เงินสำรอง สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน (reserve fund)

เงินสำรอง หรือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ทำไมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ลองตอบคำถามข้างล่างนี้ดูนะครับ

(A) ถ้าตอนนี้เราต้องหาเงินมาใช้ทันที ภายใน 2 วันจำนวน 10,000 บาท โดยห้ามขอใคร ห้ามกู้ ห้ามยืม ห้ามขายสินค้า เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?

(B) ถ้าต่อจากข้างบน แม้หา 10,000 มาได้ แต่นับจากวันนี้เราจะไม่มีเงินเข้ามา 3 เดือน และกฏเดิมห้ามขอ ห้ามยืม ห้ามกู้หรือขายสินค้า เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?

ถ้าภายใน 10 วินาทีเรานึกคำตอบไม่ได้ แสดงว่า เรามีปัญหาทางการเงินบางอย่างแล้วล่ะ ในทางกลับกัน ถ้าเราสามารถนึกแล้วตอบได้ทันทีก็แสดงว่า เราน่าจะมีการวางแผนการเงินที่ดีพอสมควร

คำตอบที่ง่ายที่สุดควรจะเป็นว่า “เอ้า! ก็ถอนเงินสดออกจากบัญชีสำรองเงินฉุกเฉินไง แค่ 3 เดือนเอง ไม่ลำบากเลย เพราะเราสำรองไว้ตั้ง 6 เดือน”

คำถามคือ เงินสำรอง นี่มันคืออะไร?

ลองนึกภาพตามผมนะครับ โดยปกติแล้วคนเราก็จะมีเงินเดือนหรือรายได้เข้ามาเป็นประจำ ถูกไหมครับ แต่เงินเดือนที่ได้มาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายทุกเดือนด้วยเช่นกัน คราวนี้ลองคิดดี ๆ ถ้าบางคนที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่เป็นปกติแล้ว เขามักจะพบว่าค่าใช้จ่ายโดยปกติหรือโดยเฉลี่ย มันจะไม่สวิงหรือเหวี่ยงไปมามากนัก เช่น เราอาจจะมีค่าใช้จ่ายปกติประมาณ 70-80% ของเงินเดือน (ค่าน้ำ ไฟ ค่าเช่าห้อง ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่ามือถือ ค่าเดินทาง ฯลฯ) ซึ่งเราจะกะได้ครับว่าอยากอยู่แบบสบาย ๆ แต่ละเดือน เราควรมีเงินเท่าไหร่ดี

แนวคิดนี้จึงนำมาต่อยอดว่า เอ้ย แล้วถ้าสมมติถ้าเราไม่มีเงินเดือนเข้ามาสักสองสามเดือน ชีวิตเราจะพังไหม แน่นอนว่าสำหรับหลายคน พังครับ! ใครที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่จะเข้าใจดีครับว่า การขาดเงินไปเดือนสองเดือนแล้วค้างค่างวดมันจะมีปัญหาตามมาร้อยแปดอย่าง

แล้วเชื่อไหมครับ สะดุดกันทีนึงปัญหาพวกนี้นี่ล่ะที่จะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินมาเป็นระลอกคลื่น เพราะอะไร? เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บครับ พอเจอปัญหาฉุกเฉินทางการเงิน สิ่งที่เป็นทางออกที่เขาจะไขว่คว้าหาไวที่สุดคือ การกู้ยืม !!! ไม่ว่าจะกู้จากเพื่อนฝูง ครอบครัว บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เงินนอกระบบ ซึ่งถ้าพลาดไม่สามารถหาเงินไปใช้คืนได้ ชีวิตก็จะเครียดและลำบากไปอีกยาว ๆ แน่นอน

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเราวางแผนเงินดีดี เราจะไม่กลัวเรื่องพวกนี้เลย เงินก็สามารถหามาได้ไวยิ่งกว่าเงินติดล้อ อันนี้เงินติดเครื่องบินเจ็ตซะด้วย เพียงแค่เรามี เงินสำรอง หรือมีการสำรองเงินเอาไว้สักก้อนหนึ่ง ก้อนที่ทำให้อุ่นใจ เป็นก้อนที่รู้สึกถึงการมาของความมั่นคง พร้อมรับแรงกระแทกทางการเงินที่อาจคาดไม่ถึง (ลองนึกภาพ ยิ้มแล้วยักไหล่นิด ๆ อิอิ)

โดยปกติแล้ว เราควรมีเงินสำรองอย่างน้อย
   1. สำรอง 6-12 เท่าของค่าใช้จ่าย หรือ
   2. สำรอง 6-12 เท่าของเงินเดือน

ตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือน 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายปกติเดือนละ 18,000 เราก็เลือกสำรองเงินอย่างน้อย 6 เท่าหรือ 6 เดือนขึ้นไป นั่นคือ ระหว่าง  108,000 – 120,000 บาทนั่นเอง (6 เท่าของ 18,000 ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน = 108,000 ส่วน 6 เท่าของเงินเดือน = 6 x 20,000 = 120,000) ซึ่งเงินสำรองเนี่ยอย่างน้อย แบบน้อยจริง ๆ ควรมี 3 เดือนครับ แล้วก็อย่างมากก็ไม่ควรเกิน 2 ปี (24 เดือน)

เอาจริงผมว่าตัวเลขที่เหมาะสมของมันคือ 6-12 เดือนครับ คือ ไม่มากเกินจนเอาเงินไปจม หรือ ไม่น้อยไปจนไม่พอเวลาเกิดปัญหา เพราะระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปีนั้น เรามีเวลาคิดหาทางออกได้หลายทางมาก ๆ ครับ การมีเงินสำรองพวกนี้ลองคิดภาพตามผมนะครับ มันลื่นไหลทางความคิดได้มากโดยที่เราไม่ต้องเครียดเลย (นักการเงินส่วนใหญ่มักจะแนะนำเงินสำรองที่ 6 เท่าของค่าใช้จ่าย)[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 96.]

เราอุ่นใจว่าเวลาเกิดปัญหากระทบการเงิน เวลาเงินช็อต เวลาต้องใช้เงินด่วน ใช้เงินรักษา เรื่องบางเรื่องที่ต้องใช้เงินเลยตอนนี้ เราสามารถนำเงินก้อนนี้มาจัดการปัญหาได้ เราอยากย้ายงานไปที่ใหม่ที่ดี เราก็มีเวลาที่จะออกไปอยู่เฉย ๆ ได้ เวลาเราตกงาน เราสามารถนั่งคิดตกผลึก หรือหาทางออกได้เกินครึ่งปี หรืออยากหยุดไปทำอะไรสักอย่าง เราก็สร้างเวลาในการใช้ชีวิตได้ โดยที่เราไม่เครียดกับเรื่องเงิน

ประโยชน์ที่สำคัญบางอย่างจาก เงินสำรอง : เวลา

ตัวอย่างข้างบนทำให้เห็นว่า เงินนั้นสามารถสร้าง “เวลา” ได้ด้วย

การไม่เครียดเรื่องเงิน ทำให้เราไม่เครียดในเรื่องอื่น ปัญหาของเงินคือปัญหาของหลาย ๆ อย่าง ถ้าเราไม่ต้องกังวลกับเรื่องขาดเงิน ช็อตเงิน เราสามารถจะเอาเวลาในชีวิตไปใช้กับความคิดเกี่ยวกับเรื่องอื่นได้ ที่ไม่ใช่การเอาเวลาส่วนใหญ่ไปคิดเรื่องเงินแบบคนทั่ว ๆ ไป

แล้วเราจะเก็บเงินสำรองนี้ไว้ในไหนดี ? มีหลายตัวเลือกมากครับ ไหน ๆ มันก็นอนยาว ๆ ไม่ได้ใช้อยู่แล้ว ก็เอาไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยดี ๆ (หรือกองทุนรวมตลาดเงินสักกอง) เพราะทั้งสองอย่างนี้ดึงเงินออกมาได้ทันทีครับ ในเวลาปกติไม่เกิน 2 วัน ทำให้มีสภาพคล่องพอตัว ผมลองยกตัวอย่างที่พักเงินดี ๆ ให้ เช่น

(1) บัญชีออมทรัพย์ธรรมดา มีเอทีเอ็มหรือไม่ก็ได้ แต่อันนี้ต้องเก็บแยกนะครับ ไม่เอามาปนกับบัญชีค่าใช้จ่าย เปิดใหม่เลยก็ได้ (แต่ไม่เอาฝากประจำนะครับ พวกนี้ติดเงื่อนระยะเวลา แม้ถอนได้แต่วุ่นวายกว่า)

(2) บัญชีออมทรัพย์แบบพิเศษ พวกฝากไม่ประจำที่ดอกเบี้ยดี ๆ หน่อย เช่น บัญชีออมทรัพย์ฝากไม่ประจำ ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายเจ้า เช่น กรุงศรีมีแต่ได้ ธนชาตอัลตร้าเซฟวิ่ง หรือที่ยอดฮิตคือ ME ของ TMB

(3) กองทุนตลาดเงิน (money market fund) พวกนี้คือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารเงินตราสารหนี้ระยะเวลาสั้น ๆ มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝาก ฯลฯ กองทุนพวกนี้เวลาขายได้เงินวันถัดไปนะครับ (T+1) ขายจันทร์ได้อังคาร ขายศุกร์ได้จันทร์ (ถ้าไม่ติดวันหยุดธนาคารในระหว่างนั้น)

(4) กองทุนตราสารหนี้ อันนี้ผลตอบแทนจะสูงมากขึ้นจากกองทุนตลาดเงิน แต่มีความผันผวนนิด ๆ ส่วนมากขายกองทุนได้เงินสองวันถัดไป (T+2) หรือพวก กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น อันนี้จะขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไป (T+1) ซึ่งค่อนข้างสะดวกมากกว่า

ทั้งนี้ไม่แนะนำ ตราสารหนี้ หุ้นกู้ พันธบัตรเป็นตัว ๆ นะครับ เพราะมันล็อกเงิน ไม่เหมาะกับคำว่าฉุกเฉิน การขายระหว่างที่ตราสารยังไม่ครบอายุไถ่ถอนเป็นอะไรที่ไม่สะดวกมาก ๆ และมีผลเสียหลายอย่าง

โดยส่วนตัวผมแนะนำให้พัก เงินสำรอง ใน ข้อ 2 กับ ข้อ 3 ครับ พอเก็บเงินครบตามที่ตั้ง เช่น สำรองเงินครบ 6 เดือนหรือ 1 ปีของเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายแล้ว เราก็หยุดครับ (จะเอา 2 ปีหรือ 24 เท่า/เดือน ก็ได้ ถ้าต้องการความปลอดภัยมากขึ้น) ปล่อยมันนอนนิ่ง ๆ ไม่ต้องใช้ เอามาใช้เฉพาะเวลาฉุกเฉินเท่านั้น เช่น เข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ตกงานหนัก ปัญหาทางการเงินรุนแรง ต้องแบบเคสที่เข้ามาปุ๊บคนทั่วไปมีน็อคครับ

กรณีถ้าเงินพวกนี้ไปดาวน์รถ ซื้อกระเป๋า ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว ไม่นับว่าเป็นเคสฉุกเฉินครับ อย่าถอนเงินก้อนนี้ไปใช้ เพราะรายการเหล่านี้จัดเป็นความต้องการ (want) ของเรา ไม่ใช่ความจำเป็น (need) ต้องไม่ละเมิดกฎตัวเองครับ

เงินสำรอง มันจะมีเรื่องแปลกอยู่อย่าง คล้าย ๆ ถังดับเพลิง คล้าย ๆ ถุงลมตรงพวงมาลัย ไม่ได้มีเพื่อต้องการใช้ครับ แต่มีไว้อุ่นใจเฉย ๆ แล้วคนที่มีก็มักจะไม่ได้ใช้ด้วย มันก็สมเหตุสมผลนะครับ ถ้าคนที่วางแผนบริหารเงินดีแบบนี้ เขาก็คงไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน แต่คนที่ไม่มี ส่วนมากก็จะเจอแต่ปัญหาเรื่องเงินนี้ร่ำไป

ความแปลกอีกอย่างคือ คนที่วางแผนการเงินที่คนมองทั่วไปว่าคิดแต่เรื่องเงินนั้น พวกนี้กลับไม่เจอปัญหาทางการเงิน แล้วสามารถเอาเวลาไปคิดเรื่องอื่น ๆ สบาย ๆ แต่คนที่ไม่คิดเรื่องการบริหารเงินเลย กลับต้องเจอปัญหาทางการเงินตลอดเวลา แล้วก็บ่นแบบนี้เรื่อยไป ซึ่งเราควรหนีจากวงจรแบบนั้นครับ

เงินสำรองฉุกเฉิน

ลองตอบคำถามสองข้อข้างล่างนี้นะครับ

  1. ถ้าตอนนี้เราต้องหาเงินมาใช้ทันที
    ภายใน 2 วันจำนวน 10,000 บาท
    โดยห้ามขอใคร ห้ามกู้ ห้ามยืม ห้ามขายสินค้า
    เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?
  2. ถ้าต่อจากข้างบน แม้หา 10,000 มาได้
    แต่นับจากวันนี้เราจะไม่มีเงินเข้ามา 3 เดือน
    และกฏเดิมห้ามขอ ห้ามยืม ห้ามกู้หรือขายสินค้า
    เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?

ถ้าภายใน 10 วินาทีเรานึกคำตอบไม่ได้ แสดงว่าเรามีปัญหาทางการเงินแล้วล่ะ ถ้าเราสามารถนึกแล้วตอบได้ทันที แสดงว่าเราน่าจะมีการวางแผนการเงินที่ดีพอควร คำตอบที่ง่ายที่สุดควรเป็นว่า ” เอ้าพี่ ผมก็ถอนเงินสดออกจากบัญชีสำรองเงินฉุกเฉินของผมไง แค่ 3 เดือนเอง ผมสำรองไว้ตั้ง 6 เดือน ไม่ลำบากเลย”

คำถามคือ แล้วไอ้เงินสำรองฉุกเฉินนี่คืออะไร?
ลองนึกภาพตามผมนะครับ โดยปกติแล้วคนเราก็จะมีเงินเดือนหรือรายได้เข้ามาเป็นประจำ ถูกไหมครับ แต่เงินเดือนที่ได้มาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายทุกเดือนด้วย คราวนี้ลองคิดดีๆ ถ้าบางคนที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่แล้วจะพบว่า ค่าใช้จ่ายโดยปกติเฉลี่ยแล้วมันจะไม่สวิงหรือเหวี่ยงไปมามาก เช่น เราอาจจะมีค่าใช้จ่ายปกติประมาณ 70-80% ของเงินเดือน (น้ำ ไฟ ค่าเช่าห้อง ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่ามือถือ ค่าเดินทาง ฯลฯ) ซึ่งเราจะกะได้ครับว่าอยากอยู่สบายๆ โอเคๆ เดือนนี้เราควรมีเท่าไหร่ดี

แนวคิดนี้จึงนำมาต่อยอดว่า เอ้ย แล้วถ้าสมมติเราไม่มีเงินเดือนเข้ามาสักสองสามเดือนเราจะพังไหม แน่นอนหลายคน พังครับ! ใครที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่จะเข้าใจดีครับว่าการขาดเงินไปเดือนสองเดือนแล้วค้างค่างวดมันจะมีปัญหาตามมาร้อยแปดตับ แล้วเชื่อไหมครับ สะดุดทีนึงปัญหาพวกนี้นี่ล่ะที่จะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินมาเป็นระลอกคลื่น เพราะอะไร? เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บครับ พอเจอปัญหาฉุกเฉินทางการเงิน สิ่งที่เป็นทางออกที่เขาจะไขว่คว้าหาไวที่สุดคือ การกู้ยืม !!! ไม่ว่าจะกู้จากเพื่อนฝูง ครอบครัว บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เงินนอกระบบ ซึ่งถ้าพลาดไม่สามารถหาเงินไปใช้คืนได้ ชีวิตคุณจะเครียดและลำบากไปอีกยาวแน่

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเราวางแผนเงินดีดี เราจะไม่กลัวเรื่องพวกนี้เลย เงินก็สามารถหามาได้ไวยิ่งกว่าเงินติดล้อ อันนี้เงินติดเครื่องบินเจ็ตซะด้วย เพียงแค่เราสำรองเงินเอาไว้สักก้อนหนึ่ง ก้อนที่ทำให้อุ่นใจ รู้สึกถึงการมาของความมั่นคง พร้อมรับแรงกระแทกทางการเงินที่อาจคาดไม่ถึง (ลองนึกภาพ ยิ้มแล้วยักไหล่นิดๆ อิอิ)

วิธีการคือ โดยปกติแล้ว เราควรมีเงินสำรองอย่างน้อย
   1. สำรอง 6-12 เท่าของค่าใช้จ่าย หรือ
   2. สำรอง 6-12 เท่าของเงินเดือน

เช่น เรามีเงินเดือน 20,000 ค่าใช้จ่ายปกติเดือนละ 18,000 เราก็เลือกสำรองเงินอย่างน้อย 6 เท่าหรือ 6 เดือนขึ้นไป นั่นคือ ระหว่าง  108,000 – 120,000 บาทนั่นเอง ซึ่งเงินสำรองเนี่ยอย่างน้อย น้อยจริงๆ ควรมี 3 เดือนครับขึ้น แล้วก็อย่างมากก็ไม่ควรเกิน 2 ปี แต่เอาจริงผมว่าตัวเลขที่เหมาะสมของมันคือ 6-12 เดือนครับ คือ ไม่มากเกินจนเอาไปเงินจม หรือ ไม่น้อยไปจนไม่พอเวลาเกิดปัญหา เพราะระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปีนั้น เรามีเวลาคิดหาทางออกได้หลายทางมากๆครับ การมีเงินสำรองพวกนี้ลองคิดภาพตามผมนะครับ มันลื่นไหลทางความคิดได้มากโดยที่เราไม่ต้องเครียดเลย

เราอุ่นใจว่าเวลาเกิดปัญหากระทบการเงิน
เวลาเงินช็อต เวลาต้องใช้เงินด่วน ใช้เงินรักษา
เรื่องบางเรื่องที่ต้องใช้เงินเลยตอนนี้

เราสามารถนำเงินก้อนนี้มาจัดการปัญหาได้

เราอยากย้ายงานไปที่ใหม่ที่ดี เราก็มีเวลาที่จะออกไปอยู่เฉยๆได้
เวลาเราตกงาน เราสามารถนั่งคิดตกผลึก หรือหาทางออกได้เกินครึ่งปี
หรืออยากหยุดไปทำอะไรสักอย่าง เราก็สร้างเวลาในการใช้ชีวิตได้
โดยที่เราไม่เครียดกับเรื่องเงิน

ตัวอย่างข้างบนทำให้เห็นว่าเงินนั้นสามารถสร้าง “เวลา” ได้ด้วย

การไม่เครียดเรื่องเงิน ทำให้เราไม่เครียดในเรื่องอื่น ปัญหาของเงินคือปัญหาของหลายๆอย่าง ถ้าเราไม่ต้องกังวลกับเรื่องขาดเงิน ช็อตเงิน ชีวิตเราจะเอาเวลาไปใช้กับความคิดเกี่ยวกับเรื่องอื่นได้ ที่ไม่ใช่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปคิดเรื่องเงินแบบคนทั่วๆไป

แล้วเราจะเก็บเงินสำรองนี้ไว้ในไหนดี ? มีหลายตัวเลือกมากครับ ไหนๆมันก็นอนยาวๆ ไม่ได้ใช้แล้ว ก็เอาไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยดีๆ (หรือกองทุนรวมตลาดเงินสักกอง) เพราะทั้งสองอย่างนี้ดึงเงินออกมาได้ทันทีครับ ไม่เกิน 2 วัน ทำให้คล่องพอตัว ผมลองยกตัวอย่างที่พักเงินดีๆให้ เช่น

1.บัญชีออมทรัพย์ธรรมดา มีเอทีเอ็มหรือไม่ก็ได้ แต่อันนี้ต้องเก็บแยกนะครับ ไม่เอามาปนกับบัญชีค่าใช้จ่าย เปิดใหม่เลยก็ได้ (แต่ไม่เอาฝากประจำนะครับ พวกนี้ติดเงื่อนระยะเวลา แม้ถอนได้แต่วุ่นวายกว่า)

2.บัญชีออมทรัพย์แบบพิเศษ พวกฝากไม่ประจำที่ดอกเบี้ยดีๆหน่อย เช่น บัญชีออมทรัพย์ฝากไม่ประจำ ตอนนี้มีหลายเจ้า เช่น กรุงศรีมีแต่ได้ ธนชาตอัลตร้าเซฟวิ่ง หรือที่ยอดฮิตคือ ME ของ TMB

3.กองทุนตลาดเงิน (money market fund) พวกนี้คือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารเงินตราสารหนี้ระยะเวลาสั้นๆ มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝาก ฯลฯ กองทุนพวกนี้เวลาขายได้เงินวันถัดไปนะครับ (T+1) ขายจันทร์ได้อังคาร ขายศุกร์ได้จันทร์ (ถ้าไม่ติดวันหยุดธนาคาร)

4.กองทุนตราสารหนี้ อันนี้ผลตอบแทนสูงมากขึ้นจากกองทุนตลาดเงิน แต่มีความผันผวนนิดๆ อันนี้ส่วนมากขายกองทุนได้เงินสองวันถัดไป (T+2) หรือพวก กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น อันนี้จะขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไป (T+1) ซึ่งค่อนข้างสะดวกมากกว่า

ทั้งนี้ไม่แนะนำตราสารหนี้ หุ้นกู้ พันธบัตรเป็นตัวๆนะครับ เพราะมันล็อกเงิน ไม่เหมาะกับคำว่าฉุกเฉิน การขายระหว่างที่ตราสารยังไม่ครบอายุไถ่ถอนเป็นอะไรที่ไม่สะดวกมากๆ และมีผลเสียหลายอย่าง

โดยส่วนตัวผมแนะนำให้พักเงินใน ข้อ 2 กับ ข้อ 3 ครับ พอเก็บเงินครบตามที่ตั้ง เช่น สำรองเงินครบ 6 เดือนหรือ 1 ปีของเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายแล้ว เราก็หยุดครับ (จะเอา 2 ปีหรือ 24 เท่าก็ได้ถ้าต้องการความปลอดภัยมากขึ้น) ปล่อยมันนอนนิ่งๆ ไม่ต้องใช้ เอามาใช้เฉพาะเวลาฉุกเฉินเท่านั้น เช่น เข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ตกงานหนัก ปัญหาทางการเงินรุนแรง ต้องแบบเคสที่เข้ามาปุ๊บคนทั่วไปมีน็อคครับ แต่ถ้าแบบเอาไปดาวน์รถ ซื้อกระเป๋า ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว ไม่นับครับ อย่าถอนไปใช้ พวกนี้เป็นความต้องการ(want) ของเราไม่ใช่ความจำเป็น(need) อย่าละเมิดกฎตัวเองครับ

เงินพวกนี้จะแปลกอยู่อย่าง คล้ายๆ ถังดับเพลิง คล้ายๆถุงลมตรงพวงมาลัย ไม่ได้มีเพื่อต้องการใช้ครับ แต่มีไว้อุ่นใจเฉยๆ แล้วคนที่มีก็มักจะไม่ได้ใช้ด้วย มันก็สมเหตุสมผลนะครับ ถ้าคนที่วางแผนบริหารเงินดีแบบนี้ เขาก็คงไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน แต่คนที่ไม่มี ส่วนมากก็จะเจอแต่ปัญหาเรื่องเงินนี้ร่ำไป แปลกอีกอย่างคือ คนที่วางแผนการเงินที่คนมองทั่วไปว่าคิดแต่เรื่องเงิน พวกนี้กลับไม่เจอปัญหาทางการเงินแล้วเอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นๆสบายๆ แต่คนที่ไม่คิดเรื่องการบริหารเงินเลย กลับต้องเจอปัญหาทางการเงินตลอดเวลา แล้วก็บ่นแบบนี้เรื่อยๆ  เราควรหนีจากวงจรแบบนั้นครับ

Reversion to the Mean: ทุกอย่างสู่ค่าเฉลี่ย

1. “Reversion to the Mean” (RTM)

วันนี้พามารู้จักกฎหนึ่งของการลงทุนที่น่าจะเรียกเป็นไทยได้ว่า “กฎแห่งการเข้าสู่ค่าเฉลี่ย” (reversion to the mean) อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ในบรรดาสินทรัพย์การลงทุนทั้งหลาย มันมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของมันอยู่ครับ แม้ว่าในระหว่างปีมันจะมีการเปลี่ยนไปมา ขึ้นลงผันผวนในระยะเวลาสั้น ๆ (ซึ่งอาจจะนานหลายปี) แต่สุดท้ายมันก็จะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยอยู่ดี ที่อาจจะจำกันได้บ่อย ๆ ก็คือ ผลตอบแทนรวมของหุ้นโดยเฉลี่ยคือประมาณ 8-10% ต่อปีทบต้น

เวลาพูดเรื่องผลตอบแทนหุ้นอาจจะต้องอธิบายให้ชัด ๆ ไปสักนิดว่ามันคือ ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น คือคิดเสมือนว่า คุณลงทุนกับหุ้นทุกตัวในตลาดหุ้น แล้วมีเงินปันผลได้รับมาก็เอากลับมาลงทุนต่อเรื่อย ๆ ตลาดหุ้นถึงจะให้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขที่ว่านั้น และคุณจะต้องลงทุนนานมาก ๆ ด้วย ไม่ใช่ลงทุน 3-7 ปีแล้วจะเหมาไปเลยว่า ผลตอบแทนหุ้นมันไม่เห็นจะถึง 10% ทบต้นต่อปี แบบนี้ก็ไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้คำว่าค่าเฉลี่ยก็จะมีผลอีกว่า การลงทุนต่างเวลากัน หรือต่างปีกันออกไป ค่าเฉลี่ยก็อาจจะไม่เท่ากัน เช่น ลงทุนตอนปี 2007 (ก่อนวิกฤต) กับปี 2009 (หลังวิกฤต) ผลตอบแทนของคุณก็จะไม่เท่ากันด้วย ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนรายคนแตกต่างกันได้อย่างมีนัย แต่ถ้าปาไปไกล ๆ 20-30 ปีขี้น ผลตอบแทนของนักลงทุนที่ถือหุ้นทั้งตลาดและลงทุนทบต้นกลับควรจะได้พอ ๆ กันประมาณค่าเฉลี่ยครับ

การจะได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นนั้น วิธีเดียวที่ใกล้เคียงสุด คือ คุณต้องถือกองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้น และย้ำเครื่องหมายด้วยว่า กองทุนดัชนีนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมกันแล้วต่ำที่สุด ในเมื่อผลตอบแทนสูงสุดที่เราจะได้คือผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น ดังนั้น สิ่งที่จะบั่นทอนผลตอบแทนที่เราจะได้รับลงก็คือ ค่าใช้จ่าย

เพราะฉะนั้น การถือกองทุนดัชนีอย่างเดียวถือว่ายังไม่ครบหลักการ คุณต้องเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่ต่ำที่สุดด้วย ถ้าเข้าใจหลักการตรงนี้แม่น คำถามว่า ถ้าระยะยาวจะลงทุนกองทุนดัชนีต่างประเทศด้วยจะดีไหม? เราจะพอให้เหตุผลได้

2. สำรวจกฎ RTM ในต่างประเทศ

ลองอ่านงานวิจัยต่างประเทศ อย่าง the S&P500 Index ซึ่งเป็นดัชนีหลักของตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา ผลตอบแทนระยะยาวก็จะวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 9-10% ต่อปีนิด ๆ (Stern.NYU) มันแตกต่างกันตรงที่เราจะเอาปีไหนเป็นปีเริ่มต้นหรือปีไหนเป็นปีที่สิ้นสุด เช่น เลือกช่วงปี 2006-2015 ดัชนี S&P500 Total Return ผลตอบแทนอยู่ที่ 7.25% ทบต้นต่อปี ถ้าเลือกช่วง 2001-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 4.95% ต่อปี ช่วง 1996-2015 อยู่ที่ 8.11% แต่ถ้าช่วงระยะเวลามันยาวนานพอ มันก็จะได้ผลตอบแทนใกล้ ๆ กันครับ เช่น ช่วงปี 1928-2015 หรือ 1966-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 9.50-9.60% ต่อปี

ด้วยเหตุนี้ เมื่อวกกลับมาคำถามเดิม คุณบอกว่า คุณอยากลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ก็เลยซื้อกองทุนดัชนี S&P500 ถ้าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนตลาดหุ้นระยะยาวคือ 10% ต่อปี แต่กองทุนที่คุณถือคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1.2% ต่อปี (มีจริง ๆ นะครับหลายกองทุนด้วย) ระยะยาวผลตอบแทนคุณก็จะต่ำมาก ๆ สู้ถือกองทุนดัชนีหุ้นไทยที่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าไม่ได้แน่นอน (อันนี้เราเทียบโดยสมมติตัวแปรอื่นคงที่หมดนะครับ)

ลองเอาประเทศอื่นบ้าง เช่น ดัชนี FTSE-All-Share Index ของประเทศอังกฤษ (อ้างอิง) ผลตอบแทนทบต้นต่อปีตั้งแต่ 1996-2015 อยู่ที่ 6.72% ต่อปี ถ้าช่วงปี 1986-2015 อยู่ที่ 9.48% ต่อปี

มีประเทศที่แหวกกฎระยะยาวเหมือนกัน เช่น ญี่ปุ่น ถ้าคุณถือหุ้นทั้งดัชนี TOPIX Japan ตั้งแต่ 1996-2015 (ผ่าน lost-decade ทศวรรษที่หายไป) คุณจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย แต่ไม่ขาดทุนนะ (สมมติซื้อด้วยเงินก้อนเดียว) ในขณะที่ 5 ปีที่ผ่านมา 2011-2015 คุณจะได้ผลตอบแทนหนึ่งเด้งเท่าตัว

3. กฎ RTM สำรวจในไทย

ดัชนี SET Index นั้น 40 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นประมาณ 11-12% ต่อปี แต่ถ้าไปพลาดซื้อก่อนต้มยำกุ้งและซื้อตรงจุดพีคที่ปี 1994-1995 การถือมาจนปี 2015 คุณก็ยังไม่ขาดทุนนะครับ แค่จะได้ผลตอบแทนเพียง 2-3% ทบต้นต่อปีเท่านั้น ฟังแล้วอาจจะตกใจ แต่เรื่องจริงโดยปกติ วิธีลงทุนของคนทั่วไปจะไม่ถูกแจ็คพ็อตแบบนั้น เพราะเราไม่ได้ลงทุนกันก้อนเดียว เราจะลงทุนแบบประจำหรือลงทุนเฉลี่ย ๆ ไป (regular savings or DCA)

DCA เป็นการซื้อสะสมรายเดือนหรือตามระยะเวลาที่กำหนดชัดเจน เช่น รายไตรมาส รายปี ซึ่งเวลาหุ้นตกเราก็จะได้ซื้อเพิ่มมากขึ้น หุ้นขึ้นก็จะได้ซื้อน้อยลง (ซื้อเฉลี่ยกองทุนรวมดัชนี) ในระยะยาวต้นทุนคุณก็จะกระจายเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ต้องพะวงไปครับว่า เราจะลงทุนหนัก ๆ ตอนที่ตลาดหุ้นตกต่ำลงอย่างเดียว

RTM หรือกฎกลับสู่ค่าเฉลี่ยในความเข้าใจอีกอย่างคือ ถ้าหลาย ๆ ปีมานี้ ผลตอบแทนของตลาดหุ้นดีมาก วิ่งหนีค่าเฉลี่ย 10% ต่อปีไปเยอะ เช่น สมมติ 10 ปีย้อนหลังมานี้ผลตอบแทนหุ้นเป็น 20% ต่อปีทบต้น มันก็บ่งบอกได้ว่า อนาคตโอกาสที่ผลตอบแทนจะลดลง เพื่อให้กลับไปสู่ค่าเฉลี่ย 10% ต่อปีมีสูงมาก ซึ่งวิธีดึงค่าเฉลี่ยลงก็คือ ตลาดหุ้นมักจะทำให้มันต่ำลงโดยปีถัดไปให้ผลตอบแทนไม่มาก หรือทำให้ตัวเลขผลตอบแทนติดลบ ซึ่งมักจะจบด้วยการที่ตลาดหุ้นตกหนัก ๆ เพื่อทำให้ผลตอบแทนลดลงสู่ค่าเฉลี่ย หรือโดยการที่ตลาดหุ้นร่วงลงหลายรอบให้ผลตอบแทนระยะยาวมันกลับมาสู่จุดที่สมดุล

RTM นอกจากจะใช้กับตลาดหุ้นโดยรวมได้แล้ว ยังใช้กับพวกกองทุนรวมแบบบริหารจัดการ (Active Funds) ได้ด้วย โดยเฉพาะกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีมาก ๆ ในอดีต ระยะยาวมีโอกาสที่กองทุนดังกล่าวจะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยได้ (มีตัวอย่างให้เห็นค่อนข้างมาก) โดยสาเหตุมีหลากหลายตั้งแต่ แนวทางการลงทุนเปลี่ยน ผู้จัดการกองทุนเปลี่ยน ฝีมือบริหารลดลง ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมสูงขึ้น หรือแนวทางยังคงเดิมแต่วิธีนั้น ๆ ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้อีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือความเสี่ยงที่สำคัญของกองทุนบริหารทั้งหลาย

หากแต่ตัวการหลักที่ทำให้กองทุนพวก actively managed funds เหล่านี้ทำฝีมือได้แย่และแพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว (รวมถึงกองทุนดัชนีด้วย) ก็คือ “ค่าใช้จ่ายที่สูง” ของพวกมันนั่นเอง

ดู ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้น และ คำอธิบายผลกระทบของค่าใช้จ่าย

อย่างที่บอกครับ นักลงทุนโดยเฉลี่ยก็ควรจะได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดหุ้น การที่ต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น กองทุนคิดค่าใช้จ่ายที่ 2% ต่อปี เท่ากับว่าขั้นต่ำแล้วกองทุนนั้นจะต้องได้ผลตอบแทนที่ 12% ต่อปีก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งในระยะยาวนั้น การคงผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นเรื่อย ๆ ทำได้ค่อนข้างยาก

ด้วยเหตุนี้ คุณจึงไม่ควรหลงเชื่อคำโปรยโฆษณาเรื่องผลตอบแทนย้อนหลังอะไรพวกนั้นหรอกครับ ส่วนมากมักจะไม่ค่อยเป็นจริงเหมือนเดิมในอนาคตสักเท่าไหร่ วิธีลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนทั่วไปในกองทุนรวมจึงสมควรยึดหลัก “ลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด”

4. ย่อสั้นเกี่ยวกับ RTM

โดยสรุปก็คือ “Reversion to the Mean” อาจจัดเป็น 3 โหมดใหญ่ ๆ คือ

(1) ผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ มันจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยของมัน ถ้าช่วงเวลาที่ผ่านมามันให้ผลตอบแทนสูง ๆ มาตลอด หรือต่ำมานานมากแล้ว ในระยะยาวมันจะกลับสู่ค่าเฉลี่ยเอง เพราะฉะนั้น ความผันผวนของตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ใด ๆ รายปี ในภาพยาวก็คือการเขย่าผลตอบแทนให้กลับสู่ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวนั่นเอง

(2) ในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน วิธีการลงทุนใด ๆ อาจจะดีในบางช่วงเวลา แต่ระยะยาวกว่านั้น หรือบางช่วงเวลาที่ดึงมาคำนวณ อาจจะไม่ดีแบบที่คิด อาทิ กองทุนหุ้นขนาดใหญ่อาจจะผลตอบแทนสูงช่วงหนึ่ง ขณะที่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นขนาดเล็กในช่วงเวลาเดียวกันไม่ดี แต่ถ้าเลื่อนเวลาออกไป หรือดึงบางช่วงเวลาในประวัติศาสตร์มาอ้าง กองทุนหุ้นเล็กอาจจะผลตอบแทนดีกว่ากองทุนหุ้นใหญ่ในอดีตหรือในอนาคตข้างหน้าที่จะถึง

(3) กองทุนรวมเองก็กลับสู่ค่าเฉลี่ยได้ ผลตอบแทนในอดีตไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนในอนาคต กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวมีน้อยมาก การหาผู้ชนะระยะยาวเหมือนดั่งงมเข็มในกองฟาง และการซื้อกองทุนประเภทบริหารจะพบความเสี่ยงในหลายเรื่องเลยทีเดียว

5. ตัวอย่างของ RTM และบทสรุป

ลองมาดูตัวอย่างที่น่าสนใจของกฎแห่งการวกกลับสู่ค่าเฉลี่ยครับ

I. Price/Earnings

อาจจะดูจากบทความ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี คือถ้า P/E มีส่วนกลับเป็นผลตอบแทนที่คาดหวังของหุ้น และระยะเวลา 40 ปีที่ผ่าน P/E เฉลี่ยอยู่ที่ 12.50 เราก็จะเห็นภาพว่าแม้มันจะขึ้นสูงไปแค่ไหน ท้ายที่สุดสักวันมันก็ต้องตกลงมาเพื่อให้ค่าเฉลี่ยเป็นเท่าเดิมครับ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย

set40y

II. Growth vs Value

ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street ซึ่งเขียนโดยศาสตราจารย์ Malkiel ได้ยกตัวอย่าง กองทุนหุ้นคุณค่า (Value) กับ กองทุนหุ้นเติบโต (Growth) จะเห็นว่า ถ้าคุณลงทุนกองทุนทั้งสองประเภทตั้งแต่ช่วงปี 1937-2013 ทั้งคู่ทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกันมาก คือ ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10.1% และ 10.2% ต่อปี แต่ถ้าดูเป็นช่วงเวลาเช่น ยุค 1960 ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นเติบโตจะต่ำมากเพราะหุ้นประเภทนี้ร่วงลงหนัก ในขณะที่ช่วงต้นของยุค 1970 หุ้นคุณค่าจะทำผลงานได้ดีกว่า แต่ทว่าถ้าคุณถือมายาวนานพอ ผลตอบแทนมันก็จะใกล้ ๆ กัน[1. Burton G. Malkiel, A Random Walk down Wall Street: The Time-tested Strategy for Successful Investing, 11th ed. (New York: W. W. Norton & Company, 2016), 274-275.]

หนังสือ Stock For The Long Run ของ Jeremy Siegel ซึ่งอ้างถึงบทวิจัยของ Fama และ French ที่ตีพิมพ์ในปี 1992 ว่า การลงทุนในหุ้นคุณค่าโดยใช้วิธี P/BV ที่มีค่าต่ำจะให้ผลตอบแทนที่ดีมาก ๆ แต่ทว่าวิธีนี้จะแพ้วิธีอื่น ๆ ในช่วงปี 1987-2012 พูดอีกแบบก็คือ Siegel กำลังจะบอกว่า พอเราอ่านบทวิจัยจบในปี 1992 แล้วลงทุนตาม ทศวรรษต่อมาผลตอบแทนอาจจะไม่ดีหรือไม่เป็นแบบในบทวิจัยก็ได้[1. Jeremy J. Sielgel, Stocks for the Long Run: The Definitive Guide to Financial Market Returns & Long-Term Investment Strategies, 5th ed. (New York: MaGrawHill Education, 2014),185-186.]

ในประเด็นนี้ ศาสตราจารย์ Malkiel คนเขียนเดินสุ่มในวอลสตรีทยังได้ช่วยตั้งคำถามกับแบบจำลองดังกล่าวที่มีการสรุปว่า หุ้นคุณค่า (value) น่าจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าในระยะยาว เพราะข้อสรุปนี้อาจไม่มีผลนัยสำคัญ เนื่องจากช่วงเวลาที่ใช้ในบทวิจัยนั้น หุ้นเติบโต (growth stocks) กำลังทำผลตอบแทนได้แย่กว่า (outperforming) หุ้นคุณค่า (value stocks) ทำให้เราควรจะต้องตั้งคำถามเสมอว่าแบบแผนของผลตอบแทนที่ถูกค้นพบขึ้นมานั้นมันทำเงินได้จริงหรือไม่?[1. Malkiel, A Random Walk down Wall Street, 274.]

III. Mutual Funds

นักลงทุนน่าจะเคยได้ยิน Peter Lynch ผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellan กองทุนนี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกของ RTM อย่างดี กองทุนนี้เปิดขายและได้รับความนิยมในช่วงปี 1980 ที่ Lynch เข้ามาบริหารกองทุนนี้ (13 ปี : 1977-1990) ซึ่ง Lynch ได้ทำผลตอบแทนระดับตำนาน 588% เทียบกับดัชนี the S&P500 ที่ 268% หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 29% ต่อปี

หากแต่หลังจากที่ Lynch ลาออกแล้ว กองทุนนี้ทำผลตอบแทนช่วง 1990-2011 ได้ 368% แพ้ S&P500 ซึ่งทำได้ 487% และ ณ วันที่ทำบทความนี้ (พฤษภาคม 2016) แอบไปดูผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ 4.6% ส่วน S&P500 ทำได้ 6.9% ต่อปี กลายเป็นว่า นักลงทุนที่ถือลงทุนมาเรื่อย ๆ ก็จะเปลี่ยนผลตอบแทนสูง ๆ เป็นผลตอบแทนแบบกองทุนหุ้นธรรมดา ๆ ที่แพ้ดัชนี

IV. Conclusion

จะเห็นได้ว่า การเลือกกองทุนแบบบริหารที่ทำผลตอบแทนได้ในระยะยาว 20-40 ปีและสามารถทำผลตอบแทนสม่ำเสมอชนะดัชนีและตลาดหุ้นตลอดเวลาเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ผู้ชนะในวันนี้ก็แพ้ในวันหน้าได้  กองทุนส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาผลการดำเนินงานแบบนั้นได้ เพราะกองทุนบริหารทั้งหลายหนี – “Reversion to the Mean” ไม่พ้น ซึ่งเป็นกฎที่ John C. Bogle เคยบอกไว้ว่า เป็นทฤษฎีที่เขาผู้ซึ่งทำงานในวงการลงทุนและกองทุนรวมมานานแล้วพบว่า ในระยะยาวกฎนี้มักจะเป็นความจริงเกือบเสมอในทุกภาคส่วนของตลาดการเงิน[1. John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor, Fully Updated 10th Anniversary Edition ed. (Hoboken: Wiley, 2010), 328.]

“Reversion to the Mean” (RTM)

“Reversion to the Mean” (RTM)

วันนี้พามารู้จักกฎหนึ่งของการลงทุนที่น่าจะเรียกเป็นไทยได้ว่า กฎแห่งการเข้าสู่ “ค่าเฉลี่ย” อธิบายง่ายๆก็คือ ในบรรดาสินทรัพย์การลงทุนทั้งหลาย มันมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของมันอยู่ครับ แม้ว่าในระหว่างปีมันจะมีการเปลี่ยนไปมา ขึ้นลงผันผวนในระยะเวลาสั้นๆ(ซึ่งอาจจะหลายปี) แต่สุดท้ายมันก็จะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยอยู่ดี ที่อาจจะจำกันได้บ่อยๆ ก็คือ ผลตอบแทนรวมของหุ้นโดยเฉลี่ยคือประมาณ 8-10% ต่อปีทบต้น เวลาพูดแบบนี้ต้องอธิบายให้ชัดๆไปสักนิดว่า มันคือผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น คือคิดเสมือนว่าคุณลงทุนกับหุ้นทุกตัวในตลาดหุ้นแล้วมีเงินปันผลได้รับมาก็เอากลับมาลงทุนเรื่อยๆ ตลาดหุ้นถึงจะให้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขที่ว่า แล้วก็คุณจะต้องลงทุนนานมากๆด้วย ไม่ใช่ลงทุน 3-7 ปีผ่านไป จะเหมาไปเลยว่าผลตอบแทนหุ้นมันไม่เห็นจะถึง 10% ทบต้นต่อปีแบบนี้ก็ไม่ถูกต้อง บนคำว่าค่าเฉลี่ยก็จะมีผลอีกว่า การลงทุนต่างเวลากันต่างปีกัน ค่าเฉลี่ยก็อาจจะไม่เท่ากัน เช่น ลงทุนตอนปี 2007 (ก่อนวิกฤต) กับปี 2009(หลังวิกฤต) ผลตอบแทนของคุณก็จะไม่เท่ากันด้วย ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนรายคนแตกต่างกันได้อย่างมีนัย แต่ถ้าปาไปไกลๆ 20-30 ปีขี้น ผลตอบแทนของนักลงทุนที่ถือหุ้นทั้งตลาดและลงทุนทบต้นกลับควรจะได้พอๆกันประมาณค่าเฉลี่ย

การจะได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นวิธีเดียวที่ใกล้เคียงสุดคือคุณต้องถือกองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้น และย้ำเครื่องหมายด้วยว่า กองทุนดัชนีนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมกันแล้วต่ำที่สุด ในเมื่อผลตอบแทนสูงสุดที่เราจะได้คือผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น ดังนั้น สิ่งที่จะบั่นทอนผลตอบแทนคุณลงก็คือ ค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้น การถือกองทุนดัชนีอย่างเดียวคุณไม่ได้เอาหลักการไปทั้งหมด คุณต้องเลือกกองที่มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่ต่ำที่สุดด้วย ถ้าเข้าใจหลักการตรงนี้แม่น คำถามว่า ถ้าระยะยาวจะลงทุนกองทุนดัชนีต่างประเทศด้วยจะดีไหม? เราจะพอให้เหตุผลได้

ลองอ่านงานวิจัยต่างประเทศ อย่าง the S&P500 Index ซึ่งเป็นดัชนีหลักของตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา ผลตอบแทนระยะยาวก็จะวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 9-10% ต่อปีนิดๆ (Stern.NYU) มันแตกต่างกันตรงที่เราจะเอาปีไหนเป็นปีเริ่มต้นหรือปีไหนเป็นปีที่สิ้นสุด เช่น เลือกช่วงปี 2006-2015 ดัชนี S&P500 Total Return ผลตอบแทนอยู่ที่ 7.25% ทบต้นต่อปี, ถ้าเลือกช่วง 2001-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 4.95% ต่อปี, 1996-2015 อยู่ที่ 8.11%, แต่ถ้ามันยาวนานพอมันก็จะได้ผลตอบแทนใกล้ๆกันครับ เช่น 1928-2015 หรือ 1966-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 9.50-9.60% ต่อปี ก็กลับมาคำถามเดิม คุณบอกคุณอยากลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐก็เลยซื้อกองทุนดัชนี S&P500 ถ้าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนตลาดหุ้นระยะยาวคือ 10% ต่อปีแต่กองทุนที่คุณถือคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1.2% ต่อปี (มีจริงๆนะครับหลายกองทุนด้วย) ระยะยาวผลตอบแทนคุณก็จะต่ำมากๆ สู้ถือกองทุนดัชนีหุ้นไทยที่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าไม่ได้แน่นอน (อันนี้เราเทียบโดยสมมติตัวแปรอื่นคงที่หมดนะครับ)

ลองเอาประเทศอื่นบ้าง เช่น ดัชนี FTSE-All-Share Index ของประเทศอังกฤษ (อ้างอิง) ผลตอบแทนทบต้นต่อปีตั้งแต่ 1996-2015 อยู่ที่ 6.72% ต่อปี, ถ้า 1986-2015 อยู่ที่ 9.48% ต่อปี มีประเทศที่แหวกกฎระยะยาวเหมือนกัน เช่น ญี่ปุ่น ถ้าคุณถือหุ้นทั้งดัชนี TOPIX Japan ตั้งแต่ 1996-2015 (ผ่าน lost-decade ทศวรรษที่หายไป) คุณจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย แต่ไม่ขาดทุนนะ (สมมติซื้อด้วยเงินก้อนเดียว) ในขณะที่ 5 ปีที่ผ่านมา 2011-2015 คุณจะได้ผลตอบแทนหนึ่งเด้งเท่าตัว หรืออย่างไทย ดัชนี SET Index นั้น 40 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นประมาณ 11-12% ต่อปี แต่ถ้าไปพลาดซื้อก่อนต้มยำกุ้งและซื้อตรงจุดพีคที่ปี 2537-2538 การถือมาจนปี 2015 คุณก็ยังไม่ขาดทุนนะครับ แต่จะได้ผลตอบแทนแค่ประมาณ 2-3% ทบต้นต่อปี ฟังแล้วอาจจะตกใจ แต่ เรื่องจริงโดยปกติ วิธีลงทุนของคนทั่วไปจะไม่ถูกแจ็คพ็อตแบบนั้น เพราะเราไม่ได้ลงทุนกันก้อนเดียว เราจะลงทุนเฉลี่ยๆไป ซื้อสะสมรายเดือนรายปีเวลาหุ้นตกก็จะได้ซื้อเพิ่มมากขึ้น หุ้นขึ้นก็จะได้ซื้อน้อยลง (ซื้อโดยใช้วิธีซื้อเฉลี่ยกองทุนรวมดัชนี) ต้นทุนคุณก็จะกระจายเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ต้องพะวงไปครับ

RTM หรือกฎกลับสู่ค่าเฉลี่ยในความเข้าใจอีกอย่างคือ ถ้าหลายๆปีมานี้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นดีมากกกก วิ่งหนีค่าเฉลี่ย 10% ต่อปีไปเยอะ เช่น สมมติ 10 ปีย้อนหลังมานี้ผลตอบแทนหุ้นเป็น 20% ต่อปีทบต้น มันก็บ่งบอกได้ว่าอนาคตโอกาสที่ผลตอบแทนจะลดลงให้กลับไปสู่ 10% ต่อปีมีสูงมาก ซึ่งวิธีดึงค่าเฉลี่ยลงก็คือตลาดหุ้นมักจะทำให้มันต่ำลงโดยเพิ่มตัวเลขน้อยๆหรือตัวเลขติดลบ ซึ่งมักจะจบที่ลดลงสู่ค่าเฉลี่ยโดยการที่ตลาดหุ้นร่วงลงหนักๆหลาย รอบให้มันกลับมาสมดุล

RTM นอกจากจะใช้กับตลาดหุ้นโดยรวมได้แล้ว ยังใช้กับพวกกองทุนรวมแบบบริหาร (Active Funds) ได้ด้วย โดยเฉพาะกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีมากๆในอดีต ระยะยาวมีโอกาสที่จะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยได้ (มีตัวอย่างให้เห็นค่อนข้างมาก) โดยสาเหตุมีหลากหลายตั้งแต่ แนวทางการลงทุนเปลี่ยน ผู้จัดการกองทุนเปลี่ยน ฝีมือบริหารลดลง ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมสูงขึ้น หรือแนวทางยังคงเดิมแต่วิธีนั้นๆไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้อีก สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงที่สำคัญของกองทุนบริหารทั้งหลาย แต่สิ่งที่ทำให้กองทุนพวกนี้ทำฝีมือได้แย่และแพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว (รวมถึงกองทุนดัชนีด้วย) ก็เพราะ “ค่าใช้จ่ายที่สูง” เป็นตัวการหลัก ดูตัวอย่างประกอบของกองทุนไทย (Click) > ตัวอย่างกองทุนหุ้นไทย, ตัวอย่างที่สอง, เป็นต้น อย่างที่บอกครับ นักลงทุนโดยเฉลี่ยก็ควรจะได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดหุ้น การที่ต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น กองทุนคิดค่าใช้จ่ายที่ 2% ต่อปี เท่ากับว่าขั้นต่ำแล้วกองทุนนั้นจะต้องได้ผลตอบแทนที่ 12% ต่อปีก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งในระยะยาวการคงผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นเรื่อยๆทำได้ค่อนข้างยาก คุณจึงไม่ควรหลงเชื่อคำโปรยโฆษณาเรื่องผลตอบแทนย้อนหลังอะไรพวกนั้นหรอกครับ ส่วนมากมักจะไม่ค่อยเป็นจริงเหมือนเดิมในอนาคตสักเท่าไหร่ วิธีลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนทั่วไปในกองทุนรวมจึงเป็น “กองทุนรวมดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด”


โดยสรุปก็คือ “Reversion to the Mean” อาจจัดเป็น 3 โหมดใหญ่ๆ คือ

(1) ผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ มันจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยของมัน ถ้าผลตอบแทนสูงๆมาตลอด หรือต่ำมานานมาก ในระยะยาวมันจะกลับสู่ค่าเฉลี่ยเอง เพราะฉะนั้นความผันผวนของตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ใดๆรายปี ในภาพยาวก็คือการเขย่าผลตอบแทนให้กลับสู่ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวนั่นเอง

(2) ในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน วิธีการลงทุนใดๆ อาจจะดีในบางช่วงเวลา แต่ระยะยาวกว่านั้น หรือบางช่วงเวลาที่ดึงมาคำนวณ อาจจะไม่ดีแบบที่คิด อาทิ กองทุนหุ้นขนาดใหญ่อาจจะผลตอบแทนสูงช่วงหนึ่ง ขณะที่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นขนาดเล็กในช่วงเวลาเดียวกันไม่ดี แต่ถ้าเลื่อนเวลาออกไป หรือดึงบางช่วงเวลาในประวัติศาสตร์มาอ้าง กองทุนหุ้นเล็กอาจจะผลตอบแทนดีกว่ากองทุนหุ้นใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าว

(3) กองทุนรวมเองก็กลับสู่ค่าเฉลี่ยได้ ผลตอบแทนในอดีตไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนในอนาคต กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวมีน้อยมาก เหมือนดั่งงมเข็มในกองฟาง การซื้อกองทุนประเภทบริหารจะพบความเสี่ยงในเรื่องนี้

ลองมาดูตัวอย่างที่น่าสนใจของกฎแห่งการวกกลับสู่ค่าเฉลี่ยครับ

ตัวอย่างโหมด 1

อาจจะดูจากบทความ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี คือถ้า P/E มีส่วนกลับเป็นผลตอบแทนที่คาดหวังของหุ้น และระยะเวลา 40 ปีที่ผ่าน P/E เฉลี่ยอยู่ที่ 12.50 เราก็จะเห็นภาพว่าแม้มันจะขึ้นสูงไปแค่ไหน ท้ายที่สุดสักวันมันก็ต้องตกลงมาเพื่อให้ค่าเฉลี่ยเป็นเท่าเดิมครับ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย

ตัวอย่างโหมด 2

ในหนังสือ “A Random Walk Down Wall Street” ได้ยกตัวอย่าง กองทุนหุ้นคุณค่า (Value) กับ กองทุนหุ้นเติบโต (Growth) จะเห็นว่าถ้าคุณลงทุนกองทุนทั้งสองประเภทตั้งแต่ช่วงปี 1938-2008 ทั้งคู่ทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกันมาก คือ ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 9.7% ต่อปี แต่ถ้าดูเป็นช่วงเวลาเช่น ยุค 1960 ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นเติบโตจะต่ำมากเพราะหุ้นเหล่านั้นร่วงลงหนัก ในขณะที่ช่วงต้นของยุค 1970 หุ้นคุณค่าจะทำผลงานได้ดีกว่า ทว่าถ้าคุณถือมายาวนานพอ ผลตอบแทนมันก็จะใกล้ๆกัน

หนังสือ Stock For The Long Run ซึ่งอ้างถึงว่า บทวิจัยของ Fama และ French ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1992 ว่า การลงทุนในหุ้นคุณค่าโดยใช้วิธี P/BV ที่มีค่าต่ำจะให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ จะแพ้วิธีอื่นๆในช่วงปี 1987-2012 คือเขากำลังจะบอกว่า พอเราอ่านบทวิจัยจบในปี 1992 แล้วทำตาม ทศวรรษต่อมาผลตอบแทนอาจจะไม่เป็นแบบนั้นก็ได้ ส่วนศาสตราจารย์ Malkiel (คนเขียนเดินสุ่มในวอลสตรีท) กำลังตั้งคำถามกับแบบจำลองดังกล่าวว่า หุ้นคุณค่า (Value) ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ในระยะยาวข้อสรุปนี้อาจไม่มีผลนัยยะสำคัญ เพราะช่วงเวลาที่ใช้ในบทวิจัยนั้น หุ้นเติบโต (Growth) กำลังทำผลตอบแทนได้แย่กว่า (Outperforming)

ตัวอย่างโหมด 3

นักลงทุนน่าจะเคยได้ยิน Peter Lynch ผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellan กองทุนนี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกของ RTM อย่างดี กองทุนนี้เปิดขายหนักๆในช่วง 1980 ที่ Lynch เข้ามาบริหารกองทุนนี้ (13ปี ; 1977-1990) ซึ่งได้ผลตอบแทนระดับตำนาน 588% เทียบกับดัชนี the S&P500 ที่ 268%—ผลตอบแทนเฉลี่ย 29% ต่อปี แต่หลังจาก Lynch ลาออกแล้ว กองทุนนี้ทำผลตอบแทนช่วง 1990-2011 ได้ 368% แพ้ S&P500 ซึ่งทำได้ 487% — วันที่ทำบทความนี้ พฤษภาคม 2016 แอบไปดูผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ 4.6% ส่วน S&P500 ทำได้ 6.9% ต่อปี กลายเป็นว่านักลงทุนที่ถือลงทุนมาเรื่อยๆก็จะเปลี่ยนผลตอบแทนสูงๆ เป็นผลตอบแทนกองทุนหุ้นธรรมดาๆที่แพ้ดัชนี เห็นไหมครับว่า การเลือกกองทุนแบบบริหารที่ทำผลตอบแทนได้ระยะยาวระดับ 20-40 ปีสม่ำเสมอชนะดัชนีและตลาดหุ้นตลอดเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ชนะในวันนี้ก็แพ้ในวันหน้าได้  กองทุนส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาผลการดำเนินงานแบบนั้นได้ เพราะกองทุนบริหารทั้งหลายหนี – “Reversion to the Mean” ไม่พ้น ซึ่งเป็นกฎที่ John C. Bogle เคยบอกไว้ว่าเป็นทฤษฎีที่เขาทำงานในวงการลงทุนและกองทุนรวมมานานแล้วพบว่าในระยะยาวกฎนี้มักจะเป็นความจริงเกือบเสมอ

แผนการเงิน สร้างและทบทวนด้วยตัวเอง

แผนการเงิน (financial plan) เป็นสิ่งสำคัญในการลงทุนระยะยาว ที่น่ายินดี คือ การสร้างและทบทวนแผนการเงินไม่ใช่เรื่องยากครับ ทุก ๆ ปีอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผมจะนัดเพื่อนสนิทที่เคยวางแผนการเงินด้วยกันมาทบทวน หรือรีวิวแผนกันอีกรอบ เพราะแต่ละปีผ่านไป เส้นทางชีวิต รายได้ สภาพแวดล้อม และสภาวะอะไรหลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป

อย่างที่เคยบอกครับว่า การวางแผนการเงิน ก็คือ “การวางแผนชีวิต” เพราะฉะนั้น เราก็ควรจัดการเรื่องเงินให้สอดคล้องกับชีวิตที่เปลี่ยนไปด้วย ผมก็เลยคิดว่า น่าจะเขียนบทความเสมือนเรานั่งคุยเรื่อง แผนการเงิน อยู่ด้วยกัน ทุกท่านจะได้สร้างและวางแผนการเงินด้วยตัวเองได้ ซึ่งจะมีลำดับคำถามประมาณนี้


(1) “รายได้และค่าใช้จ่ายตอนนี้เป็นอย่างไร?”

ก่อนอื่นเราต้องรู้กันก่อนว่า ตัวเราเองมีรายรับรายจ่ายอย่างไรบ้าง ตัวอย่างนะครับ สมมติเพื่อนบอกว่า มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ต่อมาก็จะให้เพื่อนแจกแจงค่าใช้จ่ายเป็น 2 หมวด แต่คิดแค่หมวดแรก คือ

หมวด “ค่าใช้จ่ายคงที่” (fixed costs) เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำไฟ หรือบางคนมีผ่อนบ้าน รถ ก็จะถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ด้วย สมมติเพื่อนบอกว่ามีประมาณเดือนละ 10,000 บาท ก็จะมาคิดค่าใช้จ่ายอีกหมวด คือ หมวดค่าใช้จ่ายที่ไม่คงที่” เพราะมันลดลงได้ เช่น ค่าอาหาร ค่าปาร์ตี้เฮฮาสังสรรค์ ช็อปปิ้ง ฯลฯ ซึ่งพวกนี้ไม่ต้องแจกแจงครับ

ประเด็นอยู่ตรงนี้ เราได้แล้วว่า รายได้ – ค่าใช้จ่ายคงที่ (20,000-10,000) ตอนนี้เหลือเงินเก็บขั้นต้น 10,000 บาท เราต้องตั้งโจทย์เลยครับว่า เราจะตั้งใจออมและลงทุนเท่าไหร่ ผมมักจะใช้วิธีถามว่า เอากี่เปอร์เซ็นต์? สมมติต้องการออม 20% เราก็จะต้องหักเงินไปออมและลงทุน 20% ของรายได้ 20,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 4,000 บาท และต่อไประบบการเงินเราจะมีโครงสร้างประมาณนี้ครับ

รายได้ – เงินออม – ค่าใช้จ่ายคงที่ = ค่าใช้จ่ายไม่คงที่

อย่างเคสนี้ หลังหักเงินออมและค่าใช้จ่ายคงที่แล้ว เราก็จะมีเงินไปจ่ายอย่างอื่น 6,000 บาท (20,000-4,000-10,000) ซึ่งถ้าเราบอกว่า อ้าวงี้กินไม่พอนะ ทางแก้หลัก ๆ ผมแนะนำตามนี้ คือ เริ่มต้นลองหาทางลดค่าใช้จ่ายไม่คงที่ เช่น ประหยัดค่าอาหารเครื่องดื่มแพง ๆ จากกินกาแฟแก้วละร้อยวันละแก้ว ก็ปรับเป็นสัปดาห์ละสองสามแก้ว หรือลดการเที่ยวการสังสรรค์ลงบ้าง

แล้วต่อมาไปดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดคงที่นั้น บางอันมันอาจจะลดลงได้ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำไฟ แต่ถ้ายังไมได้อีกส่วนทางเลือกสุดท้าย ก็คงต้องลดเงินออมลง เช่น จาก 20% ของรายได้ เหลือ 15% แต่ยังไง ๆ ห้ามต่ำกว่า 10% นะครับ และแน่นอนว่า ห้ามไม่ออม !! ถ้ามันไม่ได้จริง ๆ หลักการหาเงินก็มีแค่ 3 อย่าง คือ หนึ่งหารายได้เพิ่ม สองลดรายจ่ายลง และสาม ทำทั้งคู่


(2) “เป้าชีวิตและแผนอนาคตที่วางไว้?” (จะได้สร้าง แผนการเงิน สอดคล้องกัน)

อันนี้สำคัญเพราะ แผนการเงิน ควรจะสอดคล้องไปกับแผนชีวิต เช่น อีกสามปีข้างหน้าจะเรียนต่อ อีกสองปีจะแต่งงาน อีกสิบปีจะซื้อบ้าน แบบนี้ก็จะวางแผนการเงินต่างกันไปครับ เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ละท่าน ต้องลองไปปรับกัน แต่ส่วนหนึ่งในคำถามนี้จะถามต่อว่า เราต้องการอายุช่วง 50-60 มีรายได้จาก Passive Income หรือผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทางการเงินในรูปเสมือนดอกเบี้ยมาใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ แบบถ้าไม่มีเงินเดือนแล้วก็จะมีรายได้ส่วนนี้เข้ามาใช้จ่ายแทนไปเลย

ยกตัวอย่างเช่น อยากอายุ 50-60 มีรายได้จากดอกเบี้ยปีละ 1.2 ล้านบาท (ตกเดือนละแสน) ผมก็จะลองให้นึกต่อว่า ลองคิดเลขดูถ้าสมมติดอกเบี้ยที่ว่ามาจากการฝากเงินที่ดอกเบี้ย 3% ต่อปี แล้วจะต้องมีเงินต้นเท่าไหร่? คำนวณโดยเอาดอกเบี้ยทั้งปีที่อยากได้ 1,200,000 บาท มาหาร 0.03 ครับ ซึ่งกรณีนี้คือจะได้เงินต้น 40 ล้านบาท เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป


(3) “แผนการเงิน วางแผนออมเงินและลงทุนยังไงดี?”

ตรงนี้สำคัญเพราะจะได้รู้ว่า เงินที่เราจะเก็บไปลงทุนต้องลงทุนอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้น จากข้อที่แล้ว แผนการเงินของเรากะว่าช่วงอายุ 50-60 เช่น เราเลือกไปว่าอายุ 55 จะมีเงินต้น 40 ล้านบาทนั้น ต้องลงทุนต้องวางแผนเก็บออมเดือนละเท่าไหร่? ผลตอบแทนขนาดไหน? เราอาจลองใช้เครื่องคิดเลขการเงินหรือเว็บไซต์คำนวณก็ได้ครับ

อย่างถ้าอายุตอนนี้ 25 ตอนอายุ 55 ต้องมี 40 ล้านบาท ถ้าทำผลตอบแทนได้ประมาณ 10% ต่อปี ก็จะต้องเก็บเงินเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท เห็นผลลัพธ์ตัวเลขอย่าไปตกใจครับ เราตั้งเป้า 40 ล้านบาทแหน่ะ เรามีเท่าไหร่ตอนนี้ก็ออมไปก่อน สมมติเฉลี่ยแล้วเราได้ลงทุน 10,000 บาทต่อเดือนในอีก 30 ปีข้างหน้า อนาคตก็ควรจะมีครึ่งหนึ่งของเป้าคือ 20 ล้านบาท

ไอ้ตรงประเด็นว่า ออมเดือนละเท่าไหร่นั้น เริ่มไปเลย มีน้อยก็ออมน้อยไปก่อนครับ เดี๋ยวอนาคตรายได้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายลดลงเราก็จะได้ออมเพิ่มขึ้นเอง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องแต่ละท่านว่าจะหาเงินมาลงทุนยังไง แต่ประเด็นที่สำคัญต่อไปคือ แล้วจะลงทุนแบบไหน?

หลัก ๆ ผมจะใช้สินทรัพย์สองประเภท คือ หุ้น (stock) กับ ตราสารหนี้ เป็นตัวลงทุนแบบเรียบง่าย (การลงทุนอย่าไปทำอะไรให้ยากจนเกินไป) โดยเราตั้งผลตอบแทนที่คาดหวังของสินทรัพย์ทั้งสอง (อ้างอิงจากสถิติในอดีต) โดยทั้งคู่จะใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการลงทุน ก็เฉลี่ยว่า กองทุนดัชนีหุ้นควรจะมีผลตอบแทนระยะยาวโดยเฉลี่ยใกล้เคียงผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่ประมาณ 9-10% ต่อปี ส่วนกองทุนตราสารหนี้ก็จะมีผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ยประมาณ 3-4% ต่อปี

ถ้าท่านตั้งแผนแบบหุ้น 100% ผลตอบแทนที่เราเอาไปคำนวณก็อาจใช้ 10% เฉลี่ยต่อปี แต่ถ้าผสมกัน เช่น หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% ก็จะได้ผลตอบแทนระยะยาวคาดหวัง (60 x 10%)+(40 x 4%) = 7.6% ต่อปีในระยะยาว

มาถึงตรงนี้มันจะมีปัจจัยหลายอย่างประกอบมาก เช่น อายุ ความเข้าใจในการลงทุน ภาวะจิตใจในการอดทนต่อผลขาดทุน ความเสี่ยงที่รับได้ ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเองครับ อย่างบางคนอายุน้อย พร้อมลงทุนทุกอย่าง เขาอาจจะเอาเงินลงทุนกองทุนหุ้น 100% เลยก็ได้ และทุกคนสามารถออกแบบแผนลงทุนของตนเองได้อิสระครับ

ส่วนวิธีลงทุนนั้นก็เรียบง่ายครับ ใช้กองทุนหุ้น หรือกองตราสารหนี้ตามแผนการเงินที่คิดไว้ เป็นเครื่องมือในการลงทุน โดยใช้หลัก “จ่ายให้ตัวเองก่อน” และ “ลงทุนแบบอัตโนมัติ” เช่น เราวางแผนลงทุนหุ้น 100% เงินที่ออมก็ตั้งค่าให้หักไปลงทุนในกองทุนทุกเดือนแล้วก็มีวินัย อดทน ทำตามแผนไปเรื่อย ๆ ครับ แต่ละปีก็แค่มาตรวจสอบกันอีกครั้งว่า จะออมเพิ่มเท่าไหร่ปีนี้ ตอนนี้เงินถึงไหนแล้ว แค่นั้นเอง จำข้อแรกสุดได้ไหมครับ จริง ๆ แล้วระบบการเงินสุดท้ายจำง่าย ๆ ของเราก็แค่

รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย

เพราะฉะนั้นหักเงินไปลงทุนให้ตัวเองก่อน จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด

อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ เรื่องของภาษี ให้คำนึงถึงการลงทุนกองทุนรวมที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีก่อน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)  ก็ดูว่า สมมติเราตั้งใจออมและลงทุน 50% ของรายได้ ก็ดูว่าหัก PVD ไปแล้วกี่ % แล้วสามารถซื้อ LTF/RMF ได้เท่าไหร่ตามสิทธิประโยชน์ทางภาษี ถ้า LTF/RMF ซื้อเต็มตามสิทธิแล้ว แต่เราต้องการออมมากกว่านั้นส่วนที่เหลือก็ค่อยลงกองทุนธรรมดาครับ


(4) “มีเงินสำรองฉุกเฉินหรือยัง?”

อันนี้สำคัญมาก ผมจะเน้นทุกครั้งว่า ไม่ว่าจะลงทุนยังไง แผนเป็นแบบไหน เราต้องมี เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เอาไว้อย่างน้อย 6-24 เดือน อาจจะเก็บไว้ใน กองทุนตลาดเงิน บางคนอาจเลือกที่จะพักไว้ใน กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น หรือจะเก็บในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารบางส่วนก็ได้ครับ

วิธีคำนวณคือ เอารายได้หรือค่าใช้จ่าย (ใช้ตัวที่มากกว่า) คูณ 6-24 เช่น มีรายได้เดือนละ 20,000 ค่าใช้จ่ายเดือน 15,000 แบบนี้ใช้ 20,000 x 6 หรือ 24 จะได้ 120,000 หรือ 480,000 ตัวเลขนี้บอกเราว่า เราต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินขั้นต่ำที่ 120,000 และอาจจะเก็บสูงกว่านั้นได้ แต่ถ้าถึง 480,000 ก็ถือว่าปลอดภัยขั้นสูง ส่วนเกินจากนั้นแนะนำให้เอาไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นจะดีกว่า

ที่เราต้องมีสำรองฉุกเฉินเพื่อเป็นกันชนครับ เวลามีเรื่องอะไรฉุกเฉิน (อาทิ ค่ารักษาพยาบาล อยากย้ายงาน ตกงาน ฯลฯ) เราสามารถระดมทุนใช้เงินจากตรงนี้ได้ก่อน ทำให้มีระยะเวลาอยู่รอดให้คิดอะไรได้อิสระในระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องไปยุ่งกับแผนลงทุนของเราครับ เงินลงทุนก็คือเงินลงทุนปล่อยให้เงินทำงานไป ไม่เจอเรื่องเด็ดขาดลำบากจริง ๆ ห้ามไปยุ่ง ให้ใช้เงินสำรองฉุกเฉินเป็นหน้าด่านกันชนไปก่อนครับ

สรุป แผนการเงิน แบบพกพา

plan

หลักๆแล้วก็ผมกับเพื่อนก็จะมีการสร้างและวางแผนการเงินประมาณนี้ครับ ลองนำไปปรับใช้กันดู ขอย้ำว่า การจะลงทุนให้ประสบความสำเร็จและมีฐานะทางการเงินที่ดีในอนาคต ไม่ได้จำเป็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก ไม่ต้องลงทุนด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงอะไรขนาดนั้น แค่สร้างแผนลงทุนที่สอดคล้องกับชีวิต ปฏิบัติตามได้ ลงทุนแบบเรียบง่าย เน้นความสม่ำเสมอ รักษาวินัย มีความอดทนที่จะลงทุนไปตามแผนเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม การสร้างแผนการเงินนั้นไม่ได้ยาก แต่ต่อให้แผนดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ครับ ถ้าขาดสิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจของความสำเร็จในเรื่องนี้ นั่นก็คือ “การลงมือทำ” 

Facebook : Bear Investor