สร้างและทบทวนแผนการเงินด้วยตัวเอง

ทุกๆปีอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผมจะนัดเพื่อนสนิทที่เคยวางแผนการเงินด้วยกันมาทบทวนหรือรีวิวแผนกันอีกครั้ง เพราะแต่ละปีผ่านไป เส้นทางชีวิต, รายได้, อะไรหลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป อย่างที่เคยบอกว่า

การวางแผนการเงิน ก็คือ “การวางแผนชีวิต”

เพราะฉะนั้นเราก็ควรจัดการเรื่องเงินให้สอดคล้องกับชีวิตที่เปลี่ยนไปด้วย คราวนี้ผมก็เลยคิดว่าน่าจะเขียนบทความเสมือนเรานั่งคุยเรื่องการวางแผนการเงินด้วยกัน ทุกท่านจะได้สร้างและวางแผนการเงินด้วยตัวเองได้ ก็จะมีลำดับคำถามประมาณนี้

(1) “รายได้และค่าใช้จ่ายตอนนี้เป็นอย่างไร?”

ก่อนอื่นเราต้องรู้กันก่อนว่าตัวเราเองมีรายรับรายจ่ายอย่างไรบ้าง ตัวอย่างนะครับ สมมติเพื่อนบอกว่า มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ต่อมาก็จะให้เพื่อนแจกแจงค่าใช้จ่ายเป็น 2 หมวด แต่คิดแค่หมวดแรก คือ

หมวด “ค่าใช้จ่ายคงที่” เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำไฟ หรือบางคนมีผ่อนบ้าน รถ ก็จะถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ด้วย สมมติเพื่อนบอกว่ามีประมาณเดือนละ 10,000 บาท ก็จะมาคิดค่าใช้จ่ายอีกหมวด คือ หมวด “ค่าใช้จ่ายที่ไม่คงที่” เพราะมันลดลงได้ เช่น ค่าอาหาร ค่าปาร์ตี้เฮฮาสังสรรค์ ช็อปปิ้ง ฯลฯ ซึ่งพวกนี้ไม่ต้องแจกแจงครับ

ประเด็นอยู่ตรงนี้ เราได้แล้วว่า รายได้ – ค่าใช้จ่ายคงที่ (20,000-10,000) ตอนนี้เหลือเงินขั้นต้น 10,000 บาท เราต้องตั้งโจทย์เลยครับ ว่าเราจะตั้งใจออมและลงทุนเท่าไหร่ ผมมักจะใช้วิธีถามว่า เอากี่เปอร์เซนต์? สมมติต้องการออม 20% เราก็จะต้องหักเงินไปออมและลงทุน 20% ของรายได้ 20,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 4,000 บาท ต่อไประบบการเงินเราจะมีโครงสร้างประมาณนี้ครับ

รายได้ – เงินออม – ค่าใช้จ่ายคงที่ = ค่าใช้จ่ายไม่คงที่

อย่างเคสนี้ หลังหักเงินออมและค่าใช้จ่ายคงที่แล้ว คุณก็จะมีเงินไปจ่ายอย่างอื่น 6,000 บาท (20,000-4,000-10,000) ซึ่งถ้าเราบอกว่า อ้าวงี้กินไม่พอนะ ทางแก้หลักๆผมแนะนำสองวิธีนี้ก่อน คือ ก) หาทางลดค่าใช้จ่ายไม่คงที่ เช่น ประหยัดค่าอาหารเครื่องดื่มแพงๆ จากกินกาแฟแก้วละร้อยวันละแก้ว ก็ปรับเป็นสัปดาห์ละสองสามแก้ว หรือลดการเที่ยวการสังสรรค์ลงบ้าง กับ ข) ไปดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดคงที่นั้น บางอันมันอาจจะลดลงได้ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำไฟ ส่วนทางเลือกสุดท้าย ค) ลดเงินออมลง เช่น จาก 20% ของรายได้ เหลือ 15% แต่ยังไงๆห้ามต่ำกว่า 10% นะครับและแน่นอนห้ามไม่ออม(ฮ่าๆ) ถ้ามันไม่ได้จริงๆ หลักหาเงินก็มีแค่ 3 อย่าง คือ หนึ่ง-หารายได้เพิ่ม สอง-ลดรายจ่ายลง สาม-ทำทั้งคู่ เราไปแก้ด้านนี้แทน แต่ด้านเงินออมและลงทุนยังไงชีวิตนี้ไม่ควรลดครับ ควรจะเพิ่มด้วยซ้ำถ้ามีรายได้เพิ่มหรือลดรายจ่ายลงได้

(2) “เป้าชีวิตและแผนอนาคตที่วางไว้?”

อันนี้สำคัญเพราะแผนการเงินควรจะสอดคล้องไปกับแผนชีวิต เช่น อีกสามปีข้างหน้าจะเรียนต่อ อีกสองปีจะแต่งงาน อีกสิบปีจะซื้อบ้าน แบบนี้ก็จะวางแผนการเงินต่างกันไปครับ เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ละท่าน ต้องลองไปปรับกัน แต่ส่วนหนึ่งในคำถามนี้จะถามต่อว่า ต้องการอายุช่วง 50-60 มีรายได้จาก Passive Income หรือผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทางการเงินในรูปเสมือนดอกเบี้ยมาใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ (แบบถ้าไม่มีเงินเดือนแล้วก็จะมีรายได้ส่วนนี้เข้ามาใช้จ่ายได้แทนไปเลย) ยกตัวอย่างเช่น อยากอายุ 50-60 มีรายได้จากดอกเบี้ยปีละ 1.2 ล้านบาท(เดือนละแสน) ผมก็จะลองให้นึกต่อว่า ลองคิดเลขดูถ้าสมมติดอกเบี้ยที่ว่ามาจากการฝากเงินที่ดอกเบี้ย 3% ต่อปี จะมีเงินต้นเท่าไหร่? คำนวณโดยเอาดอกเบี้ยทั้งปีที่อยากได้ 1,200,000 บาท มาหาร 0.03 ครับ ซึ่งกรณีนี้คือจะได้เงินต้น 40 ล้านบาท เพื่อไปสู่ขั้นตอนต่อไป

(3) “วางแผนออมเงินและลงทุนยังไงดี?”

ตรงนี้สำคัญเพราะจะได้รู้ว่า เงินที่เราจะเก็บไปลงทุนต้องลงทุนอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้น จากข้อที่แล้ว แผนการเงินของเรากะว่าช่วงอายุ 50-60 เช่น เราเลือกไปว่าอายุ 55 จะมีเงินต้น 40 ล้านบาทนั้น ต้องลงทุนต้องวางแผนเก็บออมเดือนละเท่าไหร่? ผลตอบแทนขนาดไหน? อาจลองใช้เครื่องคิดเลขการเงินหรือเว็บไซต์คำนวณ เช่น ของกลต. Start-to-invest ก็ได้ครับ อย่างถ้าอายุตอนนี้ 25 ตอนอายุ 55 ต้องมี 40 ล้านบาท ถ้าทำผลตอบแทนได้ประมาณ 10% ต่อปี ก็จะต้องเก็บเงินเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท เห็นผลลัพธ์ตัวเลขอย่าไปตกใจครับ เราตั้งเป้า 40 ล้านบาทแหน่ะ เรามีเท่าไหร่ตอนนี้ก็ออมไปก่อน สมมติเฉลี่ยแล้วเราได้ลงทุน 10,000 บาทต่อเดือนในอีก 30 ปีข้างหน้า อนาคตก็ควรจะมีครึ่งหนึ่งของเป้าคือ 20 ล้านบาท ไอ้ตรงประเด็นว่าออมเดือนละเท่าไหร่นั้น มีน้อยก็ออมน้อยไปก่อนครับ เริ่มไปเลย เดี๋ยวอนาคตรายได้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายลดลงเราก็จะได้ออมเพิ่มขึ้นเอง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องแต่ละท่านว่าจะหาเงินมาลงทุนยังไง แต่ประเด็นที่สำคัญต่อไปคือ จะลงทุนแบบไหน?

หลักๆผมจะใช้สินทรัพย์สองประเภท คือ หุ้นกับตราสารหนี้ เป็นตัวลงทุนแบบเรียบง่าย (การลงทุนอย่าไปทำอะไรให้ยากจนเกินไป) โดยเราตั้งผลตอบแทนที่คาดหวังของสินทรัพย์ทั้งสอง (อ้างอิงจากสถิติในอดีต) โดยทั้งคู่จะใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการลงทุน ก็เฉลี่ยว่า กองทุนหุ้นควรจะมีผลตอบแทนระยะยาวโดยเฉลี่ยใกล้เคียงผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่ประมาณ 9-10% ต่อปี ส่วนกองทุนตราสารหนี้ก็จะมีผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ยประมาณ 3-4% ต่อปี ถ้าท่านตั้งแผนแบบหุ้น 100% ผลตอบแทนที่เราเอาไปคำนวณก็อาจใช้ 10% เฉลี่ยต่อปี แต่ถ้าผสมกัน เช่น หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% ก็จะได้ผลตอบแทนระยะยาวคาดหวัง (60 x 10%)+(40 x 4%) = 7.6% ต่อปีในระยะยาว มาถึงตรงนี้มันจะมีปัจจัยหลายอย่างประกอบมาก เช่น อายุ, ความเข้าใจในการลงทุน, ภาวะจิตใจในการอดทนต่อผลขาดทุน, ความเสี่ยงที่รับได้ ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเองครับ อย่างบางคนอายุน้อย พร้อมลงทุนทุกอย่าง เขาอาจจะเอาเงินลงทุนกองทุนหุ้น 100% เลยก็ได้ ทุกคนออกแบบแผนลงทุนได้อิสระครับ

ส่วนวิธีลงทุนก็เรียบง่ายครับ ใช้กองทุนหุ้น(หรือกองตราสารหนี้ตามแผนการเงินที่คิดไว้)เป็นเครื่องมือในการลงทุน ใช้หลัก “จ่ายให้ตัวเองก่อน” และ “ลงทุนแบบอัตโนมัติ” เช่น เราวางแผนลงทุนหุ้น 100% เงินที่ออมก็ตั้งค่าให้หักไปลงทุนในกองทุนทุกเดือนแล้วก็มีวินัย อดทน ทำตามแผนไปเรื่อยๆครับ แต่ละปีก็แค่มาตรวจสอบกันอีกครั้ง ว่าจะออมเพิ่มเท่าไหร่ปีนี้ ตอนนี้เงินถึงไหนแล้ว แค่นั้นเอง จำข้อแรกสุดได้ไหมครับ จริงๆแล้วระบบการเงินสุดท้ายจำง่ายๆของเราก็แค่

รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย

เพราะฉะนั้นหักเงินไปลงทุนให้ตัวเองก่อน เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด

อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ เรื่องของภาษี ให้คำนึงถึงการลงทุนกองทุนรวมที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีก่อน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(PVD) กองทุนหุ้นระยะยาว(LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF)  ก็ดูว่า สมมติเราตั้งใจออมและลงทุน 50% ของรายได้ ก็ดูว่าหัก PVD ไปแล้วกี่% แล้วสามารถซื้อ LTF,RMF ได้เท่าไหร่ตามสิทธิประโยชน์ทางภาษี ถ้า LTF,RMF ซื้อเต็มตามสิทธิแล้ว แต่เราต้องการออมมากกว่านั้นส่วนที่เหลือก็ค่อยลงกองทุนธรรมดาครับ

(4) “มีเงินสำรองฉุกเฉินหรือยัง?”

อันนี้สำคัญมาก ผมจะเน้นทุกครั้งว่า ไม่ว่าจะลงทุนยังไง แผนเป็นแบบไหน เราต้องมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเอาไว้อย่างน้อย 6-24 เดือน อาจจะเก็บไว้ใน กองทุนตลาดเงิน บางคนอาจเลือกที่จะพักไว้ใน กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น หรือจะเก็บในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารบางส่วนก็ได้ครับ

วิธีคำนวณคือ เอารายได้หรือค่าใช้จ่าย(ใช้ตัวที่มากกว่า) คูณ 6-24 เช่น มีรายได้เดือนละ 20,000 ค่าใช้จ่ายเดือน 15,000 แบบนี้ใช้ 20,000 x 6 หรือ 24 จะได้ 120,000 หรือ 480,000 ตัวเลขนี้บอกเราว่า เราต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินขั้นต่ำที่ 120,000 และอาจจะเก็บสูงกว่านั้นได้ แต่ถ้าถึง 480,000 ก็ถือว่าปลอดภัยขั้นสูง ส่วนเกินจากนั้นแนะนำให้เอาไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นจะดีกว่า

ที่เราต้องมีสำรองฉุกเฉินเพื่อเป็นกันชนครับ เวลามีเรื่องอะไรฉุกเฉิน (อาทิ ค่ารักษาพยาบาล อยากย้ายงาน ตกงาน ฯลฯ) เราสามารถระดมทุนใช้เงินจากตรงนี้ได้ก่อน ทำให้มีระยะเวลาอยู่รอดให้คิดอะไรได้อิสระในระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องไปยุ่งกับแผนลงทุนของเราครับ เงินลงทุนก็คือเงินลงทุนปล่อยให้เงินทำงานไป ไม่เจอเรื่องเด็ดขาดลำบากจริงๆ ห้ามไปยุ่ง ให้ใช้เงินสำรองฉุกเฉินเป็นหน้าด่านกันชนไปก่อนครับ

สรุปแบบพกพา

plan

หลักๆแล้วก็ผมกับเพื่อนก็จะมีการสร้างและวางแผนการเงินประมาณนี้ครับ ลองนำไปปรับใช้กันดู ^_^

การจะลงทุนให้ประสบความสำเร็จและมีฐานะทางการเงินที่ดีในอนาคต ไม่ได้จำเป็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก ไม่ต้องลงทุนด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงอะไรขนาดนั้น แค่สร้างแผนลงทุนที่สอดคล้องกับชีวิต ปฏิบัติตามได้ ลงทุนแบบเรียบง่าย เน้นความสม่ำเสมอ วินัย มีความอดทนที่จะลงทุนไปตามแผนเรื่อยๆ การสร้างแผนการเงินนั้นไม่ได้ยาก แต่ให้แผนดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ครับ ถ้าขาดสิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจของความสำเร็จในเรื่องนี้ นั่นก็คือ

“การลงมือทำ” 

เปิดกองทุน วิธีการซื้อและตั้งค่าลงทุนรายเดือน

เคยมีนักลงทุนหลายท่านถามเรื่องกองทุนรวมว่า อยากจะ เปิดกองทุน ซื้อกองทุนสะสมทุกเดือนแบบที่เคยแนะนำจะทำยังไงดี ตัดบัญชีอะไรได้บ้าง? แล้วทำยังไง ต้องติดต่อที่ไหน เลยคิดว่าน่าจะเขียนสักบทความ ใช้ประสบการณ์ที่ส่วนตัวมีเลขผู้ถือหน่วยครบเกือบทุกบลจ.ให้เป็นประโยชน์

ผมจะเขียนวิธี “เปิดกองทุน” เฉพาะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เจ้าหลัก ๆ ล่ะกันนะครับ และจะเขียนละเอียดหน่อยสำหรับเจ้าที่ผมใช้บ่อย ขออนุญาติเขียนนิยามคำซ้ำ ๆ ไว้ก่อนจะได้เข้าใจตรงกัน

  • บัญชี “รับ” เงิน = บัญชีเงินฝากธนาคารที่เราผูกกับกองทุนไว้ เวลาขายกองทุน (withdraw or redeem) เงินจะคืนเข้าบัญชีอันนี้
  • บัญชี “ตัด“เงิน = ส่วนมากใช้เวลาซื้อในเน็ต มันจะเป็นบัญชีเงินฝากธนาคารที่เวลาเราทำการสั่งซื้อกองทุน ระบบจะทำการตัดเงินจากบัญชีเงินฝากนี้ที่เราทำเรื่องอนุญาตไว้ เพื่อไปซื้อกองทุนที่เราได้ส่งคำสั่งซื้อ (purchase or subscription) ไว้
  • โดยบัญชีที่ผูกกับกองทุนรวมยังแบ่งได้เป็น บัญชีหลัก = บัญชีเงินฝากธนาคารที่เป็นบัญชีแรกในการผูกไว้กับกองทุน โดยปกติจะเป็นบัญชีที่ถ้าหากเจ้าของบัญชีกองทุนซื้อขายกองทุนรวมแล้ว เงินที่ถูกหักไปซื้อกองทุนจะหักจากบัญชีนี้ และเงินที่ได้รับจากการขายคืนก็จะโอนเข้าบัญชีนี้เช่นกัน และ บัญชีที่ผูกรอง ซึ่งบางบลจ.จะอนุญาตให้ผู้ถือหน่วยลงทุนมีบัญชีรองหรือบัญชีย่อย อันเป็นบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกกับกองทุนเพิ่มเติมจากบัญชีหลัก ซึ่งผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถเลือกให้ตัดเงินซื้อกองทุนจากบัญชีนี้ หรือให้เงินที่ขายกองทุนรวมเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารนี้ได้ แต่จะต้องทำรายการเลือกเองในช่องทางอินเตอร์เน็ต (เพราะโดยปกติหากทำการขายคืนที่สาขา เงินจะถูกทำรายการจากบัญชีหลัก)
  • บลจ. = ตัวย่อของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ซึ่งเป็นผู้ที่ก่อตั้งและบริหารจัดการกองทุนรวม และจะแยกออกไปเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลต่างหาก โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ บลจ.ที่เป็นบริษัทในเครือธนาคาร เช่น บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.กสิกรไทย กับ บลจ.ที่มิได้เป็นบริษัทในเครือของธนาคาร
  • ซื้อครั้งแรก = การซื้อกองทุนครั้งแรกสุดเลย (initial purchase) และมักจะมีข้อกำหนดโดยบลจ.ว่า การซื้อกองทุนครั้งแรกเพื่อเปิดบัญชีจะต้องซื้อขั้นต่ำกี่บาท
  • ซื้อครั้งต่อไป = การซื้อกองทุนครั้งหลัง ๆ (หลังจากเปิดกองทุนแล้ว – subsequent purchases) จำนวนเงินในการซื้อมักจะถูกกำหนดไว้ต่ำกว่าการซื้อครั้งแรก
  • ตัวย่อชื่อธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารธนชาต (TBANK) ธนาคารทหารไทย (TMB) ธนาคารยูโอบี (UOB)

เอกสารซื้อกองทุนครั้งแรกมักจะไม่ต่างกัน ต้องมีสมุดบัญชีออมทรัพย์ (ตามที่แต่ละเจ้าให้ใช้ธนาคารไหนได้บ้าง) บัตรประจำตัวประชาชน และ “จำนวนเงินขั้นต่ำในการซื้อ” แล้วแต่ว่าจะซื้อครั้งแรกหรือครั้งอื่น สำหรับคนไม่มีสมุดบัญชีออมทรัพย์แล้วเปิดใหม่ ก็แนะนำให้เตรียม 500 บาทสำหรับเปิดบัญชีธนาคารครั้งแรกด้วยครับ ส่วนบัตรเอทีเอ็มนั้นถ้าไม่จำเป็นก็ปฏิเสธเขาไป

ไกด์ทัวร์พาชมวิธี เปิดกองทุน

* ข้อมูลด้านล่างอัพเดตปรับปรุง ณ วันที่ 03/07/2018

(1) บลจ.กสิกรไทย (K-Asset)

www.kasikornasset.com: วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะ เปิดกองทุน เจ้านี้คือ ไปธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ก็แจ้งเรื่องว่า จะมาเปิดกองทุน  ส่วนใหญ่การซื้อกองทุนครั้งแรกของเจ้านี้มีขั้นต่ำ 500 บาททุกครั้งที่เปิดกองใหม่ และครั้งต่อไปก็ 500 บาทเหมือนเดิม บัญชีรับเงินจะผูกได้แค่ บัญชีธนาคารกสิกร เท่านั้น พอเปิดเสร็จก็ได้สมุดมาเล่มหนึ่ง

หลังจากนั้นวิธีซื้อขายกองทุนที่สะดวกสุดของเจ้านี้คือการใช้ระบบ K-Invest ซึ่งถ้าใครมี K-Cyber Banking ที่ไว้โอนเงินของธนาคาร เราสามารถ login เข้าไปสมัคร K-Invest ได้ ก็กรอก ๆ ไปครับ พอใช้งานได้ เราก็จะซื้อ ขาย หรือตั้งค่าให้มันซื้อล่วงหน้าทุกเดือนได้ผ่านอินเตอร์เน็ต ผมว่าเจ้านี้ทำรายการสะดวกนะ หน้าตารายการไม่ค่อยรก แล้วก็สมัยนี้มันโชว์ใน K-Mobile Banking Plus ก็ซื้อกองทุนผ่านแอพมือถือได้ด้วย

สำหรับคนที่ตั้งใจจะตัดเงินซื้อกองทุนสะสมทุกเดือน เจ้านี้มีสองวิธีคือ ทางแรก ทำการตั้งค่าซื้อรายเดือนใน K-Invest โดยให้หักตัดบัญชีได้ 5 ธนาคารคือ KBANK SCB BBL BAY TMB (โหลดแบบฟอร์มหักบัญชีแล้วส่งเรื่องไปยังบลจ.กสิกรโดยตรง การดำเนินการจะไวกว่าไปธนาคารกสิกรมาก) กับอีกทางหนึ่ง คือ ไปธนาคารกสิกรแล้วบอกเขาอยากตัดซื้อรายเดือน เขาก็จะให้กรอกฟอร์ม ตรงนี้ขั้นต่ำในการซื้อรายเดือน คือ 500 บาทครับ

(2) บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM)

www.scbam.com: วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเปิดกองทุนเจ้านี้คือ ไปธนาคารไทยพาณิชย์ ก็แจ้งเรื่องว่าจะมาเปิดกองทุน ซื้อกองทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 5,000 บาททุกครั้งที่เปิดกองใหม่ แต่ครั้งต่อไปเหลือ 1,000 บาท (บางกองทุนครั้งแรก 1,000 ครั้งต่อไป 1,000 ก็มี ต้องดูรายละเอียดเป็นรายกองไปนะครับ) SCBAM นี่ลำบากหน่อยตรงที่ “จะรับเงินหรือตัดเงินซื้อกองทุนก็ใช้ได้แค่บัญชีออมทรัพย์ไทยพาณิชย์เท่านั้น”

หากแต่บลจ.ไทยพาณิชย์ค่อนข้างจะสะดวกตรงที่ถ้าใครมี SCB Easy Net ธนาคารออนไลน์ ท่านสามารถเอาเลขบัญชีกองทุนไปเพิ่มตรง Easy Fund แล้ววันถัดมาเราก็สามารถตั้งค่าให้ซื้อกองทุนรายเดือนได้ (Advance Purchase) ครับ เช่น ซื้อทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน หักผ่านบัญชีไทยพาณิชย์ เลขที่ 001XXXYYYY

อนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดเจ้านี้ตัดเงินไวนะครับ ตัดตอนตีหนึ่งถึงตีห้าของวันที่ท่านตั้งซื้อ แล้วก็ถ้าจะตั้งแผนใหม่แบบเบื่อวันที่ 1 เอาเป็นวันที่ 20 ต้องยกเลิกแผนเดิมก่อนนะครับ ไม่งั้นมันจะมี 2 แผนตัดเงินซ้ำกัน โดยส่วนตัวคิดว่า SCBAM ซื้อขายกองทุนผ่านเน็ตหรือมือถือค่อนข้างสะดวกเป็นลำดับต้น ๆ เลยล่ะ

(3) บลจ.บัวหลวง (BBLAM)

www.bblam.co.th: สะดวกสุดคือไปธนาคารกรุงเทพ เปิดกองทุน ซื้อครั้งแรกขั้นต่ำ 500 บาททุกครั้งที่เปิดกองใหม่ ครั้งต่อ ๆ ไปก็ 500 บาท (ช่วงหลัง ๆ ไม่แน่ใจว่า มีกองไหนยังต้องเปิดขั้นต่ำ 1,000 บาทหรือเปล่านะครับ) บลจ.บัวหลวงจะคล้าย ๆ กับบลจ.ไทยพาณิชย์ “จะรับเงินหรือตัดเงินซื้อกองทุนก็ใช้ได้แค่บัญชีออมทรัพย์กรุงเทพเท่านั้น” แต่เจ้านี้พิเศษหน่อยตรงที่ เราต้องทำเรื่องขอให้เพิ่มเลขกองทุนเข้า iBanking ของธนาคาร แต่ถ้าเพิ่มแล้วเราก็จะซื้อขายกองทุนได้สะดวกบนเน็ตและมือถือ (เจ้านี้ค่อนข้างทำแอพสีขาวสบายตา)

ความพิเศษอีกอย่าง คือ บลจ.บัวหลวงซื้อขายผ่านบัตรเอทีเอ็มได้ (ทำเรื่องขอผูกบัญชีกองทุนกับบัตรก่อนนะครับ) ก็ไปกด ๆ ซื้อที่ตู้ ATM แล้วก็สามารถซื้อขายผ่านบัวหลวงโฟน 1333 ได้อีก แต่สำหรับคนที่ต้องการซื้อรายเดือนสะสม ต้องกรอกแบบฟอร์มที่ธนาคารครับ ที่นี่เรียกว่า ซื้อถัวเฉลี่ยรายเดือน ขั้นต่ำก็ 500 บาทครับผม แต่เวลาจะแก้ไขก็ต้องมากรอกแบบฟอร์มแก้ใหม่ที่ธนาคารกรุงเทพด้วย

(4) บลจ.กรุงศรี (KSAM)

www.krungsriasset.com: เจ้านี้คือในบรรดาระบบซื้อขาย online ผมชอบมากที่สุด กรุงศรีนี่โดยปกตินั้น เปิดกองทุน ครั้งแรก 2,000 ครั้งต่อไปเท่ากัน แต่สำหรับบางกองเช่น KFSPLUS เข้าใจว่าจะซื้อได้ที่ 1,000 บาทต่อครั้งครับ (โปรดดูหนังสือชี้ชวนแต่ละกองทุนว่าซื้อขั้นต่ำเท่าไหร่) เวลาเปิดกองทุนก็ไปธนาคารกรุงศรีนี่ล่ะ

ข้อเด่นสุดที่ดีมาก ๆ สำหรับค่ายนี้คือ คุณตัดเงินและรับเงินผ่านธนาคารได้หลากหลาย ประมาณ 9 แห่ง คือ BBL SCB KBANK KTB BAY TMB LHBANK UOB KK ตอนซื้อเสร็จบอกเขาสมัคร @ccess Online ด้วย ระบบนี้ทำให้คุณซื้อขายกองทุนออนไลน์ได้ และผูกบัญชีได้ครบเลย (ส่วนตัวผมผูกบัญชีไว้ 6 ธนาคารทั้งตัดเงิน รับเงินขายคืน แต่ละธนาคารผูกได้หลายเลขนะครับ เช่น ผมอาจผูกบัญชีออมทรัพย์กรุงไทย 2 บัญชีเลยก็ได้)

กองทุนตลาดเงิน หรือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ของบลจ.กรุงศรีจึงเหมาะจะเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เช่น คุณซื้อ KFSPLUS (กองทุนตลาดเงินกึ่งตราสารหนี้ระยะสั้น) ไว้พักเงิน สมมติคุณได้เงินเดือนผ่าน SCB แต่มีบัตร ATM ของ KBANK คุณสามารถตั้งค่าให้หักเงินผ่าน SCB ซื้อกองทุน แล้วขายกองทุนให้ไปเข้ายังบัญชีออมทรัพย์ KBANK ได้

ที่สำคัญคือ กรุงศรีนี้ตั้งค่าซื้อหรือขายกองทุนรายเดือนในเน็ตได้ง่าย ๆ เลยครับ คือ ใครเปิดกองทุนกรุงศรี เลือกแผนอัตโนมัติก็ตั้งค่าซื้อสะสมรายเดือนได้ล่ะ เลือกได้ด้วยว่าจะให้หักบัญชีธนาคารไหน (ไปทำเรื่องสมัครหักเงินฝากก่อน ไปธนาคารหรือจะปริ้นต์ส่งไปบลจ.โดยตรงก็ได้ครับ ใครสะดวกก็ไปตรงชั้น 1 ตึกเพลินจิตทาวเวอร์ตรงข้าง ๆ เมอคิวรี่กับอาคารต้นสนชิดลมอ่ะครับ)  แต่แนะนำเลย สมัคร @ccess ซะ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

(5) บลจ.ทหารไทย (TMBAM)

www.tmbam.com: ในสมัยก่อน บลจ. ทหารไทยสามารถผูกบัญชีตัดเงินรับเงินได้เยอะมาก คือทุกแบงก์เกือบครบ ทั้ง BBL KTB SCB KBANK BAY TMB TBANK(ธนชาต) UOB LHBANK (ทำทุกอย่างแบบที่อธิบายของกรุงศรีได้เลย เรื่องพักเงิน) แต่หลัง ก.ย. 2560 เป็นต้นมา สามารถทำได้เฉพาะผู้ลงทุนที่เปิดบัญชีกับบลจ.ทหารไทยโดยตรงหรือตัวแทนขายอื่น เพราะ คนที่เปิดบัญชีกองทุนกับธนาคาร TMB จะผูกบัญชีได้เฉพาะกับบัญชีออมทรัพย์ธนาคารทหารไทยเท่านั้น!  ทำให้ความสะดวกของเจ้านี้ลดลงไปมาก

อย่างไรก็ดี เจ้านี้ยังมีข้อดีในการช่วยออม เพราะกองทุนทหารไทยเปิดบัญชีครั้งแรก 1,000 ครั้งต่อไปคุณซื้อ 1 บาทก็ได้ ส่วนการซื้อสะสมกองทุนรายเดือนจะกรอกแบบฟอร์มที่ธนาคารก็ได้ให้มันตัดเงิน แต่แนะนำเหมือนกันว่าสมัคร Fundlink Online ของบลจ.ซะ (เจ้านี้เป็นอีกเจ้าที่น่าชมในเรื่องระบบออนไลน์ที่ข้อมูลดีและจัดการง่ายมาก)

(6) บลจ.ธนชาต (Thanachart Fund)

www.thanachartfund.com: ระบบคล้าย ๆ บลจ.กรุงศรีและทหารไทย ซื้อครั้งแรกไปธนาคารธนชาต เปิดกองทุนครั้งแรก สำหรับกองทุนปกติจะต้องซื้อครั้งแรก 1,000 บาท ครั้งต่อไป 1,000 เท่ากัน จะทำเรื่องตัดเงินซื้อสะสมทุกเดือนก็กรอกใบคำขอที่ธนาคารก็ได้ แต่ก็แนะนำให้สมัคร Thanachart Fund online ด้วย เขาปรับปรุงใหม่ผมว่าใช้ง่ายและดีขึ้นเยอะ เราสามารถตั้งค่าซื้อขายกองทุนรายเดือนได้ในเน็ตครับ แต่ต้องทำเรื่องหักเงินรับเงินไว้ด้วย กรณีบัญชีหักเงินเจ้านี้ได้ 5 ธนาคาร SCB BBL KBANK BAY TBANK

(7) บลจ.กรุงไทย (KTAM)

www.ktam.co.th: ซื้อครั้งแรกไปธนาคารกรุงไทย เปิดบัญชีครั้งแรก 1,000 บาท ครั้งต่อไป 1,000 เท่ากัน (หรือบางกองก็ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อครั้งต่อไป) จะทำเรื่องตัดเงินซื้อสะสมทุกเดือนก็กรอกใบคำขอที่ธนาคารหรือจะตั้งค่าในเน็ตก็ได้

ระบบซื้อขายกองทุนออนไลน์ที่นี่ชื่อ KTAM Smart Trade ผูกได้หลายบัญชีธนาคาร รับเงินตัดเงิน คือ KTB BBL SCB KBANK BAY TMB (ดูเหมือนจะมี CIMB TISCO KK ด้วย) แต่ต้องระวังนะครับอันนี้หมายถึงผูกกับ KTAM Smart Trade ที่ดำเนินการกับทางบลจ.โดยตรง (ปริ้นต์ส่งไปบลจ.ที่ตึก empire tower ง่ายสุด) เพราะถ้าซื้อผ่านธนาคารกรุงไทย เราจะผูกบัญชีรับเงินตัดเงินได้แค่ บัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย (KTB) เท่านั้น


มีเรื่องอยากชี้แจงอย่างหนึ่ง คือ ต้องเข้าใจก่อนว่าหลาย ๆ บลจ.นั้นการซื้อผ่านธนาคารคือ การซื้อขายผ่านตัวแทนเจ้าหนึ่ง คนที่เปิดกองทุนกับบลจ.ที่สำนักงานโดยตรง กับซื้อผ่านธนาคารจะได้ความสะดวกบางอย่างต่างกัน

ถ้าไปเจอพนักงานขายที่ธนาคารยืนยันว่าไม่ได้นะ ใช้บัญชีธนาคารอื่นรับเงินไม่ได้ ก็ต้องเข้าใจว่าอาจจะเพราะ 1) พนักงานไม่รู้ เพราะเอาจริง ๆ นักลงทุนโปรมากหลายคนยังไม่รู้เลยครับ หรือ 2) พนักงานรู้แต่ด้วยนโยบายธนาคารต้องบอกไปก่อนว่า ใช้ได้แค่บัญชีตัวเอง ถ้าเรามั่นใจเราก็ยืนยันบอกไปครับ ไม่ก็ให้เขาโทรคุยกับบลจ.ก็จะเคลียร์กันง่ายขึ้น หรือบางเจ้าระบบทั้งหมดทั้งมวล พนักงานธนาคารทำไม่ได้ คุณต้องส่งเอกสารไปเดินเรื่องเองที่สำนักงานบลจ.ก็มี หลัง ๆ มีอะไรผมก็ติดต่อบลจ.โดยตรงง่ายกว่า

เพราะฉะนั้น อ่านบทความนี้แล้ว เวลาไปซื้อกองทุนที่ธนาคาร โดยเฉพาะเจ้าที่ตัดเงินรับเงินได้หลากหลาย เช่น กรุงศรี ทหารไทย ธนชาต ฯลฯ ถ้าจะเอาสะดวกสุดผมแนะนำไปสาขาที่ชินกับการทำธุรกรรมเชิงลึก รู้เรื่องดี เช่น แถวสยาม พารากอน เซ็นทรัลเวิล์ด สีลม ชิดลม ย่านธุรกิจพวกนี้เขาจะพอทราบครับ



(9) เปิดกองทุน กับ บลจ. อื่น ๆ

นอกจากทั้ง 7 บลจ. ข้างต้นแล้ว ยังมีบลจ. อีกจำนวนมากที่ให้บริการบริหารกองทุนรวม เช่น บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล (CIMB Principal) บลจ.ทิสโก้ (Tisco) บลจ.ทาลิส (Talisam) บลจ.บางกอกแคปปิตอล (BCAP asset) บลจ.ฟิลลิป (Phillip) บลจ.ภัทร (Phatra) บลจ.แมนูไลฟ์ (Manulife) บลจ.วรรณ (ONEAM) บลจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH fund) ฯลฯ

บลจ.ลูกแบงก์อื่น ๆ เช่น ยูโอบี แลนด์แอนด์เฮาส์ ซีไอเอ็มบีพรินซิเพิล ผมเคยเปิดกองทุนแต่ก็นานมากแล้ว ข้อมูลบางอย่างอาจจะลืม ๆ ไปบ้าง หรือเขาได้เปลี่ยนแปลงวิธีการเปิดบางประการ แต่แนวทางการเปิดกองทุนรวมก็น่าจะยังคล้าย ๆ กันกับบลจ.ทั่วไปครับ โดยส่วนมากบลจ.ในเครือของธนาคารเหล่านี้จะต้องผูกบัญชีกับธนาคารตัวเอง เช่น

บลจ.ยูโอบี (UOBAM)uobam.co.th การซื้อกองทุนของบลจ.ยูโอบีที่สะดวกที่สุดคือไปซื้อที่ธนาคารยูโอบี ซึ่งมักจะต้องรับเงินตัดเงินผ่านบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารยูโอบี เจ้านี้ถ้าจำไม่ผิด ส่วนใหญ่ซื้อครั้งแรก 2,000 ครั้งต่อไป 1 บาท คล้าย ๆ กันกับบลจ.ทหารไทย (แต่บางกองก็ไม่นะครับอาจจะซื้อได้โดยใช้จำนวนเงินต่ำกว่านั้นต้องดูด้วย) เจ้านี้สามารถทำเรื่องตัดเงินซื้อทุกเดือนโดยการกรอกแบบฟอร์มที่ธนาคารหรือตั้งค่าซื้อรายเดือนผ่านออนไลน์ ถ้าจะให้ดีควรสมัครบริการซื้อขายกองทุนรวมทางอินเตอร์เน็ต (online platform) ด้วยนะครับ ข้อดีของบลจ.นี้อีกอย่างคือสามารถติดต่อขอทำเรื่องกับบลจ.ให้หักเงินตัดเงินรับเงินผ่านธนาคารอื่นได้ น่าจะ 5 ธนาคารได้แก่ BBL SCB KBANK BAY และ TMB ด้วย

บลจ.เอกเทศที่มิได้เป็นบริษัทในเครือของธนาคารอย่าง บลจ.MFC บลจ.แอสเซทพลัส ฯลฯ อันนี้ต้องไปสมัครเองที่สำนักงาน อย่าง บลจ. เอ็มเอฟซี (MFC) นี่อยู่ตึก Lake รัชดาแถว ๆ ตรงแยกก่อนถึงอโศก (เข้าใจว่าอยู่ตึกเดียวกับสำนักบัญชีอีวาย) แล้วก็มีสาขาอื่น ๆ ด้วย รายละเอียดคงต้องขอให้ลองศึกษาดู ผมจำไม่ได้ล่ะว่าขั้นต่ำอะไรยังไง เลือนรางมาก แทบไม่ได้ทำธุรกรรมอะไรกับบลจ.เหล่านี้เลยตั้งแต่เปิดกองทุน

บลจ. Aberdeenaberdeen-asset.co.th ส่วนตัวไปซื้อที่ตึกบางกอกซิตี้ตรงแยกบีทีเอสช่องนนทรีครับ ซื้อทุกครั้ง 10,000 บาท แต่สำหรับกองทุน Aberdeen Growth ถ้าซื้อแบบตัดเงินซื้อสะสมรายเดือนสามารถหักที่ 1,000 บาทต่อเดือนได้ครับ เพราะกองทุนนี้เข้าโครงการสานฝันที่พันบาท ส่วนกองอื่นเข้าใจว่าขั้นต่ำซื้อรายเดือนจะสูงกว่านี้ ซื้อสะสมรายเดือนต้องกรอกแบบฟอร์มนะครับ  วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับบลจ.นี้ในการซื้อขายคือสมัคร Online ซะ สามารถรับเงินตัดเงินได้ 4 ธนาคารคือ BBL SCB KBANK และ BAY คือยุ่งยากครั้งแรกแต่ครั้งอื่น ๆ สบายครับ

(10) เปิดกองทุน ผ่านช่องทางอื่น

ในปัจจุบันนั้นเราสามารถซื้อกองทุนรวมต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปที่บลจ.หรือไปซื้อผ่านธนาคารที่เป็นตัวแทนขาย เพราะยังมีช่องทางอื่น ๆ ในการซื้อขายกองทุนรวม ซึ่งบางที่นั้นสามารถซื้อกองทุนรวมของหลาย ๆ บลจ.ได้ครบในการเปิดบัญชีครั้งเดียว

ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Open Architecture ของธนาคารทหารไทย (TMB Advisory) ซึ่งสามารถซื้อกองทุนรวมจากบลจ.ต่าง ๆ ได้ถึง 8 เจ้า คือ บลจ.TISCO บลจ.UOB บลจ.วรรณ บลจ.อเบอร์ดี บลจ.กสิกรไทย บลจ.ทหารไทย บลจ.แมนูไลฟ์ บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล พวกนี้ก็จะมีข้อจำกัดเช่น จะซื้อขายก็ต้องไปธนาคารทหารไทย ต้องลองดูรายละเอียดครับว่าทำอะไรได้บ้าง หรืออย่าง ธนาคารออมสิน ที่เปิดขายกองทุนรวมถึง 11 เจ้าหลัก

นอกจากนี้อาจมีตัวแทนขายอื่น เช่น บริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ บริษัทประกันชีวิตบางเจ้าก็ขายกองทุน (ไม่ใช่การซื้อประกันแบบ Unit Linked นะครับ หมายถึงซื้อกองทุนจริง ๆ เช่น BLA กรุงเทพประกันชีวิตเป็นหนึ่งช่องทางขายของบลจ.บัวหลวง)

อย่างบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือที่นักลงทุนเรียกว่าโบรกเกอร์นั้น หากใครมีบัญชีซื้อขายหุ้น โดยปกติเราสามารถติดต่อกับทางโบรกเกอร์หรือเจ้าหน้าที่การตลาดที่ดูแลบัญชีหุ้นของเราได้ว่าเราสนใจจะเปิดกองทุนรวมครับ เท่าที่เคยดูมาเกือบทุก บล. ล้วนมีบริการซื้อขายกองทุนรวมอยู่แล้ว

(11) Fund Supermart

นอกจากนี้ ยังมีบริการซื้อขายกองทุนรวมที่เรียกว่า Fund Supermart คือ นึกภาพซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ไม่ได้ขายสินค้าทั่วไปแต่ขายกองทุนรวมแทน ผู้ที่ให้บริการในลักษณะของ Fund Supermart จะมีกองทุนรวมจำนวนมากให้ผู้ที่สนใจหรือนักลงทุนสามารถทำการซื้อขายได้ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ (Nomura) บริษัทหลักทรัพย์ Phillip หรือ WealthMagik ฯลฯ พวกนี้ก็ต้องไปดูรายละเอียดอีกทีว่า มีบริการซื้อขายกองทุนรวมของบลจ.ไหนบ้าง

อย่างผมนั้นในสมัยก่อนเคยเปิดบัญชีหลักทรัพย์ซื้อขายหุ้นกับบล.โนมูระ ซึ่งมีบริการ Fund Supermart และส่วนตัวคิดว่า ถ้าจะเอาให้สะดวกผมว่า บล.โนมูระเนี่ยสะดวกมาก แม้ว่าจะต่างจากบลจ.ต่าง ๆ ตรงที่เราสามารถผูกบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ได้ธนาคารเดียวก็จริง แต่ที่ iFund ของโนมูระนั้น เราสามารถซื้อกองทุนได้ทุกเจ้าในประเทศเลยครับ โดยเฉพาะ บลจ.บัวหลวง (BBLAM) ยาขมของพวกตัวแทนขายอิสระ เพราะเขาไม่ค่อยอนุญาตให้ใครขาย แต่โนมูระนี่สามารถซื้อกองทุนของบลจ.บัวหลวงได้

(12) ความแตกต่างบางประการของตัวแทนขาย

การที่เราซื้อกองทุนรวมจากคนละที่ เราก็จะได้รับสิทธิอะไรบางอย่างแตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ เราถือว่าเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมนั้น ๆ ที่เราซื้อครับ เพียงแค่ในบางประเด็นอาจจะมีสิ่งที่ช่องทางการขายแต่ละเจ้าเสนอให้เป็นการแตกต่าง เช่น สำหรับบางบลจ.นั้น หากท่านซื้อผ่านตัวแทนขายที่เป็นธนาคาร ท่านอาจจะผูกบัญชีรับเงินตัดเงินได้แค่บัญชีธนาคารเดียวคือของธนาคารที่ท่านไปซื้อ

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ หากซื้อกองทุนรวมของบลจ.ทหารไทยผ่านธนาคารทหารไทย บัญชีที่ท่านจะผูกใช้งานได้ก็ได้เฉพาะบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารทหารไทย แต่หากไปเปิดบัญชีกองทุนที่บลจ.โดยตรง ท่านจะใช้บัญชีธนาคารไหนก็ได้ (ย้อนกลับไปดูหัวข้อบลจ.ทหารไทย)

กรณีซื้อผ่านธนาคารที่เป็นตัวแทนขายของบลจ. โดยเฉพาะบลจ.ที่เป็นบริษัทในเครือธนาคาร บางธนาคารจะนับรวมจำนวนเงินลงทุนในกองทุนรวมของท่านเป็นหนึ่งในยอดการซื้อผลิตภัณฑ์ของธนาคารดังกล่าว ซึ่งนำไปสู่สิทธิพิเศษหรือการยกระดับบางประการ เช่น กรณีของบลจ.กสิกรไทย เงินในกองทุนรวมของบลจ.กสิกรที่ซื้อผ่านธนาคารกสิกรไทย หากถึงระดับหนึ่ง เช่น 10 ล้านบาท ท่านอาจจะได้สิทธิเป็น K-Wisdom หรือถ้า 50 ล้านอาจจะเป็น K Private Banking

โดยธนาคารอื่น ๆ อาจมีสิทธิประโยชน์เช่นนี้ เช่น SCB First ของไทยพาณิชย์ หรือ Krungsri Exclusive ของกรุงศรี หรือ KTB Precious ของกรุงไทย  ซึ่งนักลงทุนจะได้รับบริการพิเศษจากธนาคารต่าง ๆ เหล่านี้ในเรื่องของบัตรเครดิตเฉพาะ บริการพิเศษที่สนามบิน โรงแรมหรือฟิตเนส ฯลฯ

นอกจากนี้ บางธนาคารที่เป็นตัวแทนขายกองทุนรวมอันรวมถึงตัวบลจ.เอง อาจจะมีรายละเอียดเล็ก ๆ ตรงบัญชีที่หักเงินรับเงิน บางเจ้าอาจจะบอก ผูก SCB ได้ แต่ระบุต้องเป็น SCB สาขากรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น หรือบางบลจ.ก็ไม่รับภาระค่าธรรมเนียมให้ เช่น อาจผูกบัญชีต่างจังหวัดได้ แต่เวลาหักเงินเราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมข้ามเขต แต่บางบลจ.ก็รับภาระให้ ข้อมูลตรงนี้เปลี่ยนแปลงได้

หากสงสัยข้อมูลตรงไหน ผมแนะนำให้ติดต่อสอบถามบลจ.โดยตรง เพื่อความชัวร์อีกครั้งครับ ทั้งนี้ส่วนมากบลจ.ที่เป็นลูกธนาคาร ธนาคารจะรับภาระค่าธรรมเนียมข้ามจังหวัดของตัวเองให้ครับ เช่น บลจ.บัวหลวง หักเงินจากบัญชีธนาคารกรุงเทพสาขาต่างจังหวัดแบบนี้ไม่มีค่าธรรมเนียมข้ามเขต

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์นะครับ ไว้มีอะไรอัพเดตก็จะมาแก้เรื่อย ๆ ให้ และถ้าใครมีข้อมูลอัพเดตใหม่กว่า สามารถฝากความคิดเห็นไว้ทางด้านล่างได้เลยครับ ขอบพระคุณมากครับ


ด้านล่างนี้เป็นบทความที่น่าอ่านเพิ่มเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนแบบประจำ

(ก) การลงทุนแบบประจำ (DCA or Regular investing) คืออะไร?

(ข) รวบรวมคำแนะนำว่า นักลงทุนทั่วไปควรลงทุนแบบประจำสม่ำเสมอ

(ค) กองทุนดัชนีคืออะไร

(ง) กองทุนดัชนีในประเทศไทย

(จ) รวมคำแนะนำเกี่ยวกับกองทุนดัชนี

วิธีเปิดกองทุนรวมเจ้าหลักและตั้งค่าซื้อรายเดือน

เคยมีนักลงทุนหลายท่านถามว่า อยากจะซื้อกองทุนสะสมทุกเดือนแบบที่เคยแนะนำจะทำยังไงดี ตัดบัญชีอะไรได้บ้าง? แล้วทำยังไง ต้องติดต่อที่ไหน เลยคิดว่าน่าจะเขียนสักบทความ ใช้ประสบการณ์ที่ส่วนตัวมีเลขผู้ถือหน่วยครบเกือบทุกบลจ.ล่ะครับ อิอิ ผมจะเขียนเฉพาะเจ้าหลักๆล่ะกัน จะละเอียดหน่อยสำหรับเจ้าที่ผมใช้บ่อยนะครับ ขออนุญาติเขียนนิยามคำซ้ำๆไว้ก่อนจะได้เข้าใจตรงกัน

ก. บัญชีรับเงิน = บัญชีที่เราผูกกับกองทุนไว้ เวลาขายกองทุน เงินจะเข้าบัญชีอันนี้
ข. บัญชีตัดเงิน = ส่วนมากใช้เวลาซื้อในเน็ต มันจะตัดเงินจากบัญชีนี้ที่เราทำเรื่องไว้ไปซื้อกองทุน
ค. ซื้อครั้งแรก = การซื้อกองทุนครั้งแรก เช่น ไปเปิดกองทุนที่ธนาคาร จะต้องซื้อขั้นต่ำตามกำหนด
ง. ซื้อครั้งต่อไป = การซื้อกองทุนครั้งหลังๆ (หลังจากเปิดกองทุนแล้ว) จำนวนเงินมักจะต่ำกว่าครั้งแรก
จ. เอกสารซื้อกองทุนครั้งแรกมักจะไม่ต่างกัน ต้องมีสมุดบัญชีออมทรัพย์(ตามที่แต่ละเจ้าให้ใช้ธนาคารไหนได้บ้าง) บัตรประจำตัวประชาชน และ “เงินขั้นต่ำ” แล้วแต่ว่าจะซื้อครั้งแรกหรือครั้งอื่น ออ ถ้าคนไม่มีสมุดบัญชีออมทรัพย์แล้วเปิดใหม่ ก็แนะนำเตรียม 500 บาทสำหรับเปิดบัญชีธนาคารครั้งแรก ส่วนบัตรเอทีเอ็มนั้นถ้าไม่จำเป็นก็ปฏิเสธไปครับ

(1) บลจ.กสิกรไทย (K-Asset)
       วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเปิดกองทุนเจ้านี้คือ ไปธนาคารกสิกรไทยครับ ก็แจ้งเรื่องว่าจะมาเปิดกองทุน เจ้านี้จะโหดหน่อย ซื้อกองทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 5,000 บาททุกครั้งที่เปิดกองใหม่ และครั้งต่อไปก็ 5,000 บาทเหมือนเดิม (ยกเว้นบางกองเช่น K-Money, K-MPLUS พวกนี้ขั้นต่ำ 500 ทุกครั้งที่ซื้อ) บัญชีรับเงินจะผูกได้แค่ บัญชีธนาคารกสิกร เท่านั้น พอเปิดเสร็จก็ได้สมุดมาเล่มหนึ่ง หลังจากนั้นวิธีซื้อขายกองทุนที่สะดวกสุดของเจ้านี้คือ K-Invest ซึ่งถ้าใครมี K-Cyber Banking ที่ไว้โอนเงินของธนาคาร เราสามารถ login เข้าไปสมัคร K-Invest ได้ ก็กรอกๆไปครับ พอใช้งานได้ เราก็จะซื้อ ขาย หรือตั้งให้มันซื้อล่วงหน้าทุกเดือนได้ผ่านเน็ต ผมว่าเจ้านี้ทำสะดวกนะ หน้าตารายการไม่ค่อยรก แล้วก็สมัยนี้มันโชว์ใน K-Mobile Banking Plus ก็ซื้อกองทุนผ่านแอพมือถือได้ด้วย แล้วก็สำหรับคนที่ตั้งใจจะตัดเงินซื้อกองทุนสะสมทุกเดือน เจ้านี้มีสองวิธีคือ ตั้งค่าซื้อรายเดือนใน K-Invest โดยให้หักตัดบัญชีได้ 5 ธนาคารคือ KBANK SCB BBL BAY TMB (โหลดแบบฟอร์มหักบัญชีแล้วส่งเรื่องไปยังบลจ.กสิกรโดยตรงเรื่องจะไวกว่าไปธนาคารมาก) กับอีกวิธีคือ ไปธนาคารแล้วบอกเขาอยากตัดซื้อรายเดือน เขาก็จะให้กรอกฟอร์ม ตรงนี้ขั้นต่ำในการซื้อรายเดือนคือ 500 บาทครับ

(2) บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM)
       วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเปิดกองทุนเจ้านี้คือ ไปธนาคารไทยพาณิชย์ ก็แจ้งเรื่องว่าจะมาเปิดกองทุน ซื้อกองทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 5,000 บาททุกครั้งที่เปิดกองใหม่ แต่ครั้งต่อไปเหลือ 1,000 บาท SCBAM นี่ลำบากหน่อยตรงที่ “จะรับเงินหรือตัดเงินซื้อกองทุนก็ใช้ได้แค่บัญชีออมทรัพย์ไทยพาณิชย์เท่านั้น” แต่ค่อนข้างจะสะดวกตรงที่ถ้าใครมี SCB Easy Net ธนาคารออนไลน์ ท่านสามารถเอาเลขบัญชีกองทุนไปเพิ่มตรง Easy Fund แล้ววันถัดมาเราก็สามารถตั้งค่าให้ซื้อกองทุนรายเดือนได้ (Advance Purchase) ครับ เช่น ซื้อทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน หักผ่านบัญชีไทยพาณิชย์ เลขที่ xxx ถ้าจำไม่ผิดเจ้านี้ตัดเงินไวนะครับ ตัดตอนตีหนึ่งถึงตีห้าของวันที่ท่านตั้งซื้อ แล้วก็ถ้าจะตั้งแผนใหม่แบบเบื่อวันที่ 1 เอาเป็นวันที่ 20 ต้องยกเลิกแผนเดิมก่อนนะครับ ไม่งั้นมันจะมี 2 แผนตัดเงินซ้ำกัน โดยส่วนตัวคิดว่า SCBAM ซื้อขายกองทุนผ่านเน็ตหรือมือถือค่อนข้างสะดวกเป็นลำดับต้นๆเลยล่ะ

(3) บลจ.บัวหลวง (BBLAM)
       สะดวกสุดคือไปธนาคารกรุงเทพ ซื้อกองทุนครั้งแรกขั้นต่ำ 500 บาททุกครั้งที่เปิดกองใหม่ ครั้งต่อๆไปก็ 500 บาท (ช่วงหลังๆไม่แน่ใจว่ามีกองไหนยังต้องเปิด 1,000 หรือเปล่านะครับ สมัยก่อนต้องเปิด 1 พันแต่ปรับลงมา) บัวหลวงจะคล้ายๆกับไทยพาณิชย์ “จะรับเงินหรือตัดเงินซื้อกองทุนก็ใช้ได้แค่บัญชีออมทรัพย์กรุงเทพเท่านั้น” เจ้านี้พิเศษหน่อยตรงที่เราต้องทำเรื่องขอให้เพิ่มเลขกองทุนเข้า iBanking ของธนาคาร แต่ถ้าเพิ่มแล้วเราก็จะซื้อขายกองทุนได้สะดวกบนเน็ตและมือถือ (เจ้านี้ค่อนข้างทำแอพสบายตา) ความพิเศษอีกอย่างคือบลจ.บัวหลวงซื้อขายผ่านบัตรเอทีเอ็มได้ (ทำเรื่องขอผูกบัญชีกองทุนกับบัตรก่อนนะครับ) ก็ไปกดๆซื้อที่ตู้ แล้วก็สามารถซื้อขายผ่านบัวหลวงโฟน 1333 ได้อีก แต่สำหรับคนที่ต้องการซื้อรายเดือนสะสม ต้องกรอกแบบฟอร์มที่ธนาคารครับ ที่นี่เรียกว่า ซื้อถัวเฉลี่ยรายเดือน ขั้นต่ำก็ 500 บาทครับผม แต่เวลาจะแก้ไขก็ต้องมากรอกแบบฟอร์มแก้ใหม่ด้วย

(4) บลจ.กรุงศรี (KSAM)
       เจ้านี้คือในบรรดาระบบซื้อขาย online ผมชอบมากที่สุด กรุงศรีนี่โดยปกติเปิดกองทุนครั้งแรก 2,000 ครั้งต่อไปเท่ากัน แต่สำหรับบางกองเช่น KFSPLUS เข้าใจว่าจะซื้อได้ที่ 1,000 ต่อครั้งครับ ก็ไปธนาคารกรุงศรีนี่ล่ะ ข้อเด่นสุดที่ดีมากๆสำหรับค่ายนี้คือ คุณตัดเงินและรับเงินผ่านธนาคารได้หลากหลาย ประมาณ 7 แห่ง คือ BBL SCB KBANK KTB BAY TMB LHBANK ตอนซื้อเสร็จบอกเขาสมัคร @ccess Online ด้วย ระบบนี้ทำให้คุณซื้อขายกองทุนออนไลน์ได้ และผูกบัญชีได้ครบเลย (ส่วนตัวผมผูกบัญชีไว้ 6 ธนาคารทั้งตัดเงิน รับเงินขายคืน แต่ละธนาคารผูกได้หลายเลขนะครับ เช่น ผมอาจผูกบัญชีออมทรัพย์กรุงไทย 2 บัญชีเลยก็ได้) จึงเหมาะจะเป็นศูนย์กลางทางการเงิน เช่น คุณซื้อ KFSPLUS (กองทุนตลาดเงินกึ่งตราสารหนี้ระยะสั้น) ไว้พักเงิน สมมติคุณได้เงินเดือนผ่าน SCB แต่มีบัตร ATM ของ KBANK คุณสามารถตั้งค่าให้หักเงินผ่าน SCB ซื้อกองทุน แล้วขายกองทุนให้ไปยังบัญชี KBANK ได้ ที่สำคัญคือ กรุงศรีนี้ตั้งค่าซื้อหรือขายกองทุนรายเดือนในเน็ตได้ง่ายๆเลยครับ คือใครเปิดกองทุนกรุงศรี เลือกแผนอัตโนมัติก็ตั้งค่าซื้อสะสมรายเดือนได้ล่ะ เลือกได้ด้วยว่าจะให้หักบัญชีธนาคารไหน(ไปทำเรื่องสมัครหักเงินฝากก่อน ไปธนาคารหรือจะปริ้นต์ส่งไปบลจ.โดยตรงก็ได้ครับ ใครสะดวกก็ไปตรงชั้น 1 ตึกเพลินจิตทาวเวอร์ตรงข้างๆเมอคิวรี่กับอาคารต้นสนชิดลมอ่ะครับ)  แต่แนะนำเลย สมัคร @ccess ซะ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

(5) บลจ.ทหารไทย (TMBAM)
       ในสมัยก่อน บลจ. ทหารไทยสามารถผูกบัญชีตัดเงินรับเงินได้เยอะมาก คือทุกแบงก์เกือบครบ ทั้ง BBL KTB SCB KBANK BAY TMB TBANK(ธนชาต) UOB LHBANK (ทำทุกอย่างแบบที่อธิบายของกรุงศรีได้เลย เรื่องพักเงิน) แต่ตอนนี้ (หลังก.ย. 2560) สามารถทำได้เฉพาะผู้ลงทุนที่เปิดบัญชีกับบลจ.โดยตรงหรือตัวแทนขายอื่น เพราะ คนที่เปิดบัญชีกองทุนกับธนาคาร TMB จะผูกบัญชีได้เฉพาะกับบัญชีออมทรัพย์ธนาคารทหารไทยเท่านั้น!  ทำให้ความสะดวกของเจ้านี้ลดลงไปมาก อย่างไรก็ดี เจ้านี้ยังมีข้อดีในการช่วยใออม เพราะกองทุนทหารไทยเปิดบัญชีครั้งแรก 1,000 ครั้งต่อไปคุณซื้อ 1 บาทก็ได้ ส่วนการซื้อสะสมกองทุนรายเดือนจะกรอกแบบฟอร์มที่ธนาคารก็ได้ให้ตัดเงิน แต่แนะนำเหมือนกันว่าสมัคร Fundlink Online ของบลจ.ซะ (เจ้านี้เป็นอีกเจ้าที่น่าชมในเรื่องระบบออนไลน์ที่ข้อมูลดีและจัดการง่าย)

(6) บลจ.ธนชาต (Thanachart Fund)
       ระบบคล้ายๆบลจ.กรุงศรีและทหารไทย ซื้อครั้งแรกไปธนาคารธนชาต เปิดบัญชีครั้งแรก 1,000 บาท ครั้งต่อไป 1,000 เท่ากัน จะทำเรื่องตัดเงินซื้อสะสมทุกเดือนก็กรอกใบคำขอที่ธนาคารก็ได้ แต่ก็แนะนำให้สมัคร Thanachart Fund online ด้วย เขาปรับปรุงใหม่ผมว่าใช้ง่ายและดีขึ้นเยอะ เราสามารถตั้งค่าซื้อขายกองทุนรายเดือนได้ในเน็ตครับ แต่ต้องทำเรื่องหักเงินรับเงินไว้ด้วย กรณีบัญชีหักเงินเจ้านี้ได้ 5 ธนาคาร SCB BBL KBANK BAY TBANK

(7) บลจ.กรุงไทย (KTAM)
       ซื้อครั้งแรกไปธนาคารกรุงไทย เปิดบัญชีครั้งแรก 1,000 บาท ครั้งต่อไป 1,000 เท่ากัน จะทำเรื่องตัดเงินซื้อสะสมทุกเดือนก็กรอกใบคำขอที่ธนาคารก็ได้ หรือจะตั้งค่าในเน็ตก็ได้ ระบบที่นี่ชื่อ KTAM Smart Trade ผูกได้ 5 บัญชีธนาคาร รับเงินตัดเงิน คือ KTB BBL SCB KBANK BAY แต่ต้องระวังนะครับอันนี้หมายถึงผูกกับ KTAM Smart Trade (ปริ้นต์ส่งไปบลจ.ที่ตึกเอ็มไพร์ง่ายสุด) เพราะถ้าซื้อผ่านธนาคารมันจะถูกระบบให้ผูกบัญชีรับเงินตัดเงินได้แค่ KTB หรือธนาคารกรุงไทย เตรียมสมุดออมทรัพย์กรุงไทยไปด้วย


คือต้องเข้าใจก่อนว่าหลายๆบลจ.นั้นการซื้อผ่านธนาคารคือ การซื้อขายผ่านตัวแทนเจ้าหนึ่ง คนที่เปิดกองทุนกับบลจ.ที่สำนักงานโดยตรงกับซื้อผ่านธนาคารจะได้ความสะดวกบางอย่างต่างกัน ถ้าไปเจอพนักงานขายที่ธนาคารยืนยันว่าไม่ได้ ใช้บัญชีธนาคารอื่นรับเงินไม่ได้ ก็ต้องเข้าใจว่าอาจจะเพราะ 1)พนักงานไม่รู้ (เอาจริงๆนักลงทุนโปรๆหลายคนยังไม่รู้เลยครับ) 2)พนักงานรู้แต่ด้วยนโยบายธนาคารต้องบอกไปก่อนว่าใช้ได้แค่บัญชีตัวเอง ถ้าเรามั่นใจเราก็ยืนยันบอกไปครับ ไม่ก็ให้เขาโทรคุยกับบลจ.ก็จะเคลียร์กันง่ายขึ้น หรือบางเจ้าระบบทั้งมวล พนักงานธนาคารทำไม่ได้ คุณต้องส่งเอกสารไปเดินเรื่องเองที่สำนักงานบลจ.ก็มี หลังๆมีอะไรผมก็ติดต่อบลจ.โดยตรงง่ายกว่า

เพราะฉะนั้น อ่านบทความนี้แล้ว เวลาไปซื้อกองทุนที่ธนาคาร โดยเฉพาะเจ้าที่ตัดเงินรับเงินได้หลากหลาย เช่น กรุงศรี ทหารไทย ธนชาต ฯลฯ ถ้าจะเอาสะดวกสุดผมแนะนำไปสาขาที่ชินกับความแอดวานซ์ รู้เรื่องดี เช่น แถวสยาม พารากอน เซ็นทรัลเวิล์ด สีลม ชิดลม ย่านธุรกิจพวกนี้เขาจะพอทราบครับ



  
(9) บลจ.อื่นๆ
      บลจ.ลูกแบงก์อื่นๆ เช่น ยูโอบี แลนด์แอนด์เฮาส์ ซีไอเอ็มบีพรินซิเพิล ผมเคยเปิดแต่ก็ลืมๆไปบ้าง แต่คอนเซปต์คล้ายๆกันครับ ส่วนมากจะผูกบัญชีกับธนาคารตัวเอง เช่น บลจ.ยูโอบี ไปซื้อที่ธนาคารยูโอบีก็มักจะต้องรับเงินตัดเงินผ่านออมทรัพย์ยูโอบี เจ้านี้ถ้าจำไม่ผิด ส่วนใหญ่ซื้อครั้งแรก 2,000 ครั้งต่อไป 1 บาท คล้ายๆทหารไทย (แต่บางกองก็ไม่นะครับต้องดูด้วย) เจ้านี้ตัดเงินซื้อทุกเดือนโดยการกรอกแบบฟอร์มที่ธนาคารหรือตั้งค่าซื้อรายเดือนผ่านออนไลน์ (จะให้ดีสมัคร online ด้วยนะครับ ข้อดีคือสามารถติดต่อขอทำเรื่องกับบลจ.ให้หักเงินตัดเงินรับเงินผ่านธนาคารอื่นได้ น่าจะ 5 ธนาคารนะครับ BBL SCB KBANK BAY TMB และ UOB ด้วย)

บลจ.เอกเทศอย่าง MFC แอสเซทพลัส ฯลฯ อันนี้ต้องไปสมัครเองที่สำนักงาน อย่าง MFC นี่อยู่ตึกแถวๆตรงแยกก่อนถึงอโศก (เข้าใจว่าอยู่ตึกเดียวกับสำนักบัญชีอีวาย) แล้วก็มีสาขาอื่นๆด้วย รายละเอียดคงต้องขอให้ลองศึกษาดู ผมจำไม่ได้ล่ะว่าขั้นต่ำอะไรยังไง เลือนราง 555

อีกบลจ.ที่จำแม่นหน่อย คือ Aberdeen ส่วนตัวไปซื้อที่ตึกบางกอกซิตี้ตรงแยกบีทีเอสช่องนนทรีอ่ะครับ ซื้อทุกครั้ง 10,000 บาท แต่สำหรับกองทุน Aberdeen Growth ถ้าซื้อแบบตัดเงินซื้อสะสมรายเดือนสามารถหักที่ 1,000 บาทต่อเดือนได้ครับ เพราะเข้าโครงการสานฝันที่พันบาทส่วนกองอื่นเข้าใจว่าขั้นต่ำซื้อรายเดือนจะสูงกว่านี้ ซื้อสะสมรายเดือนต้องกรอกแบบฟอร์มนะครับ  วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับบลจ.นี้ในการซื้อขายคือสมัคร Online ซะ สามารถรับเงินตัดเงินได้ 4 ธนาคารคือ BBL SCB KBANK และ BAY คือยุ่งยากครั้งแรกแต่ครั้งอื่นๆสบายครับ

10) การซื้อกองทุนผ่านตัวแทนขายอื่น
      ยกตัวอย่างเช่น อย่างโครงการ Open ของธนาคาร TMB ที่ซื้อกองทุนได้หลายเจ้า เช่น TMBAM, Aberdeen, UOBAM, CIMB-Principal, Manulife พวกนี้ก็จะมีข้อจำกัดเช่น จะซื้อขายก็ต้องไปธนาคารทหารไทย ต้องลองดูรายละเอียดครับว่าทำอะไรได้บ้าง

นอกจากนี้อาจมีตัวแทนขายอื่นเช่น บริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ บริษัทประกันชีวิตบางเจ้าก็ขายกองทุน หรือพวก Fund Supermart อย่าง โนมูระ เมจิคเวลท์ ฯลฯ พวกนี้ก็ดูรายละเอียดอีกที (ถ้าจะเอาให้สะดวกผมว่า โนมูระเนี่ยสะดวกมาก ผูกบัญชีได้ธนาคารเดียวก็จริง แต่ซื้อกองทุนได้ทุกเจ้าในประเทศเลยครับ โดยเฉพาะบัวหลวง ยาขมของพวกตัวแทนขายอิสระ เพราะเขาไม่ค่อยอนุญาตให้ใครขาย แต่โนมูระนี่เทียวไล้เทียวขื่อมานาน จนพึ่งได้เมื่อไม่กี่ปีก่อน)

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์นะครับ ไว้มีอะไรอัพเดตก็จะมาแก้เรื่อยๆให้ : )

ปล. บางธนาคารอาจจะมีรายละเอียดเล็กๆตรงบัญชีที่หักเงินรับเงิน บางเจ้าอาจจะบอก ผูก SCB ได้ แต่ระบุต้องเป็น SCB สาขากรุงเทพและปริมณฑลเท่านั้น หรือบางบลจ.ก็ไม่รับภาระค่าธรรมเนียมให้ เช่น อาจผูกบัญชีต่างจังหวัดแล้วเวลาหักเงินเราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมข้ามเขต แต่บางบลจ.ก็รับภาระให้ ข้อมูลตรงนี้เปลี่ยนแปลงได้ สงสัยก็ลองถามบลจ.เพื่อความชัวร์อีกครั้งครับ (แต่ส่วนมากบลจ.ที่เป็นลูกธนาคาร ธนาคารจะรับภาระค่าธรรมเนียมข้ามจังหวัดของตัวเองให้ครับ เช่น บลจ.บัวหลวง หักเงินจากบัญชีธนาคารกรุงเทพสาขาต่างจังหวัดแบบนี้ไม่มีค่าธรรมเนียมข้ามเขต)

ค่าใช้จ่ายกองทุน : ทุกอย่างทั้งหมดที่ต้องรู้!

นักลงทุนทุกท่านควรระลึกถึงกฎสำคัญของการลงทุนอย่างหนึ่ง ค่าใช้จ่ายกองทุน เป็นตัวชี้ชะตาผลตอบแทนระยะยาวของท่าน ในการลงทุนกองทุนรวมนั้น ประเด็นเรื่อง “ค่าใช้จ่าย” (costs) ชี้เป็นชี้ตายได้เลย[1. Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 23.] เนื่องจากผลตอบแทนสุทธิที่ท่านจะได้รับในอนาคต คือ “ผลตอบแทนหลังหักจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว” ขอให้อ่านทวนซ้ำอีกสัก 3 รอบครับ

แท้จริงแล้วมันก็คล้าย ๆ กับเงินเดือนครับ สมมติเราเงินเดือน 30,000 บาท แต่ใช้จ่ายเดือนละ 25,000 ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายของการได้รับเงินเดือนเราก็มีเพียงแค่ 5,000 บาท หรือในทางธุรกิจก็เช่นกัน บริษัทแห่งหนึ่งมีรายได้ 100 ล้านบาท ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมถึงภาษี มันอาจจะเหลือ “กำไรสุทธิ” (net income) แค่ 1 ล้านบาทก็ได้

ทั้งนี้ กลยุทธ์อย่างหนึ่งในการทำธุรกิจคือ มุ่งสู่ความเป็นบริษัทที่มีต้นทุนต่ำที่สุด (cost leadership) ซึ่งทำให้มันอาจจะกลายเป็นที่หนึ่งหรือผู้นำของอุตสาหกรรมเลยก็ได้ และในการลงทุนก็เหมือนกันครับ นักลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดอาจจะเป็นผู้ชนะนักลงทุนจำนวนมากในตลาดหุ้นได้เลยทีเดียว

ยกตัวอย่างในระยะยาว ถ้านักลงทุนถือหุ้นทุกบริษัทตามสัดส่วนดัชนีตลาดหุ้น แล้วตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่ 10% ทบต้นต่อปี ผลตอบแทน 10% ที่ว่านี้ คือ ผลตอบแทนขั้นต้น (Gross Returns) ซึ่งนักลงทุนจะได้เท่ากัน แต่เนื่องจากผลตอบแทนขั้นต้นนี้จะถูกหักโดยค่าใช้จ่ายที่นักลงทุนเสียไป เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนสุทธิ (Net Returns) ที่นักลงทุนได้รับจะไม่เท่ากัน และผมก็อาจจะพูดได้เกือบเต็มปากว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องจ่ายอะไรไปบ้าง!

I. ค่าใช้จ่ายกองทุน มีอะไรบ้าง?

นักลงทุนหลายท่านเข้ามาลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนซื้อกองทุนรวม อาจจะไม่รู้เลยว่า ตัวเองต้องเสียค่าใช้จ่ายรายปี (แต่เป็นการหักเก็บทุกวัน) และจริง ๆ ก็ไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่ อุตสาหกรรมกองทุนรวมจะพยายามพูดถึงประเด็นค่าใช้จ่ายด้วยเสียงที่เบาดังเสียงกระซิบ คือเขาไม่ได้ปิดบังนะครับ มีการเปิดเผย ถ้านักลงทุนที่ขยันมาก ๆ จะค้นพบค่าใช้จ่ายพวกนี้ แต่ถ้านักลงทุนไม่ใส่ใจ เขาก็ไม่โฆษณาหรอกว่าพวกท่านต้องจ่ายเงินออกไปเท่าไหร่บ้าง และนี่ก็คือ ค่าใช้จ่ายกองทุน ประเภทต่าง ๆ ที่นักลงทุนจะต้องเสีย

(1)  ค่าธรรมเนียมซื้อขายขาเข้า-ขาออก (Front-Back Load)
(2) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Transaction Fees)
(3) ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (Total Expenses)
(4) ค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน (Turnover Rate Expense)
(5) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ภาษี (Other Expenses)

อธิบายทีละตัวเลยดีกว่า

(1)  ค่าธรรมเนียมซื้อขายขาเข้า-ขาออก (Front—Back Loads)

ค่าธรรมเนียมอันนี้จำง่ายมาก เวลามีการซื้อหรือขายกองทุน ท่านจะถูกหักเงินออกไปตามเปอร์เซ็นต์ที่เขากำหนดไว้ เช่น กองทุนระบุว่า กองทุนมี ค่าธรรมเนียมการขาย 2% (Front Load) ถ้านักลงทุนต้องการซื้อกองทุนด้วยเงิน 100 บาท ท่านก็จะถูกหักไปร้อยละสองหรือ 2 บาท เท่ากับว่าเงินที่จะถูกนำไปลงทุนจริงคือ 98 

ถามว่ามันถูกหักไปไหน แท่น แท้น ก็ถูกหักไปจ่ายให้คนขายกองทุนทั้งหลายไงครับ อันได้แก่ ตัวแทนขายทั้งหลายไม่ว่าจะ ธนาคาร โบรกเกอร์ ท่านซื้อกับใคร front load ก็จะถูกหักไปให้เขาเหล่านั้น

เพราะฉะนั้น ต้องระวัง “แรงจูงใจ” บางอย่างให้ดี โปรดระวังคนขายที่พยายามขายกองทุนที่มี Load เยอะ ๆ (อันอาจจะมาจากเป้ายอดอะไรบางอย่าง) และในมุมกลับกัน บางกองทุนไม่เก็บ Front แต่เก็บ Back Load หรือค่าธรรมเนียมรับซื้อคืนแทน

สมมติท่านลงทุนมา 1 ปี ได้เงินกลับมาเป็น 100 บาท ถ้า Back Load 2% เงินเวลาขายคืนท่านจะได้รับจริงแค่ 98 บาท ซึ่งไอ้เจ้า back load ที่ว่าก็จะเข้าสู่กระเป๋าของบริษัทจัดการกองทุน หรือบุคคลอื่นตามที่พวกเขาตกลงกัน

นักลงทุนท่านไหนที่ชอบซื้อขายกองทุนบ่อย ๆ พวกค่าธรรมเนียมเหล่านี้นี่ล่ะครับจะกัดกินเงินของท่านรวดเร็วมาก และค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย คือ 1-2% สำหรับกองทุนหุ้นหรือกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ

ดังนั้น ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายกองทุน หรือ Loads จึงเป็นค่าใช้จ่ายตัวแรกที่นักลงทุนจะต้องระมัดระวังการจ่าย 100 แต่ได้ลงทุนจริง 98-99 บาท ในทางกลับกัน ขายกองทุนทิ้งแทนที่จะได้เงินคืน 100 ก็ได้แค่ 98 บาท

เราสามารถดูค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้จากหนังสือชี้ชวนครับ โดยจะใช้ชื่อว่า ค่าธรรมเนียมในการขาย หรือ ค่าธรรมเนียมในการรับซื้อคืน

(2) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Transaction Fees)

ค่าใช้จ่ายตัวนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกเก็บเข้ากองทุนรวมครับ อธิบายก่อนว่า สมมติมีนักลงทุนถือกองทุนอยู่ 100 ท่าน ถือกองทุนกันมานานมาก ไม่ได้ซื้อไม่ได้ขาย วันหนึ่งก็มีนักลงทุนคนหนึ่งเข้ามาร่วมลงทุนด้วย แต่ซื้อขายบ่อย ๆ ดังพายุ การซื้อขายแต่ละครั้งรบกวนกองทุนต้องซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ในกองทุนเพื่อให้ได้สัดส่วนลงทุนที่ดี

ท่านจะเห็นได้ว่า มันเป็นการเอาเปรียบนักลงทุนที่อยู่เฉย ๆ ต้องมาควักเงินจ่ายให้คนที่ชอบซื้อขายบ่อย ๆ เพราะการซื้อขายหลักทรัพย์ทุกครั้ง กองทุนต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ค่าคอม (commission) ให้บริษัทหลักทรัพย์ (broker) เวลาซื้อขายหุ้น เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ไอ้เจ้า transaction fee จึงเก็บจากนักลงทุนที่ซื้อหรือขายกองทุน เพื่อจะได้ไม่รบกวนนักลงทุนที่ถือกองทุน และถ้าเก็บไปแล้ว เวลาจ่ายจริงยังเหลือ ก็จะเก็บเข้ากองทุนครับ จัดว่าได้กำไรอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายตัวนี้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มีประโยชน์ (อาจจะเพียงตัวเดียวสำหรับกองทุนรวม) ซึ่งค่าเฉลี่ยในไทยจะเก็บประมาณ 0.1-0.2% ของสินทรัพย์ที่ซื้อหรือขายกองทุนครับ

ดูค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้จากหนังสือชี้ชวนเช่นกัน มักจะใช้ชื่อว่า ค่าใช้จ่ายในการซื้อหลักทรัพย์ หรือ ค่าใช้จ่ายในการขายหลักทรัพย์

(3) ค่าใช้จ่ายรวม (Total Expenses)

ค่าใช้จ่ายกองทุนตัวนี้ล่ะครับที่มหึมามหาศาลที่สุด และนักลงทุนต้องกังวลให้มากที่สุด ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี ก็คือ ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานต่าง ๆ ของกองทุนครับ ตัวหลักที่สุดคือ “ค่าใช้จ่ายในการจัดการ” (Management fees) (บางทีก็เรียกค่าธรรมเนียมการจัดการ) ซึ่งจ่ายให้กับผู้จัดการกองทุน หรือจ่ายให้กับบริษัทจัดการกองทุนรวม และส่วนใหญ่พวกเขาเอาไปจ่ายให้กับตัวแทนขายด้วย!

นอกจากนี้ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหลายแหล่ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านทะเบียน ค่าใช้จ่ายในการสอบบัญชี ค่าใช้จ่ายของผู้ดูแลผลประโยชน์ ค่าใช้จ่ายด้านกฎหมาย ค่าใช้จ่ายด้านการรับฝากทรัพย์สิน ฯลฯ ซึ่งค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมในการจัดการลงทุนจะตกประมาณ 1.0-1.5% สำหรับกองทุนหุ้น และพอบวกค่าใช้จ่ายจัดการอื่น ๆ ก็จะรวมกันได้ถึง 1.5-2.0% เลยทีเดียว

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวมนี้ ได้ถูกเก็บจริง ๆ และเก็บเฉลี่ยทุกวันครับ คุณถือกองทุนแค่วันเดียวคุณก็โดนเก็บแล้ว ไม่ต้องกลัวเรื่องพวกนี้เขาไม่ลืมแน่ ๆ ซึ่งมันจะถูกหักออกไปจากทรัพย์สินของกองทุน เหลือเป็นมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และนำมาประกาศเป็นราคาต่อหน่วย (NAV) ในแต่ละวันนั่นเองครับ

ความน่ากลัวอยู่ตรงนี้ครับ จำได้ไหมว่า ผลตอบแทนขั้นต้นของตลาดหุ้นระยะยาวคือประมาณ 8-10% ต่อปี ต่อให้บรรดากองทุนหุ้นทั้งหลายจะโหมโฆษณาว่าตัวเองมีฝีมือคัดเลือกหุ้นขนาดไหนก็ตาม ระยะยาวกองทุนหุ้นกว่า 2 ใน 3 (66%) หรือแม้กระทั่ง 3 ใน 4 (75%) จากทั้งหมด จะไม่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้

ถ้าพวกเขาทำผลตอบแทนได้เท่าตลาดหุ้นคือ 10% ต่อปี อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (Total Expense Ratio) ที่ตก 2% หมายความว่า กองทุนจะหักค่าใช้จ่ายจากสินทรัพย์เราไป 2% เรื่อย ๆ เท่ากับว่าผลตอบแทนที่เราจะได้รับจริงก็จะเหลือ 8% ต่อปี และถ้าท่านอ่านผ่าน  ๆ ผมจะเน้นให้เห็นชัดแจ้งดังแสงตะวันว่า

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม 2% เท่ากับ 20% ของผลตอบแทนในระยะยาวของตลาดหุ้น !! และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม 2.5% เท่ากับ 25% ของผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น !!!

ยิ่งท่านถือกองทุนนานเท่าไหร่ ไอ้เจ้าตัวนี้ล่ะครับที่จะกัดกินผลตอบแทนระยะยาวที่ควรจะได้รับ โดยเราสามารถดูค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้จากส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ หรือในรายงานประจำปีของกองทุน

(4) ค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน (Turnover rate expense)

ค่าใช้จ่ายตัวสุดท้ายนี่ล่ะครับ ที่ผมมั่นใจว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุน โดยเฉพาะคนที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไม่รู้จัก ถ้านักลงทุนท่านใดที่เคยซื้อขายหุ้นด้วยตัวเองจะรู้ว่าทุกครั้งที่เราซื้อขายหุ้นเราต้องเสียค่านายหน้า (commission) ให้กับบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ และเช่นกัน กองทุนรวมหุ้นเวลาซื้อขายหุ้นก็จะต้องเสียค่านายหน้าในการซื้อขายหุ้นเหมือนกัน

นั่นแสดงว่ายิ่งกองทุนซื้อขายหุ้นบ่อยเท่าไหร่ (มี Turnover rate สูง) ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายพวกนี้ทะยาน และค่าใช้จ่ายตรงนี้จะมองไม่เห็นครับ เพราะมันไม่ถูกรวมในค่าใช้จ่ายจ่ายประเภท (3) หรือค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (Total Expenses) แต่จะถูกแยกออกมา เราอาจจะเรียกมันอีกแบบว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายหมุนเวียนหลักทรัพย์ในกองทุน

ด้วยเหตุนี้ กองทุนที่มีการซื้อขายหุ้นบ่อยครั้งเท่าไหร่ หรือมีอัตราส่วนหมุนเวียนการลงทุนของกองทุน (PTR: Portfolio Turnover Ratio) ยิ่งมีอัตราการหมุนเวียนมากยิ่งสร้างค่าใช้จ่ายจากการเคลื่อนไหวที่ต้องจ่ายและเสียออกไป ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็จะลดทอนผลตอบแทนของนักลงทุน และเท่าที่ผมเคยสำรวจแบบกว้าง ๆ สำหรับกองทุนรวมหุ้นในไทย ไอ้เจ้าค่าใช้จ่ายตัวนี้ ตก 0.1 – 1.0% คือ ช่วงของตัวเลขกว้างมาก และเคยเห็นบางกองทุนสูงถึง 1.5% ด้วย!

ค่าใช้จ่ายตัวนี้สำคัญมาก ๆ ควรเฝ้าติดตามให้ดี หรืออีกวิธีคือดูจากสไตล์ลงทุนของบริษัทจัดการของท่านว่า เป็นพวกถือลงทุนระยะยาวหรือเก็งกำไรระยะสั้น ยิ่งซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ ซื้อขายรัว ๆ เท่าไหร่ ให้พึงระวังให้ดี

ผู้ลงทุนสามารถดูค่าใช้จ่ายตรงนี้จากรายงานประจำปี ส่วนที่เรียกว่า รายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์หรือค่านายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งถ้าต้องการหาเป็นอัตราส่วนร้อยละก็จะต้องนำไปคิดกลับเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในข้อ (3) ค่าใช้จ่ายรวมของกองทุน ส่วนตัวเลข PTR หรืออัตราส่วนหมุนเวียนการลงทุน บางบลจ.ก็จะแสดงตัวเลขนี้ในรายงานประจำปีเช่นกัน

(5) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ภาษี (Other Expenses)

ค่าใช้จ่ายกองทุน ตัวอื่น ๆ ตัวที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุด คือ  ค่าใช้จ่ายด้านภาษี โดยนักลงทุนที่เลือกให้กองทุนจ่ายกำไรหรือส่วนต่าง Capital Gain จากราคาหน่วย (NAV) ออกมาเป็นเงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% อาจจะดูไม่เยอะแต่ระยะยาวก็ไม่ใช่น้อย ๆ นะครับ ถ้าคุณลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว การลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลอาจเป็นเรื่องที่ไม่มีความสมเหตุสมผลเลย ลองอ่านบทความนี้ให้เข้าใจครับ –> ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”

อีกอันหนึ่งที่ผมพบในบทความกองทุนรวมของต่างประเทศ เขาเรียกว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการถือครองเงินสดในกองทุนหุ้น (cash drag) คือ ปกติการที่คุณจะได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นคุณต้องถือหุ้น 100% แต่กองทุนมักจะถือเงินสดจากการเก็งว่า ตลาดหุ้นจะไม่ดี หรือถือด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งทำให้ระยะยาวเกิดความเสียหายจากการถือเงินสดที่ให้ผลตอบแทนต่ำ คิดเป็นค่าใช้จ่ายแฝงอีกประมาณ 0.1-0.5% ต่อปีครับ (อ่านบทความ –> Cash Drag)

II. สำรวจ ค่าใช้จ่ายกองทุน ในไทย

มาถึงจุดนี้ ผมจะยกตัวอย่างให้ดูว่า ค่าใช้จ่ายพวกนี้ทำร้ายนักลงทุนอย่างไร ขออนุญาตยกกองทุนหุ้นกองหนึ่งมาล่ะกันครับ เริ่มกันเลย (เป็นข้อมูลจริงนะครับ) กองทุนนี้มีค่าใช้จ่ายดังนี้

(1)  ค่าธรรมเนียมซื้อขายขาเข้า-ขาออก (Front-Back Load) = 1.00%
(2) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Transaction Fee) = ไม่มี
(3) ค่าใช้จ่ายรวม (Total Expenses) = 1.76%
(4) ค่านายหน้าหรือค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน (Turnover Rate Expense) = 0.51%
(5) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ภาษี (Other Expenses) = กองทุนนี้ไม่มีนโยบายจ่ายปันผล

จากข้อมูลข้างต้นเท่ากับว่า ถ้าเราลงทุนด้วยเงิน 1 ล้านบาท เราจะถูกหัก front load ไป 1.00% เหลือลงทุนจริง 990,000 บาท แต่กองทุนนี้คิดค่าใช้จ่ายรวมต่อปี 1.76% + มีค่าใช้จ่ายจาก turnover rate อีกประมาณ 0.5% = เราจะเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 2.25% ต่อปีครับ

และถ้าสมมติกองทุนทำผลตอบแทนได้เท่ากับตลาดหุ้นในระยะยาว เมื่อถูกหักค่าใช้จ่ายกองทุนแล้วก็จะเหลือผลตอบแทนแค่ 7.75% ต่อปี เมื่อเราลงทุนผ่านไปเป็นเวลา 50 ปี (สมมตินักลงทุนถือตั้งแต่อายุ 20 และมาดูอีกทีตอนอายุ 70) เงินก้อนนี้จะกลายเป็น 41.35 ล้านบาท หรือตัวเลขกลม ๆ เท่ากับ 41 ล้านบาท

ท่านอาจจะดีใจ แต่ถ้าเงินก้อนเดียวกัน 1 ล้านบาท ที่ลงทุนในตลาดหุ้นและได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้น คือ 10% ต่อปี เงินก้อนนั้นจะกลายเป็น 117.4 หรือเกือบประมาณ 120 ล้านบาท !!!!!!!!

10-7.75

ผมถามคำเดียวง่าย ๆ เลย เงินเกือบ 80 ล้านบาท หายไปไหน? ทำไมเราถึงได้ผลตอบแทนแค่  35% ของผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ (41 จาก 117 ล้าน) อันนี้ยังไม่รวมค่าเสียหายจาก cash drag ซึ่งอาจทำให้กองทุนได้ผลตอบแทนแค่ 7.25 – 7.50% ต่อปี หรือเราได้เงินแค่ประมาณ 30-35 ล้าน คิดเป็นสัดส่วนเงินทอนเหลือร้อยละ 25-30% ของผลตอบแทนที่เราจะต้องได้จริง 120 ล้านบาท

นี่ล่ะครับ มหัศจรรย์ของค่าใช้จ่ายทบต้น แม้จะเสียค่าใช้จ่ายแค่ประมาณ 25% ของผลตอบแทนตลาดหุ้น (แทนที่จะได้ผลตอบแทน 10% ต่อปีต้องถูกหักไปประมาณ 2.5% ต่อปี) แต่ระยะเวลาลงทุนที่นานขึ้น คุณจะไม่ได้ผลตอบแทน 75% ที่เหลือ แต่คุณจะได้แค่ 30% กว่า ๆ เท่านั้น

ถามว่าผลตอบแทนที่หายไปกว่า 70% หายไปไหน? คำตอบก็คือ ผลตอบแทนที่หายไปนี้เป็นสิ่งที่คุณจ่ายให้กับอุตสาหกรรมกองทุนรวม โบรกเกอร์ ที่ปรึกษาทางการเงิน และอื่น ๆ อีกมากมายยังไงล่ะ

ยิ่งนักลงทุนจ่ายเยอะ ๆ ให้ บลจ. ผู้จัดการกองทุน และโบรกเกอร์ ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับก็น้อยลงไปตามลำดับ[1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 119.]

วิธีลงทุนที่ดีที่สุด จึงเป็นวิธีลงทุนโดยอาศัย “กองทุนดัชนี” (Index Fund) ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด เพราะมันจะทำให้ท่านได้ผลตอบแทนระยะยาวเบื้องต้นเท่ากับผลตอบแทนของตลาด (อาจจะเป็นตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารหนี้) และด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ด้วยการถือครองหลักทรัพย์ที่นานทำให้มี turnover rate น้อยมาก ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็จะน้อยลงไปอีก ทำให้ผลตอบแทน (หลังหักค่าใช้จ่าย) ของท่านสูงกว่านักลงทุนโดยเฉลี่ยครับ

อนึ่ง นักลงทุนควรจะระลึกไว้ว่า “ผลตอบแทนมาแล้วก็จากไป” หากแต่ค่าใช้จ่ายจากการลงทุนนั้นไซร้อยู่ยั้งยืนยง

Performance comes and goes, but costs go on forever.[1. William J. Bernstein, The Investor’s Manifesto: Preparing for Prosperity, Armageddon, and Everything in Between (Hoboken: Wiley, 2012), 60; Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 119.]

III. บทสรุป

หากสรุปสั้น ๆ ก็คือ การซื้อแล้วถือกองทุนดัชนีที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดีและมีค่าใช้จ่ายต่ำจะนำไปสู่ผลตอบแทนที่สูงและดีกว่าค่าเฉลี่ยก็เนื่องมาจากการค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องเสียไป[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 91.] ได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นผลตอบแทนกำไว้ในมือของนักลงทุนตั้งแต่แรกแทน

ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์ Cost Leadership มีในการลงทุนอย่างแน่นอน ซึ่งผมขออ้างคำพูดของ Warren Buffett ประกอบเป็นการปิดบทความ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวไว้ใน รายงานประจำปี 1996 ของบริษัทเบิร์กไชร์ฯ ว่า

Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.

นักลงทุนส่วนใหญ่ทั้งที่เป็นนักลงทุนมืออาชีพและนักลงทุนรายย่อยจะพบว่า วิธีที่ดีที่สุดในการเป็นเจ้าของหุ้นสามัญก็คือ การซื้อกองทุนดัชนีซึ่งคิดค่าธรรมเนียมต่ำ คนที่ทำตามวิธีนี้มั่นใจได้ว่าจะสามารถได้ผลตอบแทน (หลักหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย) สูงกว่านักลงทุนมืออาชีพส่วนใหญ่

เพราะฉะนั้นมาทวนกฎสำคัญในการลงทุนอีกครั้ง ผลตอบแทนสุทธิที่เราจะได้รับ คือ “ผลตอบแทนหลังหักจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว” 

ยิ่งค่าใช้จ่ายกองทุนน้อยลงเท่าไหร่ ประหยัดหนึ่งบาทเท่ากับได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นหนึ่งบาทครับ และที่สำคัญมหัศจรรย์อย่างมากในเรื่องการลงทุน คือ มันอาจจะไม่ใช่แค่ 1 บาท แต่จะได้กลับคืนมาเป็นร้อยเป็นพันบาทเลยทีเดียว

ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม (ทั้งหมด!!)

นักลงทุนทุกท่านควรระลึกถึงกฎสำคัญของการลงทุนอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ผลตอบแทนสุทธิที่ท่านจะได้รับ คือ “ผลตอบแทนหลังหักจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว” ขอให้อ่านทวนซ้ำอีกสัก 3 รอบ 

ก็คล้ายๆเงินเดือนครับ สมมติเราเงินเดือน 30,000 บาท แต่ใช้จ่ายเดือนละ 25,000 จริงๆ แล้วผลตอบแทนของการได้รับเงินเดือนเราก็มีเพียงแค่ 5,000 ในทางธุรกิจก็เช่นกัน บริษัทแห่งหนึ่งมีรายได้ 100 ล้านบาท ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมถึงภาษี มันอาจจะเหลือ “กำไรสุทธิ” แค่ 1 ล้านบาทก็ได้ เพราะฉะนั้น กลยุทธ์อย่างหนึ่งในการทำธุรกิจคือ มุ่งสู่ความเป็น “Cost Leader Ship” หรือบริษัทที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้มันอาจจะกลายเป็นที่หนึ่งหรือผู้นำเลยก็ได้

ในการลงทุนก็เหมือนกันครับ นักลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดอาจจะเป็นผู้ชนะนักลงทุนกว่า 90% ในตลาดหุ้นได้เลยทีเดียว ยกตัวอย่าง ในระยะยาว ถ้าตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่ 10% ทบต้นต่อปี (คือ ถ้าคุณถือหุ้นทุกบริษัทตามสัดส่วนดัชนีตลาดหุ้นคุณจะได้ผลตอบแทนระยะยาวที่ 10% ต่อปี) แสดงว่า ไอ้เจ้า 10% นี่คือ ผลตอบแทนขั้นต้น (Gross Return) ซึ่งนักลงทุนจะได้เท่ากัน แต่เนื่องจากผลตอบแทนขั้นต้นนี้จะถูกหักโดยค่าใช้จ่ายที่นักลงทุนเสียไปอีก เพราะฉะนั้นผลตอบแทนสุทธิ (Net Return) ที่นักลงทุนได้รับจะไม่เท่ากัน และผมก็อาจจะพูดได้เกือบเต็มปากว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องจ่ายอะไรไปบ้าง! นักลงทุนหลายท่านเข้ามาลงทุนโดยเฉพาะการซื้อกองทุนรวม โดยอาจจะไม่รู้ด้วยว่า ตัวเองต้องเสียค่าใช้จ่ายรายปี (แต่หักเก็บทุกวัน) และจริงๆก็ไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่ อุตสาหกรรมกองทุนรวมจะพยายามพูดถึงค่าใช้จ่ายด้วยเสียงที่เบาดังเสียงกระซิบ คือเขาไม่ได้ปิดบังนะครับ มีการเปิดเผย ถ้านักลงทุนที่ขยันมากๆ จะค้นพบค่าใช้จ่ายพวกนี้ แต่ถ้านักลงทุนไม่ใส่ใจ เขาก็ไม่พูดหรอกว่าพวกท่านต้องจ่ายออกไปเท่าไหร่บ้าง และเวลาขายจริงๆ พวกเขาก็ทำเป็นลืมๆกันไป และนี่ก็คือ ประเภทค่าใช้จ่ายต่างๆที่นักลงทุนจะต้องเสียครับ

(1)  ค่าธรรมเนียมซื้อขายขาเข้า-ขาออก (Front-Back Load)
(2) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Transaction Fee)
(3) ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (Total Expenses)
(4) ค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน (Turn Over Rate Expense)
(5) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ภาษี (Other Expenses)

อธิบายทีละตัวเลยดีกว่า

(1)  ค่าธรรมเนียมซื้อขายขาเข้า-ขาออก (Front-Back Load)

ค่าธรรมเนียมอันนี้จำง่ายมาก เวลามีการซื้อหรือขายกองทุน ท่านจะถูกหักเงินออกไปตามเปอร์เซ็นต์ที่เขากำหนดไว้ เช่น กองทุนระบุว่า กองทุนมี ค่าธรรมเนียมการขาย 2% (Front Load) ถ้านักลงทุนต้องการซื้อกองทุนด้วยเงิน 100 บาท ท่านก็จะถูกหักไปร้อยละสองหรือ 2 บาท เท่ากับว่าเงินที่จะถูกนำไปลงทุนจริงคือ 98 บาท ถามว่ามันถูกหักไปไหน แท่น แท้น ก็ถูกหักไปจ่ายให้คนขายกองทุนทั้งหลายไงครับ อันได้แก่ ตัวแทนขายทั้งหลายไม่ว่าจะ ธนาคาร โบรกเกอร์ ท่านซื้อกับใคร front load ก็จะถูกหักไปให้เขาเหล่านั้นนั่นล่ะ เพราะฉะนั้น ต้องระวัง “แรงจูงใจ” บางอย่างให้ดี โปรดระวังคนขายที่พยายามขายกองทุนที่มี Load เยอะๆ (อันอาจจะมาจากเป้ายอดอะไรบางอย่าง) ในมุมกลับกันบางกองทุนไม่เก็บ Front แต่เก็บ Back Load หรือค่าธรรมเนียมรับซื้อคืนแทน สมมติท่านลงทุนมา 1 ปีเงินกลับมาเป็น 100 บาท ถ้า Back Load 2% เงินเวลาขายคืนท่านจะได้รับจริงแค่ 98 บาท ไอ้เจ้า back load ที่ว่าก็จะเข้าสู่กระเป๋าของบริษัทจัดการกองทุนหรือคนอื่นตามที่พวกเขาตกลงกัน นักลงทุนท่านไหนที่ชอบซื้อขายกองทุนบ่อยๆ ไอ้พวกค่าธรรมเนียมเหล่านี้นี่ล่ะครับจะกัดกินเงินของท่านรวดเร็วมาก และค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย คือ 1-2% สำหรับกองทุนหุ้น, กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ โปรดระวังจ่าย 100 ได้ลงทุนจริง 98-99 บาท ขายทิ้งแทนที่จะได้ 100 ก็ได้ 98 บาท (ดูค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้จากหนังสือชี้ชวนครับ)

(2) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Transaction Fee)

ค่าใช้จ่ายตัวนี้เป็นค่าใช้จ่ายประเภทเดียวที่เรียกว่า ค่าใช้จ่ายเพชรน้ำดี สาเหตุก็เพราะ มันถูกเก็บเข้ากองทุนรวมครับ อธิบายก่อนว่า สมมติมีนักลงทุนถือกองทุนอยู่ 100 ท่าน ถือกองทุนกันมานานมาก ไม่ได้ซื้อไม่ได้ขาย วันหนึ่งก็มีนักลงทุนคนๆหนึ่งเข้ามาร่วมลงทุนด้วย แต่ซื้อขายบ่อยๆดังพายุ การซื้อขายแต่ละครั้งรบกวนกองทุนต้องซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ในกองทุนเพื่อให้ได้สัดส่วนลงทุนที่ดี ท่านจะเห็นได้ว่า มันเป็นการเอาเปรียบนักลงทุนที่อยู่เฉยๆต้องมาควักเงินจ่ายให้คนที่ชอบซื้อขายบ่อยๆ เพราะการซื้อขายหลักทรัพย์ทุกครั้ง กองทุนต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ค่าคอมมิชชั่นให้ broker เป็นต้น เพราะฉะนั้น ไอ้เจ้า transaction fee จึงเก็บจากนักลงทุนที่ซื้อหรือขายกองทุน เพื่อจะได้ไม่รบกวนนักลงทุนที่ถือกองทุน และถ้าเก็บไปแล้ว เวลาจ่ายจริงยังเหลือ ก็จะเก็บเข้ากองทุนครับ จัดว่าได้กำไรอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มีประโยชน์ (เพียงตัวเดียว-สำหรับกองทุนรวม) ค่าเฉลี่ยในไทยจะเก็บ 0.1-0.2% ของสินทรัพย์ที่ซื้อหรือขายกองทุนครับ (ดูค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้จากหนังสือชี้ชวนครับ)

(3) ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (Total Expenses)

ค่าใช้จ่ายตัวนี้ล่ะครับที่มหึมามหาศาลที่สุด และนักลงทุนต้องกังวลให้มากที่สุด ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี ก็คือ ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานต่างๆของกองทุนครับ ตัวหลักที่สุดคือ “ค่าใช้จ่ายในการจัดการ” (Management fee) ซึ่งจ่ายให้กับผู้จัดการกองทุน หรือจ่ายให้กับบริษัทจัดการกองทุนรวม (และส่วนใหญ่พวกเขาเอาไปจ่ายให้กับตัวแทนขายด้วย!) นอกจากนี้ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหลายแหล่ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านทะเบียน ค่าใช้จ่ายด้านกฎหมาย ค่าใช้จ่ายด้านการรับฝากทรัพย์สิน ฯลฯ ค่าใช้จ่ายในการจัดการตกประมาณ 1-1.5% สำหรับกองทุนหุ้น และพอบวกค่าใช้จ่ายจัดการอื่นๆก็จะรวมกันได้ถึง 1.5-2% ต่อปีเลยทีเดียว และแม้มันจะชื่อว่าต่อปี แต่เก็บจริงๆ เก็บเฉลี่ยทุกวันครับ คุณถือกองทุนแค่วันเดียวคุณก็โดนเก็บแล้ว ไม่ต้องกลัวเรื่องพวกนี้เขาไม่ลืมแน่ๆ

ความน่ากลัวอยู่ตรงนี้ครับ จำได้ไหมว่า ผลตอบแทนขั้นต้นของตลาดหุ้นระยะยาวคือ 10% ต่อปี ต่อให้บรรดากองทุนหุ้นทั้งหลายจะโหมโฆษณาว่าตัวเองมีฝีมือคัดเลือกหุ้นขนาดไหนก็ตาม ระยะยาวกองทุนหุ้นกว่า 2 ใน 3 หรือแม้กระทั่ง 3 ใน 4 กองทุน ไม่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้ ถ้าพวกเขาทำผลตอบแทนได้เท่าตลาดหุ้นคือ 10% ต่อปี ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (Total Expenses Ratio) ที่ตก 2% ต่อปี หมายความว่า ทุกปีกองทุนจะหักค่าใช้จ่ายจากสินทรัพย์เราไป 2% ต่อปีเรื่อยๆ เท่ากับว่าผลตอบแทนที่เราจะได้รับจริงก็จะเหลือ 8% ต่อปี และถ้าท่านอ่านผ่านๆ ผมจะเน้นให้เห็นว่า

2% ต่อปีเท่ากับ 20% ของผลตอบแทนในระยะยาวของตลาดหุ้น!”

ยิ่งท่านถือกองทุนนานเท่าไหร่ ไอ้เจ้าตัวนี้ล่ะครับที่จะกัดกินผลตอบแทนระยะยาวที่ควรจะได้รับ (เราสามารถดูค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้จาก ส่วนสรุปข้อมูลสำคัญหรือรายงานประจำปีของกองทุน)

(4) ค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน (Turn Over Rate Expense)

ค่าใช้จ่ายตัวสุดท้ายนี่ล่ะครับ ที่ผมมั่นใจว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุน โดยเฉพาะคนที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไม่รู้จัก ถ้านักลงทุนท่านใดที่เคยซื้อขายหุ้นด้วยตัวเอง จะรู้ว่าทุกครั้งที่เราซื้อขายหุ้นเราต้องเสียค่านายหน้า (commission) ให้กับบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ เช่นกัน กองทุนรวมหุ้นเวลาซื้อขายหุ้นก็จะต้องเสียค่านายหน้าในการซื้อขายหุ้นเหมือนกัน แสดงว่า ยิ่งกองทุนซื้อขายหุ้นบ่อยเท่าไหร่ (มี Turn over rate สูง) ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายพวกนี้ทะยาน และค่าใช้จ่ายตรงนี้จะมองไม่เห็นครับ เพราะมันไม่ถูกรวมในค่าใช้จ่ายจ่ายประเภท (3) หรือค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (Total Expenses) แต่จะถูกแยกออกมา นั่นแสดงว่า กองทุนที่มีการซื้อขายหุ้นบ่อยๆเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็จะลดทอนผลตอบแทนจากการลงทุนของนักลงทุน เท่าที่ผมเคยสำรวจแบบกว้างๆ ไอ้เจ้าค่าใช้จ่ายตัวนี้ ตก 0.1-1.0% คือช่วงกว้างมาก (และเคยเห็นบางกองสูงถึง 1.5% ด้วย) ค่าใช้จ่ายตัวนี้สำคัญมากๆ ควรเฝ้าติดตามให้ดี หรืออีกวิธีคือดูจากสไตล์ลงทุนของบริษัทจัดการของท่านว่าเป็นพวก ถือลงทุนระยะยาวหรือเก็งกำไรระยะสั้น ยิ่งซื้อขายหุ้นบ่อยรัวๆเท่าไหร่ ให้พึงระวังให้ดี (ให้ดูค่าใช้จ่ายตรงนี้จากรายงานประจำปี ส่วนที่เรียกว่า รายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์)

(5) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ภาษี (Other Expenses)

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตัวที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุด คือ  ค่าใช้จ่ายด้านภาษี โดยนักลงทุนที่เลือกให้กองทุนจ่ายกำไรหรือส่วนต่าง Capital Gain จาก NAV ออกมาเป็นเงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% อาจจะดูไม่เยอะแต่ระยะยาวก็ไม่ใช่น้อยๆนะครับ ถ้าคุณลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว การลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลไม่สมเหตุสมผลเลย
อีกอันหนึ่งที่ผมพบในบทความกองทุนรวมของต่างประเทศ เขาเรียกว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการถือครองเงินสดในกองทุนหุ้น (Cash Drag) คือ ปกติการที่คุณจะได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นคุณต้องถือหุ้น 100% แต่กองทุนมักจะถือเงินสดจากการเก็งว่าตลาดหุ้นจะไม่ดีหรือถือด้วยเหตุผลใดก็ตามทำให้ ระยะยาวเกิดความเสียหายจากการถือเงินสดที่ให้ผลตอบแทนต่ำ อีกประมาณ 0.1-0.5% ต่อปีครับ

มาถึงจุดนี้ ผมจะยกตัวอย่างให้ดูว่า ค่าใช้จ่ายพวกนี้ทำร้ายนักลงทุนอย่างไร ขออนุญาตยกกองทุนหุ้นกองหนึ่งมาล่ะกันครับ เริ่มกันเลย (เป็นข้อมูลจริงนะครับ) กองทุนนี้มีค่าใช้จ่ายดังนี้

(1)  ค่าธรรมเนียมซื้อขายขาเข้า-ขาออก (Front-Back Load) = 1.00%
(2) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Transaction Fee) = ไม่มี
(3) ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (Total Expenses) = 1.76%
(4) ค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน (Turn Over Rate Expense) = 0.51%
(5) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ภาษี (Other Expenses) = ไม่มีการจ่ายปันผล

เท่ากับว่า ถ้าเราลงทุนด้วยเงิน 1 ล้านบาท เราจะถูกหัก front load ไป 1.00% เหลือลงทุนจริง 990,000 บาท แต่กองทุนนี้คิดค่าใช้จ่ายรวมต่อปี 1.76% + มีค่าใช้จ่ายจาก turn rate อีกประมาณ 0.5% = เราจะเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 2.25% ต่อปีครับ และถ้าสมมติกองทุนทำผลตอบแทนได้เท่ากับตลาดหุ้นในระยะยาว เมื่อถูกหักค่าใช้จ่ายแล้วก็จะเหลือผลตอบแทนแค่ 7.75% ต่อปี เมื่อเราลงทุนผ่านไปเป็นเวลา 50 ปี (สมมตินักลงทุนถือตั้งแต่อายุ 20 และมาดูอีกทีตอนอายุ 70) เงินก้อนนี้จะกลายเป็น 41.35 ล้านบาท หรือตัวเลขกลมๆ เท่ากับ 41 ล้านบาท

ท่านอาจจะดีใจ แต่ถ้าเงินก้อนเดียวกัน 1 ล้านบาท ที่ลงทุนในตลาดหุ้นและได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้น คือ 10% ต่อปี เงินก้อนนั้นจะกลายเป็น 117.4 หรือถ้วนๆคือ 117 ล้านบาท !!!!!!!!

ผมถามคำเดียวง่ายๆเลย เงินเกือบ 80 ล้านบาท หายไปไหน ? ทำไมเราถึงได้ผลตอบแทนแค่  35% ของผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ ( 41 จาก 117 ล้าน) อันนี้ยังไม่รวมค่าเสียหายจาก cash drag ซึ่งอาจทำให้กองทุนได้ผลตอบแทนแค่ 7.25-7.50% ต่อปี หรือเราได้เงินแค่ประมาณ 30-35 ล้าน (ร้อยละ 25-30% ของผลตอบแทนที่ควรได้)

นี่ล่ะครับ มหัศจรรย์ของค่าใช้จ่ายทบต้น แม้จะเสียค่าใช้จ่ายแค่ประมาณ 25% ของผลตอบแทนตลาดหุ้น (แทนที่จะได้ผลตอบแทน 10% ต่อปีต้องถูกหักไปประมาณ 2.5% ต่อปี) แต่ระยะเวลาลงทุนที่นานขึ้น คุณจะไม่ได้ผลตอบแทน 75% ที่เหลือ แต่คุณจะได้แค่ 30% กว่าๆเท่านั้น และผลตอบแทนที่หายไปกว่า 70% ก็คือสิ่งที่คุณจ่ายให้กับอุตสาหกรรมกองทุนรวม อุตสาหกรรมโบรกเกอร์ ที่ปรึกษาทางการเงิน และอื่นๆอีกมากมาย

วิธีลงทุนที่ดีที่สุด จึงเป็นวิธีลงทุนโดยอาศัย “กองทุนดัชนี” (Index Fund) ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด เพราะมันจะทำให้ท่านได้ผลตอบแทนระยะยาวเบื้องต้นเท่ากับผลตอบแทนของตลาด (อาจจะเป็นตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารหนี้) และด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ด้วยการถือครองหลักทรัพย์ที่นานทำให้มี turn over rate น้อยมาก ค่าใช้จ่ายต่างๆก็จะน้อยลงไปอีก ทำให้ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายของท่านสูงกว่านักลงทุนโดยเฉลี่ยครับ และ Cost Leader Ship มีในการลงทุนอย่างแน่นอน นักลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดอาจจะเป็นผู้ชนะนักลงทุนกว่า 90% ในตลาดหุ้นได้เลยทีเดียว ขออ้างคำพูดของ Warren Buffett ประกอบหลักการนี้เป็นการปิดบทความ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวไว้ในรายงานประจำปีของบริษัทเบิร์กไชร์ฯ ว่า

“Let me add a few thoughts about your own investments.  Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.”

นักลงทุนส่วนใหญ่ ทั้งที่เป็นนักลงทุนมืออาชีพ และ นักลงทุนรายย่อย จะพบว่า วิธีที่ดีที่สุดในการเป็นเจ้าของหุ้นสามัญก็คือ การซื้อกองทุนดัชนีซึ่งคิดค่าธรรมเนียมต่ำ  คนที่ทำตามวิธีนี้มั่นใจได้ว่าจะสามารถได้ผลตอบแทน (หลักหักค่าธรรมเนียม และ ค่าใช้จ่าย) สูงกว่านักลงทุนมืออาชีพส่วนใหญ่”

เพราะฉะนั้นมาทวนกฎสำคัญในการลงทุนอีกครั้งครับ ผลตอบแทนสุทธิที่ท่านจะได้รับ คือ “ผลตอบแทนหลังหักจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว” ยิ่งค่าใช้จ่ายน้อยลงเท่าไหร่ ประหยัดหนึ่งบาทเท่ากับได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นหนึ่งบาทครับ และในการลงทุนอาจจะไม่ใช่แค่ 1 บาท แต่จะได้กลับคืนมาเป็นร้อยเป็นพันบาทเลยทีเดียว

Facebook : Bear Investor