คลังเก็บป้ายกำกับ: Financial-Plan

ทางเลือกในการลงทุนหุ้น

ถ้าเราอยากซื้อหุ้นที่มีขายในตลาดหุ้น หรือ อยากลงทุนในหุ้น มี 2 ตัวเลือกให้เราลงทุนครับ ระหว่าง
(ก) เปิดบัญชีหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์(โบรกเกอร์)แล้วซื้อขายเอง จัดการ หุ้น เอง
(ข) เปิดบัญชีซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น แล้วลงทุนหุ้นผ่าน กองทุนรวม

แล้วมันต่างกันยังไง?

สำหรับ (ก) พอเราเปิดบัญชีหุ้นแล้ว เราก็สามารถเข้าโปรแกรมเช่น Streaming เข้าไปเลือกซื้อหุ้น หรือจะโทรศัพท์หามาร์เก็ตติ้งให้เขาซื้อให้ก็ได้ครับ ถ้าเราซื้อหุ้นแบบนี้ หุ้นจะถูกระบุเป็นชื่อเรา เช่น ถ้าผมซื้อหุ้น หุ้นก็จะระบุว่า นาย Bear Investor ถือหุ้นอยู่ เราจะเลือกซื้อเลือกขายหุ้นอะไรยังไงก็ตามสบายยย แต่แนะนำว่าควรจะศึกษาให้ดี เพราะขาดทุนเอง กำไรเอง เล่นเอง ลงทุนเอง เจ็บและชินไปเอง

ส่วน (ข) อันนี้เราซื้อกองทุนหุ้นแทน กองทุนก็คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างหนึ่ง ที่รวมเงินของนักลงทุนหลายๆคนมารวมกัน แล้วเอาไปลงทุนตามนโยบายกองทุน เช่น ที่เราจะซื้อคือกองทุนหุ้น กองทุนก็จะเอาเงินไปซื้อหุ้น โดยมีคนที่เรียกว่าผู้จัดการกองทุนซื้อขายหุ้นให้เราแทน เรามีหน้าที่ตัดสินใจเลือกว่าจะลงทุนในกองทุนไหน นโยบายลงทุนอย่างไร หน้าที่เลือกหุ้นอยู่ที่ผู้จัดการกองทุนครับ หุ้นที่กองทุนถือก็จะอยู่ในชื่อกองทุนเป็นเจ้าของไม่ใช่เรา (แต่เราก็เป็นเจ้าของกองทุนอยู่ดี) สิ่งที่เราจะได้เมื่อซื้อกองทุนคือ หน่วยลงทุน (Unit) กำไรก็จะมาจากการที่ราคาหน่วยลงทุน (NAV) สูงขึ้น  ซึ่งจะสูงขึ้นได้ก็ต้องเกิดจากกองทุนมีกำไรครับ (อาจจะมาจากกองทุนขายหุ้นที่ถือได้กำไรหรือถือหุ้นแล้วหุ้นราคาขึ้นไปเรื่อยๆ)

ข้อดีข้อเสียหลักๆในแต่ละทางเลือกมีประมาณนี้ครับ

  1. เรื่องการเลือกหุ้น ถ้าเราลงทุนเอง เราจะลงทุนในหุ้นตัวไหนลงทุนยังไงก็ได้ ฝุ่นตลบตีลังกาพลิกแพลง ซื้อหุ้นที่คนไม่รู้จัก ซื้ออะไรก็ได้ แต่กองทุนรวมนั้น เราปล่อยหน้าที่ให้ผู้จัดการกองทุนเป็นคนเลือกหุ้น เราไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้ จะไปบอกว่าฉันชอบหุ้นตัวนี้ คุณต้องซื้อเข้ากองทุนนะ อันนี้ทำไม่ได้ แต่หุ้นที่กองทุนจะเลือกต้องอยู่ในขอบเขตของนโยบายกองทุน เช่น มีนโยบายลงทุนหุ้นขนาดเล็ก กองทุนก็ไม่สามารถซื้อหุ้นขนาดใหญ่ได้ แล้วก็จะมีหน่วยงานกำกับดูแล เช่น กลต. คอยออกกฎเกณฑ์กำกับในภาพใหญ่อีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นถ้าจะซื้อกองทุนเราควรจะศึกษานโยบายกองทุน วิธีลงทุน แล้วก็ใส่เงินลงทุนพอครับ ติดตามห่างๆอย่างห่วงๆ แต่ถ้ากรณีลงทุนหุ้นเองอันนั้นเราต้องศึกษาและดูแลหุ้นที่เราจะซื้อขายหรือถือด้วยตัวเอง
  2. ค่าใช้จ่าย กองทุนนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บเป็นค่าบริหารกองทุนหรือค่าจ้างซึ่งจะเก็บทุกๆวันครับ จะอยู่ประมาณระหว่าง 0.5-2.5% ต่อปี ซึ่งจะไปหักลบออกจากผลตอบแทนที่ทำได้ ค่าใช้จ่ายตรงนี้ควรจะศึกษาเอาไว้ครับ (ตามบทความนี้) ทุกบาททุกสตางค์ต้องดูให้คุ้ม แต่หุ้นนั้นถ้าเราเปิดพอร์ตลงทุนเอง แต่ละปีไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรครับ ถือยาวไม่ซื้อไม่ขายไป 10 ปียังได้เลย แต่ทุกครั้งที่ซื้อหุ้นต้องเสียค่าคอม (commission) ให้กับทางโบรกเกอร์ ซึ่งจำง่ายๆ คือปกติซื้อหุ้นทุก 1 หมื่นบาท เสียค่าคอม 15-25 บาทครับ (บางโบรกที่เรียกว่าดิสเคาท์อาจจะเก็บน้อยกว่านี้ เช่น 7-10 บาทแต่ไม่มีบริการบางอย่าง) ส่วนกองทุนบางทีก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าค่าธรรมเนียมซื้อขายครับ (Load) เช่น มีค่าธรรมเนียมซื้อกองทุนขาเข้า 1% ถ้าลงทุน 10,000 บาท จะโดนหักค่าธรรมเนียมไป 100 บาท เงินไปลงทุนจริงๆเหลือ 9,900 บาทเท่านั้น
  3. เวลา ถ้าเราลงทุนเอง เราต้องสละเวลามาศึกษาหุ้น มาวิเคราะห์ มาซื้อขาย แต่ถ้าลงทุนในกองทุนหุ้น เราไม่จำเป็นต้องไปศึกษาหุ้นเอง หน้าที่คือเลือกกองทุนฝีมือดีสักกองที่เราชอบแล้วลงทุนในระยะยาวๆ คอยตรวจสอบรายงานรายเดือน ว่าเขาลงทุนหุ้นอะไร ทุกปีก็อ่านรายงานประจำปีทีนึง ซึ่งใช้เวลาไม่มาก ทำให้เวลาลงทุนกองทุน เราประหยัดเวลาเอาไปพัฒนางานประจำได้ค่อนข้างมากกว่าครับ

ท้ายที่สุดก็แล้วแต่ แต่ละคนครับว่าจะเลือกลงทุนหุ้นแบบไหน ลงทุนเองนั้นก็มีข้อดีหลายอย่าง ส่วนถ้าลงทุนในกองทุนรวมก็ดีเหมือนกันโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาหุ้น ไม่รู้เรื่องการลงทุนสักเท่าไหร่ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นดีๆแล้วถือลงทุนยาวๆ มั่นใจได้ครับว่าผลตอบแทนก็ดีในระดับที่น่าประทับใจแน่ๆ แถมเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นได้อีกเยอะ

แต่โลกนี้บางทีก็ไม่จำเป็นต้องเลือกอะไรแค่อย่างเดียวครับ เอาจริงๆแล้วเราเลือกสองอย่างได้ ทั้งลงทุนเองไปด้วย ทั้งซื้อกองทุนดีๆคู่กันไปด้วย ไม่มีกฎข้อไหนห้ามเรา (โดยส่วนตัวผมก็ทำแบบนั้น)

การลงทุนนั้นมีหลายทางให้ดีไซน์สไตล์ชีวิตตัวเองครับ ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน มีฐานะการเงินที่ดี มีอิสรภาพทางการเงินในอนาคต จะต้องลงทุนในหุ้นรายตัวไหม ผมบอกได้เลยว่า “ไม่จำเป็น” ตลาดหุ้นนั้น จะลงทุนให้เรียบง่าย ลงทุนพวกกองทุนรวมทั้งหลายแล้วเอาเวลาไปพัฒนารายได้ศักยภาพตัวเอง โอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนมีสูงมากแค่มีวินัยและทัศนคติคู่ไปกับการลงทุนระยะยาวให้ได้ แต่ถ้าอยากลงทุนหุ้นรายตัว ผมพูดได้เลยว่าคุณต้องตั้งใจ ต้องสละเวลา ต้องทุ่มเท ต้องศึกษามันอย่างหนักมาก ในตลาดหุ้นไม่มีคำว่าง่ายครับ (เพราะถ้าง่ายใครๆก็จะควรจะรวยกันไปหมดแล้ว) และแน่นอนว่าหนทางสู่ 100 ล้าน 1,000 ล้านไม่ได้มีทางเดียวครับ และถ้าสมมติเราไปถึงแล้ว ก็คงไม่มีใครถามหรอกว่าคุณลงทุนหุ้นเองหรือคุณลงทุนด้วยกองทุนรวมคุณถึงมีเงินเท่านี้ แต่กว่าจะไปถึงฐานะการเงินที่ว่า มันไม่มีทางลัดครับ เลือกวิธีที่เหมาะที่สุดกับตัวเองแล้วก็ลงทุน ศึกษา เชื่อมั่นและลงมือทำครับ

ผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากไหน

เวลาผมพูดเรื่อง ผลตอบแทนจากการลงทุน เราหลายคนอาจจะงงว่ามันคิดกันยังไง จริงๆมันก็คือ กำไรจากการลงทุนนั่นล่ะครับ ว่าเราลงเงินทุนไปแล้วเราได้ผลตอบแทนกลับมาคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์จากเงินลงทุน สมมติเราลงทุนไป 100 บาทตอนต้นปี พอปลายปีได้เงินมา 5 บาท แบบนี้ก็จะถือว่าเราได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 5% ต่อปี ซึ่งแต่ละการลงทุน มันมีผลตอบแทนต่างกันครับ (และมันมีกระแสเงินสดจากการลงทุนต่างกันด้วย) อธิบายทีละตัวได้ว่า

เงินฝาก : เราจะได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย” อันนี้เข้าใจง่ายหน่อยเพราะทุกคนน่าจะคุ้นชิน

สลาก : ได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย+ถูกรางวัล”อย่าง สมมติสลากออมสินอายุ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท ถ้าฝากครบ 3 ปี ได้ดอกเบี้ย 2.25 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 1.5% ต่อปี ถ้าใครถูกรางวัลก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มอีก ซึ่งตัวหลังนี่ก็แล้วแต่โชคของแต่ละคนครับ มิอาจก้าวล่วงได้ (ฮ่าๆ)

ตราสารหนี้ : ไม่ว่าจะตั๋วเงินคลัง พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ตัวสัญญาใช้เงิน สินทรัพย์ประเภทนี้จะได้ผลตอบแทนจาก “ดอกเบี้ย” เช่นกันครับ สมมติซื้อ พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 3.5% เขาก็จ่ายดอกเบี้ยให้เราปีละ
3.5% เรื่อยๆทุกปี พอถึงปีที่ 10 ก็จะคืนเงินต้นกลับมาให้ อันนี้หล่ะครับคือผลตอบแทนต่อปี ทว่าจริงๆแล้วยังมีผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย (Gain) สมมติพันธบัตรตามตัวอย่าง พอผ่านไปอัตราดอกเบี้ยทั้งตลาดลดลง มีพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีตัวใหม่ออกมาแต่ให้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี แบบนี้พันธบัตรตัวที่เราถือถ้าขายต่อราคาจะต้องสูงกว่าเดิมครับ เพราะนักลงทุนไม่สามารถหาดอกเบี้ยในอัตราเท่านี้ของพันธบัตรจากตลาดได้ (ตัวที่เราถือให้ดอกเบี้ยตั้งเกือบสี่เปอร์เซนต์) แต่โดยปกตินักลงทุนจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาขึ้นลงของพันธบัตรหรือตราสารหนี้ต่างๆ เพราะถ้าไม่จำเป็นจริงๆ โดยทั่วไปก็มุ่งเน้นแค่ดอกเบี้ย เนื่องจากน่าจะตั้งใจถือจนครบอายุกันซะเป็นส่วนใหญ่ ก็จะไปกระทบเฉพาะคนที่ต้องขายหรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินจึงต้องขายตราสารหนี้ออกมาก่อน

ทองคำ : อันนี้ผลตอบแทนจะมาจาก ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นหรือส่วนต่างราคา” สมมติเราซื้อทองคำหนักหนึ่งบาทตรงราคาบาทละ 27,000 ถ้าทองคำเหลือ 20,000 เราจะมีผลตอบแทนขาดทุนติดลบเกือบ 26% (สังเกตได้ว่าผลตอบแทนของทองคำมาจากราคาส่วนต่างอย่างเดียว เราซื้อเพราะเราคาดว่าราคามันจะสูงเพราะมีคนให้ราคามากขึ้น จัดว่าเป็นอะไรที่ผมว่ามันเสี่ยงมากๆ เพราะโดยตัวมันเองถือไปสิบปีมีทองก้อนเดียวผ่านไปมันก็มีแค่ก้อนเดียวมันไม่งอกครับ)

อสังหาริมทรัพย์ : ที่ดิน บ้าน คอนโด ผลตอบแทนก็มาจาก “ราคา” ที่มันเพิ่มขึ้นกับผลตอบแทนของ “ค่าเช่า” เช่น ซื้อที่ดินมา 1 ล้านบาท ผ่านไป 3 ปี ขายได้ 1.3 ล้าน ก็ตกผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณปีละ 10% หรือซื้อคอนโดมา 3 ล้านบาท ปล่อยเช่าได้เดือนละ 1 หมื่น ตกปีละ 120,000 ก็จะได้ผลตอบแทนจากการเช่าตกปีละ 4% ครับ

กองทุนรวม : ผลตอบแทนปกติมี 2 อย่าง

หนึ่ง : ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น (Capital gain)
สอง : ผลตอบแทนจากเงินปันผล ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล (Dividend)

ซึ่งสองอย่างนี้เราเลือกได้ครับ ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่ไม่มีก่ารจ่ายปันผล เราจะได้ผลตอบแทนจาก capital gain อย่างเดียว สมมติเราซื้อกองทุนราคาหน่วยละ 10 บาท พอปลายปีราคาหน่วยเป็น 20 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนเท่าตัวครับหรือ 100% แต่ถ้ากองทุนจ่ายปันผล สมมติจ่ายปันผล 8 บาท เราจะยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาหน่วยที่ 2 บาทที่ค้างอยู่ เท่ากับว่าเราก็ได้ผลตอบแทนรวม 10 บาทเหมือนกัน (รวมเงินปันผลอีก 8 บาท) ซึ่งต้นทุนซื้อมาที่หน่วยละ 10 บาท ก็จะคิดเป็นผลตอบแทน 100% เช่นกัน

** การลงทุนในสินทรัพย์หลายอย่างนักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนแม้จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น REITs พวกนี้เป็นทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนส่วนใหญ่ก็จะมาจากลักษณะแบบกองทุนรวมครับ คือ เราซื้อ REITs จากตลาดหุ้น ก็จะได้ปันผลเป็นหลัก (รวมถึงราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย–gain) หรือกองทุนตราสารหนี้ กองทุนไปถือตราสารหนี้ เวลาได้ดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นกองทุนก็จะได้รับ แต่เรานักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจาก Capital Gain และ Dividend(ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล) กองทุนหุ้นก็หลักการแบบเดียวกันครับ

หุ้น : โดยทั่วไปคนเราจะได้ผลตอบแทนจากหุ้น 2 อย่าง คือ ราคาหุ้นที่เพิ่ม (Capital gain) กับเงินปันผล (Dividend) สองอย่างรวมกันครับ เช่น ซื้อหุ้น ปตท. ที่ราคา 300 บาท สิ้นปีราคา หุ้นปตท. ขึ้นไปอยู่ที่ 350 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา 50 บาท  หรือคิดเป็นผลตอบแทนที่ 16.67% และปตท.มีกำไรจึงจ่ายเงินปันผลทั้งปีที่ 13 บาทเท่ากับได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอีก 4.3% ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในปตท.ครั้งนี้จึงเท่ากับ 21% นั่นเอง

ประเด็นสำคัญของหุ้นที่ผมอยากจะเน้นเป็นพิเศษ คือ ผลตอบแทนของหุ้น กับผลตอบแทนของกองทุนหุ้น อันนี้หลายคนจะสับสนกันพอสมควร ผลตอบแทนหุ้นอย่างที่บอกครับว่ามีสองอย่างหลักๆคือ ส่วนต่างราคากับเงินปันผล แต่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นนั้น สมมตินะครับ กองทุน A ถือหุ้น b,c,d,e,f..ถึง z เพราะฉะนั้นผลตอบแทนที่กองทุน A จะได้รับจากการลงทุนหุ้นก็คือ ส่วนต่างราคาและเงินปันผล หากแต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจะได้รับ ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนนั้น ถ้ากองทุนไม่มีนโยบายจ่ายปันผล ผลตอบแทนที่ท่านได้รับจะมาจาก ส่วนต่างของราคาหน่วย NAV per unit ของกองทุนที่สูงขึ้น(หรือลดลง) อธิบายง่ายๆ กองทุนถ้าได้กำไรจากการลงทุนหรือได้รับเงินปันผล  กองทุนก็จะเอาไปลงทุนต่อ (reinvest) โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทบต้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนก็จะจ่ายออกมา โดยอาจจะจ่ายจากปันผลที่ได้รับ หรือจ่ายจากการขายหุ้นที่ได้กำไร(ราคาสูงกว่าตอนซื้อมา) ดังนั้น อย่าสับสนปันผลของหุ้นกับปันผลของกองทุนหุ้นนะครับ กองทุนหุ้นที่จ่ายปันผลจะจ่ายปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรเท่านั้น ซึ่งแม้ในปีนั้นมันจะได้กำไรจากส่วนที่ได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ถือ แต่ราคาหุ้นทุกตัวที่ถือกลับร่วงลงหนักเกินกว่ากำไรจากปันผล แบบนี้ถือว่าขาดทุนก็อาจจะจ่ายปันผลไม่ได้ครับ และในกรณีเดียวกัน ถ้าสองกองทุนมีทุกอย่างเหมือนกันหมด การลงทุนระยะยาวควรจะลงทุนในกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล เพราะกองทุนจะมีการลงทุนกลับตลอดเวลา เราไม่ต้องทำอะไร แต่การจ่ายปันผลนักลงทุนจะเสียภาษีที่ 10% (ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะขอคืนภาษี) ดังนั้น ถ้าจะลงทุนระยะยาว ไม่จำเป็น อย่าไปลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลครับ


 

      ถ้าจะคิดให้ละเอียดจริงๆ ผลตอบแทนพวกนี้เป็นผลตอบแทนขั้นต้นครับ (Gross) เราอาจจะได้น้อยลงมากๆ ถ้าคิดรวมค่าใช้จ่ายหลายๆอย่างเหลือเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net) ดังนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริงจึงควรจะต้องหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมดด้วยครับ เพื่อดูว่าแท้จริงแล้ว เราได้ผลตอบแทนเท่าไรกันแน่

ผลตอบแทนที่เราควรสนใจจริงๆ
คือผลตอบแทน “หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงภาษีแล้ว” 

เพราะบางทีที่เห็นมีกำไรตอนแรกก็อาจจะพลิกเป็นขาดทุนก็ได้ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งมวล  (เราจะตัดพวกค่าใช้จ่ายที่คำนวณไม่ได้ เช่น ค่าจิตใจ ความเครียดออกนะครับ) เช่น  ค่านายหน้าค่าคอมในการซื้อขายหุ้น, ค่าธรรมเนียมซื้อขายกองทุน,  ค่าธรรมเนียมบัตร, ค่าส่วนกลางซ่อมแซมบำรุง, ฯลฯ พวกนี้ลดทอนผลตอบแทนของเรามากครับ ถ้าเราทำผลตอบแทนเบื้องต้นได้สูง แต่สุดท้ายแล้วหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วไม่มีกำไรก็ถือว่าเราเหนื่อยฟรีครับ ในโลกของการลงทุนนั้น มักจะเริ่มต้นในฐานะวงการที่

“คุณจะได้รับในสิ่งที่คุณไม่ได้จ่ายเงินออกไป”

เพราะฉะนั้นโปรดระวังต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหลายให้ดีครับ (Cost is matter)

ผลตอบแทน จากการลงทุนสินทรัพย์การเงิน

เวลาผมพูดเรื่อง ผลตอบแทน จากการลงทุน เราหลายคนอาจจะงงว่ามันคิดกันยังไง จริง ๆ มันก็คือ กำไรจากการลงทุนนั่นล่ะครับ เวลาเราลงเงินทุนไปแล้วเราได้ผลตอบแทนกลับมาคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์จากเงินลงทุนเท่าไหร่ สมมติเราลงทุนไป 100 บาทตอนต้นปี พอปลายปีได้เงินมา 5 บาท แบบนี้ก็จะถือว่าเราได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 5% ต่อปี ซึ่งแต่ละการลงทุน มันมีผลตอบแทนต่างกันครับ และมันมีกระแสเงินสดจากการลงทุนต่างกันด้วย อธิบายทีละตัวได้ว่า

ผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์

เงินฝากและสลาก

ทั้งคู่เราจะได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย” อันนี้เข้าใจง่ายหน่อยเพราะทุกคนน่าจะคุ้นชิน พิเศษตรงสลากเพราะจะได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย+ถูกรางวัล” สมมติสลากออมสินอายุ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท ถ้าฝากครบ 3 ปี ได้ดอกเบี้ย 2.25 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 1.5% ต่อปี ถ้าใครถูกรางวัลก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มอีก ซึ่งตัวหลังนี่ก็แล้วแต่โชคของแต่ละคนครับ มิอาจก้าวล่วงได้ 

ผลตอบแทน ตราสารหนี้

ไม่ว่าจะตั๋วเงินคลัง พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ตัวสัญญาใช้เงิน สินทรัพย์ประเภท “ตราสารหนี้” นี้จะได้ผลตอบแทนจาก “ดอกเบี้ย” เช่นกันครับ สมมติซื้อ พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 3.5% เขาก็จ่ายดอกเบี้ยให้เราปีละ 3.5% เรื่อยๆทุกปี พอถึงปีที่ 10 ก็จะคืนเงินต้นกลับมาให้ อันนี้หล่ะครับคือผลตอบแทนต่อปี

ทว่าจริง ๆ แล้ว ยังมีผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย (capital gain) สมมติพันธบัตรตามตัวอย่าง พอผ่านไปอัตราดอกเบี้ยทั้งตลาดลดลง มีพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีตัวใหม่ออกมาแต่ให้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี แบบนี้พันธบัตรตัวที่เราถือ ถ้านำไปขายต่อ ราคาขายจะต้องสูงกว่าเดิมครับ เพราะนักลงทุนไม่สามารถหาดอกเบี้ยของพันธบัตรในอัตราเท่านี้จากตลาดได้ (ตัวที่เราถือให้ดอกเบี้ยตั้งเกือบ 4 เปอร์เซ็นต์) 

หากแต่โดยปกตินักลงทุนจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาขึ้นลงของพันธบัตรหรือตราสารหนี้ต่าง ๆ  เพราะถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ โดยทั่วไปนักลงทุนก็มุ่งเน้นแค่ดอกเบี้ย เนื่องจากน่าจะตั้งใจถือตราสารหนี้จนครบอายุกันซะเป็นส่วนใหญ่ ก็จะไปกระทบเฉพาะคนที่ต้องขาย หรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินจึงต้องขายตราสารหนี้ออกมาก่อน

ผลตอบแทน ทองคำ

อันนี้ผลตอบแทนจะมาจาก ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นหรือส่วนต่างราคา” สมมติเราซื้อ ทองคำ หนักหนึ่งบาทตรงราคาบาทละ 27,000 ถ้าทองคำเหลือ 20,000 เราจะมีผลตอบแทนขาดทุนติดลบเกือบ 26% ซึ่งสังเกตได้ว่า ผลตอบแทนของทองคำมาจากราคาส่วนต่างอย่างเดียว เราซื้อเพราะเราคาดว่าราคามันจะสูงเพราะมีคนให้ราคามากขึ้น จัดว่าเป็นอะไรที่ผมว่ามันเสี่ยงมาก ๆ เพราะโดยตัวมันเองถือไปสิบปีมีทองก้อนเดียวผ่านไปมันก็มีแค่ก้อนเดียว ทองคำมันไม่งอกครับ

อสังหาริมทรัพย์

ที่ดิน บ้าน คอนโด ผลตอบแทนก็มาจาก “ราคา” ที่มันเพิ่มขึ้นกับผลตอบแทนของ “ค่าเช่า” เช่น ซื้อที่ดินมา 1 ล้านบาท ผ่านไป 3 ปี ขายได้ 1.3 ล้าน ก็ตกผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณปีละ 10% หรือซื้อคอนโดมา 3 ล้านบาท ปล่อยเช่าได้เดือนละ 1 หมื่น ตกปีละ 120,000 ก็จะได้ผลตอบแทนจากการเช่าตกปีละ 4% ครับ

กองทุนรวม

กองทุนรวม มีผลตอบแทนปกติ 2 อย่าง คือ ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น (Capital gain) และผลตอบแทนจากเงินปันผล ในกรณีที่กองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล (Dividend) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เราเลือกได้ครับ ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่ไม่มีการจ่ายปันผล เราจะได้ผลตอบแทนจาก capital gain อย่างเดียว สมมติเราซื้อกองทุนราคาหน่วยละ 10 บาท พอปลายปีราคาหน่วยเป็น 20 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนเท่าตัวครับ (100%)

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นกองทุนจ่ายปันผล สมมติจ่ายปันผล 8 บาท เราจะยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาหน่วยที่ 2 บาทที่ค้างอยู่ ซึ่งเท่ากับว่า เราก็ได้ผลตอบแทนรวม 10 บาทเหมือนกัน (รวมเงินปันผลอีก 8 บาท) เมื่อต้นทุนซื้อมาที่หน่วยละ 10 บาท กำไรที่ได้ก็จะคิดเป็นผลตอบแทน 100% เช่นกัน

การลงทุนในสินทรัพย์หลายอย่างนักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนแม้จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น REITs พวกนี้เป็นทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนส่วนใหญ่ก็จะมาจากลักษณะแบบกองทุนรวมครับ

ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อ REITs จากตลาดหุ้น ก็จะได้ปันผลเป็นหลัก รวมถึงราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย (gain) หรือกองทุนตราสารหนี้ กองทุนไปถือตราสารหนี้ เวลาได้ดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นกองทุนก็จะได้รับ แต่เรานักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจาก  gain และ dividend (ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล) กองทุนหุ้นก็หลักการแบบเดียวกันครับ

หุ้น

โดยทั่วไปคนเราจะได้ผลตอบแทนจาก “หุ้น” 2 อย่าง คือ ราคาหุ้นที่เพิ่ม (Capital gain) กับ เงินปันผล (Dividend) สองอย่างรวมกันครับ เช่น ซื้อหุ้น ปตท. ที่ราคา 30 บาท สิ้นปีราคา หุ้นปตท. ขึ้นไปอยู่ที่ 35 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา บาท  หรือคิดเป็นผลตอบแทนที่ 16.67% และปตท.มีกำไรจึงจ่ายเงินปันผลทั้งปีที่ บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอีก 3.33% ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในหุ้นปตท.ครั้งนี้จึงรวมกันได้ประมาณ 20% นั่นเอง

ประเด็นสำคัญของหุ้นที่ผมอยากจะเน้นเป็นพิเศษ คือ ผลตอบแทนของหุ้น กับผลตอบแทนของกองทุนหุ้น อันนี้หลายคนจะสับสนกันพอสมควร ผลตอบแทนหุ้นอย่างที่บอกครับว่ามีสองอย่างหลัก ๆ คือ ส่วนต่างราคากับเงินปันผล แต่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นนั้น สมมตินะครับ กองทุน A ถือหุ้น b,c,d,e,f…ถึง z เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนที่กองทุน A จะได้รับจากการลงทุนหุ้นก็คือ ส่วนต่างราคาและเงินปันผล

หากแต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจะได้รับ ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนนั้น ถ้ากองทุนไม่มีนโยบายจ่ายปันผล ผลตอบแทนที่ท่านได้รับจะมาจาก ส่วนต่างของราคาหน่วย NAV per unit ของกองทุนที่สูงขึ้น (หรือลดลง)

อธิบายง่าย ๆ ในกรณีกองทุนหุ้นได้กำไรจากการลงทุนหรือได้รับเงินปันผล  กองทุนก็จะนำกำไรไปลงทุนต่อ (reinvest) โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทบต้นไปเรื่อย ๆ แต่ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนก็จะจ่ายออกมา โดยอาจจะจ่ายจากปันผลที่ได้รับ หรือจ่ายจากการขายหุ้นที่ได้กำไรเพราะขายได้ในราคาสูงกว่าตอนซื้อมา

ดังนั้น อย่าสับสนปันผลของหุ้นกับปันผลของกองทุนหุ้นนะครับ กองทุนหุ้นที่จ่ายปันผลจะจ่ายปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรเท่านั้น ซึ่งแม้ในปีนั้นมันจะได้กำไรจากส่วนที่ได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ถือ แต่ถ้าราคาหุ้นทุกตัวที่ถือกลับร่วงลงหนักเกินกว่ากำไรจากปันผล แบบนี้ถือว่าขาดทุน กองทุนก็อาจจะจ่ายปันผลไม่ได้ครับ

และในกรณีเดียวกัน ถ้าสองกองทุนมีทุกอย่างเหมือนกันหมด การลงทุนระยะยาวควรจะลงทุนในกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล เพราะกองทุนจะมีการลงทุนกลับตลอดเวลา เราไม่ต้องทำอะไร แต่การจ่ายปันผลนักลงทุนจะเสียภาษีที่ 10% (ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะขอคืนภาษี) ดังนั้น ถ้าจะลงทุนระยะยาว ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็อย่าไปลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลครับ


ผลตอบแทน ขั้นต้นกับสุทธิ

ถ้าจะคิดให้ละเอียดจริง ๆ ผลตอบแทนพวกนี้ที่ว่ามาเป็นผลตอบแทนขั้นต้นครับ (Gross returns) เราอาจจะได้ผลตอบแทนน้อยลงมาก ๆ ถ้าคิดรวมค่าใช้จ่ายหลาย ๆ อย่างเหลือเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net Returns) ดังนั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริงจึงควรจะต้องหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมดด้วยครับ เพื่อดูว่าแท้จริงแล้ว เราได้ผลตอบแทนเท่าไรกันแน่

ผลตอบแทนที่เราควรสนใจจริง ๆ
จึงเป็นผลตอบแทน “หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงภาษีแล้ว” (Returns after taxes and costs) เพราะบางทีที่เห็นมีกำไรตอนแรกก็อาจจะพลิกเป็นขาดทุนก็ได้ ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งมวล เช่น  ค่านายหน้าค่าคอมในการซื้อขายหุ้น ค่าธรรมเนียมซื้อขายกองทุน  ค่าธรรมเนียมบัตร ค่าส่วนกลางซ่อมแซมบำรุง ฯลฯ (เราจะตัดพวกค่าใช้จ่ายที่คำนวณไม่ได้ เช่น ค่าจิตใจ ความเครียดออกนะครับ) พวกนี้ลดทอนผลตอบแทนของเรามาก ๆ

ถ้าเราทำผลตอบแทนเบื้องต้นได้สูง แต่สุดท้ายแล้วหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วไม่มีกำไรก็ถือว่าเราเหนื่อยฟรีครับ ในโลกของการลงทุนนั้น มักจะเริ่มต้นในฐานะวงการที่

“คุณจะได้รับในสิ่งที่คุณไม่ได้จ่ายเงินออกไป”

เพราะฉะนั้น โปรดระวังต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหลายให้ดีครับ (Cost is matter)

สถานะ “เจ้าหนี้”

     ในโลกของการลงทุนนั้น เราสามารถเป็นผู้ลงทุนในรูปแบบหลักๆได้สองอย่างครับ คือ “เจ้าหนี้” หรือ “เจ้าของ”


 

ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าหนี้ในการลงทุน

วิธีการก็คล้ายกับการให้เพื่อนยืมเงินนั่นล่ะครับ แต่โลกของการลงทุนจะสลับด้านหน่อย ปกติเราให้เพื่อนยืมเงิน เราก็จะบอกว่า เฮ้ย ยืมไปแล้วคิดดอก 10% ต่อปีนะ ถ้าเพื่อนเรายืมไป 100 บาทก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 10 บาท แต่พอเป็นโลกการลงทุนแล้ว ต้องมองมุมกลับปรับมุมมองนิดหน่อย ลูกหนี้ต่างหากที่เป็นคนกำหนดดอกเบี้ยให้ เอ้า บางคนอาจจะสงสัย นี่ให้ยืมไม่พอยังต้องมาตามใจอีกนะว่าจะคิดดอกเบี้ยเขาได้เท่าไหร่ เพื่อให้หายสงสัย งั้นมาดูกันว่าในการลงทุน เราให้ใครยืมเงินได้บ้าง

ถ้าให้ธนาคารยืม จะเรียกว่า “เงินฝาก”
ถ้าให้รัฐบาลยืม จะเรียกว่า “พันธบัตร” 
ถ้าให้บริษัทเอกชนยืม จะเรียกว่า “หุ้นกู้” 
อาจจะมีอย่างอื่นอีก เช่น ตั๋วเงิน ตั๋วแลกเงิน
แต่โดยรวมจะเรียกเหมาว่า “ตราสารหนี้”

ความหมายตราสารหนี้ คือ พอเราซื้อมันแล้ว เราจะได้สถานะทางกฎหมายเป็นเจ้าหนี้นั่นแหล่ะ ซึ่งเจ้าหนี้นั้นตามกฎหมายถ้าเกิดมีการล้มละลายหรือชำระบัญชี เราจะมีสิทธิก่อนในการขอเงินคืนหนี้ก่อน ทำให้สถานะเราไม่เสี่ยงเท่าหุ้นส่วนหรือเจ้าของครับ เพราะกลุ่มหลังจะได้ทีหลังสุดซึ่งส่วนมากก็จะไม่เหลืออะไรให้

ถ้าให้ธนาคารกู้เงินเรา ธนาคารก็เอาเงินไปปล่อยสินเชื่อให้คนอื่นกู้ต่อ ถ้าให้รัฐบาลกู้รัฐบาลก็เอาเงินไปสร้างบริการสาธารณะ สาธารณูปโภคทั้งหลาย ถนน ไฟฟ้า โรงเรียน ฯลฯ ถ้าให้บริษัทเอกชนกู้เขาก็จะเอาเงินไปขยายกิจการ แต่ที่เหมือนกันแน่ๆ คือ เมื่อกู้ไปแล้ว เขาต้องจ่ายดอกเบี้ยเราตามที่กำหนดและเมื่อครบกำหนดเวลาการกู้ เขาต้องคืนเงินต้นให้กับเราด้วย การลงทุนประเภทนี้ก็คล้ายๆการให้เพื่อนยืมเงิน ก่อนจะให้ยืม คนให้ยืมต้องวิเคราะห์นิดหน่อย คือต้องคิดว่า คนกู้จะมีเงินมาจ่ายคืนเราหรือเปล่า” คล้ายๆเวลาเราให้เพื่อนยืมเงิน แต่พอเวลาทวงเรานี่ล่ะจะเป็นลูกหนี้เองแทน กราบไหว้วิงวอน ดังนั้นเพื่อตัดปัญหาปวดหัวนี้ สำคัญสุดคือไม่ว่าจะลงทุนในตราสารหนี้ตัวไหน เราต้องวิเคราะห์สถานะทางการเงินก่อนว่าเขาจะมีเงินจ่ายเงินต้นคืนและมีเงินจ่ายดอกเบี้ยได้หรือไม่)

ในบรรดาทั้งหมดที่พูดมาข้างบน รัฐบาลมีเครดิตในการยืมเงินสูงที่สุดครับ บางทีก็พูดกันว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้เลย (risk-free rate) อย่างเงินฝากนั้นเอาจริงๆแล้วมีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตรนะครับ แต่เงินฝากเป็นที่ที่รวมเงินของประชาชนทุกหมู่เหล่ารายย่อยรายจิ๋ว การที่จะปล่อยให้เงินฝากประชาชนหายเพราะธนาคารล้มนั้นจะส่งผลกระทบมาก รัฐบาลจึงตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากมารับประกันเงินต้นให้ว่าจะได้คืนต่อให้ธนาคารล้ม เงินฝากจึงยังดูมั่นคงพอควร (หากแต่ต่อไปจะคุ้มครองเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อ 1 ธนาคารเท่านั้นในอนาคต) ถัดมาคือพันธบัตร หุ้นกู้ของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ เครดิตก็จะพอๆกัน เพราะส่วนมากรัฐบาลเป็นคนค้ำประกันให้ ก็ไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลเป็นลูกหนี้นั่นแหล่ะครับ จึงยังไม่เสี่ยงมาก

ที่เสี่ยงขึ้นมาคือ บริษัทเอกชน อันนี้หล่ะ เราต้องวิเคราะห์ดูก่อนว่า สถานะการเงินของบริษัทที่เราจะให้กู้นั้นแข็งแรงหรือไม่ มีหนี้สินเยอะจนจะล้มละลายหรือเปล่า จะอยู่ถึงวันที่เราจะได้เงินคืนไหม ซึ่งบริษัทที่สถานะการเงินดี ชื่อเสียงและผลิตภัณฑ์แข็งแกร่ง เขาก็จะยิ้มๆ บอก เฮ้ย อั๊วนี่ระดับสิบบริษัทใหญ่สุดในประเทศนะ ให้ดอกเบี้ยน้อยหน่อย ลื้อจะเอาเปล่า แล้วก็ยักไหลนิดๆ ใช่ครับยิ่งบริษัทอยู่ในเกรดดี แข็งแกร่ง ดอกเบี้ยเขาจะให้น้อย (เพราะเขาก็มั่นใจว่าเขามีเงินจ่ายหนี้แน่ๆ ส่วนเราก็อุ่นใจว่ายังไงเงินต้นฉันก็ได้คืนเหมือนกัน นึกภาพบริษัทพวกนี้ก็ ปตท. ปูนซีเมนต์ไทย) ส่วนตรงกันข้ามบริษัทที่สถานะการเงินไม่ดีส่วนมากก็จะต้องยอมรับว่าฐานเงิน ไม่แข็งแกร่ง ถ้าอยากได้เงินระดมทุนจากการออกหุ้นกู้ ก็ต้องให้ดอกเบี้ยสูงๆจูงใจเราครับ

เรื่องการมองเครดิตบริษัทเนี่ย มันจะมีบริษัทที่ทำกิจการประเมินความน่าเชื่อถืออยู่นะครับ อารมณ์แบบว่าคอยให้เครดิตว่าบริษัทนี้ออกหุ้นกู้จะให้เกรดแบบไหน เรียงตามความแข็งแกร่ง ดีสุดก็ AAA พอรับได้ก็ BBB แต่ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูง เบี้ยวได้ ใครจะให้กู้ก็รับความเสี่ยงกันไปเอง ยกตัวอย่างบริษัทจัดอันดับดังๆพวกนี้ก็ Standard&Poor’s , Moody’s ในไทยมีสองเจ้าคือ TRIS กับ Fitch Rating

เวลาลงทุนพวกตราสารหนี้ทั้งหลาย ตัวกลางสำคัญเลยคือ “พันธบัตรรัฐบาล” เพราะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนของตราสารหนี้ตัวอื่นครับ สมมติพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปีให้ดอกเบี้ย 3.5% หุ้นกู้บริษัทแข็งแกร่งหน่อยก็จะให้ 4-5% ขึ้นไป ถ้าบริษัทเครดิตการเงินอ่อนแอ อาจจะต้องให้ 6-7% ถามว่าทำไมเป็นอย่างนั้น จำได้ไหมครับที่บอกไปข้างบนว่า พันธบัตรรัฐบาลนั้นมีเครดิตสูงสุดในทางการเงิน ดังนั้น ในเมื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลแล้ว(แทบ)จะไม่มีการเบี้ยวหนี้ เราได้ดอกเบี้ย 3.5% แต่พวกบริษัททั้งหลายมีโอกาสเบี้ยวได้ ดังนั้นจะมากู้เงินฉัน ก็ต้องให้ดอกฉันแพงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสิ !

ตราสารหนี้เนี่ย เวลาออกมาให้เราลงทุน มักจะมีกำหนดอายุครับ เช่น พันธบัตรหรือหุ้นกู้อายุ 3 / 5 / 7 /10 ปี หมายถึงถ้าอายุ 10 ปี คือปีที่ 10 เขาจะคืนเงินต้นให้เราครับ แล้วถ้าบอกหุ้นกู้อายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4% คือระหว่างสิบปีเนี่ย ทุกๆปีมันจะจ่ายดอกเบี้ยให้เรา 4% นั่นเอง (มักจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง มิ.ย. กับ ธ.ค.) แต่ระหว่างนั้นเราไม่มีสิทธิจะไปทวงหนี้ก่อนนะครับ เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือเรื่อง ปัญหาสภาพคล่อง (Liquidity risk) มันจะล็อกเงินแช่ไว้ตามเวลาของตราสารหนี้ตัวนั้นๆ ขายก่อนก็จะเจอปัญหา ถ้าอยากได้เงินคืนก่อน เราต้องเอาหุ้นกู้หรือพันธบัตรนั้นไปขายให้นักลงทุนรายอื่นแทน ซึ่งอาจจะโดนกดราคาได้เพราะราคาต้องขึ้นอยู่กับภาวะดอกเบี้ยในขณะนั้น เป็น ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย (Interest rate Risk) สมมติเราซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปี ดอกเบี้ย 3.5% แต่ต่อมาดอกเบี้ยในตลาดเงินขึ้น พันธบัตรชุดใหม่อายุสิบปี ให้ดอกเบี้ย 4.5% เราจะขาดทุนทันที ! แต่เป็นขาดทุนที่ไม่ใช่ขาดทุนจริงๆ จะขาดทุนเมื่อเราเอาไปขาย เพราะคนจะตอกหน้าเราว่า นี่ตอนนี้ผมซื้อเองผมได้ 4.5% ดอกเบี้ยมากกว่าของคุณที่ 3.5% ถ้าจะซื้อผมขอกดราคาล่ะกันนะ

ผมลืมบอกไป ส่วนมากพวกตราสารหนี้นี้ เวลาขายจะขายเป็นหน่วยๆ เช่น หน่วยละ 1,000 บาท แต่อาจจะกำหนดต่อไปว่าซื้อขั้นต่ำเท่าไหร่ เช่น หุ้นกู้ สมมติหุ้นกู้ปูนซีเมนต์ไทยอาจจะกำหนดหน่วยละ 1,000 บาท แต่ต้องซื้อ 100 หน่วย ก็คือใช้เงินลงทุนก้อนละ 1 แสนบาทครับ ถ้าอยากใช้เงินน้อยๆ แนะนำให้ใช้กองทุนรวมตราสารหนี้เป็นที่ลงทุนแทนเพราะเริ่มต้นลงทุนใช้เงินน้อยกว่ามาก 500-1,000 บาทก็ลงทุนได้แล้ว (แต่ลักษณะการลงทุนจะต่างไปหน่อย)

คนส่วนใหญ่ที่มีเงินเย็นๆก็มักจะชอบลงทุนพวกตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้ เพราะมีความมั่นคง(พอควร) ได้ดอกเบี้ย(เป็นความเคยชินและคุ้นเคย) และล็อกผลตอบแทนได้ รู้เลยว่าแต่ละปีจะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ แต่อย่างว่าครับ ข้อเสียที่ยิ่งใหญ่อีกอย่าง คือ ตราสารหนี้ทั้งหลายนั้นหนีเงินเฟ้อไม่ค่อยทัน เงินเฟ้อโดยเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ 3-4% ต่อปี ผลตอบแทนที่คาดหวังระยะยาวของตราสารหนี้เกรด A ก็อยู่ระดับประมาณนี้ สูงกว่ากันไม่มาก โอกาสที่เงินจะด้อยค่าลงเพราะโดนเงินเฟ้อกิน หรือเงินโตไม่ทันราคาของมีสูงมากๆ คือ คุณได้รับเงินต้นคืนในตอนท้ายก็จริงๆ แต่อำนาจซื้อของคุณลดลง ซื้อของได้น้อยลง

แล้วต้องไม่ลืมว่าปกติ ตราสารหนี้ทั้งหลาย(รวมถึงเงินฝากประจำด้วย) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% (ซึ่งเราสามารถเลือกเป็น Final Tax คือเหมาจ่ายแบบนั้นไปเลย 15% หรือจะไปยื่นรวมขอคืนภาษีปีถัดไปก็ได้ถ้าเราเสียภาษีไม่ถึง) ทำให้คุณต้องคำนวณดีๆ สมมติ ตราสารหนี้ตัวนั้นให้ดอกเบี้ยปีละ 5% แต่ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับจริงจะเหลือแค่ 4.25% เท่านั้น ผลตอบแทนตราสารหนี้จึงมีภาษีเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สำคัญครับ

มีอีกอย่างที่ผมเห็นเป็นข้อด้อยสำคัญ คือ การเป็นเจ้าหนี้นั้น มันถูกล็อกผลตอบแทนครับ ถ้าหุ้นกู้ของเราดอกเบี้ย 5% บริษัทก็มีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยแค่ 5% เฉยๆ ไม่มีทางจะมาใจดี เฮ้ย ปีนี้บริษัทได้กำไรมหาศาลเดี๋ยวจ่ายดอกเบี้ยให้ 10% เลย ไม่มีทางแน่นอน ให้เห็นภาพ ลองนึกภาพว่าเพื่อนยืมเงินเรา 10,000 บาท กำหนดให้จ่ายดอกเบี้ย 1,000 บาทสิ้นปี แต่ก่อนสิ้นปีเพื่อนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เพื่อนจะให้เราเพิ่มเป็นดอกเบี้ย 5,000 บาทไหม ก็ไม่ ฉันใดฉันนั้น หุ้นกู้สมมติของบริษัทปูนซีเมนต์ไทยเขากู้เราไปทำกิจการได้กำไรเติบโตขึ้น ทว่าเจ้าหนี้ได้ดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่เจ้าของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นปูนซีเมนต์ไทยเท่านั้นครับที่จะมั่งคั่งขึ้น ได้ปันผลมากขึ้น นี่เป็นข้อดีของการถือหุ้นที่ผมว่ายอดเยี่ยมที่สุด ดังนั้นในสายตาของผมจึงคิดว่า(โดยส่วนตัวนะครับ) การมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ในการลงทุนไม่อาจจะทำให้เรามั่งคั่งขึ้นสูงๆได้ครับ เหมือนๆกับที่ไม่มีใครสามารถรวยได้โดยฝากเงินธนาคารไปเรื่อย เราจะได้ยินก็แค่ว่า คนรวยมีเงินก้อนใหญ่มากๆแล้วฝากธนาคารกินดอกเบี้ย แต่ยากมากที่จะมีใครรวยจากการฝากเงินในธนาคารอย่างเดียวครับ แค่เงินเฟ้อเราก็แพ้แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยินดีรับดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ซึ่งทางที่ถูกต้องในการวางแผนการเงิน การมีสินทรัพย์เป็นตราสารหนี้อย่างเดียวเลย แม้กระทั่งคนที่อายุมากแล้วก็ไม่ถือว่าถูกต้องครับ อย่างน้อยต้องผสมสินทรัพย์ที่เป็นพวกตราสารประเภทที่เราเป็นเจ้าของ อาทิ ตราสารทุนหรือหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ลงไปบ้างครับผม : )

 

ตราสารหนี้ กับสถานะเจ้าหนี้ในการลงทุน

ในโลกของการลงทุนนั้น เราสามารถเป็นผู้ลงทุนในรูปแบบหลัก ๆ ได้สองอย่าง คือ “เจ้าหนี้” หรือ “เจ้าของ” ซึ่ง ตราสารหนี้ เป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ทำให้ผู้ถือมันมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ในโลกแห่งการลงทุน

1. เมื่อคุณอยากเป็นเจ้าหนี้

วิธีการก็คล้ายกับการให้เพื่อนยืมเงินนั่นล่ะครับ แต่โลกของการลงทุนจะสลับด้านหน่อย ปกติเราให้เพื่อนยืมเงิน เราก็จะบอกว่า เฮ้ย ยืมไปแล้วคิดดอก 10% ต่อปีนะ ถ้าเพื่อนเรายืมไป 100 บาทก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 10 บาท แต่พอเป็นโลกการลงทุนแล้ว ต้องมองมุมกลับปรับมุมมองนิดหน่อย ลูกหนี้ต่างหากที่เป็นคนกำหนดดอกเบี้ยให้ เอ้า บางคนอาจจะสงสัย นี่ให้ยืมไม่พอยังต้องมาตามใจอีกนะว่าจะคิดดอกเบี้ยเขาได้เท่าไหร่ เพื่อให้หายสงสัย งั้นมาดูกันว่าในการลงทุน เราให้ใครยืมเงินได้บ้าง

ตัวอย่างเช่น ถ้าให้ธนาคารยืม จะเรียกว่า “เงินฝาก” ถ้าให้รัฐบาลยืม จะเรียกว่า “พันธบัตร” ถ้าให้บริษัทเอกชนยืม จะเรียกว่า “หุ้นกู้” และอาจจะมีอย่างอื่นอีก เช่น ตั๋วเงิน ตั๋วแลกเงินแต่โดยรวมจะเรียกเหมาว่า “ตราสารหนี้”

ความหมายง่าย ๆ ของ ตราสารหนี้ คือ พอเราซื้อมันแล้ว เราจะได้สถานะทางกฎหมายเป็นเจ้าหนี้นั่นแหล่ะครับ ซึ่งเจ้าหนี้ตามกฎหมายถ้าเกิดมีการล้มละลายหรือชำระบัญชี เราจะมีสิทธิในการขอเงินคืนหนี้ก่อน ทำให้สถานะเราไม่เสี่ยงเท่าหุ้นส่วนหรือเจ้าของครับ เพราะกลุ่มหลังจะได้เงินคืนทีหลังสุด ซึ่งส่วนมากก็มักจะไม่เหลืออะไรให้แล้ว

ถ้าให้ธนาคารกู้เงินเรา ธนาคารก็เอาเงินไปปล่อยสินเชื่อให้คนอื่นกู้ต่อ ถ้าให้รัฐบาลกู้ รัฐบาลก็เอาเงินไปสร้างบริการสาธารณะ สาธารณูปโภคทั้งหลาย ถนน ไฟฟ้า โรงเรียน ฯลฯ ถ้าให้บริษัทเอกชนกู้เขาก็จะเอาเงินไปขยายกิจการ แต่ที่เหมือนกันแน่ ๆ คือ เมื่อกู้ไปแล้ว เขาต้องจ่ายดอกเบี้ยเราตามที่กำหนดและเมื่อครบกำหนดเวลาการกู้ เขาต้องคืนเงินต้นให้กับเราด้วย 

การลงทุนประเภทนี้ก็คล้าย ๆ การให้เพื่อนยืมเงิน ก่อนจะให้ยืม คนให้ยืมต้องวิเคราะห์นิดหน่อย คือต้องคิดว่า คนกู้จะมีเงินมาจ่ายคืนเราหรือเปล่า” คล้าย ๆ เวลาเราให้เพื่อนยืมเงิน แต่พอเวลาทวง ไหงเรานี่ล่ะจะเป็นลูกหนี้แทน เพราะต้องกราบไหว้วิงวอนออดอ้อนลูกหนี้ให้จ่ายเงินคืน ดังนั้น เพื่อตัดปัญหาปวดหัวนี้ สำคัญสุดคือไม่ว่าจะลงทุนในตราสารหนี้ตัวไหน เราต้องวิเคราะห์สถานะทางการเงินก่อนว่า เขาจะมีเงินมาจ่ายเงินต้นคืนและมีเงินจ่ายดอกเบี้ยได้หรือไม่

2. ระดับความเสี่ยงของ ตราสารหนี้

ในบรรดาทั้งหมดที่พูดมาข้างบน รัฐบาลมีเครดิตในการยืมเงินสูงที่สุดครับ บางทีก็พูดกันว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้เลย (risk-free rate) อย่างเงินฝากนั้นเอาจริง ๆ แล้วมีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตรนะครับ แต่เงินฝากเป็นที่ที่รวมเงินของประชาชนทุกหมู่เหล่ารายย่อยรายจิ๋ว การที่จะปล่อยให้เงินฝากประชาชนหายเพราะธนาคารล้มนั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมมาก

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากมารับประกันเงินต้นให้ว่า ผู้ฝากเงินจะได้เงินคืนต่อให้ธนาคารล้มก็ตาม เงินฝากจึงยังดูมั่นคงพอควร (หากแต่ต่อไปกฎหมายจะคุ้มครองเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อ 1 ธนาคารเท่านั้นในอนาคต)

ถัดมาคือพันธบัตร หุ้นกู้ของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ เครดิตแต่ละอย่างก็จะพอ ๆ กัน เพราะส่วนมากรัฐบาลเป็นคนค้ำประกันให้ ก็ไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลเป็นลูกหนี้นั่นแหล่ะครับ จึงยังไม่เสี่ยงมากจนเกินไป

ที่เสี่ยงขึ้นมาอีกระดับ คือ บริษัทเอกชน อันนี้หล่ะ เราต้องวิเคราะห์ดูก่อนว่า สถานะการเงินของบริษัทที่เราจะให้กู้นั้นแข็งแรงหรือไม่ มีหนี้สินเยอะจนอาจเกิดการล้มละลายในอนาคตหรือเปล่า จะอยู่ถึงวันที่เราจะได้เงินคืนไหม ซึ่งบริษัทที่สถานะการเงินดี ชื่อเสียงและผลิตภัณฑ์แข็งแกร่ง เขาก็จะยิ้ม ๆ บอก เฮ้ย อั๊วนี่ระดับหนึ่งในสิบบริษัทใหญ่สุดในประเทศนะ ให้ดอกเบี้ยน้อยหน่อย ลื้อจะเอาเปล่า แล้วก็ยักไหลนิด ๆ

ใช่แล้วครับ ยิ่งบริษัทอยู่ในเกรดดี แข็งแกร่ง ดอกเบี้ยเขาจะให้น้อย เพราะเขาก็มั่นใจว่าเขามีเงินจ่ายหนี้แน่ๆ ส่วนเราก็อุ่นใจว่ายังไงเงินต้นฉันก็ได้คืนเหมือนกัน นึกภาพบริษัทพวกนี้ก็อย่าง ปตท. ปูนซีเมนต์ไทย ส่วนตรงกันข้ามบริษัทที่สถานะการเงินไม่ดีส่วนมากก็จะต้องยอมรับว่าฐานเงินตนไม่แข็งแกร่ง ถ้าอยากได้เงินที่ระดมทุนจากการออกหุ้นกู้ ก็ต้องให้ดอกเบี้ยสูง ๆ จูงใจนักลงทุนอย่างเราครับ

เรื่องการมองเครดิตบริษัทเนี่ย มันจะมีบริษัทที่ทำกิจการประเมินความน่าเชื่อถืออยู่นะครับ อารมณ์แบบว่าคอยให้เครดิตว่าบริษัทนี้ออกหุ้นกู้จะให้เกรดแบบไหน เรียงตามความแข็งแกร่ง ดีสุดก็ AAA พอรับได้ก็ BBB แต่ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูง มีโอกาสเกิดการเบี้ยวหนี้ได้ ใครจะให้กู้ก็รับความเสี่ยงกันไปเอง ยกตัวอย่างบริษัทจัดอันดับดัง ๆ พวกนี้ก็ Standard&Poor’s และ Moody’s ส่วนในไทยมีสองเจ้าคือ TRIS กับ Fitch Rating

เวลาลงทุนพวกตราสารหนี้ทั้งหลาย ตัวกลางสำคัญเลยคือ พันธบัตรรัฐบาล เพราะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนของตราสารหนี้ตัวอื่นครับ สมมติว่า พันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปีให้ดอกเบี้ย 3.5% หุ้นกู้บริษัทแข็งแกร่งหน่อยก็จะให้ 4-5% ขึ้นไป ถ้าบริษัทเครดิตการเงินอ่อนแอ อาจจะต้องให้ 6-7%

ถามว่าทำไมเป็นอย่างนั้น จำได้ไหมครับที่บอกไปข้างบนว่า พันธบัตรรัฐบาลนั้นมีเครดิตสูงสุดในทางการเงิน ดังนั้น ในเมื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลแล้ว(แทบ)จะไม่มีการเบี้ยวหนี้ เราได้ดอกเบี้ย 3.5% แต่พวกบริษัททั้งหลายมีโอกาสเบี้ยวได้ ดังนั้น เธอจะมากู้เงินฉัน ก็ต้องให้ดอกเบี้ยฉันแพงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสิ!

3. เรื่องอื่น ๆ ของ ตราสารหนี้

นอกจากนี้ ตราสารหนี้ เวลาออกมาให้เราลงทุน มักจะมีกำหนดอายุครับ เช่น พันธบัตรหรือหุ้นกู้อายุ 3/5/ 7/10 ปี หมายถึงถ้าอายุ 10 ปี คือปีที่ 10 เขาจะคืนเงินต้นให้เราครับ แล้วถ้าบอกว่ามันเป็นหุ้นกู้อายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4% คือระหว่างสิบปีเนี่ย ทุก ๆ ปีมันจะจ่ายดอกเบี้ยให้เรา 4% นั่นเอง (มักจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง มิ.ย. กับ ธ.ค.) แต่ระหว่างนั้นเราไม่มีสิทธิจะไปทวงหนี้ก่อนนะครับ เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือเรื่อง ปัญหาสภาพคล่อง (Liquidity risk) มันจะล็อกเงินแช่ไว้ตามเวลาของตราสารหนี้ตัวนั้น ๆ ขายก่อนก็จะเจอปัญหา 

ถ้าอยากได้เงินคืนก่อน เราต้องเอาหุ้นกู้หรือพันธบัตรนั้นไปขายให้นักลงทุนรายอื่นแทน เช่น ในตลาดรอง หรือขายตามธนาคาร โบรกเกอร์ ซึ่งอาจจะโดนกดราคาได้ เพราะราคาขายต้องขึ้นอยู่กับภาวะดอกเบี้ยในตลาดการเงินขณะนั้น ตรงนี้เป็น ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย (Interest rate risk)

สมมติเราซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปี ดอกเบี้ย 3.5% แต่ต่อมาดอกเบี้ยในตลาดเงินขึ้น พันธบัตรชุดใหม่อายุสิบปี ให้ดอกเบี้ย 4.5% เราจะขาดทุนทันที! แต่เป็นขาดทุนที่ไม่ใช่ขาดทุนจริง ๆ จะขาดทุนเมื่อเราเอาไปขาย เพราะคนซื้อจะตอกหน้าเราว่า นี่ตอนนี้ผมซื้อเองผมได้ 4.5% ดอกเบี้ยมันมากกว่าของคุณที่ 3.5% ถ้าจะซื้อผมขอกดราคาล่ะกันนะ

ผมลืมบอกไป ส่วนมากพวกตราสารหนี้จะถูกเสนอขายเป็นหน่วย ๆ เช่น หน่วยละ 1,000 บาท แต่อาจจะกำหนดต่อไปว่า ต้องมีการซื้อขั้นต่ำเท่าไหร่ เช่น หุ้นกู้ สมมติหุ้นกู้ปูนซีเมนต์ไทยอาจจะกำหนดหน่วยละ 1,000 บาท แต่ต้องซื้อ 100 หน่วย ก็คือใช้เงินลงทุนก้อนละ 1 แสนบาทครับ ถ้าอยากใช้เงินน้อย ๆ แนะนำให้ใช้กองทุนรวมตราสารหนี้เป็นที่ลงทุนแทนเพราะเริ่มต้นลงทุนใช้เงินน้อยกว่ามาก 500 – 1,000 บาทก็ลงทุนได้แล้ว (แต่ลักษณะการลงทุนจะต่างไปหน่อย)

คนส่วนใหญ่ที่มีเงินเย็น ๆ ก็มักจะชอบลงทุนพวกตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้ เพราะมีความมั่นคง(พอควร) ได้ดอกเบี้ย (เป็นความเคยชินและคุ้นเคย) และล็อกผลตอบแทนได้ รู้เลยว่าแต่ละปีจะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่

4. การถูกกัดกร่อนโดยเงินเฟ้อ

ข้อเสียที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างที่จะลืมไม่ได้เลย คือ ตราสารหนี้ทั้งหลายนั้นหนีเงินเฟ้อไม่ค่อยพ้น เพราะเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ 3-4% ต่อปี ผลตอบแทนที่คาดหวังระยะยาวของตราสารหนี้เกรด A ก็อยู่ระดับประมาณนี้ สูงกว่ากันไม่มาก โอกาสที่เงินจะด้อยค่าลงเพราะโดนเงินเฟ้อกิน หรือเงินโตไม่ทันราคาสินค้าและบริการในระยะยาวมีสูงมาก ๆ คือ คุณได้รับเงินต้นคืนครบในตอนท้ายก็จริง แต่อำนาจซื้อของคุณลดลง เงินก้อนดังกล่าวที่ได้รับจะซื้อของได้น้อยลง

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าโดยปกติ ตราสารหนี้ทั้งหลาย (รวมถึงเงินฝากประจำด้วย) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ซึ่งเราสามารถเลือกเป็น Final Tax คือเหมาจ่ายแบบนั้นไปเลย 15% หรือจะไปยื่นรวมขอคืนภาษีปีถัดไปก็ได้ถ้าเราเสียภาษีไม่ถึง

นักลงทุนจึงต้องคำนวณดี ๆ สมมติตราสารหนี้ตัวนั้นให้ดอกเบี้ยปีละ 5% แต่ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับจริงจะเหลือแค่ 4.25% เท่านั้น ผลตอบแทนตราสารหนี้จึงมีภาษีเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สำคัญครับ

มีอีกอย่างที่ผมเห็นเป็นข้อด้อยสำคัญ คือ การเป็นเจ้าหนี้นั้น มันถูกล็อกผลตอบแทนครับ ถ้าหุ้นกู้ของเราดอกเบี้ย 5% บริษัทก็มีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยแค่ 5% เฉย ๆ ไม่มีทางจะมาใจดี เฮ้ย ปีนี้บริษัทได้กำไรมหาศาลเดี๋ยวจ่ายดอกเบี้ยให้ 10% เลย ไม่มีทางแน่นอน ให้เห็นภาพ ลองนึกภาพว่าเพื่อนยืมเงินเรา 10,000 บาท กำหนดให้จ่ายดอกเบี้ย 1,000 บาทสิ้นปี แต่ก่อนสิ้นปีเพื่อนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เพื่อนจะให้เราเพิ่มเป็นดอกเบี้ย 500,000 บาทไหม ก็ไม่

ฉันใดฉันนั้น หุ้นกู้สมมติของบริษัทหนึ่ง ขออนุญาตยกตัวอย่าง ปูนซีเมนต์ไทย เขากู้เราไปทำกิจการได้กำไรเติบโตขึ้น ทว่าเจ้าหนี้ได้ดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่เจ้าของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นปูนซีเมนต์ไทยเท่านั้นครับที่จะมั่งคั่งขึ้น ได้ปันผลมากขึ้น นี่เป็นข้อดีของการถือหุ้นที่ผมว่ายอดเยี่ยมที่สุด

ดังนั้น ในสายตาของผมจึงคิดว่า (โดยส่วนตัวนะครับ) การมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ในการลงทุนไม่อาจจะทำให้เรามั่งคั่งขึ้นสูง ๆ ได้ เหมือนกับที่ไม่มีใครสามารถรวยได้โดยฝากเงินธนาคารไปเรื่อย ๆ เราจะได้ยินก็แค่ว่า คนรวยมีเงินก้อนใหญ่มาก ๆ แล้วฝากธนาคารกินดอกเบี้ย แต่ยากมากที่จะมีใครรวยจากการฝากเงินในธนาคารอย่างเดียวครับ แค่เงินเฟ้อเราก็แพ้แล้ว แต่ทว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังยินดีรับดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ

แนวทางที่ถูกต้องในการวางแผนการเงิน การมีสินทรัพย์เป็นตราสารหนี้อย่างเดียวเลย แม้กระทั่งคนที่อายุมากแล้วก็ไม่ถือว่าถูกต้องครับ อย่างน้อยต้องผสมสินทรัพย์ที่เป็นพวกตราสารประเภทที่เราเป็นเจ้าของ อาทิ ตราสารทุนหรือหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ลงไปบ้างครับผม เพื่อดึงผลตอบแทนในภาพรวมให้สูงขึ้นมา 

แต่ทั้งนี้ก็มีตราสารหนี้ระยะสั้นบางอย่างที่มีประโยชน์ในการไว้พักเงินครับ โดยอาจลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ คือ กองทุนตลาดเงิน (money market) กับ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (short-term fixed)