คลังเก็บหมวดหมู่: General

สามเหลี่ยมแห่งการลงทุน

สามเหลี่ยมแห่งการลงทุนเป็นแนวคิดของ John C. Bogle ครับ ว่าในการลงทุน เราจะต้องคำนึงถึงหัวใจสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ผลตอบแทน (returns) ค่าใช้จ่าย (costs) และ ความเสี่ยง (risks) ดังรูปนี้

r-c-r

ไม่ว่าเราจะลงทุนอะไร อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน คอนโด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ทองคำ หุ้น กองทุนรวม ฯลฯ เราจะต้องนึกถึงรูปสามเหลี่ยมนี้เสมอเป็นกรอบในการตัดสินใจ และมันจะช่วยให้เรามีทัศนคติกำกับการลงทุนที่ดี ถ้าเราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ครับ ผมจะยกตัวอย่างการลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง นั่นก็คือ “กองทุนรวมหุ้น” 

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น เงินที่เราลงทุนไป กองทุนนั้นจะนำไปลงทุนในหุ้น นอกเหนือจากสิ่งที่เราควรจะรู้ว่า กองทุนรวมคืออะไร ในเมื่อมันลงทุนในหุ้น เราก็ต้องรู้ว่า หุ้นคืออะไร เมื่อรู้ทั้งหมดแล้ว เราก็ต้องเจาะทีละด้านของสามเหลี่ยม ซึ่งการที่เรามาทำอะไรตรงนี้ ผมว่าเราก็แทบจะต่างจากนักลงทุนหรือคนที่ซื้อกองทุนทั่วไปแล้วล่ะ เพื่อให้เข้าใจเห็นภาพชัดผมจะอธิบายไปทีละด้านครับ


(1) ผลตอบแทนreturns

การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนแรก ย่อมมาจากหุ้นที่ถือ ถ้าเราลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น (index funds) ซึ่งก็คือ กองทุนที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีของตลาดหุ้น ผลตอบแทนระยะยาวของเรา ก็จะเคลื่อนไหวไปตามผลตอบแทนรวมที่ตลาดหุ้นทำได้ ส่วนผลตอบแทนระยะสั้น อาจจะขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรของนักลงทุนเอง ในกรณีที่นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขาย ๆ จับจังหวะลงทุน หรือในกรณีที่แม้จะลงทุนระยะยาว แต่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ผลตอบแทนของเราก็จะเคลื่อนไหว ไปตามผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่มันผันผวน แม้เราจะลงทุนระยะยาว แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนระยะสั้นได้ เงินลงทุนระยะยาวจึงอาจติดลบหรือขาดทุนตัวเงินในระยะสั้นได้ เรื่องนี้เราต้องเข้าใจให้ดี หากแต่ในระยะยาวจริง ๆ การเก็งกำไรจะไร้ผล และผลตอบแทนของคุณ จะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอย่างเดียว

แล้วผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจากไหน มันจะมาจากผลตอบแทนที่แท้จริงของภาคธุรกิจ หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ที่ประกอบกันเป็นดัชนีหุ้น ที่กองทุนของเราเลียนแบบลงทุนอยู่) — โดยปกติก็จะมาจากสองส่วน คือ ผลตอบแทนทางกำไรที่เติบโตตามเศรษฐกิจ (subsequent rate of earnings growth) บวกกับ ผลตอบแทนจากเงินปันผล (the annual dividend yield)¹ ซึ่งผลตอบแทนของตลาดหุ้นในระยะยาวควรจะอยู่ที่ประมาณ 8-11% ทบต้นต่อปี

ดังนั้น ในกรณีที่คุณลงทุนระยะยาวด้วยการถือครองกองทุนดัชนีหุ้น กลยุทธ์แห่งชัยชนะคือการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของทุนโดยการถือครองธุรกิจ (ผ่านกองทุนรวม) ไม่ใช่การซื้อขายเก็งกำไร


(2) ค่าใช้จ่ายcosts

จริง ๆ แล้ว ค่าใช้จ่ายกับผลตอบแทนเป็นอะไรที่สัมพันธ์กันมาก จนเราสามารถเรียกได้ว่า ค่าใช้จ่าย ก็คือผลตอบแทนของคุณนั่นล่ะ เป็นผลตอบแทนที่คุณไม่ได้จ่ายออกไป แทนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเราเก็บส่วนนี้ไว้ดีกว่า ผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวของคุณจะลดลงจากค่าใช้จ่ายที่คุณเสียไป ได้แก่

  1. ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม อันนี้เคยเขียนบทความไว้ละเอียดมาก สำคัญที่สุด ต้องอ่านครับ
  2. ภาษี (taxes) : หลัก ๆ เลยสำหรับคนที่ลงทุนกองทุนรวม คือ ภาษีหักจากเงินปันผล
  3. เงินเฟ้อ (inflations) : อันนี้เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น มันจะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวของคุณหายไป โดยที่คุณไม่รู้ตัว โดยเป็นค่าใช้จ่ายในเชิงลบ คือ ลบอำนาจซื้อที่คุณควรได้รับออกไป
  4. ค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุน (selections) : อันนี้ผมว่า เป็นตัวฆ่าผลตอบแทนของนักลงทุนอย่างดี นักลงทุนจะมานั่งเลือกกองทุน โยกย้าย สับเปลี่ยน เปิดเว็บ นั่งเรียงผลตอบแทน ดูรางวัล ดูดาว พอซื้อปุ๊บ กองทุนผลตอบแทนไม่ดี นักลงทุนก็กระโดดไปอีกกองทุนหนึ่ง พอมีการจัดอันดับผลตอบแทนที่หนึ่ง นักลงทุนก็กระโดดออก ซื้อ ๆ ขาย ๆ คนที่ชอบทำแบบนี้ ระยะยาวมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน เพราะการโยกกองทุน มีทั้งค่าใช้จ่ายในการเสียจังหวะ เงินหายจากการขาดทุนกองเก่า รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อขายกองทุนทั้งขาเข้าขาออกอีก
  5. การจับจังหวะ (counter productive market timing) : การจับจังหวะซื้อขาย ก็ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนไม่ดี เพราะการจับจังหวะล้วนมีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแฝงที่มองเห็นและมองไม่เห็น ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น คือ ต้นทุนโอกาสที่นักลงทุนจะได้ลงทุนในหุ้น นักลงทุนก็ถือเงินสดไว้ ในระยะยาวมีน้อยครับที่ใครมันจะจับจังหวะลงทุนได้ถูกตลอดเวลา เป็นเรื่องเพ้อฝันยั่วยวนนักลงทุนซะมากกว่า ส่วนต้นทุนไม่แฝงเห็นชัดเจนก็คือ ค่าธรรมเนียม (load) ในการซื้อขายนั่นเอง โดนหักไป 1% บ้าง 1.5% บ้าง บ่อย ๆ เข้า มันก็กินเงินต้นฮวบฮาบครับ ไม่นับจากการขาดทุนจากการจับจังหวะผิดพลาดอีก

(3) ความเสี่ยงrisks

ความเสี่ยงที่ควรจะถือเป็นความเข้าใจ คือ ความเสี่ยงที่ทำให้ในระยะยาวคุณจะสูญเสียเงินต้นไปจนหมด ความเสี่ยงต่อมา คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ โดยเฉพาะความเสียหายอันรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณคิดว่าคุณรู้ แต่จริง ๆ แล้ว คุณไม่รู้ และคุณลงทุนไปด้วยความไม่รู้นั้น อันนี้พูดยาก เช่น นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขายๆ กองทุนหุ้น จับจังหวะลงทุน นักลงทุนคิดว่านักลงทุนเข้าใจ นักลงทุนรู้ แต่ส่วนใหญ่นักลงทุนไม่รู้ เอาลูกมั่วเข้าตัดสินใจ แบบนี้คือความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ และจะทำให้ในระยะยาว นักลงทุนมีโอกาสจะสูญเสียเงินหนัก ๆ ได้

ในกรณีของการลงทุนหุ้น นักลงทุนจะเจอความเสี่ยงที่จัดได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ความเสี่ยงจากภาวะตลาดหุ้น (market risk) กับ ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว (individual stocks risks) ความเสี่ยงอันแรก อธิบายง่าย ๆ ก็คือการที่หุ้นมันผันผวนขึ้นลง ตลาดหุ้นตก หุ้นขึ้น นั่นล่ะครับ เป็นความเสี่ยงที่เกิดกับหุ้นทั้งตลาด เป็นความเสี่ยงแบบกว้าง ในขณะที่ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว ก็จะขึ้นกับหุ้นตัวที่เราไปลงทุน ว่ามันจะมีความเสี่ยงทางธุรกิจอะไร ยังไงบ้าง แต่ถ้าลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น เราจะต้องเพิ่มความเสี่ยงไปอีกอย่าง คือ

ความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุน (risk of manager selection) คือ ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนบริหาร – active funds โดยเราเชื่อว่าเขาจะทำผลตอบแทนได้ดี แต่ระยะยาวต่อไป ผลตอบแทนของเขาอาจจะแย่มาก ๆ ก็ได้ครับ ความเสี่ยงจากการเลือกผู้จัดการกองทุน ก็น่าจะมาพร้อมกับ

ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนที่ถูกใจด้วย (risk of fund selection) กองทุนที่คุณเลือกโดยเฉพาะกองทุนบริหารแบบเชิงรุกอาจจะเป็นกองทุนที่ห่วยมาก ๆ ในระยะยาวก็ได้ และ

นักลงทุนบางคน ที่พบเห็นก็เช่น คนที่ชอบซื้อกองทุนอุตสาหกรรม ฮิต ๆ health care, IT, aging อะไรแบบนี้ คุณจะเพิ่มความเสี่ยงที่เรียกว่า ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม (risk of market sectors) เข้ามาอีก

แค่นักลงทุนแบกรับความเสี่ยงจากตลาด (market risk) โดยการลงทุนในหุ้น เอาจริง ๆ ผมว่ามันก็เป็นความเสี่ยงที่สูงระดับหนึ่งแล้ว เรายอมลงทุนในหุ้น เพราะในระยะยาวผลตอบแทนจากตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่น่าประทับใจ และเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวของเงินออมได้ดีในระดับต้น ๆ ความเสี่ยงอื่น ๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะต้องไปแบกรับอีกครับ


โดยสรุป 

เมื่อพิจารณาจากสามด้านสำคัญแห่งการลงทุน ถ้าคุณต้องการจะลงทุนในกองทุนหุ้น ตัวเลือกที่เหมาะสมจึงควรเป็น กองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่า

1) ผลตอบแทนระยะยาวของคุณจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คุณสามารถคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวในการลงทุนหุ้นของคุณได้จากกองทุนดัชนี เพราะมันลงทุนเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นมากที่สุด และเมื่อเป็นเช่นนี้

2) คุณควรทำค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ ควรเลือกกองทุนดัชนีที่ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ไม่ซื้อขายกองทุนรวมบ่อย ๆ ยึดมั่นมีวินัยในการลงทุนถือหุ้นตลอด ไม่จับจังหวะการลงทุน ไม่จำเป็นและลงทุนระยะยาว ก็ไม่ควรซื้อกองทุนแบบที่จ่ายปันผล เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียผลตอบแทนไปกับภาษี และในกรณีทำงานเสียภาษีแล้ว กองทุนประเภทที่ให้สิทธิประโยชน์ในทางภาษี เช่น PVD LTF RMF ควรจะใช้สิทธิซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวก่อน และ

3) การลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีและมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด คุณจะตัดความเสี่ยงทิ้งทั้งหมด คือ ความเสี่ยงจากหุ้นรายตัว ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุน ความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม เหลือแค่ความเสี่ยงแบบตลาดที่คุณจะต้องแบกรับ² ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว และเราสามารถหาวิธีจัดการโดยสร้างทัศนคติ วินัย และอะไรมากำกับตัวเองได้

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ลงทุน ถามตัวเองเสมอว่า มองรอบด้านของสามเหลี่ยม ครบหรือยังครับ


บทความอ่านประกอบเพิ่มเติม


¹ อ้างอิงจาก John C. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing : The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Return (New Jersey: John Wiley & Sons, 2007), p. 192.

² ibid, p. 189.

 

การลงทุน : หัวใจสำคัญ ผลตอบแทน-ค่าใช้จ่าย-ความเสี่ยง

สามเหลี่ยมแห่ง การลงทุน เป็นแนวคิดของ John C. Bogle ครับ ว่าในการลงทุนนั้น เราจะต้องคำนึงถึงหัวใจสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ผลตอบแทน (returns) ค่าใช้จ่าย (costs) และ ความเสี่ยง (risks)

ไม่ว่าเราจะลงทุนอะไร อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน คอนโด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ทองคำ หุ้น กองทุนรวม ฯลฯ เราจะต้องนึกถึงรูปสามเหลี่ยมนี้เสมอเป็นกรอบในการตัดสินใจเสมอ เพราะมันจะช่วยทำให้เรามีทัศนคติกำกับการลงทุนที่ดี กรณีที่เราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ครับ ผมจะยกตัวอย่างการลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง นั่นก็คือ “กองทุนรวมหุ้น” 

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น เงินที่เราลงทุนไป กองทุนนั้นจะนำไปลงทุนในหุ้น นอกเหนือจากสิ่งที่เราควรจะรู้ว่า กองทุนรวมคืออะไร ในเมื่อมันลงทุนในหุ้น เราก็ต้องรู้ว่า หุ้นคืออะไร เมื่อรู้ทั้งหมดแล้ว เราก็ต้องเจาะทีละด้านของสามเหลี่ยม ซึ่งการที่เรามาพิจารณาอะไรตรงนี้ ผมว่าเราก็แทบจะต่างจากนักลงทุนหรือคนที่ซื้อกองทุนทั่วไปแล้วล่ะ เพื่อให้เข้าใจเห็นภาพชัดผมจะอธิบายไปทีละด้านครับ

การลงทุน ด้านที่ 1 : ผลตอบแทน (returns)

การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนแรก ย่อมมาจากหุ้นที่ถือ ถ้าเราลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น (index funds) ซึ่งก็คือ กองทุนที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีของตลาดหุ้น ผลตอบแทนระยะยาวของเราก็จะเคลื่อนไหวไปตามผลตอบแทนรวมที่ตลาดหุ้นทำได้ ส่วนผลตอบแทนระยะสั้น อาจจะขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรของนักลงทุนเอง ในกรณีที่นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขาย ๆ จับจังหวะลงทุน หรือในกรณีที่แม้จะลงทุนระยะยาว

หากแต่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ผลตอบแทนของเราก็จะเคลื่อนไหวไปตามผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่มันผันผวน แม้เราจะลงทุนระยะยาว แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนระยะสั้นได้ เงินลงทุนระยะยาวจึงอาจติดลบหรือขาดทุนตัวเงินในระยะสั้นได้ เรื่องนี้เราต้องเข้าใจให้ดี หากแต่ในระยะยาวจริง ๆ การเก็งกำไรจะไร้ผล และผลตอบแทนของเราจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอย่างเดียว

แล้วผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจากไหน? มันจะมาจากผลตอบแทนที่แท้จริงของภาคธุรกิจ หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ที่ประกอบกันเป็นดัชนีหุ้น ซึ่งกองทุนของเราเลียนแบบลงทุนอยู่) — โดยปกติก็จะมาจากสองส่วน คือ ผลตอบแทนทางกำไรที่เติบโตตามเศรษฐกิจ (subsequent rate of earnings growth) บวกกับ ผลตอบแทนจากเงินปันผล (the annual dividend yield)[1. John C. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Return (Hoboken: Wiley, 2007), 192.] ซึ่งผลตอบแทนของตลาดหุ้นในระยะยาวควรจะอยู่ที่ประมาณ 8-11% ทบต้นต่อปี

ดังนั้น ในกรณีที่คุณลงทุนระยะยาวด้วยการถือครองกองทุนดัชนีหุ้น กลยุทธ์แห่งชัยชนะคือการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของทุนโดยการถือครองธุรกิจ (ผ่านกองทุนรวม) ไม่ใช่การซื้อขายเก็งกำไร

การลงทุน ด้านที่ 2 :  ค่าใช้จ่าย — costs

ค่าใช้จ่ายกับผลตอบแทนเป็นอะไรที่สัมพันธ์กันมาก จนเราสามารถเรียกได้ว่า ค่าใช้จ่ายก็คือผลตอบแทนของเรานั่นล่ะ เป็นผลตอบแทนที่เราไม่ได้จ่ายออกไป แทนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่าย(ที่ไม่ควรจ่าย) เราเก็บส่วนนี้ไว้ดีกว่า ซึ่งผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวจะลดลงจากค่าใช้จ่ายที่เสียไป อันได้แก่

(1) ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม (total expenses)

อันนี้เคยเขียนบทความไว้ละเอียดมาก สำคัญที่สุด ต้องอ่านครับ โดยสรุปก็คือ กองทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูงย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสที่ผลตอบแทนในอนาคตของกองทุนนั้นจะแพ้ตลาด[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 88.] ค่าใช้จ่ายที่นักลงทุนเสียไปให้กับอุตสาหกรรมการเงินยิ่งมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนในอนาคตที่นักลงทุนได้รับก็จะน้อยลงไปอย่างน่าใจหาย

(2) ภาษี (taxes)

หลัก ๆ เลยสำหรับคนที่ลงทุนกองทุนรวม คือ ภาษีหักจากเงินปันผล ซึ่งโดยปกติจะถูกหัก 10% ณ ที่จ่าย

(3) เงินเฟ้อ (inflations)

อันนี้เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น มันจะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวหายไป โดยที่เราไม่รู้ตัว เป็นค่าใช้จ่ายในเชิงลบ คือ ลบอำนาจซื้อ (purchasing power)ในอนาคตของเราทิ้งไป

(4) ค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุน (selections)

อันนี้ผมว่า มันเป็นตัวฆ่าผลตอบแทนของนักลงทุนอย่างดี นักลงทุนที่นั่งเลือกกองทุน โยกย้าย สับเปลี่ยน เปิดเว็บ นั่งเรียงผลตอบแทน ดูรางวัล ดูดาว พอซื้อปุ๊บ กองทุนผลตอบแทนไม่ดี นักลงทุนก็กระโดดไปอีกกองทุนหนึ่ง พอมีการจัดอันดับผลตอบแทนที่หนึ่ง นักลงทุนก็กระโดดออก ซื้อ ๆ ขาย ๆ

คนที่ชอบทำแบบนี้ ระยะยาวมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน เพราะการโยกกองทุน มีทั้งค่าใช้จ่ายในการเสียจังหวะ เงินหายจากการขาดทุนกองเก่า รวมไปถึงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนไหว ทั้งค่าธรรมเนียมในการซื้อหรือขายกองทุนขาเข้าขาออกอีก

(5) การจับจังหวะลงทุน (market timing)

การจับจังหวะซื้อขาย ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนไม่ดี เพราะการจับจังหวะล้วนมีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแฝงที่มองเห็นและมองไม่เห็น ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น คือ ต้นทุนโอกาสที่นักลงทุนจะได้ลงทุนในหุ้น นักลงทุนก็มาถือเงินสดไว้ ในระยะยาวมีน้อยครับที่ใครมันจะจับจังหวะลงทุนได้ถูกต้องตลอดเวลา เป็นเรื่องเพ้อฝันยั่วยวนนักลงทุนซะมากกว่า

ส่วนต้นทุนไม่แฝงเห็นชัดเจนก็คือ ค่าธรรมเนียม (loads) ในการซื้อขายนั่นเอง โดนหักไป 1% บ้าง 1.5% บ้าง บ่อย ๆ เข้า มันก็กินเงินต้นลดลงฮวบฮาบครับ ไม่นับจากการขาดทุนที่เกิดจากการจับจังหวะผิดพลาดอีก

การลงทุน ด้านที่ 3 : ความเสี่ยง – risks

ความเสี่ยงที่ควรจะถือเป็นความเข้าใจ คือ ความเสี่ยงที่ทำให้นักลงทุนจะสูญเสียเงินต้นไปจนหมด ความเสี่ยงต่อมา คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ โดยเฉพาะความเสียหายอันรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณคิดว่าคุณรู้ แต่จริง ๆ แล้ว คุณไม่รู้ และคุณลงทุนไปด้วยความไม่รู้นั้น

ความเสี่ยงจากความไม่รู้ แต่คิดว่าตัวเองรู้ เช่น นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขายๆ กองทุนหุ้น จับจังหวะลงทุน นักลงทุนคิดว่านักลงทุนเข้าใจ นักลงทุนรู้ว่าเวลาไหนหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่ส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนไม่รู้ เอาลูกมั่วเข้าตัดสินใจ แบบนี้คือความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ และจะทำให้ในระยะยาว นักลงทุนมีโอกาสจะสูญเสียเงินลงทุนหนัก ๆ ได้

ในกรณีของการลงทุนหุ้น นักลงทุนจะเจอความเสี่ยงที่จัดได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ความเสี่ยงจากภาวะตลาดหุ้น (market risk) กับ ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว (individual stocks risks) ความเสี่ยงอันแรก อธิบายง่าย ๆ ก็คือการที่หุ้นมันผันผวนขึ้นลง ตลาดหุ้นตก หุ้นขึ้น นั่นล่ะครับ เป็นความเสี่ยงที่เกิดกับหุ้นทั้งตลาด เป็นความเสี่ยงแบบกว้าง ในขณะที่ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว ก็จะขึ้นกับหุ้นตัวที่เราไปลงทุน ว่ามันจะมีความเสี่ยงทางธุรกิจอะไร ยังไงบ้าง แต่ถ้าลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น เราจะต้องเพิ่มความเสี่ยงไปอีกหลายอย่าง คือ

(I) ความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุน (risk of manager selection) คือ ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนบริหาร (active funds) โดยเราเชื่อว่าเขาจะทำผลตอบแทนได้ดี แต่ระยะยาวต่อไป ผลตอบแทนของเขาอาจจะแย่มาก ๆ ก็ได้ครับ ซึ่งความเสี่ยงจากการเลือกผู้จัดการกองทุน ก็จะมาพร้อมกับ

(II) ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนที่ถูกใจ (risk of fund selection) กองทุนที่คุณเลือกลงทุนโดยเฉพาะกองทุนบริหารแบบเชิงรุก อาจจะเป็นกองทุนที่ห่วยมาก ๆ ในระยะยาวก็ได้ และ

(III) ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม (risk of market sectors) โดยเฉพาะในนักลงทุนบางคนที่ชอบซื้อกองทุนที่เน้นลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งมักจะฮิต ๆ เป็นเทรนด์ในช่วงนั้น อาทิ health care (กลุ่มธุรกิจหุ้นสุขภาพ), IT (กลุ่มหุ้นเทคโนโลยี), aging (ธุรกิจเกี่ยวกับความชรา) อะไรแบบนี้

ทั้งที่จริงแล้ว แค่นักลงทุนแบกรับความเสี่ยงจากตลาด (market risk) โดยการลงทุนในหุ้น มันก็เป็นความเสี่ยงที่สูงระดับหนึ่งแล้ว เรายอมลงทุนในหุ้น เพราะในระยะยาวผลตอบแทนจากตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่น่าประทับใจ และเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวของเงินออมได้ดีในระดับต้น ๆ ความเสี่ยงอื่น ๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะต้องไปแบกรับอีกครับ

r-c-r

สรุปข้อคิดเกี่ยวกับ การลงทุน

เมื่อพิจารณาจากสามด้านสำคัญแห่งการลงทุน ถ้าคุณต้องการจะลงทุนในกองทุนหุ้น ตัวเลือกที่เหมาะสมจึงควรเป็น กองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ด้วยเหตุผลประกอบสำคัญดังต่อไปนี้

(1) ผลตอบแทนระยะยาวของคุณจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คุณสามารถคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวในการลงทุนหุ้นของคุณได้จากกองทุนดัชนี เพราะมันลงทุนเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นมากที่สุด

(2) จากข้อข้างบน คุณควรทำค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ จึงควรเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ไม่ซื้อขายกองทุนรวมบ่อย ๆ ยึดมั่นมีวินัยในการลงทุนถือหุ้นตลอด ไม่จับจังหวะการลงทุนและลงทุนระยะยาว ไม่ควรซื้อกองทุนแบบที่จ่ายปันผล เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียผลตอบแทนไปกับภาษี และในกรณีทำงานเสียภาษีแล้ว กองทุนประเภทที่ให้สิทธิประโยชน์ในทางภาษี เช่น PVD LTF RMF ควรจะใช้สิทธิซื้อกองทุนพวกนี้เพื่อลงทุนระยะยาวก่อน และ

(3) การลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีและมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด คุณจะตัดความเสี่ยงทิ้งทั้งหมด คือ ความเสี่ยงจากหุ้นรายตัว ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุน ความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม เหลือแค่ความเสี่ยงแบบตลาดที่คุณจะต้องแบกรับ[2. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing, 189.] ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว และเราสามารถหาวิธีจัดการโดยสร้างทัศนคติ วินัย และอะไรมากำกับตัวเองได้

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ลงทุน ถามตัวเองเสมอว่า มองรอบด้านของสามเหลี่ยม ครบหรือยังครับ


บทความอ่านประกอบเพิ่มเติม

♠  ผลตอบแทน (returns) : ผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากไหน

♠  ค่าใช้จ่าย (costs) : ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม (ทั้งหมด!!) และ ผลโดยตรงของค่าใช้จ่ายต่อผลตอบแทนจากการลงทุน

♠  ความเสี่ยง (risks) : ความเสี่ยง (risks)

จุดตัดสินใจปาดหน้าทางการเงิน

เคยสงสัยกันไหมครับว่า คนส่วนใหญ่ก็รู้ว่า การเก็บเงิน ออมเงิน เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ จะวัดว่าอายุ 40 ขึ้นไปจะอยู่สบายหรือร่อแร่ก็ด้วยเงินออมเงินลงทุนที่เก็บสะสมมา แต่โลกนี้มันโหดร้าย มีคนมากมายที่อยากจะให้คุณจ่ายเงินสุด ๆ ไม่เชื่อลองมองไปรอบตัวตอนคุณอ่านข้อความนี้ก็ได้ คุณต้องเห็นโฆษณาอะไรบางอย่างแฝงตัวอยู่ ไม่ว่าจะทีวี ในมือถือ ตอนรอรถไฟฟ้า รอรถเมล์ รอลิฟต์ แม้กระทั่งนั่งรอในห้องส้วม สมัยนี้คุณยังสั่งซื้อโซฟาได้เลย แค่พกมือถือเข้าไปด้วยเท่านั้น!!

แต่ถ้าเราลองสังเกตดี ๆ ระหว่างวันเรามีเรื่องให้คิดให้ทำสารพัด แสดงว่ามันมีแค่ไม่กี่ช่วงเวลา อาจเป็นแค่เสี้ยววินาทีเองที่ทำให้คุณเสียเงิน ลองมาดูกันดีกว่า

พวกที่ช็อปปิ้งออนไลน์บ่อย ๆ จะรู้สึกว่า เราตัดสินใจซื้อของง่ายขึ้น เพราะ มันคลิ๊กแค่ทีสองทีก็ได้แล้ว ถูกครับ! พวกเค้าพยายามทำให้มันง่าย เพราะวูบเดียวเท่านั้นที่เราจะตัดสินใจซื้อ ถ้ายืดมันออกไปเราจะไม่ใช้อารมณ์ซื้อแล้ว สมองจะส่งเหตุผลมาคัดค้านทันที ยิ่งถ้าผสานกับกลยุทธ์ promotion อันทรงพลัง ที่ทำลายกะจิตกะใจปฏิเสธของเรา พวกคุณนี่แพ้หมดรูปแน่สำหรับโปรโมชั่นสุดโหดอย่าง ซื้อ 1 แถม 1! ซื้ออันนี้แถมฟรีไอ้นี่! ถ้าบวกอีกว่า เป็นสินค้าและบริการภายในเวลาจำกัด (นี่ยังไม่เสริมด้วยคำว่าเฉพาะสิบท่านแรกในสิบนาทีนี้) เหตุผลของคุณมักจะวิ่งตามอารมณ์ไม่ทันหรอก นึกอีกทีของก็อยู่ในถุงหรือส่งมาแล้วล่ะ ให้สังเกตจุดนี้ดี ๆ ว่า ถ้าเรายืดเวลาตัดสินใจออกไปสักพัก คุณจะเริ่มรู้สึกได้ว่าคุณไม่ต้องการมันหรอก

วิธีจัดการพวกนี้อย่างง่าย คือ พยายามอย่าเข้าเว็บพวกนี้บ่อย ๆ หรือกรณีไปร้านค้า คุณจดไปก่อนเลย จะเอาอะไร อะไรที่หมด ที่จำเป็นต้องซื้อ พอถึงร้าน อะไรที่ไม่จดคุณไม่ซื้อ แค่นี้ก็สกัดการซื้อเบี้ยบ้ายรายทางได้เยอะแล้ว โดยเฉพาะพวกที่อยู่ตรงข้าง ๆ จุดจ่ายเงิน เพราะช่วงเวลาคิดในการซื้อน้อยมาก หยิบวางให้เช็คติ๊ด ๆ จบเลย มันจึงมักเป็นอะไรเล็ก ๆ ที่คุณไม่ต้องตัดสินใจมาก เช่น ขนมนมเนย ลูกอม มีดโกนหนวด (อย่างอเมริกาสมัยก่อนเป็นถุงน่อง) จะบอกว่าทุกอย่างในห้างถูกเซ็ตให้คุณควักกระเป๋าหมดเลย  ลองสังเกตดูว่า ตรงทางเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตโซนอาหาร มักจะมีพวกขนมปังวางอยู่ กลิ่นของมันทำให้คุณรู้สึกดีและจะซื้ออะไรตามมากินอีกโขยงนึง ระดับสายตาคุณจะเต็มไปด้วยของที่เขาอยากขาย ตราสินค้ารูปหมาของกระดาษทิชชู่ก็ผูกความรู้สึกคุณให้แวบถึงโฆษณาที่สุนัขวิ่งไล่ทิชชู่ แล้วคุณก็หยิบมันมาเพราะรู้สึกคุ้นเคยในใจ ใช่แล้วครับ อะไร ๆ มันเซ็ตมาหมดเลย คุณรอดยาก ถ้าไม่สร้างอะไรบางอย่างมาปกป้องเพื่อเพิ่มระยะห่างมันกับคุณ หรือสกัดอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นให้อยากซื้อ

เรื่องต่อมา คือ พฤติกรรมการใช้จ่ายของคน ทำไมเวลาเล่นในบ่อนในคาสิโน เขาต้องให้เราแลกเป็นชิป ทำไมทุกร้านค้ากระตุ้นให้เราจ่ายด้วยบัตรเครดิต ทำไม? ทำไม? ก็เพราะ พวกเค้ารู้ไงว่าเวลาคุณจ่ายเงินสด คุณคิดสารพัด เสียดายก็เสียดาย เอออย่าพึ่งซื้อดีกว่า แต่บัตรเครดิตนี่คุณไม่เห็นเงินสดที่ถูกจ่าย คุณจะรู้สึกอะไร ๆ มันก็ง่าย เรื่องใช้จ่ายเรื่องง่ายจริง ๆ รู้ตัวอีกทีก็กดกู้บัตรใบที่ 2 มาโปะใบแรกไปซะแล้ว การมีแผนสะสมแต้ม ให้รางวัล ก็เป็นตัวกระตุ้นตามมา ทำให้คุณรู้สึกมันเป็นเกมที่ท้าทายบางอย่าง อย่างร้านเสื้อถ้าปกติคุณไม่มีเงินคุณก็เดินออก แต่ถ้ามีปุ๊บคุณเดินเข้าไปบอกเอาสองตัวด้วยซ้ำ แถมคุณยังหาข้ออ้างให้ด้วยว่าซื้อเป็นรางวัลตัวเองอีกแหน่ะ

พูดถึงเจ้าบัตรเครดิตนี่ มันเป็นหนึ่งในนวัตกรรมการเงินที่เล่นกับความรู้สึกเสกเงินสดขึ้นมา เงินจ่ายไม่มาก แต่ได้ของทันที คล้าย ๆ สินเชื่อกู้ซื้อรถ ซื้อบ้าน มันทำให้คุณเลือกเอาเงินในอนาคตมาใช้จ่าย ทำให้คุณลืมไปว่า คุณต้องการมันจริงรึเปล่า บางทีคุณก็รู้สึกอยากผ่อน 0% ทั้ง ๆ ที่มันอาจจะไม่ได้ต้องการของชิ้นนั้นสักเท่าไหร่ก็ตาม

และอารมณ์พวกนี้หล่ะที่มันจะ ปาดหน้าทางการเงิน คุณลืมเป้าหมายระยะยาวที่จะมีเงินเก็บก้อนใหญ่ ไปเที่ยวรอบโลก ส่งลูกเรียนนอก ฯลฯ เพราะถูกปาดหน้าด้วยความรู้สึกพึงพอใจระยะสั้น ๆ  ซึ่งวิธีที่จะกำราบเรื่องพวกนี้ เราจะใช้หนามยอกเอาหนามบ่ง เขาสร้างรูปแบบอะไรขึ้นมาให้เสียเงิน เราก็สร้างรูปแบบนั้นกลับเพื่อเก็บเงิน

ถ้าเขาทำให้คุณพอใจระยะสั้นในการซื้ออะไรสักอย่าง คุณต้องทำให้มันตรงข้าม ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ถ้าคุณใช้จ่ายเกินฐานะ ระยะยาวคุณเจ๊ง! ถามตัวเองอยากเป็นแบบนั้นไหมในอีก 10 20 ปีข้างหน้า ถ้าไม่แล้วเราจะเป็นอะไร กระตุ้นตัวเองซะ

ต่อมาถ้าเขาสร้างให้มันง่ายที่จะจ่าย คุณก็สร้างให้มันยากที่จะซื้อแทน เช่น จดมาจากบ้านเลยจะซื้ออะไร ไม่ซื้ออะไรนอกบิล หรือคิดอะไรค้านตัวเองหน่อย คุณจะได้อะไรบ้างถ้าเลิกจ่ายเงินวันละ 100 บาท สำหรับสิ่ง ๆ หนึ่ง เดือนนึงเงินเพิ่ม 3,000 ปีละ 36,000 เอาไปเก็บออม เช่น ซื้อกองทุนรวมหุ้น ทุก ๆ เดือนแทน

และอย่างที่เราทราบจากข้างบนว่า การจ่ายเงินสดทำให้คุณระมัดระวังมากขึ้น ถ้าไม่จำเป็นอย่าใช้บัตรเครดิต พกเงินไปให้พอดี ๆ เวลาอยากได้อะไรมาก ๆ จดใส่กระดาษแล้วกลับไปคิดที่บ้าน ประมาณ 8 ใน 10 พอนั่งคิดเรื่อย ๆ คุณจะไม่ต้องการมันเลย พลังของการยืดเวลา แถมอีกด้วยว่า เวลาเครียดอย่าไปซื้อของ หาอะไรอย่างอื่นทำ เพราะเวลาเครียดสมองมันจะหลั่งสารกระตุ้น คุณจะเคลิ้ม ๆ แล้วก็ช็อปหมดตัว เหมือน ๆ กับที่เคยได้ยินว่า เวลาเครียดคนจะกินมากขึ้น ซัดหวานมากขึ้น มันคล้ายกัน

วิธีต่อมาทำ คือทำทุกอย่างให้เป็นเกม คุณจะท้าทายมากขึ้น เช่น ทำกระดาษแปะเลย คุณจะเก็บเงินเริ่มจากเดือนนี้ 10% ของเงินที่ได้ เก็บอีก 2-2.5% เป็นรางวัลแยกไว้ เช่น รายได้เดือนละ 10,000 เก็บ 1,000 หัก 250 แยกไว้ ครบ 2 เดือนจะได้ 500 คุณจะเอา 500 ไปซื้ออะไร กินอะไรก็ได้ ให้รางวัลตัวเองที่ทำทะลุเป้า ทำไปเรื่อย ๆ เกมนี้ของคุณจะเริ่มสนุกที่เห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างของผมเรื่องเก็บแบงค์ 50 ทำไมผมเก็บได้เยอะมาก ผมมาเข้าใจตอนนี้ว่าแรงจูงใจมาจากผมเห็นว่ามันเป็นเกม ผมจะทำได้ไหม ถ้าแบงค์ 50 เต็มกระเป๋าแล้วต้องใช้มัน ผมจะอดใจได้ไหม พอทำได้ ผมจะรู้สึกภูมิใจเล็ก ๆ เออ มันเป็นงี้นี่เอง

อันสุดท้ายที่จะเสนอคือ จงทำทุกอย่างให้เป็นอัตโนมัติ ทำทุกอย่างให้ไม่ต้องคิด สมองมนุษย์ไม่ชอบการเปลี่ยนใจ ใช่สิ! เอาพลังงานไปตัดสินใจเรื่องอื่นดีกว่า แทนที่จะมานั่งคิดว่าวันนี้จะขับรถไปทำงานโดยใช้ถนนเส้นอื่นแปลกใหม่ โอ๊ย พอ ๆ เก็บพลังไว้คิดเรื่องทำงานดีกว่า ขับทางเดิมเหอะ! สมองคุณบอกประมาณนี้ล่ะ เพราะฉะนั้น เราก็ทำเรื่องเก็บเงินให้มันเป็นอัตโนมัติ เซ็ตแผนทั่วไปเลย ถามว่ากฎข้อนี้ใครรู้ดี คำตอบคือสรรพากรกับประกันสังคมไง! เงินมันหายไปก่อนถึงมือคุณ มันมองไม่เห็น เค้าถึงไม่ต้องกังวลกับการมารอเก็บภาษีทีหลัง เราก็เอามาทำบ้าง เรื่องพวกนี้มีบริการพร้อม เช่น ไปทำเรื่องหักเงินซื้อกองทุนทุกวันหลังเงินเดือนออกอย่างน้อย 10% ของเงินเดือน หรือ ไปขอให้บริษัทเพิ่มเงินที่หักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเต็มอัตรา หรือไม่ก็ พอได้เงินเดือนปุ๊บก็กดโอนเข้าบัญชีที่เปิดไว้เพื่อออมเงิน

เราอาจบวกเพิ่มด้วยวิธีเพิ่มเปอร์เซ็นต์สำเร็จ เช่น หาเพื่อนที่มีเป้าเก็บเงินแบบเดียวกัน ขอความช่วยเหลือคนที่เข้าใจเรื่องลงทุนเก็บเงินหรือคนที่เขาทำอยู่ หาเพื่อนกลุ่มใหม่ เช่น เข้าไปเป็นสมาชิกในเว็บบอร์ดที่สนใจเรื่องเก็บเงินเรื่องลงทุน แต่วิธีที่ดีมาก ๆ คือหาคนที่เป็นเพื่อนสนิท กลุ่มเพื่อนรอบตัว หรือจะเป็นคนรักให้คอยช่วยเตือนยามลืม ร่วมทำไปพร้อมกันและกระตุ้นให้เราไปต่อ เราจะได้ทั้งคู่มิตรที่เป็นครูฝึกคอยคุมและแฟนคลับคอยให้กำลังใจชื่นชม แผนการเงินของคุณจะไปไวมาก อย่างที่เขาว่าไงครับ

จุดหมายปลายทางก็สำคัญ แต่ระหว่างทางนั้น วิวรอบ ๆ และคนข้าง ๆ ก็ทำให้สุขและสนุกสุด ๆ เหมือนกัน เพราะโลกมันกว้าง คนข้าง ๆ จึงสำคัญครับ อิอิ

กับดักในการลงมือทำตามแผนการเงิน

การที่คนเราจะลงมือทำตามแผนการเงินที่วางไว้แล้วรวยตามนั้น เอาจริง ๆ มันยากนะครับ เพราะจะมีกับดักหลายชั้นมาก ๆ ไม่ใช่ว่าจะผ่านกันไปได้ง่าย ผมมักจะชื่นชมเสมอสำหรับคนที่มีวินัยในการลงทุน แม้ตัวเขาจะมองว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ทำซ้ำ ๆ ลงทุนไปเรื่อย ๆ ก็ตาม เพราะพอผมลองทวนดูแล้วพบว่า เส้นทางในการลงทุนจริงใช้คำว่า โคตรยาก ได้เลย

1. กับดักเรื่องความแปลก

คุณต้องทำอะไรแปลกจากชาวบ้าน เริ่มตั้งแต่การคิดเรื่องเก็บเงิน โดยเฉพาะคนอายุน้อย ๆ จะมีคำถามมากมายว่า เครียดไปรึเปล่า? จริงจังกับชีวิตไปล่ะ? ชีวิตไม่สนุกล่ะ เพราะในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน ถ้าคุณคิดว่าคุณจะเริ่มเก็บเงินล่ะก็ คุณจะดูแปลกมาก ๆ

ผมมักจะได้ยินเรื่องเล่าจากเพื่อนผมนี่ล่ะว่า ในแผนกที่ทำงานของพวกเขามักจะมีคนไม่กี่คนที่เก็บเงิน ในขณะที่บางคนในแผนกแม้จะอายุ 30 กว่าแล้ว ก็ยังไม่มีเงินออมเลยสักบาท บางที่ก็พูดให้มันดูเป็นเรื่องตลกไปเลย เพราะคนจะล้อว่าทำอะไรเว่อร์ ๆ อายุ 20 กว่าเริ่มซื้อกองทุนรวมแล้วหรือ

การทำอะไรแปลกจากคนอื่น จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าจะทำมันได้ง่าย ๆ นะครับ มนุษย์มักจะมีพฤติกรรมแห่ตาม (herd) และสภาพแวดล้อมจะผลักดันมนุษย์ให้มีสภาพชีวิตที่เหมือน ๆ กัน เราจึงจะเห็นว่า คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบทำอะไรที่มันแตกต่างจากคนอื่นหรอก การที่คุณเริ่มเก็บเงินออมและลงทุน คุณจึงถือว่าได้ผ่านกับดักพฤติกรรมมนุษย์อันแรกแล้ว

2. กับดักความต้องการ

หลังจากต้องสู้กับใจคนอื่น ต่อมาคุณจะเจอกับดักที่สอง  คือ คุณต้องสู้กับใจตัวเองโดยเฉพาะ ความต้องการทันที เช่น อยากได้กระเป๋าใหม่ อยากกินโน่นนี่ อยากได้รถ อยากไปเที่ยว แล้วบางทีการเก็บเงินในช่วงแรก ๆ จะต้องยอมไม่สบาย ยอมลำบากในช่วงสั้นบ้าง โดยเฉพาะช่วงที่เพิ่งเริ่มเก็บเงินตอนแรก ๆ เพราะฉะนั้น คุณจะต้องอดทนและมีวินัยอย่างมาก

ในยุคนี้แค่คุณเปิด facebook หรือ instagram ขึ้นมาคุณก็จะเจอกับภาพชีวิตดี ๆ ของคนหลายคนที่ไปเที่ยว ไปทำนู่นนั่นนี่ ซึ่งถ้าคุณไม่มั่นคงกับแผนการเงินของคุณ คุณจะเตลิด เนื่องจากผลลัพธ์ระยะสั้นจากการใช้เงินนั้นหอมหวนนัก แรงกระตุ้นสมองจะล่อให้คุณตอบสนองกับความต้องการของตัวเองทันที เช่น อยากได้ก็กดซื้อสิ สมัยนี้คลิ๊กเดียวหักเงินทันที ไม่ต้องออกไปเดินซื้อข้างนอกด้วย

บนโลกแห่งการตลาดและโฆษณา ใคร ๆ ก็อยากล้วงเงินออกจากกระเป๋าของคุณครับ การเก็บออมเงินไว้เพื่อเป้าหมายระยะยาว และอดทนที่จะไม่ตอบสนองความต้องการทันทีของตน ถือว่าเป็นกับดักที่โหดร้ายอย่างหนึ่ง ผ่านมันไปได้ยาก

3. กับดักคำถามทางการเงิน

กับดักต่อมาคือเรื่องของ สินทรัพย์ลงทุน สมมติคุณตัดสินใจจะลงทุนล่ะ ก็จะเจอคำถามมากมายว่าจะลงทุนอะไรดี น่าแปลกนะครับ เรื่องเงินเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ในชีวิตคุณตอบไม่ได้ ให้คำแนะนำที่ถูกต้องไม่ได้ ซึ่งก็ไม่แปลก ถ้าคุณหาคนข้างตัวที่ตอบเรื่องนี้ทะลุปรุโปร่งได้ แสดงว่าคุณอยู่ในแวดวงคนลงทุนหรือกลุ่มคนฐานะดี ไม่ก็กำลังจะมีฐานะดีต่อไป

ถ้าถามคนส่วนมาก คุณก็จะจบที่เงินฝาก สลากออมสิน ประกันชีวิต

คนส่วนใหญ่จะไม่สามารถให้คำแนะนำได้ว่าคุณจะต้องลงทุนอะไร เพราะคนส่วนใหญ่พอเป็นเรื่องเงินจะวิ่งเข้าหาสิ่งที่ดูปลอดภัย (ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด) และในเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยศึกษาเรื่องการเงินการลงทุน (แม้ทั้งชีวิตเขาจะต้องใช้เงินก็ตาม) การลงทุนจึงมักเหมือน ๆ กัน และนั่นก็เลยทำให้เป็นการยากที่พวกเขาจะมีฐานะดีจากการลงทุน

การที่คุณหลุดพ้นจากกับดักนี้ และเริ่มลงทุนในสินทรัพย์อะไรที่ให้ผลตอบแทนดีขึ้น เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น ก็ถือว่ากระโดดจากกับดักออกมาได้อีกอันครับ

4. กับดักของตัวเลือก

ต่อให้เลือกแนวทางสินทรัพย์ลงทุนถูกต้อง แต่คุณจะเจออีกกับดัก คือ เรื่องของการเลือก พาหนะในการลงทุนสินทรัพย์ดังกล่าว คุณก็จะไม่รู้ว่าควรจะลงทุนยังไงดี ลงทุนเองหรอ หรือซื้อกองทุน หรือยังไง และแนวทางลงทุนควรแบบไหน กับดักซ้อนไปอีก คือ พอถึงจุดนี้คุณก็จะวิ่งเข้าหาการลงทุนที่เหมือนคนอื่น ๆ คุณอาจชนะพฤติกรรมตามแห่ในกับดักที่ 1 แต่มาตายในกับดักที่ 4

ในขั้นตอนนี้คุณรู้ล่ะว่าคุณจะต้องลงทุนกองทุนหุ้น แต่คุณไม่มีหลักการกำกับความคิดว่าจะเลือกกองทุนหุ้นยังไง คุณก็ลงเอยด้วยการถามคนอื่น ๆ ถามในโลกสังคมออนไลน์ ถามเว็บบอร์ดต่าง ๆ ว่า กองทุนไหนดี แล้วคุณก็จะแห่ซื้อตาม รวมไปถึงวิธีลงทุนด้วย เราก็จะพบว่า คนส่วนใหญ่ก็จะลงทุนกองทุนหุ้นดัง ๆ ที่ถูกพูดถึงบ่อย ๆ ที่จ่ายปันผล ก็เพราะติดกับดักข้อนี้ครับ

5. กับดักทางอารมณ์

แม้คุณจะมีวิธีเลือกกองทุนหรือเลือกหุ้นถูกต้อง แผนการเยี่ยม แต่สุดท้ายพอเจอหุ้นตกปุ๊บ คุณขายทิ้งหมดเลย หรือลงทุนไป 7 เดือนแพ้ใจตัวเอง ขายทิ้ง เลิกลงทุน เอาไปซื้อของที่อยากได้แทน สรุปคุณก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี กับดักนี้ฆ่านักลงทุนมาเยอะแยะ เพราะทัศนคติบางอย่างมันไม่ไปกับการลงทุน นักลงทุนอยากได้กำไรไว ๆ นักลงทุนกะเก็งว่าตลาดหุ้นจะขึ้นตลอดเวลา นักลงทุนอดทนกับหุ้นตกไม่ได้ นักลงทุนไม่สามารถลงทุนได้ยาว ผมเรียกว่ากับดัก แพ้ใจตัวเอง

สรุปแล้ว สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันยากมากที่คุณจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ วางแผนและบริหารจัดการเงินตัวเองได้ กับดักมันเยอะ

เวลาเขียนอะไรแบบนี้นึกถึงคำพูดชาร์ลี มังเจอร์เสมอ “ถ้ามันง่าย ใครๆก็รวยกันหมดแล้ว” 

คุณต้องมีทัศนคติ หลักการ และวินัยดีจริง ๆ ถึงจะถึงฝั่งฝันครับ ดังนั้น เวลาเจอใครที่ลงทุนระยะยาว ลงทุนอย่างมีวินัยอย่างอดทน แม้เจ้าตัวจะรู้สึกว่ามันก็เฉย ๆ ธรรมดานะ แต่ผมจะชื่นชมเขามาก และอยากจะบอกว่าใน 100 คน คุณอาจเป็นคนจำนวนน้อยมาก คนที่ทำแบบคุณได้อาจจะมีแค่ 5 – 10 คนเท่านั้นเอง เผลอ ๆ ไม่ถึงด้วยซ้ำ

ว่าแต่ตอนนี้เจอกับดักข้อไหนกันอยู่ครับ อิอิ

ต้นทุนของการรอหุ้นตก

“รอให้หุ้นตกหนักๆก่อนค่อยเริ่มลงทุน ต้นทุนจะได้ต่ำกว่าปกติ”

“ตอนนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว อย่าพึ่งไปเริ่มลงทุน”

“รอตลาดหุ้นตกไปมากกว่านี้อีกสิ ค่อยลงทุน อย่ารีบ”

ประโยคข้างบนเป็นประโยคที่ดูดี แต่เป็นกับดักที่ร้ายแรงสำหรับนักลงทุนทั่วไปด้วย ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ประโยคข้างบนนั้นถูกต้องสำหรับนักลงทุนที่เลือกลงทุนสไตล์เชิงรุก (Active Investment) ทั้งหลาย เช่น กลุ่ม VI  เพราะการรอซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าเป็นหลักการสำคัญในการลงทุนสำหรับนักลงทุนเหล่านี้

หากแต่นักลงทุนทั่วๆไป (Average Persons) จะประสบปัญหากับคำแนะนำนี้มาก เพราะเมื่อไหร่คือต้นทุนต่ำแล้ว เมื่อไหร่คือหุ้นตก เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือยอดดอย เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือจุดต่ำสุด-จุดสูงสุด คำถามเหล่านี้ยากมาก เนื่องจากนักลงทุนทั่วไปมีปัญหาใหญ่คือ ประเมินมูลค่าหุ้นไม่คล่องหรือไม่เป็น (ซึ่งไม่แปลก คนรู้วิธีประเมินยังประเมินแตกต่างกันได้เหลือเชื่อ) แต่เมื่อไหร่ที่นักลงทุนรู้ว่าตนเองประเมินมูลค่าหุ้นไม่เป็น สิ่งนี้จะไม่ใช่จุดอ่อนของนักลงทุนอีกแล้ว เพราะนักลงทุน “รู้ว่าตัวเองไม่รู้” ซึ่งสำคัญมาก!

เมื่อนักลงทุนเข้าใจแล้วว่าตนไม่รู้หรอกว่าตลาดหุ้นมันจะประเมินมูลค่าแบบไหนว่าต่ำสุดสูงสุด หุ้นตกหุ้นขึ้นคำนวณอย่างไร นักลงทุนก็จะไม่คิดว่าตัวเองสามารถมาเดาได้ว่าตลาดหุ้นตอนนี้อยู่ในจุดไหน ทำให้นักลงทุนสามารถทิ้งการจับจังหวะตลาดหุ้น (market timing) ไปได้ นักลงทุนจะได้ไม่เชื่อว่าตัวเองสามารถซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุด ขายหุ้นที่จุดสูงสุด หรือรู้ว่าตนไม่สามารถเดาได้หรอกว่าตลาดหุ้นจะไปทางไหน เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องไปเดา ตรงนี้สำคัญมาก ขีดเส้นใต้แปดเส้นเลยครับ นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไม่รู้ว่าตัวเองกำลังไม่รู้อะไร นักลงทุนเชื่อว่าตนเองรู้ไปซะหมดทุกอย่าง เชื่อมั่นว่าตัวเองจะขายหุ้นทิ้งที่จุดสูงสุดและซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุดได้ หรือเชื่อว่าที่ตนเองขายหุ้นทิ้งนั้นถูกต้องเพราะเดี๋ยวหุ้นจะตก อะไรเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ได้ผลลัพธ์การลงทุนที่แย่ เพราะนักลงทุนไม่สามารถขีดวงกลมความสามารถตัวเองได้ว่า “อะไรที่ตนเองไม่รู้” นักลงทุนที่ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ก็จะได้รับบทเรียนจากการลงทุนต่อไปเองในอนาคต

เพราะฉะนั้นนักลงทุนระยะยาวทั่วไปไม่ควรกังวลเรื่องนี้เลยครับ หลักสำคัญคือ เราควรจะอยู่ในหุ้นตลอดเวลาเพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาที่หุ้นขึ้น และไม่ควรจะออกจากหุ้นเพราะตรงไหนคือจุดออกจุดเข้าเราไม่รู้ การไปจับจังหวะลงทุนยิ่งแย่เข้าไปอีก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 1 คือทายถูกว่าหุ้นจะตก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่สองด้วยการขายหุ้นนั้นทิ้งไป นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือทายถูกว่าหุ้นกำลังจะขึ้น และนักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 4 คือ ต้องซื้อหุ้นนั้นก่อนที่มันจะขึ้นด้วย พูดง่ายแต่ทำยากมาก เลิกคิดซะ

การจะมานั่งรอเพื่อให้ได้ลงทุนที่จุดต่ำสุดนั้นมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงมาก เพราะนักลงทุนจะต้องคำนวณได้นะว่าอะไรคือจุดต่ำสุด หุ้นตกตรงนี้พอไหม ซึ่งมันจะมีอคติเข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง นักลงทุนมักจะไปยึดติดกับตัวเลขดัชนี (anchoring) กลุ่มคนที่เข้ามาเห็นดัชนีตอนไหนก็จะยึดติดกับเลขนั้นๆ เช่น คนที่เข้ามาลงทุนตอน 1,400 จุดก็จะมองว่า 1,300 จุดคือหุ้นถูก ซึ่งจริงๆมันอาจไม่ถูกก็ได้ถ้านักลงทุนคำนวณมูลค่าได้ แต่นั่นล่ะเรารู้ว่าเราประเมินมูลค่าไม่ได้ก็จบ ปล่อยให้ปัญหานี้เป็นที่กังวลกับนักลงทุนคนอื่นไป

สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วไปคือ เราต้องลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น และ จะต้องมีกระบวนการลงทุนที่ถูกต้อง + มี “วินัย” ที่จะลงทุนตามกระบวนการที่ถูกต้องด้วย เพราะฉะนั้นในเมื่อกรณีนี้เราควบคุมตลาดหุ้นไม่ได้ สิ่งที่เราควบคุมได้แน่นอนคือ “วินัย” ที่จะลงทุนระยะยาว  ซึ่งวิธีลงทุนที่น่าจะช่วยได้เยอะในการควบคุมวินัยลงทุนในสายตาผม คือลงทุนโดยใช้หลักการ DCA เพราะนักลงทุนจะได้ลงทุนตลอดเวลา หุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ หุ้นลงก็ได้ซื้อ และตัดปัจจัยด้านอารมณ์ทิ้งไปเลย

และถ้าลงทุนด้วยวิธี DCA การเริ่มตอนไหนดูจะไม่น่าสำคัญ เนื่องจากสมมติคุณลงทุนซื้อกองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำสุดเดือนละ 2,000 การที่คุณจะไปนั่งรอให้หุ้นตกเพื่อจะได้เริ่ม ต้นทุนค่าเสียโอกาสจะเสียหายหนักมาก เพราะคุณจะได้ต้นทุนต่ำๆไม่กี่เดือนหรอก และคุณก็จะต้องเจอตลาดหมีที่หุ้นตกในรอบถัดไปอยู่ดี เพราะมันคือธรรมชาติตลาดหุ้น ซึ่งถ้าคุณลงทุนตอนตลาดหุ้นทะยานเป็นกระทิง ก็น่าจะเดาได้ว่าเดี๋ยวก็เจอตลาดหมีต่อไป แต่ถ้าคุณลงทุนแบบ DCA ซื้อสะสมตลอดเป็นประจำอย่างมีวินัย ตอนหุ้นตกก็ได้ซื้อ ตอนหุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ ระยะยาวต้นทุนคุณก็จะเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ดี สมมติเราจะลงทุนเป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่องไปอีก 50 ปี ( 1 ปีมี 12 เดือน) เพราะฉะนั้นคุณจะได้ลงทุนเกือบ 600 ครั้ง คำถามคือคุณจะมารอหุ้นตกเพื่อจะได้ให้เริ่มต้นลงทุนในช่วงหุ้นตกแค่ 10-20 ครั้งหรอครับ แต่คุณจะต้องรอลงทุนอะไรแบบนี้ไม่รู้ว่าตอนไหน ใครๆก็เชื่อว่าตัวเองจับจังหวะลงทุนถูก คำถามคือตอน 1,200 จุดซึ่งถือว่าต่ำสุดในระยะหลายปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนทั่วไปกี่คนกันที่ได้ลงทุนเพราะรู้ว่ามันคือต้นทุนต่ำแล้ว โดยส่วนตัวจึงคิดว่าคำแนะนำที่ว่าให้หาจุดต่ำสุดหรือรอจุดต่ำสุดค่อยลงทุน ในทางปฏิบัติสำหรับคนส่วนใหญ่ทำได้ยากครับ เผลอๆจะไม่ได้ลงทุนเลย

การจับจังหวะลงทุนถูกต้องผมว่าเป็นปัจจัยที่ไม่สำคัญเลยถ้าคุณจะเริ่มต้นลงทุนระยะยาวไปอีกหลายๆ ปี สิ่งที่สำคัญกว่ามากคือ การปลูกฝังพฤติกรรมหรือเริ่มลงทุนสร้างวินัยต่างหากที่สำคัญ ซึ่งการจะบ่มเพาะอุปนิสัยเหล่านี้จะต้องใช้เวลา เขาถึงมีคำพูดกันว่าเวลาที่เริ่มต้นลงทุนที่ดีสุดคือ “ตอนนี้” ยังไงล่ะครับ เพราะพฤติกรรมการลงทุนที่ดีมีวินัยมันต้องใช้เวลา การลงทุนก็ต้องใช้เวลา คุณจะต้องสร้างอุปนิสัยการลงทุนที่ดี การเริ่มทันทีจะทำให้เราสร้างอุปนิสัยเริ่มต้นด้วยจำนวนเงินที่ไม่มากแต่เมื่อมีเงินลงทุนจำนวนที่มากต่อไป เราจะมีอุปนิสัยการลงทุนที่ดีพร้อมแล้ว!

ซึ่งถ้าคุณไม่เริ่มต้นสักที คุณก็น่าจะรอไปเรื่อยๆ

และสำหรับบางคนอาจจะรอตลอดไปเลยก็ได้ครับ