คลังเก็บป้ายกำกับ: Funds

ลงทุน หุ้น ทางเลือกระหว่างซื้อเองกับกองทุนรวม

ลงทุน หุ้น ทางแยกที่นักลงทุนต้องเผชิญ

ถ้าเราอยาก ลงทุน “หุ้น” ที่มีขายในตลาดหุ้น หรือ ซื้อหุ้น มี 2 ตัวเลือกให้เราลงทุนครับ ระหว่าง
(1) เปิดบัญชีหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) แล้วซื้อขายเอง เราจัดการ หุ้น เอง
(2) เปิดบัญชีกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น แล้วลงทุนหุ้นผ่าน กองทุนรวม

แล้วมันต่างกันยังไง?

สำหรับ (1) พอเราเปิดบัญชีหุ้นแล้ว เราก็สามารถเข้าโปรแกรมเช่น Streaming ของ Settrade เข้าไปเลือกซื้อ หรือ ลงทุน หุ้น หรือจะโทรศัพท์หามาร์เก็ตติ้งผู้ดูแลบัญชีให้เขาซื้อให้ก็ได้ครับ ถ้าเราซื้อหุ้นแบบนี้ หุ้นจะถูกระบุเป็นชื่อเรา เช่น ถ้าผมซื้อหุ้น หุ้นก็จะระบุว่า นาย Bear Investor ถือหุ้นอยู่ เราจะเลือกซื้อเลือกขายหุ้นอะไรยังไงก็ตามสบาย แต่แนะนำว่า ควรจะศึกษาให้ดี เพราะขาดทุนเอง กำไรเอง เล่นเอง ลงทุนเอง เจ็บและชินไปเอง

ส่วน (2) อันนี้เราซื้อกองทุนหุ้นแทน กองทุนรวมก็คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างหนึ่ง ที่ทำการรวมเงินของนักลงทุนหลาย ๆ คน เอาไปลงทุนตามนโยบายกองทุน เช่น ที่เราจะซื้อคือกองทุนหุ้น กองทุนก็จะเอาเงินไปซื้อหุ้น โดยมีคนที่เรียกว่า ผู้จัดการกองทุน (fund managers) ซื้อขายหุ้นให้เราแทน เรามีหน้าที่ตัดสินใจเลือกว่าจะลงทุนในกองทุนไหน นโยบายลงทุนอย่างไร หน้าที่เลือกหุ้นอยู่ที่ผู้จัดการกองทุนครับ หุ้นที่กองทุนถือก็จะอยู่ในชื่อกองทุนเป็นเจ้าของไม่ใช่ชื่อเรา (แต่เราก็เป็นเจ้าของกองทุนอยู่ดี) สิ่งที่เราจะได้เมื่อซื้อกองทุนคือ หน่วยลงทุน (Unit) กำไรก็จะมาจากการที่ ราคาหน่วยลงทุน (NAV) สูงขึ้น  ซึ่งจะสูงขึ้นได้ก็ต้องเกิดจากกองทุนมีกำไรครับ (อาจจะมาจากการที่กองทุนขายหุ้นที่ถือแล้วได้ราคาสูงกว่าตอนที่กองทุนซื้อมา หรือกองทุนถือหุ้นแล้วหุ้นราคาขึ้นไปเรื่อย ๆ หรือกองทุนได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่กองทุนถือ)

2waysstocks

I. ข้อดีข้อเสียในแต่ละทางเลือก ลงทุน หุ้น 

(1) เรื่องการเลือกหุ้น

ถ้าเราลงทุนเอง เราจะลงทุนในหุ้นตัวไหนลงทุนยังไงก็ได้ ฝุ่นตลบตีลังกาพลิกแพลง ซื้อหุ้นที่คนไม่รู้จัก ซื้ออะไรก็ได้ แต่กองทุนรวมนั้น เราปล่อยหน้าที่ให้ผู้จัดการกองทุนเป็นคนเลือกหุ้น เราไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้ จะไปบอกว่า ฉันชอบหุ้นตัวนี้ คุณต้องซื้อเข้ากองทุนนะ อันนี้ทำไม่ได้ แต่หุ้นที่กองทุนจะเลือกลงทุนจะต้องอยู่ในขอบเขตของนโยบายกองทุน เช่น หากกองทุนที่เราซื้อมีนโยบายลงทุนหุ้นขนาดเล็ก กองทุนก็ไม่สามารถซื้อหุ้นขนาดใหญ่ได้ แล้วก็จะมีหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คอยออกกฎเกณฑ์กำกับในภาพใหญ่อีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น ถ้าจะซื้อกองทุนเราควรจะศึกษานโยบายกองทุน วิธีลงทุน แล้วก็ใส่เงินลงทุนพอครับ ติดตามอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ แต่ถ้าเป็นกรณีที่เราลงทุนหุ้นเอง อันนั้นเราต้องศึกษาและดูแลหุ้นที่เราจะซื้อขายหรือถือด้วยตัวเอง

(2) ค่าใช้จ่าย 

กองทุนนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บเป็นค่าบริหารกองทุนหรือค่าจ้างซึ่งจะเก็บทุก ๆ วันครับ จะอยู่ประมาณระหว่าง 0.5-2.5% ต่อปี ซึ่งจะไปหักลบออกจากผลตอบแทนที่ทำได้ ค่าใช้จ่ายตรงนี้ควรจะศึกษาเอาไว้ครับ (ตามบทความนี้) ทุกบาททุกสตางค์ต้องดูให้คุ้ม เพราะค่าใช้จ่ายคือสิ่งที่ลดผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับ แต่ถ้าเราเปิดพอร์ตลงทุนซื้อขายหุ้นเอง แต่ละปีจะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรครับ เราจะถือยาว ไม่ซื้อไม่ขายไป 10 ปียังได้เลย

หากแต่ทุกครั้งที่ซื้อหุ้นต้องเสียค่าคอม (commission) ให้กับทางโบรกเกอร์ ซึ่งจำง่าย ๆ คือ ปกติซื้อหุ้นทุก 1 หมื่นบาท เสียค่าคอม 15-25 บาทครับ (บางโบรกที่เรียกว่า discount broker อาจจะเก็บน้อยกว่านี้ เช่น 7-10 บาทแต่ไม่มีบริการบางอย่างให้กับนักลงทุน เช่น ไม่มีผู้ดูแลบัญชีให้) ส่วนกองทุนบางทีก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าค่าธรรมเนียมซื้อขายครับ (Load) เช่น มีค่าธรรมเนียมซื้อกองทุนขาเข้า 1% ถ้าลงทุน 10,000 บาท จะโดนหักค่าธรรมเนียมไป 100 บาท เงินไปลงทุนจริง ๆ จะเหลือ 9,900 บาทเท่านั้น

(3) เวลา

ถ้าเราลงทุนเอง เราต้องสละเวลามาศึกษาหุ้น มาวิเคราะห์ มาซื้อขาย แต่ถ้าลงทุนในกองทุนหุ้น เราไม่จำเป็นต้องไปศึกษาหุ้นเอง หน้าที่คือเลือกกองทุนสักกองที่เราชอบแล้วลงทุนระยะยาว บางคนอาจจะคอยตรวจสอบรายงานรายเดือน ทุกปีก็อ่านรายงานประจำปีทีนึง ซึ่งใช้เวลาไม่มาก ทำให้เวลาลงทุนกองทุน เราประหยัดเวลาเอาไปพัฒนางานประจำได้ค่อนข้างมากกว่าการลงทุนหุ้นเองครับ

II. ประเด็นที่พึงระลึกในการเลือก ลงทุน หุ้น 

ท้ายที่สุดก็แล้วแต่ ๆ ละคนครับว่าจะเลือกลงทุนหุ้นแบบไหน ลงทุนในกองทุนรวมก็ดีเหมือนกันโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาหุ้น ไม่รู้เรื่องการลงทุนสักเท่าไหร่ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นดี ๆ แล้วถือลงทุนยาว ๆ มั่นใจได้ครับว่า ผลตอบแทนที่ได้รับในอนาคตก็น่าจะดีในระดับที่น่าประทับใจ แถมเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นได้อีกเยอะ

อย่างไรก็ดี โลกนี้บางทีก็ไม่จำเป็นต้องเลือกอะไรแค่อย่างเดียวครับ เอาจริง ๆ แล้วเราเลือกสองอย่างได้ ทั้งลงทุนเองไปด้วย ทั้งซื้อกองทุนดี ๆ คู่กันไปด้วย ไม่มีกฎข้อไหนห้ามเรา

การลงทุนหุ้นนั้นมีหลายทางให้เราออกแบบเส้นทางชีวิตตัวเองครับ ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน มีฐานะการเงินที่ดี มีอิสรภาพทางการเงินในอนาคต จะต้องลงทุนในหุ้นรายตัวไหม ผมบอกได้เลยว่า “ไม่จำเป็น” ตลาดหุ้นนั้น จะลงทุนให้เรียบง่าย ลงทุนผ่านพวกกองทุนรวมทั้งหลาย แล้วเอาเวลาไปพัฒนารายได้ศักยภาพตัวเอง โอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนด้วยการทำแบบนี้ก็มีสูงมาก แต่ต้องมีวินัยและทัศนคติที่ดีควบคู่ไปกับการลงทุนระยะยาวให้ได้

แต่ถ้าอยากลงทุนหุ้นรายตัว ผมพูดได้เลยว่าคุณต้องตั้งใจ! ต้องสละเวลา ต้องทุ่มเท ต้องศึกษามันอย่างหนักมาก ผู้จัดการกองทุนในตำนานอย่าง Peter Lynch ถึงกับเตือนว่า “การเล่นหุ้นเป็นงานอดิเรกที่มีอำนาจทำลายล้างสูง“[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 12.] และในตลาดหุ้นไม่มีคำว่าง่ายครับ เพราะถ้ามันง่ายใคร ๆ ก็จะควรจะรวยกันไปหมดแล้ว 

โดยสรุปก็คือ แน่นอนว่าหนทางสู่ 100 ล้าน 1,000 ล้านไม่ได้มีทางเดียวครับ และถ้าสมมติเราไปถึงแล้ว ก็คงไม่มีใครถามหรอกว่า คุณลงทุนหุ้นเอง หรือคุณลงทุนด้วยกองทุนรวม คุณถึงมีเงินเท่านี้ แต่กว่าจะไปถึงฐานะการเงินที่ว่า มันไม่มีทางลัดครับ เลือกวิธีที่เหมาะที่สุดกับตัวเองแล้วก็ลงทุน ศึกษา เชื่อมั่น และลงมือทำครับ

แนะนำ: ทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้น

ผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากไหน

เวลาผมพูดเรื่อง ผลตอบแทนจากการลงทุน เราหลายคนอาจจะงงว่ามันคิดกันยังไง จริงๆมันก็คือ กำไรจากการลงทุนนั่นล่ะครับ ว่าเราลงเงินทุนไปแล้วเราได้ผลตอบแทนกลับมาคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์จากเงินลงทุน สมมติเราลงทุนไป 100 บาทตอนต้นปี พอปลายปีได้เงินมา 5 บาท แบบนี้ก็จะถือว่าเราได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 5% ต่อปี ซึ่งแต่ละการลงทุน มันมีผลตอบแทนต่างกันครับ (และมันมีกระแสเงินสดจากการลงทุนต่างกันด้วย) อธิบายทีละตัวได้ว่า

เงินฝาก : เราจะได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย” อันนี้เข้าใจง่ายหน่อยเพราะทุกคนน่าจะคุ้นชิน

สลาก : ได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย+ถูกรางวัล”อย่าง สมมติสลากออมสินอายุ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท ถ้าฝากครบ 3 ปี ได้ดอกเบี้ย 2.25 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 1.5% ต่อปี ถ้าใครถูกรางวัลก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มอีก ซึ่งตัวหลังนี่ก็แล้วแต่โชคของแต่ละคนครับ มิอาจก้าวล่วงได้ (ฮ่าๆ)

ตราสารหนี้ : ไม่ว่าจะตั๋วเงินคลัง พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ตัวสัญญาใช้เงิน สินทรัพย์ประเภทนี้จะได้ผลตอบแทนจาก “ดอกเบี้ย” เช่นกันครับ สมมติซื้อ พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 3.5% เขาก็จ่ายดอกเบี้ยให้เราปีละ
3.5% เรื่อยๆทุกปี พอถึงปีที่ 10 ก็จะคืนเงินต้นกลับมาให้ อันนี้หล่ะครับคือผลตอบแทนต่อปี ทว่าจริงๆแล้วยังมีผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย (Gain) สมมติพันธบัตรตามตัวอย่าง พอผ่านไปอัตราดอกเบี้ยทั้งตลาดลดลง มีพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีตัวใหม่ออกมาแต่ให้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี แบบนี้พันธบัตรตัวที่เราถือถ้าขายต่อราคาจะต้องสูงกว่าเดิมครับ เพราะนักลงทุนไม่สามารถหาดอกเบี้ยในอัตราเท่านี้ของพันธบัตรจากตลาดได้ (ตัวที่เราถือให้ดอกเบี้ยตั้งเกือบสี่เปอร์เซนต์) แต่โดยปกตินักลงทุนจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาขึ้นลงของพันธบัตรหรือตราสารหนี้ต่างๆ เพราะถ้าไม่จำเป็นจริงๆ โดยทั่วไปก็มุ่งเน้นแค่ดอกเบี้ย เนื่องจากน่าจะตั้งใจถือจนครบอายุกันซะเป็นส่วนใหญ่ ก็จะไปกระทบเฉพาะคนที่ต้องขายหรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินจึงต้องขายตราสารหนี้ออกมาก่อน

ทองคำ : อันนี้ผลตอบแทนจะมาจาก ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นหรือส่วนต่างราคา” สมมติเราซื้อทองคำหนักหนึ่งบาทตรงราคาบาทละ 27,000 ถ้าทองคำเหลือ 20,000 เราจะมีผลตอบแทนขาดทุนติดลบเกือบ 26% (สังเกตได้ว่าผลตอบแทนของทองคำมาจากราคาส่วนต่างอย่างเดียว เราซื้อเพราะเราคาดว่าราคามันจะสูงเพราะมีคนให้ราคามากขึ้น จัดว่าเป็นอะไรที่ผมว่ามันเสี่ยงมากๆ เพราะโดยตัวมันเองถือไปสิบปีมีทองก้อนเดียวผ่านไปมันก็มีแค่ก้อนเดียวมันไม่งอกครับ)

อสังหาริมทรัพย์ : ที่ดิน บ้าน คอนโด ผลตอบแทนก็มาจาก “ราคา” ที่มันเพิ่มขึ้นกับผลตอบแทนของ “ค่าเช่า” เช่น ซื้อที่ดินมา 1 ล้านบาท ผ่านไป 3 ปี ขายได้ 1.3 ล้าน ก็ตกผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณปีละ 10% หรือซื้อคอนโดมา 3 ล้านบาท ปล่อยเช่าได้เดือนละ 1 หมื่น ตกปีละ 120,000 ก็จะได้ผลตอบแทนจากการเช่าตกปีละ 4% ครับ

กองทุนรวม : ผลตอบแทนปกติมี 2 อย่าง

หนึ่ง : ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น (Capital gain)
สอง : ผลตอบแทนจากเงินปันผล ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล (Dividend)

ซึ่งสองอย่างนี้เราเลือกได้ครับ ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่ไม่มีก่ารจ่ายปันผล เราจะได้ผลตอบแทนจาก capital gain อย่างเดียว สมมติเราซื้อกองทุนราคาหน่วยละ 10 บาท พอปลายปีราคาหน่วยเป็น 20 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนเท่าตัวครับหรือ 100% แต่ถ้ากองทุนจ่ายปันผล สมมติจ่ายปันผล 8 บาท เราจะยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาหน่วยที่ 2 บาทที่ค้างอยู่ เท่ากับว่าเราก็ได้ผลตอบแทนรวม 10 บาทเหมือนกัน (รวมเงินปันผลอีก 8 บาท) ซึ่งต้นทุนซื้อมาที่หน่วยละ 10 บาท ก็จะคิดเป็นผลตอบแทน 100% เช่นกัน

** การลงทุนในสินทรัพย์หลายอย่างนักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนแม้จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น REITs พวกนี้เป็นทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนส่วนใหญ่ก็จะมาจากลักษณะแบบกองทุนรวมครับ คือ เราซื้อ REITs จากตลาดหุ้น ก็จะได้ปันผลเป็นหลัก (รวมถึงราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย–gain) หรือกองทุนตราสารหนี้ กองทุนไปถือตราสารหนี้ เวลาได้ดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นกองทุนก็จะได้รับ แต่เรานักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจาก Capital Gain และ Dividend(ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล) กองทุนหุ้นก็หลักการแบบเดียวกันครับ

หุ้น : โดยทั่วไปคนเราจะได้ผลตอบแทนจากหุ้น 2 อย่าง คือ ราคาหุ้นที่เพิ่ม (Capital gain) กับเงินปันผล (Dividend) สองอย่างรวมกันครับ เช่น ซื้อหุ้น ปตท. ที่ราคา 300 บาท สิ้นปีราคา หุ้นปตท. ขึ้นไปอยู่ที่ 350 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา 50 บาท  หรือคิดเป็นผลตอบแทนที่ 16.67% และปตท.มีกำไรจึงจ่ายเงินปันผลทั้งปีที่ 13 บาทเท่ากับได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอีก 4.3% ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในปตท.ครั้งนี้จึงเท่ากับ 21% นั่นเอง

ประเด็นสำคัญของหุ้นที่ผมอยากจะเน้นเป็นพิเศษ คือ ผลตอบแทนของหุ้น กับผลตอบแทนของกองทุนหุ้น อันนี้หลายคนจะสับสนกันพอสมควร ผลตอบแทนหุ้นอย่างที่บอกครับว่ามีสองอย่างหลักๆคือ ส่วนต่างราคากับเงินปันผล แต่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นนั้น สมมตินะครับ กองทุน A ถือหุ้น b,c,d,e,f..ถึง z เพราะฉะนั้นผลตอบแทนที่กองทุน A จะได้รับจากการลงทุนหุ้นก็คือ ส่วนต่างราคาและเงินปันผล หากแต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจะได้รับ ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนนั้น ถ้ากองทุนไม่มีนโยบายจ่ายปันผล ผลตอบแทนที่ท่านได้รับจะมาจาก ส่วนต่างของราคาหน่วย NAV per unit ของกองทุนที่สูงขึ้น(หรือลดลง) อธิบายง่ายๆ กองทุนถ้าได้กำไรจากการลงทุนหรือได้รับเงินปันผล  กองทุนก็จะเอาไปลงทุนต่อ (reinvest) โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทบต้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนก็จะจ่ายออกมา โดยอาจจะจ่ายจากปันผลที่ได้รับ หรือจ่ายจากการขายหุ้นที่ได้กำไร(ราคาสูงกว่าตอนซื้อมา) ดังนั้น อย่าสับสนปันผลของหุ้นกับปันผลของกองทุนหุ้นนะครับ กองทุนหุ้นที่จ่ายปันผลจะจ่ายปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรเท่านั้น ซึ่งแม้ในปีนั้นมันจะได้กำไรจากส่วนที่ได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ถือ แต่ราคาหุ้นทุกตัวที่ถือกลับร่วงลงหนักเกินกว่ากำไรจากปันผล แบบนี้ถือว่าขาดทุนก็อาจจะจ่ายปันผลไม่ได้ครับ และในกรณีเดียวกัน ถ้าสองกองทุนมีทุกอย่างเหมือนกันหมด การลงทุนระยะยาวควรจะลงทุนในกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล เพราะกองทุนจะมีการลงทุนกลับตลอดเวลา เราไม่ต้องทำอะไร แต่การจ่ายปันผลนักลงทุนจะเสียภาษีที่ 10% (ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะขอคืนภาษี) ดังนั้น ถ้าจะลงทุนระยะยาว ไม่จำเป็น อย่าไปลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลครับ


 

      ถ้าจะคิดให้ละเอียดจริงๆ ผลตอบแทนพวกนี้เป็นผลตอบแทนขั้นต้นครับ (Gross) เราอาจจะได้น้อยลงมากๆ ถ้าคิดรวมค่าใช้จ่ายหลายๆอย่างเหลือเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net) ดังนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริงจึงควรจะต้องหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมดด้วยครับ เพื่อดูว่าแท้จริงแล้ว เราได้ผลตอบแทนเท่าไรกันแน่

ผลตอบแทนที่เราควรสนใจจริงๆ
คือผลตอบแทน “หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงภาษีแล้ว” 

เพราะบางทีที่เห็นมีกำไรตอนแรกก็อาจจะพลิกเป็นขาดทุนก็ได้ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งมวล  (เราจะตัดพวกค่าใช้จ่ายที่คำนวณไม่ได้ เช่น ค่าจิตใจ ความเครียดออกนะครับ) เช่น  ค่านายหน้าค่าคอมในการซื้อขายหุ้น, ค่าธรรมเนียมซื้อขายกองทุน,  ค่าธรรมเนียมบัตร, ค่าส่วนกลางซ่อมแซมบำรุง, ฯลฯ พวกนี้ลดทอนผลตอบแทนของเรามากครับ ถ้าเราทำผลตอบแทนเบื้องต้นได้สูง แต่สุดท้ายแล้วหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วไม่มีกำไรก็ถือว่าเราเหนื่อยฟรีครับ ในโลกของการลงทุนนั้น มักจะเริ่มต้นในฐานะวงการที่

“คุณจะได้รับในสิ่งที่คุณไม่ได้จ่ายเงินออกไป”

เพราะฉะนั้นโปรดระวังต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหลายให้ดีครับ (Cost is matter)

ผลตอบแทน จากการลงทุนสินทรัพย์การเงิน

เวลาผมพูดเรื่อง ผลตอบแทน จากการลงทุน เราหลายคนอาจจะงงว่ามันคิดกันยังไง จริง ๆ มันก็คือ กำไรจากการลงทุนนั่นล่ะครับ เวลาเราลงเงินทุนไปแล้วเราได้ผลตอบแทนกลับมาคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์จากเงินลงทุนเท่าไหร่ สมมติเราลงทุนไป 100 บาทตอนต้นปี พอปลายปีได้เงินมา 5 บาท แบบนี้ก็จะถือว่าเราได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 5% ต่อปี ซึ่งแต่ละการลงทุน มันมีผลตอบแทนต่างกันครับ และมันมีกระแสเงินสดจากการลงทุนต่างกันด้วย อธิบายทีละตัวได้ว่า

ผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์

เงินฝากและสลาก

ทั้งคู่เราจะได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย” อันนี้เข้าใจง่ายหน่อยเพราะทุกคนน่าจะคุ้นชิน พิเศษตรงสลากเพราะจะได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย+ถูกรางวัล” สมมติสลากออมสินอายุ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท ถ้าฝากครบ 3 ปี ได้ดอกเบี้ย 2.25 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 1.5% ต่อปี ถ้าใครถูกรางวัลก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มอีก ซึ่งตัวหลังนี่ก็แล้วแต่โชคของแต่ละคนครับ มิอาจก้าวล่วงได้ 

ผลตอบแทน ตราสารหนี้

ไม่ว่าจะตั๋วเงินคลัง พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ตัวสัญญาใช้เงิน สินทรัพย์ประเภท “ตราสารหนี้” นี้จะได้ผลตอบแทนจาก “ดอกเบี้ย” เช่นกันครับ สมมติซื้อ พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 3.5% เขาก็จ่ายดอกเบี้ยให้เราปีละ 3.5% เรื่อยๆทุกปี พอถึงปีที่ 10 ก็จะคืนเงินต้นกลับมาให้ อันนี้หล่ะครับคือผลตอบแทนต่อปี

ทว่าจริง ๆ แล้ว ยังมีผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย (capital gain) สมมติพันธบัตรตามตัวอย่าง พอผ่านไปอัตราดอกเบี้ยทั้งตลาดลดลง มีพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีตัวใหม่ออกมาแต่ให้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี แบบนี้พันธบัตรตัวที่เราถือ ถ้านำไปขายต่อ ราคาขายจะต้องสูงกว่าเดิมครับ เพราะนักลงทุนไม่สามารถหาดอกเบี้ยของพันธบัตรในอัตราเท่านี้จากตลาดได้ (ตัวที่เราถือให้ดอกเบี้ยตั้งเกือบ 4 เปอร์เซ็นต์) 

หากแต่โดยปกตินักลงทุนจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาขึ้นลงของพันธบัตรหรือตราสารหนี้ต่าง ๆ  เพราะถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ โดยทั่วไปนักลงทุนก็มุ่งเน้นแค่ดอกเบี้ย เนื่องจากน่าจะตั้งใจถือตราสารหนี้จนครบอายุกันซะเป็นส่วนใหญ่ ก็จะไปกระทบเฉพาะคนที่ต้องขาย หรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินจึงต้องขายตราสารหนี้ออกมาก่อน

ผลตอบแทน ทองคำ

อันนี้ผลตอบแทนจะมาจาก ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นหรือส่วนต่างราคา” สมมติเราซื้อ ทองคำ หนักหนึ่งบาทตรงราคาบาทละ 27,000 ถ้าทองคำเหลือ 20,000 เราจะมีผลตอบแทนขาดทุนติดลบเกือบ 26% ซึ่งสังเกตได้ว่า ผลตอบแทนของทองคำมาจากราคาส่วนต่างอย่างเดียว เราซื้อเพราะเราคาดว่าราคามันจะสูงเพราะมีคนให้ราคามากขึ้น จัดว่าเป็นอะไรที่ผมว่ามันเสี่ยงมาก ๆ เพราะโดยตัวมันเองถือไปสิบปีมีทองก้อนเดียวผ่านไปมันก็มีแค่ก้อนเดียว ทองคำมันไม่งอกครับ

อสังหาริมทรัพย์

ที่ดิน บ้าน คอนโด ผลตอบแทนก็มาจาก “ราคา” ที่มันเพิ่มขึ้นกับผลตอบแทนของ “ค่าเช่า” เช่น ซื้อที่ดินมา 1 ล้านบาท ผ่านไป 3 ปี ขายได้ 1.3 ล้าน ก็ตกผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณปีละ 10% หรือซื้อคอนโดมา 3 ล้านบาท ปล่อยเช่าได้เดือนละ 1 หมื่น ตกปีละ 120,000 ก็จะได้ผลตอบแทนจากการเช่าตกปีละ 4% ครับ

กองทุนรวม

กองทุนรวม มีผลตอบแทนปกติ 2 อย่าง คือ ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น (Capital gain) และผลตอบแทนจากเงินปันผล ในกรณีที่กองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล (Dividend) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เราเลือกได้ครับ ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่ไม่มีการจ่ายปันผล เราจะได้ผลตอบแทนจาก capital gain อย่างเดียว สมมติเราซื้อกองทุนราคาหน่วยละ 10 บาท พอปลายปีราคาหน่วยเป็น 20 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนเท่าตัวครับ (100%)

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นกองทุนจ่ายปันผล สมมติจ่ายปันผล 8 บาท เราจะยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาหน่วยที่ 2 บาทที่ค้างอยู่ ซึ่งเท่ากับว่า เราก็ได้ผลตอบแทนรวม 10 บาทเหมือนกัน (รวมเงินปันผลอีก 8 บาท) เมื่อต้นทุนซื้อมาที่หน่วยละ 10 บาท กำไรที่ได้ก็จะคิดเป็นผลตอบแทน 100% เช่นกัน

การลงทุนในสินทรัพย์หลายอย่างนักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนแม้จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น REITs พวกนี้เป็นทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนส่วนใหญ่ก็จะมาจากลักษณะแบบกองทุนรวมครับ

ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อ REITs จากตลาดหุ้น ก็จะได้ปันผลเป็นหลัก รวมถึงราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย (gain) หรือกองทุนตราสารหนี้ กองทุนไปถือตราสารหนี้ เวลาได้ดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นกองทุนก็จะได้รับ แต่เรานักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจาก  gain และ dividend (ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล) กองทุนหุ้นก็หลักการแบบเดียวกันครับ

หุ้น

โดยทั่วไปคนเราจะได้ผลตอบแทนจาก “หุ้น” 2 อย่าง คือ ราคาหุ้นที่เพิ่ม (Capital gain) กับ เงินปันผล (Dividend) สองอย่างรวมกันครับ เช่น ซื้อหุ้น ปตท. ที่ราคา 30 บาท สิ้นปีราคา หุ้นปตท. ขึ้นไปอยู่ที่ 35 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา บาท  หรือคิดเป็นผลตอบแทนที่ 16.67% และปตท.มีกำไรจึงจ่ายเงินปันผลทั้งปีที่ บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอีก 3.33% ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในหุ้นปตท.ครั้งนี้จึงรวมกันได้ประมาณ 20% นั่นเอง

ประเด็นสำคัญของหุ้นที่ผมอยากจะเน้นเป็นพิเศษ คือ ผลตอบแทนของหุ้น กับผลตอบแทนของกองทุนหุ้น อันนี้หลายคนจะสับสนกันพอสมควร ผลตอบแทนหุ้นอย่างที่บอกครับว่ามีสองอย่างหลัก ๆ คือ ส่วนต่างราคากับเงินปันผล แต่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นนั้น สมมตินะครับ กองทุน A ถือหุ้น b,c,d,e,f…ถึง z เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนที่กองทุน A จะได้รับจากการลงทุนหุ้นก็คือ ส่วนต่างราคาและเงินปันผล

หากแต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจะได้รับ ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนนั้น ถ้ากองทุนไม่มีนโยบายจ่ายปันผล ผลตอบแทนที่ท่านได้รับจะมาจาก ส่วนต่างของราคาหน่วย NAV per unit ของกองทุนที่สูงขึ้น (หรือลดลง)

อธิบายง่าย ๆ ในกรณีกองทุนหุ้นได้กำไรจากการลงทุนหรือได้รับเงินปันผล  กองทุนก็จะนำกำไรไปลงทุนต่อ (reinvest) โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทบต้นไปเรื่อย ๆ แต่ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนก็จะจ่ายออกมา โดยอาจจะจ่ายจากปันผลที่ได้รับ หรือจ่ายจากการขายหุ้นที่ได้กำไรเพราะขายได้ในราคาสูงกว่าตอนซื้อมา

ดังนั้น อย่าสับสนปันผลของหุ้นกับปันผลของกองทุนหุ้นนะครับ กองทุนหุ้นที่จ่ายปันผลจะจ่ายปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรเท่านั้น ซึ่งแม้ในปีนั้นมันจะได้กำไรจากส่วนที่ได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ถือ แต่ถ้าราคาหุ้นทุกตัวที่ถือกลับร่วงลงหนักเกินกว่ากำไรจากปันผล แบบนี้ถือว่าขาดทุน กองทุนก็อาจจะจ่ายปันผลไม่ได้ครับ

และในกรณีเดียวกัน ถ้าสองกองทุนมีทุกอย่างเหมือนกันหมด การลงทุนระยะยาวควรจะลงทุนในกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล เพราะกองทุนจะมีการลงทุนกลับตลอดเวลา เราไม่ต้องทำอะไร แต่การจ่ายปันผลนักลงทุนจะเสียภาษีที่ 10% (ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะขอคืนภาษี) ดังนั้น ถ้าจะลงทุนระยะยาว ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็อย่าไปลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลครับ


ผลตอบแทน ขั้นต้นกับสุทธิ

ถ้าจะคิดให้ละเอียดจริง ๆ ผลตอบแทนพวกนี้ที่ว่ามาเป็นผลตอบแทนขั้นต้นครับ (Gross returns) เราอาจจะได้ผลตอบแทนน้อยลงมาก ๆ ถ้าคิดรวมค่าใช้จ่ายหลาย ๆ อย่างเหลือเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net Returns) ดังนั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริงจึงควรจะต้องหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมดด้วยครับ เพื่อดูว่าแท้จริงแล้ว เราได้ผลตอบแทนเท่าไรกันแน่

ผลตอบแทนที่เราควรสนใจจริง ๆ
จึงเป็นผลตอบแทน “หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงภาษีแล้ว” (Returns after taxes and costs) เพราะบางทีที่เห็นมีกำไรตอนแรกก็อาจจะพลิกเป็นขาดทุนก็ได้ ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งมวล เช่น  ค่านายหน้าค่าคอมในการซื้อขายหุ้น ค่าธรรมเนียมซื้อขายกองทุน  ค่าธรรมเนียมบัตร ค่าส่วนกลางซ่อมแซมบำรุง ฯลฯ (เราจะตัดพวกค่าใช้จ่ายที่คำนวณไม่ได้ เช่น ค่าจิตใจ ความเครียดออกนะครับ) พวกนี้ลดทอนผลตอบแทนของเรามาก ๆ

ถ้าเราทำผลตอบแทนเบื้องต้นได้สูง แต่สุดท้ายแล้วหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วไม่มีกำไรก็ถือว่าเราเหนื่อยฟรีครับ ในโลกของการลงทุนนั้น มักจะเริ่มต้นในฐานะวงการที่

“คุณจะได้รับในสิ่งที่คุณไม่ได้จ่ายเงินออกไป”

เพราะฉะนั้น โปรดระวังต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหลายให้ดีครับ (Cost is matter)

เงินสำรอง สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน (reserve fund)

เงินสำรอง หรือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ทำไมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ลองตอบคำถามข้างล่างนี้ดูนะครับ

(A) ถ้าตอนนี้เราต้องหาเงินมาใช้ทันที ภายใน 2 วันจำนวน 10,000 บาท โดยห้ามขอใคร ห้ามกู้ ห้ามยืม ห้ามขายสินค้า เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?

(B) ถ้าต่อจากข้างบน แม้หา 10,000 มาได้ แต่นับจากวันนี้เราจะไม่มีเงินเข้ามา 3 เดือน และกฏเดิมห้ามขอ ห้ามยืม ห้ามกู้หรือขายสินค้า เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?

ถ้าภายใน 10 วินาทีเรานึกคำตอบไม่ได้ แสดงว่า เรามีปัญหาทางการเงินบางอย่างแล้วล่ะ ในทางกลับกัน ถ้าเราสามารถนึกแล้วตอบได้ทันทีก็แสดงว่า เราน่าจะมีการวางแผนการเงินที่ดีพอสมควร

คำตอบที่ง่ายที่สุดควรจะเป็นว่า “เอ้า! ก็ถอนเงินสดออกจากบัญชีสำรองเงินฉุกเฉินไง แค่ 3 เดือนเอง ไม่ลำบากเลย เพราะเราสำรองไว้ตั้ง 6 เดือน”

คำถามคือ เงินสำรอง นี่มันคืออะไร?

ลองนึกภาพตามผมนะครับ โดยปกติแล้วคนเราก็จะมีเงินเดือนหรือรายได้เข้ามาเป็นประจำ ถูกไหมครับ แต่เงินเดือนที่ได้มาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายทุกเดือนด้วยเช่นกัน คราวนี้ลองคิดดี ๆ ถ้าบางคนที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่เป็นปกติแล้ว เขามักจะพบว่าค่าใช้จ่ายโดยปกติหรือโดยเฉลี่ย มันจะไม่สวิงหรือเหวี่ยงไปมามากนัก เช่น เราอาจจะมีค่าใช้จ่ายปกติประมาณ 70-80% ของเงินเดือน (ค่าน้ำ ไฟ ค่าเช่าห้อง ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่ามือถือ ค่าเดินทาง ฯลฯ) ซึ่งเราจะกะได้ครับว่าอยากอยู่แบบสบาย ๆ แต่ละเดือน เราควรมีเงินเท่าไหร่ดี

แนวคิดนี้จึงนำมาต่อยอดว่า เอ้ย แล้วถ้าสมมติถ้าเราไม่มีเงินเดือนเข้ามาสักสองสามเดือน ชีวิตเราจะพังไหม แน่นอนว่าสำหรับหลายคน พังครับ! ใครที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่จะเข้าใจดีครับว่า การขาดเงินไปเดือนสองเดือนแล้วค้างค่างวดมันจะมีปัญหาตามมาร้อยแปดอย่าง

แล้วเชื่อไหมครับ สะดุดกันทีนึงปัญหาพวกนี้นี่ล่ะที่จะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินมาเป็นระลอกคลื่น เพราะอะไร? เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บครับ พอเจอปัญหาฉุกเฉินทางการเงิน สิ่งที่เป็นทางออกที่เขาจะไขว่คว้าหาไวที่สุดคือ การกู้ยืม !!! ไม่ว่าจะกู้จากเพื่อนฝูง ครอบครัว บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เงินนอกระบบ ซึ่งถ้าพลาดไม่สามารถหาเงินไปใช้คืนได้ ชีวิตก็จะเครียดและลำบากไปอีกยาว ๆ แน่นอน

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเราวางแผนเงินดีดี เราจะไม่กลัวเรื่องพวกนี้เลย เงินก็สามารถหามาได้ไวยิ่งกว่าเงินติดล้อ อันนี้เงินติดเครื่องบินเจ็ตซะด้วย เพียงแค่เรามี เงินสำรอง หรือมีการสำรองเงินเอาไว้สักก้อนหนึ่ง ก้อนที่ทำให้อุ่นใจ เป็นก้อนที่รู้สึกถึงการมาของความมั่นคง พร้อมรับแรงกระแทกทางการเงินที่อาจคาดไม่ถึง (ลองนึกภาพ ยิ้มแล้วยักไหล่นิด ๆ อิอิ)

โดยปกติแล้ว เราควรมีเงินสำรองอย่างน้อย
   1. สำรอง 6-12 เท่าของค่าใช้จ่าย หรือ
   2. สำรอง 6-12 เท่าของเงินเดือน

ตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือน 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายปกติเดือนละ 18,000 เราก็เลือกสำรองเงินอย่างน้อย 6 เท่าหรือ 6 เดือนขึ้นไป นั่นคือ ระหว่าง  108,000 – 120,000 บาทนั่นเอง (6 เท่าของ 18,000 ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน = 108,000 ส่วน 6 เท่าของเงินเดือน = 6 x 20,000 = 120,000) ซึ่งเงินสำรองเนี่ยอย่างน้อย แบบน้อยจริง ๆ ควรมี 3 เดือนครับ แล้วก็อย่างมากก็ไม่ควรเกิน 2 ปี (24 เดือน)

เอาจริงผมว่าตัวเลขที่เหมาะสมของมันคือ 6-12 เดือนครับ คือ ไม่มากเกินจนเอาเงินไปจม หรือ ไม่น้อยไปจนไม่พอเวลาเกิดปัญหา เพราะระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปีนั้น เรามีเวลาคิดหาทางออกได้หลายทางมาก ๆ ครับ การมีเงินสำรองพวกนี้ลองคิดภาพตามผมนะครับ มันลื่นไหลทางความคิดได้มากโดยที่เราไม่ต้องเครียดเลย (นักการเงินส่วนใหญ่มักจะแนะนำเงินสำรองที่ 6 เท่าของค่าใช้จ่าย)[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 96.]

เราอุ่นใจว่าเวลาเกิดปัญหากระทบการเงิน เวลาเงินช็อต เวลาต้องใช้เงินด่วน ใช้เงินรักษา เรื่องบางเรื่องที่ต้องใช้เงินเลยตอนนี้ เราสามารถนำเงินก้อนนี้มาจัดการปัญหาได้ เราอยากย้ายงานไปที่ใหม่ที่ดี เราก็มีเวลาที่จะออกไปอยู่เฉย ๆ ได้ เวลาเราตกงาน เราสามารถนั่งคิดตกผลึก หรือหาทางออกได้เกินครึ่งปี หรืออยากหยุดไปทำอะไรสักอย่าง เราก็สร้างเวลาในการใช้ชีวิตได้ โดยที่เราไม่เครียดกับเรื่องเงิน

ประโยชน์ที่สำคัญบางอย่างจาก เงินสำรอง : เวลา

ตัวอย่างข้างบนทำให้เห็นว่า เงินนั้นสามารถสร้าง “เวลา” ได้ด้วย

การไม่เครียดเรื่องเงิน ทำให้เราไม่เครียดในเรื่องอื่น ปัญหาของเงินคือปัญหาของหลาย ๆ อย่าง ถ้าเราไม่ต้องกังวลกับเรื่องขาดเงิน ช็อตเงิน เราสามารถจะเอาเวลาในชีวิตไปใช้กับความคิดเกี่ยวกับเรื่องอื่นได้ ที่ไม่ใช่การเอาเวลาส่วนใหญ่ไปคิดเรื่องเงินแบบคนทั่ว ๆ ไป

แล้วเราจะเก็บเงินสำรองนี้ไว้ในไหนดี ? มีหลายตัวเลือกมากครับ ไหน ๆ มันก็นอนยาว ๆ ไม่ได้ใช้อยู่แล้ว ก็เอาไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยดี ๆ (หรือกองทุนรวมตลาดเงินสักกอง) เพราะทั้งสองอย่างนี้ดึงเงินออกมาได้ทันทีครับ ในเวลาปกติไม่เกิน 2 วัน ทำให้มีสภาพคล่องพอตัว ผมลองยกตัวอย่างที่พักเงินดี ๆ ให้ เช่น

(1) บัญชีออมทรัพย์ธรรมดา มีเอทีเอ็มหรือไม่ก็ได้ แต่อันนี้ต้องเก็บแยกนะครับ ไม่เอามาปนกับบัญชีค่าใช้จ่าย เปิดใหม่เลยก็ได้ (แต่ไม่เอาฝากประจำนะครับ พวกนี้ติดเงื่อนระยะเวลา แม้ถอนได้แต่วุ่นวายกว่า)

(2) บัญชีออมทรัพย์แบบพิเศษ พวกฝากไม่ประจำที่ดอกเบี้ยดี ๆ หน่อย เช่น บัญชีออมทรัพย์ฝากไม่ประจำ ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายเจ้า เช่น กรุงศรีมีแต่ได้ ธนชาตอัลตร้าเซฟวิ่ง หรือที่ยอดฮิตคือ ME ของ TMB

(3) กองทุนตลาดเงิน (money market fund) พวกนี้คือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารเงินตราสารหนี้ระยะเวลาสั้น ๆ มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝาก ฯลฯ กองทุนพวกนี้เวลาขายได้เงินวันถัดไปนะครับ (T+1) ขายจันทร์ได้อังคาร ขายศุกร์ได้จันทร์ (ถ้าไม่ติดวันหยุดธนาคารในระหว่างนั้น)

(4) กองทุนตราสารหนี้ อันนี้ผลตอบแทนจะสูงมากขึ้นจากกองทุนตลาดเงิน แต่มีความผันผวนนิด ๆ ส่วนมากขายกองทุนได้เงินสองวันถัดไป (T+2) หรือพวก กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น อันนี้จะขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไป (T+1) ซึ่งค่อนข้างสะดวกมากกว่า

ทั้งนี้ไม่แนะนำ ตราสารหนี้ หุ้นกู้ พันธบัตรเป็นตัว ๆ นะครับ เพราะมันล็อกเงิน ไม่เหมาะกับคำว่าฉุกเฉิน การขายระหว่างที่ตราสารยังไม่ครบอายุไถ่ถอนเป็นอะไรที่ไม่สะดวกมาก ๆ และมีผลเสียหลายอย่าง

โดยส่วนตัวผมแนะนำให้พัก เงินสำรอง ใน ข้อ 2 กับ ข้อ 3 ครับ พอเก็บเงินครบตามที่ตั้ง เช่น สำรองเงินครบ 6 เดือนหรือ 1 ปีของเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายแล้ว เราก็หยุดครับ (จะเอา 2 ปีหรือ 24 เท่า/เดือน ก็ได้ ถ้าต้องการความปลอดภัยมากขึ้น) ปล่อยมันนอนนิ่ง ๆ ไม่ต้องใช้ เอามาใช้เฉพาะเวลาฉุกเฉินเท่านั้น เช่น เข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ตกงานหนัก ปัญหาทางการเงินรุนแรง ต้องแบบเคสที่เข้ามาปุ๊บคนทั่วไปมีน็อคครับ

กรณีถ้าเงินพวกนี้ไปดาวน์รถ ซื้อกระเป๋า ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว ไม่นับว่าเป็นเคสฉุกเฉินครับ อย่าถอนเงินก้อนนี้ไปใช้ เพราะรายการเหล่านี้จัดเป็นความต้องการ (want) ของเรา ไม่ใช่ความจำเป็น (need) ต้องไม่ละเมิดกฎตัวเองครับ

เงินสำรอง มันจะมีเรื่องแปลกอยู่อย่าง คล้าย ๆ ถังดับเพลิง คล้าย ๆ ถุงลมตรงพวงมาลัย ไม่ได้มีเพื่อต้องการใช้ครับ แต่มีไว้อุ่นใจเฉย ๆ แล้วคนที่มีก็มักจะไม่ได้ใช้ด้วย มันก็สมเหตุสมผลนะครับ ถ้าคนที่วางแผนบริหารเงินดีแบบนี้ เขาก็คงไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน แต่คนที่ไม่มี ส่วนมากก็จะเจอแต่ปัญหาเรื่องเงินนี้ร่ำไป

ความแปลกอีกอย่างคือ คนที่วางแผนการเงินที่คนมองทั่วไปว่าคิดแต่เรื่องเงินนั้น พวกนี้กลับไม่เจอปัญหาทางการเงิน แล้วสามารถเอาเวลาไปคิดเรื่องอื่น ๆ สบาย ๆ แต่คนที่ไม่คิดเรื่องการบริหารเงินเลย กลับต้องเจอปัญหาทางการเงินตลอดเวลา แล้วก็บ่นแบบนี้เรื่อยไป ซึ่งเราควรหนีจากวงจรแบบนั้นครับ

เงินสำรองฉุกเฉิน

ลองตอบคำถามสองข้อข้างล่างนี้นะครับ

  1. ถ้าตอนนี้เราต้องหาเงินมาใช้ทันที
    ภายใน 2 วันจำนวน 10,000 บาท
    โดยห้ามขอใคร ห้ามกู้ ห้ามยืม ห้ามขายสินค้า
    เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?
  2. ถ้าต่อจากข้างบน แม้หา 10,000 มาได้
    แต่นับจากวันนี้เราจะไม่มีเงินเข้ามา 3 เดือน
    และกฏเดิมห้ามขอ ห้ามยืม ห้ามกู้หรือขายสินค้า
    เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?

ถ้าภายใน 10 วินาทีเรานึกคำตอบไม่ได้ แสดงว่าเรามีปัญหาทางการเงินแล้วล่ะ ถ้าเราสามารถนึกแล้วตอบได้ทันที แสดงว่าเราน่าจะมีการวางแผนการเงินที่ดีพอควร คำตอบที่ง่ายที่สุดควรเป็นว่า ” เอ้าพี่ ผมก็ถอนเงินสดออกจากบัญชีสำรองเงินฉุกเฉินของผมไง แค่ 3 เดือนเอง ผมสำรองไว้ตั้ง 6 เดือน ไม่ลำบากเลย”

คำถามคือ แล้วไอ้เงินสำรองฉุกเฉินนี่คืออะไร?
ลองนึกภาพตามผมนะครับ โดยปกติแล้วคนเราก็จะมีเงินเดือนหรือรายได้เข้ามาเป็นประจำ ถูกไหมครับ แต่เงินเดือนที่ได้มาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายทุกเดือนด้วย คราวนี้ลองคิดดีๆ ถ้าบางคนที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่แล้วจะพบว่า ค่าใช้จ่ายโดยปกติเฉลี่ยแล้วมันจะไม่สวิงหรือเหวี่ยงไปมามาก เช่น เราอาจจะมีค่าใช้จ่ายปกติประมาณ 70-80% ของเงินเดือน (น้ำ ไฟ ค่าเช่าห้อง ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่ามือถือ ค่าเดินทาง ฯลฯ) ซึ่งเราจะกะได้ครับว่าอยากอยู่สบายๆ โอเคๆ เดือนนี้เราควรมีเท่าไหร่ดี

แนวคิดนี้จึงนำมาต่อยอดว่า เอ้ย แล้วถ้าสมมติเราไม่มีเงินเดือนเข้ามาสักสองสามเดือนเราจะพังไหม แน่นอนหลายคน พังครับ! ใครที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่จะเข้าใจดีครับว่าการขาดเงินไปเดือนสองเดือนแล้วค้างค่างวดมันจะมีปัญหาตามมาร้อยแปดตับ แล้วเชื่อไหมครับ สะดุดทีนึงปัญหาพวกนี้นี่ล่ะที่จะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินมาเป็นระลอกคลื่น เพราะอะไร? เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บครับ พอเจอปัญหาฉุกเฉินทางการเงิน สิ่งที่เป็นทางออกที่เขาจะไขว่คว้าหาไวที่สุดคือ การกู้ยืม !!! ไม่ว่าจะกู้จากเพื่อนฝูง ครอบครัว บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เงินนอกระบบ ซึ่งถ้าพลาดไม่สามารถหาเงินไปใช้คืนได้ ชีวิตคุณจะเครียดและลำบากไปอีกยาวแน่

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเราวางแผนเงินดีดี เราจะไม่กลัวเรื่องพวกนี้เลย เงินก็สามารถหามาได้ไวยิ่งกว่าเงินติดล้อ อันนี้เงินติดเครื่องบินเจ็ตซะด้วย เพียงแค่เราสำรองเงินเอาไว้สักก้อนหนึ่ง ก้อนที่ทำให้อุ่นใจ รู้สึกถึงการมาของความมั่นคง พร้อมรับแรงกระแทกทางการเงินที่อาจคาดไม่ถึง (ลองนึกภาพ ยิ้มแล้วยักไหล่นิดๆ อิอิ)

วิธีการคือ โดยปกติแล้ว เราควรมีเงินสำรองอย่างน้อย
   1. สำรอง 6-12 เท่าของค่าใช้จ่าย หรือ
   2. สำรอง 6-12 เท่าของเงินเดือน

เช่น เรามีเงินเดือน 20,000 ค่าใช้จ่ายปกติเดือนละ 18,000 เราก็เลือกสำรองเงินอย่างน้อย 6 เท่าหรือ 6 เดือนขึ้นไป นั่นคือ ระหว่าง  108,000 – 120,000 บาทนั่นเอง ซึ่งเงินสำรองเนี่ยอย่างน้อย น้อยจริงๆ ควรมี 3 เดือนครับขึ้น แล้วก็อย่างมากก็ไม่ควรเกิน 2 ปี แต่เอาจริงผมว่าตัวเลขที่เหมาะสมของมันคือ 6-12 เดือนครับ คือ ไม่มากเกินจนเอาไปเงินจม หรือ ไม่น้อยไปจนไม่พอเวลาเกิดปัญหา เพราะระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปีนั้น เรามีเวลาคิดหาทางออกได้หลายทางมากๆครับ การมีเงินสำรองพวกนี้ลองคิดภาพตามผมนะครับ มันลื่นไหลทางความคิดได้มากโดยที่เราไม่ต้องเครียดเลย

เราอุ่นใจว่าเวลาเกิดปัญหากระทบการเงิน
เวลาเงินช็อต เวลาต้องใช้เงินด่วน ใช้เงินรักษา
เรื่องบางเรื่องที่ต้องใช้เงินเลยตอนนี้

เราสามารถนำเงินก้อนนี้มาจัดการปัญหาได้

เราอยากย้ายงานไปที่ใหม่ที่ดี เราก็มีเวลาที่จะออกไปอยู่เฉยๆได้
เวลาเราตกงาน เราสามารถนั่งคิดตกผลึก หรือหาทางออกได้เกินครึ่งปี
หรืออยากหยุดไปทำอะไรสักอย่าง เราก็สร้างเวลาในการใช้ชีวิตได้
โดยที่เราไม่เครียดกับเรื่องเงิน

ตัวอย่างข้างบนทำให้เห็นว่าเงินนั้นสามารถสร้าง “เวลา” ได้ด้วย

การไม่เครียดเรื่องเงิน ทำให้เราไม่เครียดในเรื่องอื่น ปัญหาของเงินคือปัญหาของหลายๆอย่าง ถ้าเราไม่ต้องกังวลกับเรื่องขาดเงิน ช็อตเงิน ชีวิตเราจะเอาเวลาไปใช้กับความคิดเกี่ยวกับเรื่องอื่นได้ ที่ไม่ใช่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปคิดเรื่องเงินแบบคนทั่วๆไป

แล้วเราจะเก็บเงินสำรองนี้ไว้ในไหนดี ? มีหลายตัวเลือกมากครับ ไหนๆมันก็นอนยาวๆ ไม่ได้ใช้แล้ว ก็เอาไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยดีๆ (หรือกองทุนรวมตลาดเงินสักกอง) เพราะทั้งสองอย่างนี้ดึงเงินออกมาได้ทันทีครับ ไม่เกิน 2 วัน ทำให้คล่องพอตัว ผมลองยกตัวอย่างที่พักเงินดีๆให้ เช่น

1.บัญชีออมทรัพย์ธรรมดา มีเอทีเอ็มหรือไม่ก็ได้ แต่อันนี้ต้องเก็บแยกนะครับ ไม่เอามาปนกับบัญชีค่าใช้จ่าย เปิดใหม่เลยก็ได้ (แต่ไม่เอาฝากประจำนะครับ พวกนี้ติดเงื่อนระยะเวลา แม้ถอนได้แต่วุ่นวายกว่า)

2.บัญชีออมทรัพย์แบบพิเศษ พวกฝากไม่ประจำที่ดอกเบี้ยดีๆหน่อย เช่น บัญชีออมทรัพย์ฝากไม่ประจำ ตอนนี้มีหลายเจ้า เช่น กรุงศรีมีแต่ได้ ธนชาตอัลตร้าเซฟวิ่ง หรือที่ยอดฮิตคือ ME ของ TMB

3.กองทุนตลาดเงิน (money market fund) พวกนี้คือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารเงินตราสารหนี้ระยะเวลาสั้นๆ มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝาก ฯลฯ กองทุนพวกนี้เวลาขายได้เงินวันถัดไปนะครับ (T+1) ขายจันทร์ได้อังคาร ขายศุกร์ได้จันทร์ (ถ้าไม่ติดวันหยุดธนาคาร)

4.กองทุนตราสารหนี้ อันนี้ผลตอบแทนสูงมากขึ้นจากกองทุนตลาดเงิน แต่มีความผันผวนนิดๆ อันนี้ส่วนมากขายกองทุนได้เงินสองวันถัดไป (T+2) หรือพวก กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น อันนี้จะขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไป (T+1) ซึ่งค่อนข้างสะดวกมากกว่า

ทั้งนี้ไม่แนะนำตราสารหนี้ หุ้นกู้ พันธบัตรเป็นตัวๆนะครับ เพราะมันล็อกเงิน ไม่เหมาะกับคำว่าฉุกเฉิน การขายระหว่างที่ตราสารยังไม่ครบอายุไถ่ถอนเป็นอะไรที่ไม่สะดวกมากๆ และมีผลเสียหลายอย่าง

โดยส่วนตัวผมแนะนำให้พักเงินใน ข้อ 2 กับ ข้อ 3 ครับ พอเก็บเงินครบตามที่ตั้ง เช่น สำรองเงินครบ 6 เดือนหรือ 1 ปีของเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายแล้ว เราก็หยุดครับ (จะเอา 2 ปีหรือ 24 เท่าก็ได้ถ้าต้องการความปลอดภัยมากขึ้น) ปล่อยมันนอนนิ่งๆ ไม่ต้องใช้ เอามาใช้เฉพาะเวลาฉุกเฉินเท่านั้น เช่น เข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ตกงานหนัก ปัญหาทางการเงินรุนแรง ต้องแบบเคสที่เข้ามาปุ๊บคนทั่วไปมีน็อคครับ แต่ถ้าแบบเอาไปดาวน์รถ ซื้อกระเป๋า ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว ไม่นับครับ อย่าถอนไปใช้ พวกนี้เป็นความต้องการ(want) ของเราไม่ใช่ความจำเป็น(need) อย่าละเมิดกฎตัวเองครับ

เงินพวกนี้จะแปลกอยู่อย่าง คล้ายๆ ถังดับเพลิง คล้ายๆถุงลมตรงพวงมาลัย ไม่ได้มีเพื่อต้องการใช้ครับ แต่มีไว้อุ่นใจเฉยๆ แล้วคนที่มีก็มักจะไม่ได้ใช้ด้วย มันก็สมเหตุสมผลนะครับ ถ้าคนที่วางแผนบริหารเงินดีแบบนี้ เขาก็คงไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน แต่คนที่ไม่มี ส่วนมากก็จะเจอแต่ปัญหาเรื่องเงินนี้ร่ำไป แปลกอีกอย่างคือ คนที่วางแผนการเงินที่คนมองทั่วไปว่าคิดแต่เรื่องเงิน พวกนี้กลับไม่เจอปัญหาทางการเงินแล้วเอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นๆสบายๆ แต่คนที่ไม่คิดเรื่องการบริหารเงินเลย กลับต้องเจอปัญหาทางการเงินตลอดเวลา แล้วก็บ่นแบบนี้เรื่อยๆ  เราควรหนีจากวงจรแบบนั้นครับ