คลังเก็บป้ายกำกับ: Fixed-Income

ตราสารหนี้ กับสถานะเจ้าหนี้ในการลงทุน

ในโลกของการลงทุนนั้น เราสามารถเป็นผู้ลงทุนในรูปแบบหลัก ๆ ได้สองอย่าง คือ “เจ้าหนี้” หรือ “เจ้าของ” ซึ่ง ตราสารหนี้ เป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ทำให้ผู้ถือมันมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ในโลกแห่งการลงทุน

1. เมื่อคุณอยากเป็นเจ้าหนี้

วิธีการก็คล้ายกับการให้เพื่อนยืมเงินนั่นล่ะครับ แต่โลกของการลงทุนจะสลับด้านหน่อย ปกติเราให้เพื่อนยืมเงิน เราก็จะบอกว่า เฮ้ย ยืมไปแล้วคิดดอก 10% ต่อปีนะ ถ้าเพื่อนเรายืมไป 100 บาทก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 10 บาท แต่พอเป็นโลกการลงทุนแล้ว ต้องมองมุมกลับปรับมุมมองนิดหน่อย ลูกหนี้ต่างหากที่เป็นคนกำหนดดอกเบี้ยให้ เอ้า บางคนอาจจะสงสัย นี่ให้ยืมไม่พอยังต้องมาตามใจอีกนะว่าจะคิดดอกเบี้ยเขาได้เท่าไหร่ เพื่อให้หายสงสัย งั้นมาดูกันว่าในการลงทุน เราให้ใครยืมเงินได้บ้าง

ตัวอย่างเช่น ถ้าให้ธนาคารยืม จะเรียกว่า “เงินฝาก” ถ้าให้รัฐบาลยืม จะเรียกว่า “พันธบัตร” ถ้าให้บริษัทเอกชนยืม จะเรียกว่า “หุ้นกู้” และอาจจะมีอย่างอื่นอีก เช่น ตั๋วเงิน ตั๋วแลกเงินแต่โดยรวมจะเรียกเหมาว่า “ตราสารหนี้”

ความหมายง่าย ๆ ของ ตราสารหนี้ คือ พอเราซื้อมันแล้ว เราจะได้สถานะทางกฎหมายเป็นเจ้าหนี้นั่นแหล่ะครับ ซึ่งเจ้าหนี้ตามกฎหมายถ้าเกิดมีการล้มละลายหรือชำระบัญชี เราจะมีสิทธิในการขอเงินคืนหนี้ก่อน ทำให้สถานะเราไม่เสี่ยงเท่าหุ้นส่วนหรือเจ้าของครับ เพราะกลุ่มหลังจะได้เงินคืนทีหลังสุด ซึ่งส่วนมากก็มักจะไม่เหลืออะไรให้แล้ว

ถ้าให้ธนาคารกู้เงินเรา ธนาคารก็เอาเงินไปปล่อยสินเชื่อให้คนอื่นกู้ต่อ ถ้าให้รัฐบาลกู้ รัฐบาลก็เอาเงินไปสร้างบริการสาธารณะ สาธารณูปโภคทั้งหลาย ถนน ไฟฟ้า โรงเรียน ฯลฯ ถ้าให้บริษัทเอกชนกู้เขาก็จะเอาเงินไปขยายกิจการ แต่ที่เหมือนกันแน่ ๆ คือ เมื่อกู้ไปแล้ว เขาต้องจ่ายดอกเบี้ยเราตามที่กำหนดและเมื่อครบกำหนดเวลาการกู้ เขาต้องคืนเงินต้นให้กับเราด้วย 

การลงทุนประเภทนี้ก็คล้าย ๆ การให้เพื่อนยืมเงิน ก่อนจะให้ยืม คนให้ยืมต้องวิเคราะห์นิดหน่อย คือต้องคิดว่า คนกู้จะมีเงินมาจ่ายคืนเราหรือเปล่า” คล้าย ๆ เวลาเราให้เพื่อนยืมเงิน แต่พอเวลาทวง ไหงเรานี่ล่ะจะเป็นลูกหนี้แทน เพราะต้องกราบไหว้วิงวอนออดอ้อนลูกหนี้ให้จ่ายเงินคืน ดังนั้น เพื่อตัดปัญหาปวดหัวนี้ สำคัญสุดคือไม่ว่าจะลงทุนในตราสารหนี้ตัวไหน เราต้องวิเคราะห์สถานะทางการเงินก่อนว่า เขาจะมีเงินมาจ่ายเงินต้นคืนและมีเงินจ่ายดอกเบี้ยได้หรือไม่

2. ระดับความเสี่ยงของ ตราสารหนี้

ในบรรดาทั้งหมดที่พูดมาข้างบน รัฐบาลมีเครดิตในการยืมเงินสูงที่สุดครับ บางทีก็พูดกันว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้เลย (risk-free rate) อย่างเงินฝากนั้นเอาจริง ๆ แล้วมีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตรนะครับ แต่เงินฝากเป็นที่ที่รวมเงินของประชาชนทุกหมู่เหล่ารายย่อยรายจิ๋ว การที่จะปล่อยให้เงินฝากประชาชนหายเพราะธนาคารล้มนั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมมาก

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากมารับประกันเงินต้นให้ว่า ผู้ฝากเงินจะได้เงินคืนต่อให้ธนาคารล้มก็ตาม เงินฝากจึงยังดูมั่นคงพอควร (หากแต่ต่อไปกฎหมายจะคุ้มครองเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อ 1 ธนาคารเท่านั้นในอนาคต)

ถัดมาคือพันธบัตร หุ้นกู้ของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ เครดิตแต่ละอย่างก็จะพอ ๆ กัน เพราะส่วนมากรัฐบาลเป็นคนค้ำประกันให้ ก็ไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลเป็นลูกหนี้นั่นแหล่ะครับ จึงยังไม่เสี่ยงมากจนเกินไป

ที่เสี่ยงขึ้นมาอีกระดับ คือ บริษัทเอกชน อันนี้หล่ะ เราต้องวิเคราะห์ดูก่อนว่า สถานะการเงินของบริษัทที่เราจะให้กู้นั้นแข็งแรงหรือไม่ มีหนี้สินเยอะจนอาจเกิดการล้มละลายในอนาคตหรือเปล่า จะอยู่ถึงวันที่เราจะได้เงินคืนไหม ซึ่งบริษัทที่สถานะการเงินดี ชื่อเสียงและผลิตภัณฑ์แข็งแกร่ง เขาก็จะยิ้ม ๆ บอก เฮ้ย อั๊วนี่ระดับหนึ่งในสิบบริษัทใหญ่สุดในประเทศนะ ให้ดอกเบี้ยน้อยหน่อย ลื้อจะเอาเปล่า แล้วก็ยักไหลนิด ๆ

ใช่แล้วครับ ยิ่งบริษัทอยู่ในเกรดดี แข็งแกร่ง ดอกเบี้ยเขาจะให้น้อย เพราะเขาก็มั่นใจว่าเขามีเงินจ่ายหนี้แน่ๆ ส่วนเราก็อุ่นใจว่ายังไงเงินต้นฉันก็ได้คืนเหมือนกัน นึกภาพบริษัทพวกนี้ก็อย่าง ปตท. ปูนซีเมนต์ไทย ส่วนตรงกันข้ามบริษัทที่สถานะการเงินไม่ดีส่วนมากก็จะต้องยอมรับว่าฐานเงินตนไม่แข็งแกร่ง ถ้าอยากได้เงินที่ระดมทุนจากการออกหุ้นกู้ ก็ต้องให้ดอกเบี้ยสูง ๆ จูงใจนักลงทุนอย่างเราครับ

เรื่องการมองเครดิตบริษัทเนี่ย มันจะมีบริษัทที่ทำกิจการประเมินความน่าเชื่อถืออยู่นะครับ อารมณ์แบบว่าคอยให้เครดิตว่าบริษัทนี้ออกหุ้นกู้จะให้เกรดแบบไหน เรียงตามความแข็งแกร่ง ดีสุดก็ AAA พอรับได้ก็ BBB แต่ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูง มีโอกาสเกิดการเบี้ยวหนี้ได้ ใครจะให้กู้ก็รับความเสี่ยงกันไปเอง ยกตัวอย่างบริษัทจัดอันดับดัง ๆ พวกนี้ก็ Standard&Poor’s และ Moody’s ส่วนในไทยมีสองเจ้าคือ TRIS กับ Fitch Rating

เวลาลงทุนพวกตราสารหนี้ทั้งหลาย ตัวกลางสำคัญเลยคือ พันธบัตรรัฐบาล เพราะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนของตราสารหนี้ตัวอื่นครับ สมมติว่า พันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปีให้ดอกเบี้ย 3.5% หุ้นกู้บริษัทแข็งแกร่งหน่อยก็จะให้ 4-5% ขึ้นไป ถ้าบริษัทเครดิตการเงินอ่อนแอ อาจจะต้องให้ 6-7%

ถามว่าทำไมเป็นอย่างนั้น จำได้ไหมครับที่บอกไปข้างบนว่า พันธบัตรรัฐบาลนั้นมีเครดิตสูงสุดในทางการเงิน ดังนั้น ในเมื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลแล้ว(แทบ)จะไม่มีการเบี้ยวหนี้ เราได้ดอกเบี้ย 3.5% แต่พวกบริษัททั้งหลายมีโอกาสเบี้ยวได้ ดังนั้น เธอจะมากู้เงินฉัน ก็ต้องให้ดอกเบี้ยฉันแพงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสิ!

3. เรื่องอื่น ๆ ของ ตราสารหนี้

นอกจากนี้ ตราสารหนี้ เวลาออกมาให้เราลงทุน มักจะมีกำหนดอายุครับ เช่น พันธบัตรหรือหุ้นกู้อายุ 3/5/ 7/10 ปี หมายถึงถ้าอายุ 10 ปี คือปีที่ 10 เขาจะคืนเงินต้นให้เราครับ แล้วถ้าบอกว่ามันเป็นหุ้นกู้อายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4% คือระหว่างสิบปีเนี่ย ทุก ๆ ปีมันจะจ่ายดอกเบี้ยให้เรา 4% นั่นเอง (มักจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง มิ.ย. กับ ธ.ค.) แต่ระหว่างนั้นเราไม่มีสิทธิจะไปทวงหนี้ก่อนนะครับ เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือเรื่อง ปัญหาสภาพคล่อง (Liquidity risk) มันจะล็อกเงินแช่ไว้ตามเวลาของตราสารหนี้ตัวนั้น ๆ ขายก่อนก็จะเจอปัญหา 

ถ้าอยากได้เงินคืนก่อน เราต้องเอาหุ้นกู้หรือพันธบัตรนั้นไปขายให้นักลงทุนรายอื่นแทน เช่น ในตลาดรอง หรือขายตามธนาคาร โบรกเกอร์ ซึ่งอาจจะโดนกดราคาได้ เพราะราคาขายต้องขึ้นอยู่กับภาวะดอกเบี้ยในตลาดการเงินขณะนั้น ตรงนี้เป็น ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย (Interest rate risk)

สมมติเราซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปี ดอกเบี้ย 3.5% แต่ต่อมาดอกเบี้ยในตลาดเงินขึ้น พันธบัตรชุดใหม่อายุสิบปี ให้ดอกเบี้ย 4.5% เราจะขาดทุนทันที! แต่เป็นขาดทุนที่ไม่ใช่ขาดทุนจริง ๆ จะขาดทุนเมื่อเราเอาไปขาย เพราะคนซื้อจะตอกหน้าเราว่า นี่ตอนนี้ผมซื้อเองผมได้ 4.5% ดอกเบี้ยมันมากกว่าของคุณที่ 3.5% ถ้าจะซื้อผมขอกดราคาล่ะกันนะ

ผมลืมบอกไป ส่วนมากพวกตราสารหนี้จะถูกเสนอขายเป็นหน่วย ๆ เช่น หน่วยละ 1,000 บาท แต่อาจจะกำหนดต่อไปว่า ต้องมีการซื้อขั้นต่ำเท่าไหร่ เช่น หุ้นกู้ สมมติหุ้นกู้ปูนซีเมนต์ไทยอาจจะกำหนดหน่วยละ 1,000 บาท แต่ต้องซื้อ 100 หน่วย ก็คือใช้เงินลงทุนก้อนละ 1 แสนบาทครับ ถ้าอยากใช้เงินน้อย ๆ แนะนำให้ใช้กองทุนรวมตราสารหนี้เป็นที่ลงทุนแทนเพราะเริ่มต้นลงทุนใช้เงินน้อยกว่ามาก 500 – 1,000 บาทก็ลงทุนได้แล้ว (แต่ลักษณะการลงทุนจะต่างไปหน่อย)

คนส่วนใหญ่ที่มีเงินเย็น ๆ ก็มักจะชอบลงทุนพวกตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้ เพราะมีความมั่นคง(พอควร) ได้ดอกเบี้ย (เป็นความเคยชินและคุ้นเคย) และล็อกผลตอบแทนได้ รู้เลยว่าแต่ละปีจะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่

4. การถูกกัดกร่อนโดยเงินเฟ้อ

ข้อเสียที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างที่จะลืมไม่ได้เลย คือ ตราสารหนี้ทั้งหลายนั้นหนีเงินเฟ้อไม่ค่อยพ้น เพราะเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ 3-4% ต่อปี ผลตอบแทนที่คาดหวังระยะยาวของตราสารหนี้เกรด A ก็อยู่ระดับประมาณนี้ สูงกว่ากันไม่มาก โอกาสที่เงินจะด้อยค่าลงเพราะโดนเงินเฟ้อกิน หรือเงินโตไม่ทันราคาสินค้าและบริการในระยะยาวมีสูงมาก ๆ คือ คุณได้รับเงินต้นคืนครบในตอนท้ายก็จริง แต่อำนาจซื้อของคุณลดลง เงินก้อนดังกล่าวที่ได้รับจะซื้อของได้น้อยลง

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าโดยปกติ ตราสารหนี้ทั้งหลาย (รวมถึงเงินฝากประจำด้วย) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ซึ่งเราสามารถเลือกเป็น Final Tax คือเหมาจ่ายแบบนั้นไปเลย 15% หรือจะไปยื่นรวมขอคืนภาษีปีถัดไปก็ได้ถ้าเราเสียภาษีไม่ถึง

นักลงทุนจึงต้องคำนวณดี ๆ สมมติตราสารหนี้ตัวนั้นให้ดอกเบี้ยปีละ 5% แต่ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับจริงจะเหลือแค่ 4.25% เท่านั้น ผลตอบแทนตราสารหนี้จึงมีภาษีเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สำคัญครับ

มีอีกอย่างที่ผมเห็นเป็นข้อด้อยสำคัญ คือ การเป็นเจ้าหนี้นั้น มันถูกล็อกผลตอบแทนครับ ถ้าหุ้นกู้ของเราดอกเบี้ย 5% บริษัทก็มีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยแค่ 5% เฉย ๆ ไม่มีทางจะมาใจดี เฮ้ย ปีนี้บริษัทได้กำไรมหาศาลเดี๋ยวจ่ายดอกเบี้ยให้ 10% เลย ไม่มีทางแน่นอน ให้เห็นภาพ ลองนึกภาพว่าเพื่อนยืมเงินเรา 10,000 บาท กำหนดให้จ่ายดอกเบี้ย 1,000 บาทสิ้นปี แต่ก่อนสิ้นปีเพื่อนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เพื่อนจะให้เราเพิ่มเป็นดอกเบี้ย 500,000 บาทไหม ก็ไม่

ฉันใดฉันนั้น หุ้นกู้สมมติของบริษัทหนึ่ง ขออนุญาตยกตัวอย่าง ปูนซีเมนต์ไทย เขากู้เราไปทำกิจการได้กำไรเติบโตขึ้น ทว่าเจ้าหนี้ได้ดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่เจ้าของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นปูนซีเมนต์ไทยเท่านั้นครับที่จะมั่งคั่งขึ้น ได้ปันผลมากขึ้น นี่เป็นข้อดีของการถือหุ้นที่ผมว่ายอดเยี่ยมที่สุด

ดังนั้น ในสายตาของผมจึงคิดว่า (โดยส่วนตัวนะครับ) การมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ในการลงทุนไม่อาจจะทำให้เรามั่งคั่งขึ้นสูง ๆ ได้ เหมือนกับที่ไม่มีใครสามารถรวยได้โดยฝากเงินธนาคารไปเรื่อย ๆ เราจะได้ยินก็แค่ว่า คนรวยมีเงินก้อนใหญ่มาก ๆ แล้วฝากธนาคารกินดอกเบี้ย แต่ยากมากที่จะมีใครรวยจากการฝากเงินในธนาคารอย่างเดียวครับ แค่เงินเฟ้อเราก็แพ้แล้ว แต่ทว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังยินดีรับดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ

แนวทางที่ถูกต้องในการวางแผนการเงิน การมีสินทรัพย์เป็นตราสารหนี้อย่างเดียวเลย แม้กระทั่งคนที่อายุมากแล้วก็ไม่ถือว่าถูกต้องครับ อย่างน้อยต้องผสมสินทรัพย์ที่เป็นพวกตราสารประเภทที่เราเป็นเจ้าของ อาทิ ตราสารทุนหรือหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ลงไปบ้างครับผม เพื่อดึงผลตอบแทนในภาพรวมให้สูงขึ้นมา 

แต่ทั้งนี้ก็มีตราสารหนี้ระยะสั้นบางอย่างที่มีประโยชน์ในการไว้พักเงินครับ โดยอาจลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ คือ กองทุนตลาดเงิน (money market) กับ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (short-term fixed)

สถานะ “เจ้าหนี้”

     ในโลกของการลงทุนนั้น เราสามารถเป็นผู้ลงทุนในรูปแบบหลักๆได้สองอย่างครับ คือ “เจ้าหนี้” หรือ “เจ้าของ”


 

ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าหนี้ในการลงทุน

วิธีการก็คล้ายกับการให้เพื่อนยืมเงินนั่นล่ะครับ แต่โลกของการลงทุนจะสลับด้านหน่อย ปกติเราให้เพื่อนยืมเงิน เราก็จะบอกว่า เฮ้ย ยืมไปแล้วคิดดอก 10% ต่อปีนะ ถ้าเพื่อนเรายืมไป 100 บาทก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 10 บาท แต่พอเป็นโลกการลงทุนแล้ว ต้องมองมุมกลับปรับมุมมองนิดหน่อย ลูกหนี้ต่างหากที่เป็นคนกำหนดดอกเบี้ยให้ เอ้า บางคนอาจจะสงสัย นี่ให้ยืมไม่พอยังต้องมาตามใจอีกนะว่าจะคิดดอกเบี้ยเขาได้เท่าไหร่ เพื่อให้หายสงสัย งั้นมาดูกันว่าในการลงทุน เราให้ใครยืมเงินได้บ้าง

ถ้าให้ธนาคารยืม จะเรียกว่า “เงินฝาก”
ถ้าให้รัฐบาลยืม จะเรียกว่า “พันธบัตร” 
ถ้าให้บริษัทเอกชนยืม จะเรียกว่า “หุ้นกู้” 
อาจจะมีอย่างอื่นอีก เช่น ตั๋วเงิน ตั๋วแลกเงิน
แต่โดยรวมจะเรียกเหมาว่า “ตราสารหนี้”

ความหมายตราสารหนี้ คือ พอเราซื้อมันแล้ว เราจะได้สถานะทางกฎหมายเป็นเจ้าหนี้นั่นแหล่ะ ซึ่งเจ้าหนี้นั้นตามกฎหมายถ้าเกิดมีการล้มละลายหรือชำระบัญชี เราจะมีสิทธิก่อนในการขอเงินคืนหนี้ก่อน ทำให้สถานะเราไม่เสี่ยงเท่าหุ้นส่วนหรือเจ้าของครับ เพราะกลุ่มหลังจะได้ทีหลังสุดซึ่งส่วนมากก็จะไม่เหลืออะไรให้

ถ้าให้ธนาคารกู้เงินเรา ธนาคารก็เอาเงินไปปล่อยสินเชื่อให้คนอื่นกู้ต่อ ถ้าให้รัฐบาลกู้รัฐบาลก็เอาเงินไปสร้างบริการสาธารณะ สาธารณูปโภคทั้งหลาย ถนน ไฟฟ้า โรงเรียน ฯลฯ ถ้าให้บริษัทเอกชนกู้เขาก็จะเอาเงินไปขยายกิจการ แต่ที่เหมือนกันแน่ๆ คือ เมื่อกู้ไปแล้ว เขาต้องจ่ายดอกเบี้ยเราตามที่กำหนดและเมื่อครบกำหนดเวลาการกู้ เขาต้องคืนเงินต้นให้กับเราด้วย การลงทุนประเภทนี้ก็คล้ายๆการให้เพื่อนยืมเงิน ก่อนจะให้ยืม คนให้ยืมต้องวิเคราะห์นิดหน่อย คือต้องคิดว่า คนกู้จะมีเงินมาจ่ายคืนเราหรือเปล่า” คล้ายๆเวลาเราให้เพื่อนยืมเงิน แต่พอเวลาทวงเรานี่ล่ะจะเป็นลูกหนี้เองแทน กราบไหว้วิงวอน ดังนั้นเพื่อตัดปัญหาปวดหัวนี้ สำคัญสุดคือไม่ว่าจะลงทุนในตราสารหนี้ตัวไหน เราต้องวิเคราะห์สถานะทางการเงินก่อนว่าเขาจะมีเงินจ่ายเงินต้นคืนและมีเงินจ่ายดอกเบี้ยได้หรือไม่)

ในบรรดาทั้งหมดที่พูดมาข้างบน รัฐบาลมีเครดิตในการยืมเงินสูงที่สุดครับ บางทีก็พูดกันว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้เลย (risk-free rate) อย่างเงินฝากนั้นเอาจริงๆแล้วมีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตรนะครับ แต่เงินฝากเป็นที่ที่รวมเงินของประชาชนทุกหมู่เหล่ารายย่อยรายจิ๋ว การที่จะปล่อยให้เงินฝากประชาชนหายเพราะธนาคารล้มนั้นจะส่งผลกระทบมาก รัฐบาลจึงตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากมารับประกันเงินต้นให้ว่าจะได้คืนต่อให้ธนาคารล้ม เงินฝากจึงยังดูมั่นคงพอควร (หากแต่ต่อไปจะคุ้มครองเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อ 1 ธนาคารเท่านั้นในอนาคต) ถัดมาคือพันธบัตร หุ้นกู้ของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ เครดิตก็จะพอๆกัน เพราะส่วนมากรัฐบาลเป็นคนค้ำประกันให้ ก็ไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลเป็นลูกหนี้นั่นแหล่ะครับ จึงยังไม่เสี่ยงมาก

ที่เสี่ยงขึ้นมาคือ บริษัทเอกชน อันนี้หล่ะ เราต้องวิเคราะห์ดูก่อนว่า สถานะการเงินของบริษัทที่เราจะให้กู้นั้นแข็งแรงหรือไม่ มีหนี้สินเยอะจนจะล้มละลายหรือเปล่า จะอยู่ถึงวันที่เราจะได้เงินคืนไหม ซึ่งบริษัทที่สถานะการเงินดี ชื่อเสียงและผลิตภัณฑ์แข็งแกร่ง เขาก็จะยิ้มๆ บอก เฮ้ย อั๊วนี่ระดับสิบบริษัทใหญ่สุดในประเทศนะ ให้ดอกเบี้ยน้อยหน่อย ลื้อจะเอาเปล่า แล้วก็ยักไหลนิดๆ ใช่ครับยิ่งบริษัทอยู่ในเกรดดี แข็งแกร่ง ดอกเบี้ยเขาจะให้น้อย (เพราะเขาก็มั่นใจว่าเขามีเงินจ่ายหนี้แน่ๆ ส่วนเราก็อุ่นใจว่ายังไงเงินต้นฉันก็ได้คืนเหมือนกัน นึกภาพบริษัทพวกนี้ก็ ปตท. ปูนซีเมนต์ไทย) ส่วนตรงกันข้ามบริษัทที่สถานะการเงินไม่ดีส่วนมากก็จะต้องยอมรับว่าฐานเงิน ไม่แข็งแกร่ง ถ้าอยากได้เงินระดมทุนจากการออกหุ้นกู้ ก็ต้องให้ดอกเบี้ยสูงๆจูงใจเราครับ

เรื่องการมองเครดิตบริษัทเนี่ย มันจะมีบริษัทที่ทำกิจการประเมินความน่าเชื่อถืออยู่นะครับ อารมณ์แบบว่าคอยให้เครดิตว่าบริษัทนี้ออกหุ้นกู้จะให้เกรดแบบไหน เรียงตามความแข็งแกร่ง ดีสุดก็ AAA พอรับได้ก็ BBB แต่ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูง เบี้ยวได้ ใครจะให้กู้ก็รับความเสี่ยงกันไปเอง ยกตัวอย่างบริษัทจัดอันดับดังๆพวกนี้ก็ Standard&Poor’s , Moody’s ในไทยมีสองเจ้าคือ TRIS กับ Fitch Rating

เวลาลงทุนพวกตราสารหนี้ทั้งหลาย ตัวกลางสำคัญเลยคือ “พันธบัตรรัฐบาล” เพราะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนของตราสารหนี้ตัวอื่นครับ สมมติพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปีให้ดอกเบี้ย 3.5% หุ้นกู้บริษัทแข็งแกร่งหน่อยก็จะให้ 4-5% ขึ้นไป ถ้าบริษัทเครดิตการเงินอ่อนแอ อาจจะต้องให้ 6-7% ถามว่าทำไมเป็นอย่างนั้น จำได้ไหมครับที่บอกไปข้างบนว่า พันธบัตรรัฐบาลนั้นมีเครดิตสูงสุดในทางการเงิน ดังนั้น ในเมื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลแล้ว(แทบ)จะไม่มีการเบี้ยวหนี้ เราได้ดอกเบี้ย 3.5% แต่พวกบริษัททั้งหลายมีโอกาสเบี้ยวได้ ดังนั้นจะมากู้เงินฉัน ก็ต้องให้ดอกฉันแพงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสิ !

ตราสารหนี้เนี่ย เวลาออกมาให้เราลงทุน มักจะมีกำหนดอายุครับ เช่น พันธบัตรหรือหุ้นกู้อายุ 3 / 5 / 7 /10 ปี หมายถึงถ้าอายุ 10 ปี คือปีที่ 10 เขาจะคืนเงินต้นให้เราครับ แล้วถ้าบอกหุ้นกู้อายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4% คือระหว่างสิบปีเนี่ย ทุกๆปีมันจะจ่ายดอกเบี้ยให้เรา 4% นั่นเอง (มักจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง มิ.ย. กับ ธ.ค.) แต่ระหว่างนั้นเราไม่มีสิทธิจะไปทวงหนี้ก่อนนะครับ เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือเรื่อง ปัญหาสภาพคล่อง (Liquidity risk) มันจะล็อกเงินแช่ไว้ตามเวลาของตราสารหนี้ตัวนั้นๆ ขายก่อนก็จะเจอปัญหา ถ้าอยากได้เงินคืนก่อน เราต้องเอาหุ้นกู้หรือพันธบัตรนั้นไปขายให้นักลงทุนรายอื่นแทน ซึ่งอาจจะโดนกดราคาได้เพราะราคาต้องขึ้นอยู่กับภาวะดอกเบี้ยในขณะนั้น เป็น ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย (Interest rate Risk) สมมติเราซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปี ดอกเบี้ย 3.5% แต่ต่อมาดอกเบี้ยในตลาดเงินขึ้น พันธบัตรชุดใหม่อายุสิบปี ให้ดอกเบี้ย 4.5% เราจะขาดทุนทันที ! แต่เป็นขาดทุนที่ไม่ใช่ขาดทุนจริงๆ จะขาดทุนเมื่อเราเอาไปขาย เพราะคนจะตอกหน้าเราว่า นี่ตอนนี้ผมซื้อเองผมได้ 4.5% ดอกเบี้ยมากกว่าของคุณที่ 3.5% ถ้าจะซื้อผมขอกดราคาล่ะกันนะ

ผมลืมบอกไป ส่วนมากพวกตราสารหนี้นี้ เวลาขายจะขายเป็นหน่วยๆ เช่น หน่วยละ 1,000 บาท แต่อาจจะกำหนดต่อไปว่าซื้อขั้นต่ำเท่าไหร่ เช่น หุ้นกู้ สมมติหุ้นกู้ปูนซีเมนต์ไทยอาจจะกำหนดหน่วยละ 1,000 บาท แต่ต้องซื้อ 100 หน่วย ก็คือใช้เงินลงทุนก้อนละ 1 แสนบาทครับ ถ้าอยากใช้เงินน้อยๆ แนะนำให้ใช้กองทุนรวมตราสารหนี้เป็นที่ลงทุนแทนเพราะเริ่มต้นลงทุนใช้เงินน้อยกว่ามาก 500-1,000 บาทก็ลงทุนได้แล้ว (แต่ลักษณะการลงทุนจะต่างไปหน่อย)

คนส่วนใหญ่ที่มีเงินเย็นๆก็มักจะชอบลงทุนพวกตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้ เพราะมีความมั่นคง(พอควร) ได้ดอกเบี้ย(เป็นความเคยชินและคุ้นเคย) และล็อกผลตอบแทนได้ รู้เลยว่าแต่ละปีจะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ แต่อย่างว่าครับ ข้อเสียที่ยิ่งใหญ่อีกอย่าง คือ ตราสารหนี้ทั้งหลายนั้นหนีเงินเฟ้อไม่ค่อยทัน เงินเฟ้อโดยเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ 3-4% ต่อปี ผลตอบแทนที่คาดหวังระยะยาวของตราสารหนี้เกรด A ก็อยู่ระดับประมาณนี้ สูงกว่ากันไม่มาก โอกาสที่เงินจะด้อยค่าลงเพราะโดนเงินเฟ้อกิน หรือเงินโตไม่ทันราคาของมีสูงมากๆ คือ คุณได้รับเงินต้นคืนในตอนท้ายก็จริงๆ แต่อำนาจซื้อของคุณลดลง ซื้อของได้น้อยลง

แล้วต้องไม่ลืมว่าปกติ ตราสารหนี้ทั้งหลาย(รวมถึงเงินฝากประจำด้วย) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% (ซึ่งเราสามารถเลือกเป็น Final Tax คือเหมาจ่ายแบบนั้นไปเลย 15% หรือจะไปยื่นรวมขอคืนภาษีปีถัดไปก็ได้ถ้าเราเสียภาษีไม่ถึง) ทำให้คุณต้องคำนวณดีๆ สมมติ ตราสารหนี้ตัวนั้นให้ดอกเบี้ยปีละ 5% แต่ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับจริงจะเหลือแค่ 4.25% เท่านั้น ผลตอบแทนตราสารหนี้จึงมีภาษีเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สำคัญครับ

มีอีกอย่างที่ผมเห็นเป็นข้อด้อยสำคัญ คือ การเป็นเจ้าหนี้นั้น มันถูกล็อกผลตอบแทนครับ ถ้าหุ้นกู้ของเราดอกเบี้ย 5% บริษัทก็มีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยแค่ 5% เฉยๆ ไม่มีทางจะมาใจดี เฮ้ย ปีนี้บริษัทได้กำไรมหาศาลเดี๋ยวจ่ายดอกเบี้ยให้ 10% เลย ไม่มีทางแน่นอน ให้เห็นภาพ ลองนึกภาพว่าเพื่อนยืมเงินเรา 10,000 บาท กำหนดให้จ่ายดอกเบี้ย 1,000 บาทสิ้นปี แต่ก่อนสิ้นปีเพื่อนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เพื่อนจะให้เราเพิ่มเป็นดอกเบี้ย 5,000 บาทไหม ก็ไม่ ฉันใดฉันนั้น หุ้นกู้สมมติของบริษัทปูนซีเมนต์ไทยเขากู้เราไปทำกิจการได้กำไรเติบโตขึ้น ทว่าเจ้าหนี้ได้ดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่เจ้าของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นปูนซีเมนต์ไทยเท่านั้นครับที่จะมั่งคั่งขึ้น ได้ปันผลมากขึ้น นี่เป็นข้อดีของการถือหุ้นที่ผมว่ายอดเยี่ยมที่สุด ดังนั้นในสายตาของผมจึงคิดว่า(โดยส่วนตัวนะครับ) การมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ในการลงทุนไม่อาจจะทำให้เรามั่งคั่งขึ้นสูงๆได้ครับ เหมือนๆกับที่ไม่มีใครสามารถรวยได้โดยฝากเงินธนาคารไปเรื่อย เราจะได้ยินก็แค่ว่า คนรวยมีเงินก้อนใหญ่มากๆแล้วฝากธนาคารกินดอกเบี้ย แต่ยากมากที่จะมีใครรวยจากการฝากเงินในธนาคารอย่างเดียวครับ แค่เงินเฟ้อเราก็แพ้แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยินดีรับดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ซึ่งทางที่ถูกต้องในการวางแผนการเงิน การมีสินทรัพย์เป็นตราสารหนี้อย่างเดียวเลย แม้กระทั่งคนที่อายุมากแล้วก็ไม่ถือว่าถูกต้องครับ อย่างน้อยต้องผสมสินทรัพย์ที่เป็นพวกตราสารประเภทที่เราเป็นเจ้าของ อาทิ ตราสารทุนหรือหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ลงไปบ้างครับผม : )

 

เจาะลึก Earning Yield Gap ตลาดหุ้นไทย

“Markets can remain irrational a lot longer than you and I can remain solvent.” 

—- John Maynard Keynes

เคยสงสัยไหมครับว่า ในเมื่อตลาดหุ้นนั้นมีทั้งช่วงที่หุ้นถูกและหุ้นแพง ถ้าเรารู้ว่าช่วงนี้หุ้นแพงเราก็ไม่ควรจะลงทุนเพราะมีสิทธิที่หุ้นจะตกลงมาหนักๆได้ แล้วปกติเขามีวิธีอะไรมาใช้วิเคราะห์กันบ้าง ผมรวบรวมมา 3 วิธีให้ทำความเข้าใจกันง่ายๆครับ

วิธีที่ 1 ดูอัตราส่วนทางการเงินของตลาดหุ้น เช่น
ดู P/E (เทียบราคาดัชนีตลาดหุ้นกับกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดว่าเป็นกี่เท่า) ดู P/B (เทียบราคาดัชนีตลาดหุ้นกับมูลค่าทางบัญชีของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดว่าเป็นกี่เท่า) ดู Dividend Yield (เทียบราคาดัชนีตลาดหุ้นกับเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด)

เราสามารถดูอัตราส่วนเหล่านี้แล้วเอาไปเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ผ่านมาในอดีตว่า ช่วงก่อนที่หุ้นจะตกหนักๆ อัตราส่วนพวกนี้เป็นอย่างไร ที่ทำแล้วก็มี วิธี P/E หรือ Price/Earning(Click) ส่วนอัตราส่วนอื่นขอยกยอดไปก่อนครับ

วิธีที่ 2  เทียบมูลค่าตลาดหุ้น (Market Cap) กับ GDP ถ้าสูงเกินไป เช่น 3-4 เท่าแบบนี้ถือว่ามูลค่าของตลาดหุ้นสูงกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศจนเกินไปครับ นักลงทุนกำลังจ่ายมากกว่าผลผลิตที่ทำได้ของชาติ จึงต้องระมัดระวัง (ส่วนควรระวังเมื่อเป็นตัวเลขเท่าไหร่นั้นขอยกยอดไปเขียนให้ละเอียดในบทความต่อไปครับ)

วิธีที่ 3  วิธีเทียบผลตอบแทน ณ ปัจจุบันของตลาดหุ้น (Stock Earnings) กับผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งแทบไม่มีความเสี่ยง ( 10-Y Government Bond Yield ; risk-free rate) บนหลักการที่ว่าทุกการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนที่มีเหตุผลควรจะเทียบผลตอบแทนของหุ้นกับพันธบัตรรัฐบาลซึ่งแทบจะปราศจากความเสี่ยง สมมติว่าคุณสามารถลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนถึง 7% ต่อปีได้ แล้วทำไมคุณจะเอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแค่ 5% ในขณะนั้นล่ะ จึงเป็นวิธีประเมินความถูกแพงตลาดหุ้นอย่างหนึ่งด้วยการเอาผลตอบแทน ณ ปัจจุบันของตลาดหุ้นมาลบด้วยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี แล้วเทียบค่านี้กับอดีตว่าก่อนตลาดหุ้นจะตกหนักๆนั้น มักจะเป็นเท่าไหร่ เราจะได้หลบทัน หรือ ได้หาจังหวะถือเงินสดรอลงทุนที่เหมาะสม วิธีนี้ผมจะเขียนอธิบายให้ชัดเจนในบทความนี้ครับ เราลองมาดูกัน

วิธีคำนวณ EYG เราสามารถดึงข้อมูลจากเว็บตลาดหลักทรัพย์และเว็บThaiBMAสำหรับตัวข้อมูล โดยข้อมูลล่าสุด ณ 16/09/58 ตลาดหลักทรัพย์ SET มีค่า P/E ที่ 18.20 เท่า เราจะได้ ผลตอบแทนตลาดหุ้นไม่รวมปันผลที่ประมาณ 5.49% ส่วนพันธบัตรรัฐบาลอายุใกล้เคียง 10 ปีให้ผลตอบแทนที่ 3% เรานำมาหักลบกันก็จะได้ Earning Yield Gap ปัจจุบันที่ 2.49% ครับ

คำถามคือแล้วในอดีตเป็นเท่าไหร่? ผมได้ลองดึงข้อมูลรายเดือนของทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ระหว่างปี (Jan)2001 – (Aug)2015 มาหาค่าเฉลี่ยดู พบว่าค่าเฉลี่ย EYG ของไทยในช่วงประมาณ 15 ปีที่ผ่านมาคือ 4.75% ครับ ดังรูปด้านล่างนี้

eyg

ข้อสังเกตคือ ช่วงที่ EYG เหนือกว่าค่าเฉลี่ยนั้น (มากกว่า 4.75) ผมไฮไลต์ให้เป็นสีเขียว ซึ่งจะพบว่ามีช่วงหลักๆที่น่าสนใจ คือ ระหว่างปี 2001 – 2003 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง และหุ้นช่วงนั้นมีราคาที่ถูกเอามากๆ ช่วงต่อมาคือช่วงปลายปี 2008 – ต้นปี 2009 นั่นคือ หลังจากเกิดวิกฤต Subprime ของอเมริกานั่นเอง และทำให้ตลาดหุ้นไทยตกลงไปเกือบ 50% และช่วงสุดท้ายที่ผมอยากให้สังเกต คือ ปลายปี 2011 ครับ ถ้าจำกันได้ช่วงนั้นคือ เวลาที่ประเทศไทยเจออุทกภัยน้ำท่วมใหญ่นั่นเอง เมื่อไรที่พบว่า EYG พุ่งไปเกิน 5% โดยเฉพาะเวลาที่เกิน 10% ด้วยแล้ว บอกได้เลยว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตของนักลงทุนที่จะได้หุ้นในราคาที่ถูกและสร้างผลตอบแทนมหาศาลในเวลาต่อๆมา ห้ามพลาดกันเลยทีเดียว

ข้อสังเกตถัดมา แม้จะใช้คำว่าค่าเฉลี่ย EYG ที่ 4.75 แต่ถ้าลองดูดีๆเราจะพบว่าช่วงเวลามากกว่าครึ่งนั้น หุ้นตกอยู่ในภาวะที่ EYG ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งสิ้น และคงจะเห็นกันได้ทุกคนว่าตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน Sep-2015 ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนตลาดหุ้นกับพันธบัตรนั้นต่ำมาก ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมหุ้นสองสามปีมานี้ผันผวนสุดฤทธิ์ นั่นก็เพราะ EYG กำลังบอกให้คุณรู้ว่า ในเวลานี้หุ้นอยู่ในช่วงที่แพงกว่าปกติ การซื้อหุ้นตอนนี้เท่ากับกำลังจะจ่ายแพงสำหรับผลตอบแทนที่ได้รับ เพราะฉะนั้น นักลงทุนทุกคนพึงระวัง!

อยากจะฝากไว้อีกนิดว่า ใครที่คิดว่า เฮ้ย เดี๋ยวฉันก็เก็บเงินไว้รอช่วงเวลาหุ้นถูกจริงค่อยซื้อไม่ดีกว่าหรือ ผมอยากจะให้มองย้อนไปดีๆครับ เห็นช่วงปลายปี 2009 เป็นต้นมาไหมครับ การถือเงินสดรอไว้เพื่อให้หุ้นตกหนักๆจะทำให้คุณพลาดที่จะมีหุ้นมาตั้งแต่ตอนนั้นตอนที่ SET Index อยู่ที่ 500 จุดและปัจจุบันคือ 1,300 – 1,400 จุด ถ้าเจาะหุ้นรายตัวลงไป ต้นทุนการสูญเสียมีมหาศาลครับ ถ้าคุณคิดจะลงทุนยาวๆจริงๆ เชื่อคำว่า Stock For the Long Run ดีกว่า คือถ้ามันยาวถึง 30-40 ปี คุณลงทุนนานขนาดนั้น การ Timing หรือจับจังหวะลงทุนแทบไม่มีประโยชน์เลย การลงทุนแบบ Lump Sum หรือลงเงินก้อนแล้วถือยาวไปสามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่ามากๆ ที่สำคัญที่ผมอยากย้ำคือ บางทีมันลงมาถึงจุดที่ EYG สูงแล้วๆ แต่ภาวะรอบตัวจะกลายเป็นว่าหุ้นตกมารุนแรงมาก สุดท้ายคุณก็แพ้ใจตัวเองไม่กล้าลงทุนอยู่ดี ต้องระวังตรงนี้ด้วย นักลงทุนหลายๆคนมีความรู้ แต่พอถึงเวลาลงสนามจริงกลับไม่มีวินัย ผลตอบแทนก็ไม่ดีครับ

ประโยชน์ของ EYG จริงๆที่ผมอยากจะให้เข้าใจคือ มันจะทำให้คุณสามารถตระหนักและชะลอความหน้ามืดที่จะลงทุนหุ้นหนักๆในช่วงภาวะหุ้นแพงๆครับ มันทำให้คุณสามารถดึงกำไรบางส่วนออกมาได้ ในความเห็นของผมคือ สมมติถือหุ้น 100% ถ้า EYG มันต่ำจริงๆ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ เช่น อยู่ที่ 2-3% คุณอาจลดหุ้นไปซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้แทน โดยให้มันเหลือแค่ 50-60% แบบนี้ก็ได้ครับ แต่ผมว่าระยะยาวเราไม่ควรถือหุ้นต่ำกว่า 40-50% ให้มั่นใจยังไงก็ไม่ควรขายทิ้งไปทั้งหมด เพราะบางทีก็อย่างที่จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เคยพูดไว้ครับ ว่าตลาดสามารถไร้เหตุผลได้นานเกินกว่าคุณจะทนได้ บางทีตลาดหุ้นว่าแพงแล้ว มันก็แพงไปอีกเรื่อยๆ และพอมันตกลงมาก็ไม่กลับมาจุดเดิมล่ะ คล้ายๆ ดัชนีดาวน์โจนส์ของอเมริกาที่สมัยก่อนอยู่ที่ 1,000 จุด ตอนนี้อยู่ที่ 17,000 จุด และมันก็ไม่มีทางอีกแล้วที่จะกลับไปจุดเดิม ถ้าเราเอาแต่รอเราอาจจะต้องรอเก้อ เรียกได้ว่าตกรถไฟของจริงเลยทีเดียว ต้องประยุกต์ใช้ให้ดี

(ทั้งนี้เพื่อสาธิตวิธีประยุกต์ใช้ ทำให้การวิเคราะห์ EYG นำไปสู่ Project”B” ของผมที่จะลองใช้มันผสานกับวิธี Asset Allocation ทั่วไปเพื่อเพิ่มผลตอบแทนครับ สามารถตามไปศึกษาได้เลย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับผม ^^)


Earning Yield Gap ตลาดหุ้นไทย : ความรู้เบื้องต้น

Earning Yield Gap (EYG) เป็นหนึ่งในตัวเลขที่จะตอบข้อสงสัยที่ว่า ตลาดหุ้นตอนนี้มีราคาแพงไปหรือยัง และในเมื่อตลาดหุ้นนั้นมีทั้งช่วงที่หุ้นถูกและหุ้นแพง ถ้าเรารู้ว่าช่วงนี้หุ้นแพงเราก็ไม่ควรจะลงทุนเพราะมีสิทธิที่หุ้นจะตกลงมาหนัก ๆ ได้

ในบทความนี้ผมจะอธิบาย EYG และตัวเลขย้อนหลังของมันในตลาดหุ้นไทย แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อนว่า นอกจากตัวเลข EYG มันมีวิธีอะไรมาใช้วิเคราะห์ความถูกแพงของหุ้นกันได้บ้าง ผมรวบรวมมา 3 วิธีให้ทำความเข้าใจกันง่าย ๆ ครับ

วิธีวัดความถูกแพงของตลาดหุ้น

(1) Relative Valuation

เป็นวิธีที่ดูอัตราส่วนทางการเงินของตลาดหุ้น เช่น ดู P/E เทียบราคาดัชนีตลาดหุ้นกับกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดว่าเป็นกี่เท่า หรือดู P/B เทียบราคาดัชนีตลาดหุ้นกับมูลค่าทางบัญชีของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดว่าเป็นกี่เท่า ดู Dividend Yield เทียบราคาดัชนีตลาดหุ้นกับเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด

เราสามารถดูอัตราส่วนเหล่านี้แล้วเอาไปเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ผ่านมาในอดีตว่า ช่วงก่อนที่หุ้นจะตกหนัก ๆ อัตราส่วนพวกนี้เป็นอย่างไร ที่ผมเคยทดลองทำแล้วก็มี วิธี P/E หรือ Price/Earning(Click) ส่วนอัตราส่วนอื่นขอยกยอดไปก่อนครับ

(2) Stock Market Capitalization to GDP Ratio

เทียบมูลค่าตลาดหุ้น (Market Cap) กับ GDP ถ้าสูงเกินไป เช่น 3-4 เท่า แบบนี้ถือว่ามูลค่าของตลาดหุ้น สูงกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศจนเกินไปครับ นักลงทุนกำลังจ่ายมากกว่าผลผลิตที่ทำได้ของชาติ เราจึงต้องระมัดระวัง (ส่วนควรระวังเมื่อเป็นตัวเลขเท่าไหร่นั้น ขอยกยอดไปเขียนให้ละเอียดในโอกาสหน้าครับ)

(3) Earning Yield Gap

วิธีเทียบผลตอบแทน ณ ปัจจุบันของตลาดหุ้น (Stock Earnings) กับผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งแทบไม่มีความเสี่ยง (10-Y Government Bond Yield; risk-free rate) บนหลักการที่ว่าทุกการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนที่มีเหตุผลควรจะเทียบผลตอบแทนของหุ้นกับพันธบัตรรัฐบาลซึ่งแทบจะปราศจากความเสี่ยง สมมติว่า คุณสามารถลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนถึง 7% ต่อปีได้ แล้วทำไมคุณจะเอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแค่ 5% ในขณะนั้นล่ะ

วิธีนี้จึงเป็นวิธีประเมินความถูกแพงตลาดหุ้นอย่างหนึ่ง ด้วยการเอาผลตอบแทน ณ ปัจจุบันของตลาดหุ้น มาลบหรือหักออกด้วยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ตัวเลขที่ได้คือ Earning Yield Gap (EYG) แล้วเทียบค่านี้กับอดีตว่า ก่อนตลาดหุ้นจะตกหนัก ๆ นั้น ตัวเลขที่ได้มักจะเป็นเท่าไหร่ เราจะได้หลบสภาะตลาดหุ้นถล่มได้ทัน หรืออีกแง่หนึ่ง เราได้หาจังหวะขายหุ้นเพื่อถือเงินสดรอช่วงเวลาการลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งวิธีนี้ผมจะเขียนอธิบายให้ชัดเจนในบทความนี้ครับ เราลองมาดูกันดีกว่า

วิธีวัดความถูกแพงของตลาดหุ้นด้วยการคำนวณ EYG

เราสามารถดึงข้อมูลจาก เว็บตลาดหลักทรัพย์ และเว็บ ThaiBMA สำหรับตัวข้อมูล โดยข้อมูลล่าสุด ณ 16/09/58 ตลาดหลักทรัพย์ (SET) มีค่า P/E ที่ 18.20 เท่า เราจะได้ ผลตอบแทนตลาดหุ้นไม่รวมปันผลที่ประมาณ 5.49% ส่วนพันธบัตรรัฐบาลอายุใกล้เคียง 10 ปีให้ผลตอบแทนที่ 3% เรานำมาหักลบกันก็จะได้ Earning Yield Gap หรือ EYG ปัจจุบันที่ 2.49% ครับ

คำถามคือแล้วในอดีตเป็นเท่าไหร่? ผมได้ลองดึงข้อมูลรายเดือนของทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ระหว่าง มกราคม 2001 – สิงหาคม 2015 มาหาค่าเฉลี่ยดูพบว่า ค่าเฉลี่ย EYG ของไทยในช่วงประมาณ 15 ปีที่ผ่านมาคือ 4.75% ครับ ดังรูปด้านล่างนี้

eyg

ข้อสังเกตคือ ช่วงที่ EYG เหนือกว่าค่าเฉลี่ยนั้น (มากกว่า 4.75) ผมไฮไลต์ให้เป็นสีเขียว ซึ่งจะพบว่ามีช่วงหลัก ๆ ที่น่าสนใจ คือ ระหว่างปี 2001 – 2003 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง และหุ้นช่วงนั้นมีราคาที่ถูกเอามาก ๆ ที่หุ้นตกจากประมาณ 1750 จุด เหลือ 200 จุด

ช่วงต่อมาคือช่วงปลายปี 2008 – ต้นปี 2009 นั่นคือ หลังจากเกิดวิกฤต Subprime ของอเมริกานั่นเอง และทำให้ตลาดหุ้นไทยตกลงไปเกือบ 50% และช่วงสุดท้ายที่ผมอยากให้สังเกต คือ ปลายปี 2011 ครับ ถ้าจำกันได้ช่วงนั้นคือ เวลาที่ประเทศไทยเจออุทกภัยน้ำท่วมใหญ่นั่นเอง

เมื่อไรที่พบว่า EYG พุ่งไปเกิน 5% โดยเฉพาะเวลาที่เกิน 10% ด้วยแล้ว บอกได้เลยว่า นี่คือโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตของนักลงทุน ที่จะได้หุ้นในราคาที่ถูก และสร้างผลตอบแทนมหาศาลในเวลาต่อมา ห้ามพลาดกันเลยทีเดียว!

ข้อสังเกตถัดมา แม้จะใช้คำว่าค่าเฉลี่ย EYG ที่ 4.75 แต่ถ้าลองดูดี ๆ เราจะพบว่า ช่วงเวลามากกว่าครึ่งนั้น หุ้นตกอยู่ในภาวะที่ EYG ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งสิ้น และคงจะเห็นกันได้ทุกคนว่า ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน คือ กันยายน 2015 ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนตลาดหุ้นกับพันธบัตรนั้นต่ำมาก

เมื่อมองย้อนไปจึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมหุ้นสองสามปีดังกล่าวผันผวนสุดฤทธิ์นั่นก็เพราะ EYG กำลังบอกให้คุณรู้ว่า ในเวลานี้หุ้นอยู่ในช่วงที่แพงกว่าปกติ การซื้อหุ้นตอนนี้เท่ากับว่า นักลงทุนกำลังจะจ่ายแพงสำหรับผลตอบแทนที่ได้รับ เพราะฉะนั้น นักลงทุนทุกคนพึงระวัง!

อยากจะฝากไว้อีกนิดว่า ใครที่คิดว่า เฮ้ย เดี๋ยวฉันก็เก็บเงินไว้รอช่วงเวลาหุ้นถูกจริงค่อยซื้อไม่ดีกว่าหรือ ผมอยากจะให้มองย้อนไปดี ๆ ครับ เห็นช่วงปลายปี 2009 เป็นต้นมาไหมครับ การถือเงินสดรอไว้เพื่อให้หุ้นตกหนัก ๆ จะทำให้คุณพลาดโอกาสที่จะมีหุ้นถือครองมาตั้งแต่ตอนนั้น ตอนที่ SET Index อยู่ที่ 500 จุด และปัจจุบันคือ 1300 – 1400 จุด[footnote]เขียนบทความนี้ตอนปี 2015 พอต้นปี 2018 ดัชนี SET Index ทะยานไปสู่ 1800 จุด ก่อนจะตกมาที่ 1600 จุด ณ วันที่ปรับปรุงบทความ 30/06/2018[/footnote] ถ้าเจาะผลตอบแทนของหุ้นรายตัวลงไป ต้นทุนการสูญเสียมีมหาศาลครับ

ประเด็นของ Earning Yield Gap กับการลงทุนระยะยาว

ถ้าคุณคิดจะลงทุนยาว ๆ จริง ๆ ควรเชื่อคำว่า Stock For the Long Run ดีกว่า คือถ้ามันยาวถึง 30-40 ปี คุณลงทุนนานขนาดนั้น การ Timing หรือจับจังหวะลงทุนแทบไม่มีประโยชน์เลย การลงทุนแบบ Lump Sum หรือลงเงินก้อนแล้วถือยาวไป สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่ามาก ๆ หรือจะใช้ วิธีลงทุนแบบประจำ (regular investing) ก็ได้

ก็ที่สำคัญที่ผมอยากย้ำคือ บางทีมันลงมาถึงจุดที่ EYG สูงแล้ว ๆ แต่ภาวะรอบตัวจะกลายเป็นว่า หุ้นตกมารุนแรงมาก สุดท้ายคุณก็แพ้ใจตัวเองไม่กล้าลงทุนอยู่ดี ต้องระวังตรงนี้ด้วย นักลงทุนหลายๆคนมีความรู้ แต่พอถึงเวลาลงสนามจริงกลับไม่มีวินัย ผลตอบแทนก็ไม่ดีครับ

ประโยชน์ของ EYG จริง ๆ ที่ผมอยากจะให้เข้าใจคือ มันจะทำให้คุณสามารถตระหนักและชะลอความหน้ามืดตามัว เกิดความโลภสุดขีดที่ต้องการจะลงทุนหุ้นหนัก ๆ ลงทุนด้วยเงินมหาศาลในช่วงภาวะหุ้นแพง ๆ ครับ ตัวเลข EYG มันทำให้คุณสามารถดึงกำไรบางส่วนออกมาได้

ในความเห็นของผมคือ สมมติถือหุ้น 100% ถ้า EYG มันต่ำจริง ๆ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก ๆ เช่น อยู่ที่ 2-3% คุณอาจลดหุ้นไปซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้แทน โดยให้มันเหลือแค่ 50-60% แบบนี้ก็ได้ครับ

บทสรุปของ Earning Yield Gap

อย่างไรก็ดี ระยะยาวเราไม่ควรถือหุ้นต่ำกว่า 40-50% ให้มั่นใจยังไงก็ไม่ควรขายทิ้งไปทั้งหมด เพราะบางทีก็อย่างที่ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เคยพูดไว้ครับว่า ตลาดสามารถไร้เหตุผลได้นานเกินกว่าคุณจะทนได้ บางทีตลาดหุ้นว่าแพงแล้ว มันก็แพงไปอีกเรื่อย ๆ และพอมันตกลงมา หุ้นมันก็ไม่กลับมาจุดเดิมล่ะ คล้าย ๆ ดัชนี Dow Jones ของอเมริกาที่สมัยก่อนอยู่ที่ 1000 จุด ตอนนี้อยู่ที่ 17000 จุด[footnote]จากวันที่เขียนบทความปี 15 มาถึงวันที่ปรับปรุงบทความ 30/06/18 ดัชนีทะยานมาสู่ 24000 จุด[/footnote] และมันก็ไม่มีทางอีกแล้วที่จะกลับไปจุดเดิม ถ้าเราเอาแต่รอเราอาจจะต้องรอเก้อ เรียกได้ว่าตกรถไฟของจริงเลยทีเดียว การใช้วิธีคำนวณต่าง ๆ ต้องประยุกต์ใช้ให้ดี

“Markets can remain irrational a lot longer than you and I can remain solvent.”  – John Maynard Keynes