ส่วนตัวผมผูกบัญชีไว้ 6 ธนาคารทั้งตัดเงิน รับเงินขายคืน แต่ละธนาคารผูกได้หลายเลขนะครับ เช่น ผมอาจผูกบัญชีออมทรัพย์กรุงไทย 2 บัญชีเลยก็ได้) จึงเหมาะจะเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เช่น คุณซื้อ KFSPLUS (กองทุนตลาดเงินกึ่งตราสารหนี้ระยะสั้น) ไว้พักเงิน สมมติคุณได้เงินเดือนผ่าน SCB แต่มีบัตร ATM ของ KBANK คุณสามารถตั้งค่าให้หักเงินผ่าน SCB ซื้อกองทุน แล้วขายกองทุนให้ไปยังบัญชี KBANK ได้ ที่สำคัญคือ กรุงศรีนี้ตั้งค่าซื้อหรือขายกองทุนรายเดือนในเน็ตได้ง่ายๆเลยครับ คือใครเปิดกองทุนกรุงศรี เลือกแผนอัตโนมัติก็ตั้งค่าซื้อสะสมรายเดือนได้ล่ะ เลือกได้ด้วยว่าจะให้หักบัญชีธนาคารไหน(ไปทำเรื่องสมัครหักเงินฝากก่อน ไปธนาคารหรือจะปริ้นต์ส่งไปบลจ.โดยตรงก็ได้ครับ ใครสะดวกก็ไปตรงชั้น 1 ตึกเพลินจิตทาวเวอร์ตรงข้างๆเมอคิวรี่กับอาคารต้นสนชิดลมอ่ะครับ)  แต่แนะนำเลย สมัคร @ccess ซะ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

(5) บลจ.ทหารไทย (TMBAM)
       ในสมัยก่อน บลจ. ทหารไทยสามารถผูกบัญชีตัดเงินรับเงินได้เยอะมาก คือทุกแบงก์เกือบครบ ทั้ง BBL KTB SCB KBANK BAY TMB TBANK(ธนชาต) UOB LHBANK (ทำทุกอย่างแบบที่อธิบายของกรุงศรีได้เลย เรื่องพักเงิน) แต่ตอนนี้ (หลังก.ย. 2560) สามารถทำได้เฉพาะผู้ลงทุนที่เปิดบัญชีกับบลจ.โดยตรงหรือตัวแทนขายอื่น เพราะ คนที่เปิดบัญชีกองทุนกับธนาคาร TMB จะผูกบัญชีได้เฉพาะกับบัญชีออมทรัพย์ธนาคารทหารไทยเท่านั้น!  ทำให้ความสะดวกของเจ้านี้ลดลงไปมาก อย่างไรก็ดี เจ้านี้ยังมีข้อดีในการช่วยใออม เพราะกองทุนทหารไทยเปิดบัญชีครั้งแรก 1,000 ครั้งต่อไปคุณซื้อ 1 บาทก็ได้ ส่วนการซื้อสะสมกองทุนรายเดือนจะกรอกแบบฟอร์มที่ธนาคารก็ได้ให้ตัดเงิน แต่แนะนำเหมือนกันว่าสมัคร Fundlink Online ของบลจ.ซะ (เจ้านี้เป็นอีกเจ้าที่น่าชมในเรื่องระบบออนไลน์ที่ข้อมูลดีและจัดการง่าย)

(6) บลจ.ธนชาต (Thanachart Fund)
       ระบบคล้ายๆบลจ.กรุงศรีและทหารไทย ซื้อครั้งแรกไปธนาคารธนชาต เปิดบัญชีครั้งแรก 1,000 บาท ครั้งต่อไป 1,000 เท่ากัน จะทำเรื่องตัดเงินซื้อสะสมทุกเดือนก็กรอกใบคำขอที่ธนาคารก็ได้ แต่ก็แนะนำให้สมัคร Thanachart Fund online ด้วย เขาปรับปรุงใหม่ผมว่าใช้ง่ายและดีขึ้นเยอะ เราสามารถตั้งค่าซื้อขายกองทุนรายเดือนได้ในเน็ตครับ แต่ต้องทำเรื่องหักเงินรับเงินไว้ด้วย กรณีบัญชีหักเงินเจ้านี้ได้ 5 ธนาคาร SCB BBL KBANK BAY TBANK

(7) บลจ.กรุงไทย (KTAM)
       ซื้อครั้งแรกไปธนาคารกรุงไทย เปิดบัญชีครั้งแรก 1,000 บาท ครั้งต่อไป 1,000 เท่ากัน จะทำเรื่องตัดเงินซื้อสะสมทุกเดือนก็กรอกใบคำขอที่ธนาคารก็ได้ หรือจะตั้งค่าในเน็ตก็ได้ ระบบที่นี่ชื่อ KTAM Smart Trade ผูกได้ 5 บัญชีธนาคาร รับเงินตัดเงิน คือ KTB BBL SCB KBANK BAY แต่ต้องระวังนะครับอันนี้หมายถึงผูกกับ KTAM Smart Trade (ปริ้นต์ส่งไปบลจ.ที่ตึกเอ็มไพร์ง่ายสุด) เพราะถ้าซื้อผ่านธนาคารมันจะถูกระบบให้ผูกบัญชีรับเงินตัดเงินได้แค่ KTB หรือธนาคารกรุงไทย เตรียมสมุดออมทรัพย์กรุงไทยไปด้วย


คือต้องเข้าใจก่อนว่าหลายๆบลจ.นั้นการซื้อผ่านธนาคารคือ การซื้อขายผ่านตัวแทนเจ้าหนึ่ง คนที่เปิดกองทุนกับบลจ.ที่สำนักงานโดยตรงกับซื้อผ่านธนาคารจะได้ความสะดวกบางอย่างต่างกัน ถ้าไปเจอพนักงานขายที่ธนาคารยืนยันว่าไม่ได้ ใช้บัญชีธนาคารอื่นรับเงินไม่ได้ ก็ต้องเข้าใจว่าอาจจะเพราะ 1)พนักงานไม่รู้ (เอาจริงๆนักลงทุนโปรๆหลายคนยังไม่รู้เลยครับ) 2)พนักงานรู้แต่ด้วยนโยบายธนาคารต้องบอกไปก่อนว่าใช้ได้แค่บัญชีตัวเอง ถ้าเรามั่นใจเราก็ยืนยันบอกไปครับ ไม่ก็ให้เขาโทรคุยกับบลจ.ก็จะเคลียร์กันง่ายขึ้น หรือบางเจ้าระบบทั้งมวล พนักงานธนาคารทำไม่ได้ คุณต้องส่งเอกสารไปเดินเรื่องเองที่สำนักงานบลจ.ก็มี หลังๆมีอะไรผมก็ติดต่อบลจ.โดยตรงง่ายกว่า

เพราะฉะนั้น อ่านบทความนี้แล้ว เวลาไปซื้อกองทุนที่ธนาคาร โดยเฉพาะเจ้าที่ตัดเงินรับเงินได้หลากหลาย เช่น กรุงศรี ทหารไทย ธนชาต ฯลฯ ถ้าจะเอาสะดวกสุดผมแนะนำไปสาขาที่ชินกับความแอดวานซ์ รู้เรื่องดี เช่น แถวสยาม พารากอน เซ็นทรัลเวิล์ด สีลม ชิดลม ย่านธุรกิจพวกนี้เขาจะพอทราบครับ



  
(9) บลจ.อื่นๆ
      บลจ.ลูกแบงก์อื่นๆ เช่น ยูโอบี แลนด์แอนด์เฮาส์ ซีไอเอ็มบีพรินซิเพิล ผมเคยเปิดแต่ก็ลืมๆไปบ้าง แต่คอนเซปต์คล้ายๆกันครับ ส่วนมากจะผูกบัญชีกับธนาคารตัวเอง เช่น บลจ.ยูโอบี ไปซื้อที่ธนาคารยูโอบีก็มักจะต้องรับเงินตัดเงินผ่านออมทรัพย์ยูโอบี เจ้านี้ถ้าจำไม่ผิด ส่วนใหญ่ซื้อครั้งแรก 2,000 ครั้งต่อไป 1 บาท คล้ายๆทหารไทย (แต่บางกองก็ไม่นะครับต้องดูด้วย) เจ้านี้ตัดเงินซื้อทุกเดือนโดยการกรอกแบบฟอร์มที่ธนาคารหรือตั้งค่าซื้อรายเดือนผ่านออนไลน์ (จะให้ดีสมัคร online ด้วยนะครับ ข้อดีคือสามารถติดต่อขอทำเรื่องกับบลจ.ให้หักเงินตัดเงินรับเงินผ่านธนาคารอื่นได้ น่าจะ 5 ธนาคารนะครับ BBL SCB KBANK BAY TMB และ UOB ด้วย)

บลจ.เอกเทศอย่าง MFC แอสเซทพลัส ฯลฯ อันนี้ต้องไปสมัครเองที่สำนักงาน อย่าง MFC นี่อยู่ตึกแถวๆตรงแยกก่อนถึงอโศก (เข้าใจว่าอยู่ตึกเดียวกับสำนักบัญชีอีวาย) แล้วก็มีสาขาอื่นๆด้วย รายละเอียดคงต้องขอให้ลองศึกษาดู ผมจำไม่ได้ล่ะว่าขั้นต่ำอะไรยังไง เลือนราง 555

อีกบลจ.ที่จำแม่นหน่อย คือ Aberdeen ส่วนตัวไปซื้อที่ตึกบางกอกซิตี้ตรงแยกบีทีเอสช่องนนทรีอ่ะครับ ซื้อทุกครั้ง 10,000 บาท แต่สำหรับกองทุน Aberdeen Growth ถ้าซื้อแบบตัดเงินซื้อสะสมรายเดือนสามารถหักที่ 1,000 บาทต่อเดือนได้ครับ เพราะเข้าโครงการสานฝันที่พันบาทส่วนกองอื่นเข้าใจว่าขั้นต่ำซื้อรายเดือนจะสูงกว่านี้ ซื้อสะสมรายเดือนต้องกรอกแบบฟอร์มนะครับ  วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับบลจ.นี้ในการซื้อขายคือสมัคร Online ซะ สามารถรับเงินตัดเงินได้ 4 ธนาคารคือ BBL SCB KBANK และ BAY คือยุ่งยากครั้งแรกแต่ครั้งอื่นๆสบายครับ

10) การซื้อกองทุนผ่านตัวแทนขายอื่น
      ยกตัวอย่างเช่น อย่างโครงการ Open ของธนาคาร TMB ที่ซื้อกองทุนได้หลายเจ้า เช่น TMBAM, Aberdeen, UOBAM, CIMB-Principal, Manulife พวกนี้ก็จะมีข้อจำกัดเช่น จะซื้อขายก็ต้องไปธนาคารทหารไทย ต้องลองดูรายละเอียดครับว่าทำอะไรได้บ้าง

นอกจากนี้อาจมีตัวแทนขายอื่นเช่น บริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ บริษัทประกันชีวิตบางเจ้าก็ขายกองทุน หรือพวก Fund Supermart อย่าง โนมูระ เมจิคเวลท์ ฯลฯ พวกนี้ก็ดูรายละเอียดอีกที (ถ้าจะเอาให้สะดวกผมว่า โนมูระเนี่ยสะดวกมาก ผูกบัญชีได้ธนาคารเดียวก็จริง แต่ซื้อกองทุนได้ทุกเจ้าในประเทศเลยครับ โดยเฉพาะบัวหลวง ยาขมของพวกตัวแทนขายอิสระ เพราะเขาไม่ค่อยอนุญาตให้ใครขาย แต่โนมูระนี่เทียวไล้เทียวขื่อมานาน จนพึ่งได้เมื่อไม่กี่ปีก่อน)

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์นะครับ ไว้มีอะไรอัพเดตก็จะมาแก้เรื่อยๆให้ : )

ปล. บางธนาคารอาจจะมีรายละเอียดเล็กๆตรงบัญชีที่หักเงินรับเงิน บางเจ้าอาจจะบอก ผูก SCB ได้ แต่ระบุต้องเป็น SCB สาขากรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น หรือบางบลจ.ก็ไม่รับภาระค่าธรรมเนียมให้ เช่น อาจผูกบัญชีต่างจังหวัดแล้วเวลาหักเงินเราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมข้ามเขต แต่บางบลจ.ก็รับภาระให้ ข้อมูลตรงนี้เปลี่ยนแปลงได้ สงสัยก็ลองถามบลจ.เพื่อความชัวร์อีกครั้งครับ (แต่ส่วนมากบลจ.ที่เป็นลูกธนาคาร ธนาคารจะรับภาระค่าธรรมเนียมข้ามจังหวัดของตัวเองให้ครับ เช่น บลจ.บัวหลวง หักเงินจากบัญชีธนาคารกรุงเทพสาขาต่างจังหวัดแบบนี้ไม่มีค่าธรรมเนียมข้ามเขต)