คลังเก็บป้ายกำกับ: Financial-Plan

มีกองทุนกี่กองดี

มักจะมีคำถามที่ชวนสงสัยว่าเราควร มีกองทุนกี่กองดี นั่นสิครับ ในการลงทุนควรมีกองทุนกี่กองดี ควรจะต้องใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายๆใบไหม เดี๋ยวมันแตกหมด ซึ่งเอาจริงๆแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีกองทุนหลายๆกองเลย ถ้าแบ่งประเภทกองทุนตามสิทธิประโยชน์ของมัน กองทุนที่เราควรมีก็จะได้แก่

  1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือกรณีของข้าราชการก็คือ กบข.
  2. กองทุนที่สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อมาลดหย่อนภาษีได้ ก็จะมี 2 กองทุน คือ กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
  3. กองทุนรวมทั่วไป

ซึ่งโดยปกติคุณก็ควรจะมีกองทุนเพื่อการลงทุนระยะยาวๆ และออมเงินให้เติบโตเพียงแค่ 4 กองทุน คือ PVD / LTF / RMF / กองทุนรวมทั่วไป และถ้าคุณเป็นคนที่อายุยังน้อย (เช่น เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25-30) มีเวลาลงทุนได้นานมากๆ (ลงทุนได้อีก 20 ปี+) และต้องการให้เงินในอนาคตเติบโตสูงสุด ก็ควรจะเลือกเป็น PVD ที่มีหุ้น 100% หรือหุ้นมากที่สุด เลือก LTF ประเภทหุ้นแท้ๆ ไม่ใช่ผสมตราสารหนี้ที่เรียกว่า 70/30 เลือกลงทุนใน RMF หุ้น แล้วก็เลือกกองทุนหุ้นอีกหนึ่งกองเพื่อลงทุนระยะยาวเพิ่มไปอีก เอาจริงๆคุณก็จะมีกองทุนแค่ 4 กองในชีวิตครับ แต่ทั้งนี้อาจจะมีกองทุนอีกกองเพิ่มขึ้นมาเป็นกองที่ 5 คือ กองทุนรวมเอาไว้สำรองค่าใช้จ่ายหรือไว้ใช้พักเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน หรือจะเป็น กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

เท่ากับกองทุนในมือเราก็จะมี 5 กอง ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับเรียบง่ายและสมประโยชน์ที่ต้องการ โดยมี PVD – LTF – RMF ไว้เป็นเงินลงทุนระยะยาวและสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ มีกองทุนรวมธรรมดาอีกกองซึ่งในยามฉุกเฉินสามารถสั่งขายออกมาได้สะดวก โดยอาจจะมีไว้สองกองทุนคือกองทุนหุ้นกับกองทุนที่เอาไว้พักเงิน

ผมมีข้อสังเกตว่ากรณีนี้เรามีกองทุนหุ้นอย่างน้อย 3-4 กอง ถ้าเรานับหุ้นที่กองทุนถือลงทุน ซึ่งปกติก็จะมีจำนวนระหว่าง 20-40 ตัว เรามีกองทุนหุ้น 3-4 กองทุน คิดแบบเร็วๆ เราก็น่าจะถือหุ้นถึง 60-160 บริษัท แต่เรื่องจริงมันจะต้องมีการลงทุนในหุ้นซ้ำๆกัน เพราะ active funds มักจะลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ๆนี่ล่ะ ซึ่งก็ไม่พ้นเราจะมีหุ้นซ้ำไปซ้ำมา โดยรวมแล้วเราก็น่าจะลงทุนในหุ้น 50 บริษัทขึ้นไป ลองคิดดูดีๆนะครับ ถ้าจำนวนหุ้นเยอะขนาดนี้ แล้วมันจะต่างอะไรกับถือกองทุนดัชนี SET50 ถ้าคุณจะถือหุ้นเยอะขนาดนี้นะ ซึ่งในเมื่อมันถือหลายๆกองทุนแล้วหุ้นพอๆกับ SET50 ท่านจะถือกองทุนแบบ active ไปทำไมกัน เพราะกองทุนพวกนี้ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีสูงกว่าประมาณ 2-5 เท่า ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าก็คือถือกองทุนดัชนีทุกกองไปเลยโดยเลือก กองทุนดัชนี ที่มี ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

หลักการนี้นำไปใช้กับคำถามที่ว่า เราควรจะถือกองทุนหุ้นหลายๆกองเพื่อกระจายความเสี่ยงหรือไม่ นักลงทุนที่คิดจะถือกองทุนหุ้นประมาณ 3-5 กองเพื่อกระจายความเสี่ยง (กรณีนี้ผมหมายถึงคุณมี LTF หุ้น 3-5 กอง หรือมี RMF หุ้น 3-5 กองนะครับ)¹ นักลงทุนไม่ได้กระจายความเสี่ยงอะไรหรอกครับ นักลงทุนถือหุ้นประหนึ่งถือหุ้นทั้งดัชนีน่ะล่ะ แต่ความเสี่ยงไม่ได้กระจาย แถมเพิ่มความเสี่ยงมาอีกด้วยว่าระยะยาวนั้นนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดอย่างมาก เพราะค่าใช้จ่ายกองทุนพวกนี้รวมกันมันจะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้ไปเกือบหมด ผมเข้าใจอคติ (bias) อย่างหนึ่งของนักลงทุนนะ นักลงทุนจะคิดว่าตัวเองแยกตะกร้า ฉันลงทุนกองทุนหุ้น A กองทุนหุ้น B กองทุนหุ้น C กองทุนละ 100 บาท ปีนี้กองทุน A กับ B ผลตอบแทนแย่ เงินเหลือ 90 บาททั้งคู่ แต่ C ดีมากกลายเป็น 110 บาท นักลงทุนจะสนใจผลตอบแทนของกองทุน C แล้วนักลงทุนก็จะสบายใจ หารู้ไม่ว่า เงินใน A B C มันก็เงินนักลงทุนเองทั้งหมดไม่ใช่หรือ คือ 300 บาท เพราะฉะนั้นเวลาคำนวณผลกำไรจริง นักลงทุนต้องคิดรวมกันเป็นเงินก้อนเดียว ไม่ใช่แยก ก็จะได้ 290 บาท ซึ่งนักลงทุนก็ขาดทุนอยู่ดี

เพราะฉะนั้น การลงทุนโดยซื้อกองทุนกระจายหลายๆกองในสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน เช่น กองทุนหุ้นไทยซื้อไป 5-6 กอง ส่วนตัวผมว่ามันไร้หลักการลงทุนที่ดีมารองรับ ถ้านักลงทุนบอกจะกระจายความเสี่ยงเวลาหุ้นตก มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ถ้าตลาดหุ้นจะตกหนักร่วงลงแรงมาก หุ้นทั้งตลาดมันก็ควรจะร่วงลงมาด้วย กองที่จะรอดก็จะมีแต่กองทุนที่ถือเงินสดไว้เยอะๆ จับจังหวะถูก แต่ส่วนมากจะมาพลาดอีกรอบก็ตอนหุ้นขึ้น กองทุนพวกนี้จะไล่ซื้อหุ้นไม่ทัน สุดท้ายผลตอบแทนระยะยาวที่ท่านจะได้ก็จะลดน้อยถดถอยลงอยู่ดี

พฤติกรรมที่โดนอคติบดบังแบบนี้จะพบได้ในพฤติกรรมการลงทุนอีกประเภทคือ การที่นักลงทุนชอบซื้อกองทุนหลายๆกอง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ แล้วก็ช็อปปิ้งกองใหม่ไปเรื่อยๆ กองไหนกำไรก็ขาย กองขาดทุนก็ดองไว้ต่อ (ที่ Peter Lynch เรียกว่าพฤติกรรม “เด็ดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช”) สุดท้ายพอร์ตกองทุนของนักลงทุนเหล่านี้ก็จะมีแต่กองทุนที่ขาดทุนเก็บสะสมไว้เต็มไปหมด เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนอคติในการลงทุนได้ดีว่าคนเรามักจะลงทุนโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

เพราะฉะนั้นถามตัวเองทุกครั้งเวลาจะซื้อกองทุนเพิ่มว่ามันจำเป็นจริงๆหรือ การมีกองทุนเยอะแยะเกินไปอาจจะเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่าคุณควรจะรู้แล้วนะว่าคุณน่ะ

ยังไม่รู้อะไรและยังไม่เข้าใจในการลงทุนดี

ควรทบทวนพอร์ตการลงทุนได้แล้วครับ


¹ การที่มีกองทุน LTF หุ้นหนึ่งกอง RMF หุ้นหนึ่งกอง กองทุนหุ้นธรรมดาอีกหนึ่งกอง โดยทั้งสามกองทุนเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด ไม่เหมือนกับการมี LTF 5 กอง RMF อีก 5 กอง รวมเป็น 10 กองและเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด เพราะกรณีหลังเป็นการลงทุนแบบไม่เกิดประโยชน์อะไร ส่วนกรณีแรกเป็นการที่เราลงทุนโดยเน้นสิทธิบางอย่างแยกไปครับ เช่น LTF มันก็มีหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีที่แตกต่างจาก RMF จึงสามารถลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมดได้แม้จะรวมเป็นตะกร้าเดียวกันเนื่องจากลักษณะสิทธิประโยชน์ในการลงทุนมันแยกกัน คือ จริงๆเราต้องการจะลงทุนในหุ้นไทย 100% แต่เพราะมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเราจึงต้องแบ่งไปลงทุนในกองทุนแต่ละประเภทแยกสัดส่วนเงินกันครับ

กองทุนกี่กอง ถึงจะดี? – แนวคิดและเหตุผล

มักจะมีคำถามที่ชวนสงสัยว่าเราควร มีกองทุนกี่กองดี นั่นสิครับ ในการลงทุนนั้น นักลงทุนควรถือ กองทุนกี่กอง และควรจะต้องใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายใบไหม เพราะเกิดใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เดี๋ยวมันร่วงปุ๊บ ไข่ในตะกร้าจะแตกหมด

1. กองทุนกี่กอง : เลขที่ออก

เอาจริง ๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีกองทุนมากมายหลายกองเลย เพราะถ้าแบ่งประเภทกองทุนตามลักษณะ “สิทธิประโยชน์” ของมัน กองทุนที่เราควรมีก็จะได้แก่

(1) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือกรณีของข้าราชการก็คือ กบข. (GPF)

(2) กองทุนที่สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อมาลดหย่อนภาษีได้ ก็จะมี 2 กองทุน คือ กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

(3) กองทุนรวมทั่วไป สำหรับลงทุนเพิ่มเติมระยะยาว

ด้วยเหตุนี้คำถามที่ว่าเราควรมี กองทุนกี่กอง ถึงจะดี? จึงสามารถตอบได้ว่า เพียงแค่ 4 กองทุน คือ PVD / LTF / RMF / กองทุนรวมทั่วไป ก็พอแล้ว และถ้าคุณเป็นคนที่อายุยังน้อย (เช่น เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25-30) มีเวลาลงทุนได้นานมาก ๆ (ลงทุนได้อีก 20 ปี+)

นอกจากนี้ ถ้าหากเราต้องการให้เงินในอนาคตเติบโตสูงสุด ก็ควรจะเลือกเป็น PVD ที่มีหุ้น 100% หรือสัดส่วนแผนที่มีการลงทุนหุ้นมากที่สุด ควรเลือก LTF ประเภทหุ้นแท้ ๆ ไม่ใช่ผสมตราสารหนี้ที่เรียกว่าการลงทุน 70/30 หรือ 75/25 ควรเลือกลงทุนในกองทุน RMF หุ้น แล้วก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นอีกหนึ่งกอง (ที่ไม่มีเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีเข้ามาเกี่ยว) เพื่อลงทุนระยะยาวเพิ่มเข้าไป ถ้าเอาตามนี้ เราก็จะมีกองทุนแค่ 4 กองในชีวิตครับ

อย่างไรก็ดี เราอาจจะมีกองทุนอีกกองเพิ่มขึ้นมาเป็นกองที่ 5 คือ กองทุนรวมที่มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์สำหรับ สำรองค่าใช้จ่าย หรือไว้ใช้พักเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (MMF) หรือจะเป็น กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-term bond) ซึ่งก็ถือว่าเป็นกองทุนที่อยู่ในระดับเรียบง่ายและสมประโยชน์ที่ต้องการ

โดยสรุปก็คือ กองทุนที่เราควรมี ได้แก่ PVD – LTF – RMF ไว้เป็นเงินลงทุนระยะยาวและสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ มีกองทุนรวมธรรมดาอีก 1-2 กอง ซึ่งในยามฉุกเฉินสามารถสั่งขายออกมาได้สะดวก โดยอาจจะมีไว้สองกองทุน คือ กองทุนหุ้น กับ กองทุนที่เอาไว้พักเงิน

2. กองทุนกี่กอง : ปัญหาจาก active funds

ผมมีข้อสังเกตว่า กรณีนี้เรามีกองทุนหุ้นอย่างน้อย 3-4 กอง ถ้าเรานับหุ้นที่กองทุนถือลงทุน ซึ่งปกติก็จะมีจำนวนระหว่าง 20-40 ตัว เรามีกองทุนหุ้น 3-4 กองทุน คิดแบบเร็ว ๆ เราก็น่าจะถือหุ้นถึง 60-160 บริษัท หากแต่ความเป็นจริงของการถือกองทุนหลาย ๆ กองเช่นนี้ มันจะต้องมีการลงทุนในหุ้นซ้ำ ๆ กัน เพราะกองทุนแบบบริหารจัดการ (actively managed fund) มักจะลงทุนในหุ้นของบริษัที่มีมูลค่าตลาดสูง ๆ (big-cap stocks) หรือบริษัทขนาดใหญ่ ๆ ซึ่งก็ไม่พ้นว่าเราจะมีหุ้นซ้ำไปซ้ำมา

โดยรวมแล้วการถือกองทุนแบบ active funds หลาย ๆ กอง จะส่งผลทำให้เราน่าจะลงทุนในหุ้นเกิน 50 บริษัทขึ้นไปและส่วนใหญ่ก็จะซ้ำ ๆ กัน ลองคิดดูดี ๆ นะครับ ถ้าจำนวนหุ้นเยอะขนาดนี้ แล้วมันจะต่างอะไรกับการถือกองทุนดัชนี SET50

ถ้าคุณจะถือหุ้นเยอะขนาดนี้นะ ซึ่งในเมื่อมันถือหลาย ๆ กองทุน แล้วหุ้นมันพอ ๆ กันหรือซ้ำกันกับการถือกองทุนหุ้น SET50 แล้วท่านนักลงทุนไม่ฉุกใจเหรอว่า ท่านจะถือกองทุนแบบ active ไปเยอะแยะทำไมกัน? เพราะกองทุนพวกนี้ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีสูงกว่ากองทุนดัชนีประมาณ 2-5 เท่า ด้วยเหตุนี้ ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าก็คือ การลงทุนในกองทุนดัชนีทุกกองไปเลย โดยเลือก กองทุนดัชนี ที่มี ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

หลักการนี้นำไปใช้กับคำถามที่ว่า เราควรจะถือกองทุนหุ้นหลาย ๆ กองเพื่อกระจายความเสี่ยงหรือไม่? นักลงทุนที่คิดจะถือกองทุนหุ้นประมาณ 3-5 กองเพื่อกระจายความเสี่ยง นักลงทุนไม่ได้กระจายความเสี่ยงอะไรหรอกครับ (กรณีนี้ผมหมายถึงคุณมี LTF หุ้น 3-5 กอง หรือมี RMF หุ้น 3-5 กองนะครับ)

สาเหตุก็เพราะมันกลายเป็นว่า นักลงทุนได้ลงทุนในลักษณะประหนึ่งถือหุ้นทั้งดัชนีน่ะล่ะ นอกจากความเสี่ยงไม่ได้กระจาย การทำเช่นนี้ยังมีของแถมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงบางอย่างมาอีกด้วยว่า ระยะยาวนั้นนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นอย่างมาก (คือได้ผลตอบแทนต่ำกว่า ผลตอบแทนรวมระยะยาวของตลาดหุ้น หรือ SET TR) เพราะค่าใช้จ่ายกองทุนพวกนี้รวมกัน มันจะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้ไปเกือบหมด

อนึ่ง ต้องอธิบายเพิ่มเติมประเด็นข้างบน การมี LTF หุ้นไทย 5 กอง มีกองทุน RMF หุ้นไทยอีก 5 กอง รวมเป็น 10 กอง และทั้ง 10 กองเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด จะไม่เหมือนกันกับกรณีมีกองทุน LTF หุ้นหนึ่งกอง กองทุน RMF หุ้นอีกหนึ่งกอง และกองทุนหุ้นธรรมดาอีกหนึ่งกอง โดยทั้งสามกองทุนเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด เพราะกรณีแรกเป็นการลงทุนแบบไม่เกิดประโยชน์อะไรดังเหตุผลที่ได้อธิบายไปแล้ว

ส่วนกรณีหลังหรือแบบที่สองนั้นเป็นการที่เราลงทุนโดยเน้นสิทธิบางอย่างแยกไปครับเหตุผลก็เพราะกองทุนประเภท LTF มันก็มีหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีที่แตกต่างจากกองทุนประเภท RMF จึงสามารถลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมดได้แม้จะรวมเป็นตะกร้าเดียวกัน เนื่องจากลักษณะสิทธิประโยชน์ในการลงทุนมันแยกกัน หรือพูดอีกแบบก็คือ จริง ๆ เราต้องการจะลงทุนในหุ้นไทย 100% แต่เพราะมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เราจึงต้องแบ่งไปลงทุนในกองทุนแต่ละประเภทแยกสัดส่วนเงินกัน

การถือกองทุนแบบบริหารจัดการ (active mutual funds) หลาย ๆ กอง มันเป็นการการันตีและรับรองได้เลยว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนเชิงรับ[ลงทุนในกองทุนดัชนี][1. Ken Fisher and Lara Hoffmans, The Ten Roads to Riches: The Ways the Wealthy Got There (And How You Can Too!) (Hoboken: Wiley, 2009),191.]

3. กองทุนกี่กอง : อคติทางการเงิน

ผมเข้าใจอคติ (bias) อย่างหนึ่งของนักลงทุนนะ นักลงทุนจะคิดว่าตัวเองแยกตะกร้า มีการแยกคิดบัญชีในใจ (mental accounting) หากฉันลงทุนกองทุนหุ้น A กองทุนหุ้น B กองทุนหุ้น C กองทุนละ 100 บาท ปีนี้กองทุน A กับ B ผลตอบแทนแย่ เงินเหลือ 90 บาททั้งคู่ แต่ C ดีมากกลายเป็น 110 บาท นักลงทุนจะสนใจผลตอบแทนของกองทุน C แล้วนักลงทุนก็จะสบายใจ แต่หารู้ไม่ว่า เงินใน A B C มันก็เงินนักลงทุนเองทั้งหมดไม่ใช่หรือ คือ 300 บาท เพราะฉะนั้นเวลาคำนวณผลกำไรจริง นักลงทุนต้องคิดรวมกันเป็นเงินก้อนเดียว ไม่ใช่แยกกัน ก็จะได้มูลค่าเงินลงทุนของตัวเองที่ 290 บาท ซึ่งนักลงทุนก็ขาดทุนอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนโดยซื้อกองทุนกระจายหลาย ๆ กองในสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน เช่น การที่นักลงทุนซื้อและถือกองทุนหุ้นไทยไป 5-6 กอง ส่วนตัวผมว่ามันไร้หลักการลงทุนที่ดีมารองรับ ถ้านักลงทุนบอกจะกระจายความเสี่ยงเวลาหุ้นตก มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ถ้าตลาดหุ้นจะตกหนักร่วงลงแรงมาก หุ้นทั้งตลาดมันก็ควรจะร่วงลงมาด้วย ซึ่งจะต้องส่งผลให้กองทุนหุ้นทุกกองที่นักลงทุนถือร่วงตามเช่นกัน อาจจะมีบางกองที่จะรอด เช่น กองทุนที่ถือเงินสดไว้เยอะ ๆ และสามารถจับจังหวะลงทุนได้ถูก แต่ส่วนมากแล้วกองทุนพวกนี้จะมาพลาดอีกรอบก็ตอนหุ้นขึ้น ผู้จัดการกองทุนมักจะไล่ซื้อหุ้นกลับเข้ากองทุนไม่ทัน สุดท้ายผลตอบแทนระยะยาวที่ท่านจะได้ก็จะลดน้อยถดถอยลงอยู่ดี

พฤติกรรมที่โดนอคติบดบังแบบนี้จะพบได้ในพฤติกรรมการลงทุนอีกประเภทคือ การที่นักลงทุนชอบซื้อกองทุนหลาย ๆ กอง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ แล้วก็ช็อปปิ้งกองใหม่ไปเรื่อย ๆ กองไหนกำไรก็ขายทิ้ง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ต่อ ที่ Peter Lynch เรียกว่าพฤติกรรม “เด็ดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช” (pulling out the flowers and watering the weeds)[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 91-92.] ซึ่งทำให้ในท้ายที่สุดพอร์ตกองทุนของนักลงทุนเหล่านี้ก็จะมีแต่กองทุนที่ขาดทุน เก็บสะสมไว้เต็มไปหมด เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนอคติในการลงทุนได้ดีว่า คนเรามักจะลงทุนโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

4. บทสรุป

จำนวนกองทุนที่นักลงทุนควรมีนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของกองทุนรวมซะมากกว่า โดยทั่วไปสำหรับมนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้ที่ต้องเสียภาษี กองทุนกองที่ 1 และ 2 ย่อมควรจะต้องเป็นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF และกองทุนรวมหุ้นเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งจะมีกองทุนอีกประเภทที่คู่กันมาก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือสำหรับราชการก็จะเป็น กบข.

ถัดจากกองทุนรวม 2 กองข้างบนที่เป็นกองทุนลดหย่อนภาษี นักลงทุนควรมีอีกหนึ่งกองทุน คือ กองทุนรวมหุ้นธรรมดา เพื่อมีไว้สำหรับลงทุนระยะยาวเพิ่มเติม และแน่นอนว่านักลงทุนควรมีเงินสำรองสำหรับกรณีมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ซึ่งนักลงทุนอาจพักเงินสำรองฉุกเฉินไว้ในกองทุนรวมตราสารหนี้

ถ้านักลงทุนจะมีกองทุนมากกว่านี้ นักลงทุนก็ไม่ควรมีกองทุนหุ้นใด ๆ เพิ่มอีกแล้ว เว้นแต่จะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นที่นักลงทุนต้องการเพิ่มเข้ามาเพื่อจัดพอร์ตลงทุนหรือกระจายความเสี่ยงครับ

เพราะฉะนั้น ถามตัวเองทุกครั้งเวลาจะซื้อกองทุนเพิ่มว่ามันจำเป็นจริง ๆ หรือ การมีกองทุนเยอะแยะเกินไปอาจจะเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่าคุณควรจะรู้แล้วนะว่าคุณน่ะ ยังไม่รู้อะไรและยังไม่เข้าใจในการลงทุนดี จึงควรทบทวนพอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมได้แล้วครับ

Project 50

*** เนื่องจากในหลายปีต่อจากนี้นับจากปี 2018 ผมจำต้องไปศึกษาต่อ ซึ่งก็จะมีปัญหาเพราะการไปเรียนต่อนี้ ผมจำต้องระดมทุนเพื่อตระเตรียมไว้ใช้จ่ายด้วย ด้วยเหตุนี้และด้วยความรู้สึกผิดอย่างมากที่ไม่สามารถดำเนินการลงทุนทดลองไปตลอดรอดฝั่ง ผมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปิดโปรเจกต์เพื่อนำเงินมาใช้ในการศึกษาครับ หวังว่าทุกท่านจะได้โปรดให้อภัย หากมีโอกาสหน้าเมื่อพร้อม ผมจะกลับมาทำโปรเจกต์ทดลองเหล่านี้ต่อให้ได้ครับ 


โปรเจกต์ที่ 2 ของเราขอตั้งชื่อว่า “โปรเจกต์ 50” ซึ่งไม่มีอะไรยากครับ โครงการลงทุนทดลองนี้เป็นการลงทุนแบบ DCA ซึ่งความตั้งใจของผมคือ อยากแสดงให้เห็นว่าการลงทุนไม่ได้ยากและมีวิธีประยุกต์ให้มันสนุกๆได้

ต้องเล่าก่อนว่าจุดเริ่มต้นออมเงินแบบจริงจังของผมมาจากการเข้ากระทู้ Pantip เมื่อช่วงปี 2553 ซึ่งเจ้าของกระทู้แนะนำวิธีออมเงินแบบสนุกๆ คือ เวลาได้ธนบัตรใบละ ๕๐ (แบงก์ห้าสิบ) ให้เก็บเป็นเงินออมซะ ผมก็เริ่มเก็บมาจนประมาณครบปี ก็มานับๆและตกใจที่เก็บเงินได้ถึงหลักหมื่น! มันเลยนำไปสู่คำถามต่อว่าแล้วผมจะเอาไปทำอะไร ทำให้ได้มาเริ่มเรียนรู้เรื่องของเงินฝาก กองทุน หุ้น จนกลายเป็น Bear Investor ในทุกวันนี้ครับ

โปรเจกต์นี้ก็ง่ายๆ ผมจะลงทุนทุกเดือนๆละ 1,000 บาท โดยลงทุนซื้อสะสมกองทุนหุ้น ซึ่งในที่นี้เลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายรวมทุกอย่างต่ำที่สุด นั่นก็คือ SCBSET50 โดยตั้งค่าให้ซื้อทุกวันที่ 2 ของทุกเดือน ในส่วนของท็อปปิ้ง (นึกถึงไอติมมันก็มีอะไรโรยๆข้างบน ช็อกโกแลตบ้าง ถั่วบ้าง) ผมจะเก็บออมเงินโดยแบงก์ 50 ไปด้วย เมื่อเก็บจนครบ 20 ใบหรือ 1,000 บาทก็จะซื้อเติมเพิ่มเข้าไปจากปกติ เพราะฉะนั้นแต่ละปี โครงการนี้ก็จะมีเงินต้นสำหรับออมขั้นต่ำที่ 12,000 บาท (หนึ่งพันจำนวนสิบสองเดือน) และส่วนเพิ่มจากแบงก์ 50 ซึ่งไม่รู้จะได้อีกเท่าไหร่ ก็จะเป็นเกมสนุกๆของเราว่าภารกิจเก็บเงินแบงก์ 50 ทุกครั้งที่เราได้มา เราจะไม่ใช้ ปีหนึ่งๆเราจะได้เท่าไหร่กันบ้าง บางท่านอาจจะใช้เป็นการหยอดเหรียญเพิ่มในกระปุกหมูแล้วเอามาทบลงทุนเพิ่มก็ได้ครับผม

ผลตอบแทนระยะยาวที่คาดหวังจากการลงทุนก็คือประมาณ 9-10% ทบต้นต่อปีในระยะยาว 10-20 ปีตามผลตอบแทนรวมปกติของตลาดหุ้น การลงทุนนี้จะไม่มีการเดาหรือจับจังหวะตลาด (market timing) แต่อย่างใด จะซื้อแล้วถือครองตลอดเวลา (Stay buy and hold strategy)

เนื่องจากผมได้เริ่มการลงทุนไปแล้วตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน เพราะฉะนั้นส่วนตัวจะทำการวัดผลทุกวันที่ 27 มิถุนายนของทุกปีนะครับ สำหรับโครงการนี้ก็ถือว่าเริ่มกันที่ดัชนี SET Index ประมาณ 1,400 จุด ซึ่งส่วนตัวว่ามันไม่ถูกล่ะ ค่อนข้างกึ่งแพง แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของตลาดหุ้นไป หน้าที่เราคือลงทุนระยะยาวครับผม

 

บันทึกรายปี

project50-year1

 * บันทึก ณ วันที่ 22/11/17 เดิมทางโปรเจกต์ใช้กองทุน SCBSET50 ในการ DCA ลงทุน แต่เนื่องจากมีการปรับขึ้นค่าใช้จ่าย ทำให้กองทุน SCBSET50 มีค่าใช้จ่ายแพงมากจนเกินไป จึงต้องทำการย้ายไปยังกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า อันได้แก่ กองทุนดัชนี TMB50 โดย ณ วันที่ขายออกมา คือ วันที่ 20/11/17 ได้เงินมาทั้งสิ้น 33,871.53 เป็นเงินต้น 30,000 แบ่งเป็นในส่วนของเงินลงทุนประจำ 18,000 และแบงค์ 50 สมทบอีก 12,000 (เท่ากับมีกำไร 3,871.53 บาท) ซึ่งได้ทำการนำเงินดังกล่าวซื้อกองทุน TMB50 แทน ณ วันที่ 23/11/17

ยอดล่าสุด

project50-1yr

สรุปยอดหยุดโปรเจกต์ 50 เริ่มต้นวันที่ 27 มิถุนายน 2016 ตอนนี้ 28 มีนา 2018 ผ่านมาทั้งสิ้น 21 เดือน ลงทุนประจำเดือนละ 1,000 บาท สมทบด้วยเงินออมจากแบงค์ 50 ที่เก็บไว้ ตอนเงินลงทุนรวมตอนนี้คือ เงินต้น 34,000 (ตัวเลขในรูปหากลบต้นทุนจะไม่ตรงเพราะเคยโอนเงินขายกองทุนมาจากกอง SCBSET50) แต่มูลค่าเงินปัจจุบันคือ 41,284.06 คิดเป็นกำไรประมาณ 7,000 หรือ cumulative return ผลตอบแทนสะสม 20% กว่าครับ

Project50-lastday

** บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงแนวคิดส่วนตัวเกี่ยวกับวิธีการลงทุนของผู้ เขียน ไม่ได้มีเจตนาชักชวนให้ลงทุนตาม ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

11 สิ่งที่ควรทำตอนช่วงอายุ 20 เพื่อเป็นเศรษฐีเงินล้านตอน 30

บทความ 11 things to do in your 20s to become a millionaire by 30 ใน Business Insider ของคุณ Kathleen Elkins ค่อนข้างเขียนได้ดีเลยครับ ผมจึงอยากเอามาสรุปให้ได้อ่านกัน โดย 11 สิ่งที่เราควรจะลงมือทำในช่วงอายุ 20 เพื่อที่จะได้เป็นเศรษฐีเงินล้านตอนอายุ 30 มีดังนี้

(1) Focus on earning

ข้อแรกสุดเลยคือ ให้พยายามพัฒนาศักยภาพในการหารายได้ และโฟกัสไปที่การหารายได้เพิ่ม เพราะรายได้เพิ่มขึ้นย่อมนำไปสู่จำนวนเงินออมที่สูงขึ้น ซึ่งมันมีหลายวิธีเท่าที่ผมเคยเจอมา ไม่ว่าจะย้ายงาน, หารายได้อื่นเสริม, อัพเกรดฝีมือและศักยภาพของตัวเอง, อันนี้เราเลือกทางเดินได้หลากหลาย แต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่าเราจดจ่อหาวิธีที่จะทำให้รายได้มันเพิ่ม โอกาสที่จะได้มันจะมากขึ้นเพราะความสนใจของเราจะเป็นตัวดึงความคิดให้เราทุ่มเทไปกับมันครับ

(2) Develop multiple streams of income

ข้อนี้ก็สำคัญ พยายามพัฒนารายได้หลายๆทาง ให้มีกระแสเงินสดรับไม่ใช่จากแหล่งเดียว คือคนส่วนใหญ่เนี่ยจะมีรายได้แค่ทางเดียว คือ เงินเดือน หรือ เงินขายของ(สำหรับพ่อค้าแม่ค้า) แต่จากบทสำรวจของ Thomas C. Corley พบว่าเศรษฐีที่รวยขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองนั้น จำนวน 65% ในกลุ่มสำรวจมีรายได้มากกว่า 3 ทางขึ้นไป โดยแหล่งรายได้อื่นก็เช่น ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์, เงินปันผลจากหุ้น, หรือการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจต่างๆ ยิ่งมีรายได้จากหลายแหล่ง ยิ่งทำให้ชีวิตเราปลอดภัยจากปัญหาด้านการเงินมากขึ้นครับ

(3) Save to invest, don’t save to save

กฎเหล็กเลย คุณจะต้องออมเพื่อลงทุน ไม่ใช่ออมเพื่อเก็บเงินไว้เฉยๆ ข้อนี้คือความพลาดของหลายๆคนที่เก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารยาวๆ ลงทุนไม่เป็น ซื้อแต่สลากออมสิน ซื้อแต่ประกันชีวิต ฝากแต่ฝากประจำอย่างเดียว มันทำให้คุณพลาดสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูง และโดนเด้งสองคือออมไปก็จนลงเพราะโดนเงินเฟ้อกินอำนาจซื้อในอนาคต แนะนำให้เริ่มที่บทความนี้ครับ ออมเงินและลงทุน (101)

การเริ่มต้นออมสำหรับคนที่ทำงานแล้วที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และพยายามที่จะทำให้การออมและลงทุนของเราเป็นไปโดย “อัตโนมัติ” ทำให้เป็นนิสัยและกิจวัตรซะ วิธีที่ดีคือวิธีหักเงินให้มันลงทุนรายเดือน วิธีลงทุนแบบอัตโนมัติโดยเฉพาะการซื้อสะสมเป็นประจำเป็นวิธีที่ นักลงทุนและกูรูการเงินคนสำคัญๆแนะนำ

(4) Be decisive

ให้ทุ่มเทเวลาไปกับการพัฒนาตัวเอง โดยวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้คือ การตัดทิ้งการตัดสินใจบางอย่างที่หยุมหยิมและกินเวลาในชีวิตประจำวันครับ โดยในแต่ละวันพยายามตั้งแผนไว้เลยว่าจะทำอะไร และมีกิจวัตรประจำวันที่ทำแบบอัตโนมัติ ยกตัวอย่าง คุณจะเห็นว่าช่วงหลังๆของ Steve Jobs เขาจะใส่เสื้อสีดำออกงานบ่อยๆ นอกจากจ็อบส์จะชอบแล้ว จ็อบยังทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องมาเสียเวลาคิดว่าจะใส่อะไร มหาเศรษฐีคนที่แสดงให้เห็นข้อนี้อย่างเด่นชัด คือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แห่ง facebook ที่โดนถามว่าทำไมชอบใส่เสื้อซ้ำๆ เขาตอบว่า “ผมต้องการเคลียร์ทุกเรื่องในชีวิต ให้ตัดสินใจน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมไม่อยากเสียเวลาในแต่ละวันไปกับการครุ่นคิดว่าจะสวมชุดไหนดี” เรื่องที่ไม่สำคัญพยายามเซ็ตให้มันเป็นแบบ autopilot ครับคือแต่ละวันทำมันแบบอัตโนมัติไปเลย แล้วเอาเวลาไปโฟกัสและใช้กับเรื่องที่สำคัญจะดีกว่า

(5) Don’t show off – show up 

หลักของข้อนี้คือ save more and spend less, พยายามจ่ายให้น้อย ยืดการบริโภคออกไปก่อนและเก็บออมไปลงทุนให้ได้มาก ของที่มันไม่จำเป็นก็อย่าพึ่งรีบซื้อในช่วงอายุ 20 โดยเฉพาะของที่ต้องผ่อนหนักๆและไม่ได้สร้างมูลค่าความมั่งคั่งในอนาคต เช่น รถยนต์ ถ้าเปลี่ยนจากเงินผ่อนพวกนี้เป็นเงินเก็บไปลงทุน มันจะทำให้เพิ่มโอกาสที่จะเป็นเศรษฐีเงินล้านก่อน 30 ได้ง่ายขึ้นครับ ดังคำพูดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ที่ว่า ถ้าคุณจ่ายไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น สักวันคุณก็จะต้องขายสิ่งที่จำเป็น หลีกหนีพฤติกรรมที่ตัวคุณอาจจะเห็นอยู่บ่อยๆ ที่วิล สมิธสรุปไว้ว่าเป็นเรื่องที่คนชอบ “ซื้อของที่พวกเขาไม่ได้ต้องการ เพื่อทำให้คนที่ตัวเองไม่ชอบประทับใจ”

(6) Change you mindset about money

การจะรวยขึ้นมาได้ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ต้องเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเงินก่อน คนส่วนใหญ่(และผมก็เห็นมาเยอะ อันนี้ยืนยัน) เชื่อว่า การสร้างฐานะ การมีเงินเยอะๆ เป็นสิ่งที่อยู่นอกการควบคุมของตัวเอง เป็นเรื่องของดวงบ้าง เป็นเรื่องของโชคชะตาบ้าง หลายครั้งมันก็เป็นข้ออ้างง่ายๆนี่ล่ะ บางทีก็มาในรูปของการบ่น การโทษทุกอย่าง เช่น โทษชีวิตที่เกิดมาแบบนี้ พ่อแม่ไม่รวยบ้าง, โทษเรื่องงาน, โทษคนอื่น, โทษสังคม ฯลฯ แต่ที่ไม่โทษอย่างเดียวคือ “ไม่โทษตัวเอง”, เมื่อไหร่ที่เรายอมรับได้ว่า มันอยู่ที่เรานี่ล่ะ จะรวยจะจนก็อยู่กับสิ่งที่เราทำเอง เมื่อนั้นเท่ากับคุณได้เปิดทางชีวิตใหม่ด้านการเงินแล้ว หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมแนะนำและเห็นว่าเขียนเรื่องนี้ดีคือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน ของ T. Harv Eker เล่มนี้พูดเกือบทุกอย่างไว้แล้ว

1382571281-secretsmil-o

(7) Invest in yourself

“สินทรัพย์ลงทุนที่ดีที่สุดในชีวิตคือตัวคุณเอง” เพราะฉะนั้น ลงทุนในตัวเองให้มากที่สุด ลงทุนในการพัฒนาศักยภาพของชีวิตให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างหนึ่งที่ดีมากๆคือ “การอ่าน” ตามด้วย “การหาประสบการณ์เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ” วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยแนะนำวิธีพัฒนาศักยภาพตัวเองโดยยกตัวอย่างวิธีหนึ่งก็คือ พยายามอ่านหนังสือให้เยอะๆ (เขาแนะนำ 500 หน้าต่อวันเลยทีเดียว) พยายามทบทวีความรู้ทุกวัน ชาลี มังเกอร์ก็บอกเสริมว่า พยายามทำให้ตัวเองเก่งขึ้นมากกว่าทุกวันให้ได้ เข้านอนหัวถึงหมอนแล้วรู้ว่าตัวเองดีกว่าเมื่อวานแล้ว ประโยคที่น่าสนใจคือ มังเกอร์บอกว่า สองอย่างในชีวิตคือ การอ่านกับการคิด ถ้าเราทำมันได้ดีแล้ว เรื่องอื่นๆในชีวิตจะสบายไปเลย ดังนั้น พยายามเป็นสุดยอดในสิ่งที่คุณกำลังทำ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่จบมหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยอยากจะพัฒนาอยากจะเรียนรู้ค้นคว้าตัวเองเพิ่ม เพราะฉะนั้นคนที่ทำเช่นนี้แทบไม่มีทางล้มเหลวได้เลย คุณอาจโดดเด่นขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่คุณจะโดดเด่นขึ้นมาอย่างแน่นอน

(8) Ditch the steady paycheck

การเป็นนายตัวเอง, การทำธุรกิจเป็นหนทางที่รวดเร็วในการสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาครับ อย่าพยายามคิดว่าชีวิตนี้จะมีแต่การรับเงินเดือน ข้อเสียอย่างหนึ่งของมันคือเราจะได้รับเงินเท่าที่นายจ้างให้ แต่การออกไปทำธุรกิจด้วยตัวเอง มันจะไม่มีการประกันรายได้ขั้นต่ำให้ ไม่มีเงินเดือนเข้ามาทุกเดือน แต่ถ้าคุณประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจแล้ว มันไม่มีขั้นสูงของรายได้ครับ คุณจะได้สูงเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในทางธุรกิจของคุณ คุณ Siebold ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่าผู้คนส่วนใหญ่พยายามการันตีรายได้และความมั่งคั่งทางการเงินของตัวเองไว้กับงานที่ได้เงินเดือนระดับกลางๆ (ภาวนา)และหวังว่ามันจะเพิ่มขึ้นทุกปีๆ

สำหรับหลายคนที่สนุกกับงานที่ทำและรักชีวิตมนุษย์เงินเดือนอันนี้ไม่ผิดครับ ข้อ (8) จริงๆคือการเตือนคนทำงานที่มีชีวิตแบบเดือนชนเดือน ไม่มีเงินเก็บ รอวันเงินเดือนออก สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ ต้องรอเงินเดือนใหม่ใช้ไปเรื่อยๆ อย่างแย่ก็คือใช้เงินมากกว่าเงินเดือนตัวเองจนติดหนี้สินบัตรเครดิต พวกนี้จะมีปัญหาที่สุด ต้องระวังอย่าเป็นมนุษย์ steady paycheck โดยไม่พัฒนาชีวิตอะไรขึ้นมาเลย

(9) Set goals and visualize  achieving them

ข้อนี้สำคัญ คุณต้องมีเป้าหมาย มีภาพในหัวว่าจะทำยังไงให้ได้เป้าหมายนั้น เขียนมันออกมาและลงมือทำให้มันเป็นจริง โดยทำตามแผนไปเรื่อยๆ คือ ถ้ามีแผนการชัดเจนแล้วและลงมือทำ โอกาสสำเร็จจะสูงมากครับ หนังสือหลายเล่มเรียกมันว่า ภาพความสำเร็จ 2 ครั้ง ครั้งแรกอยู่ในหัว ครั้งที่สองอยู่ในความจริง พยายามกำหนดแผนและเป้าหมายที่ทำได้และเด่นชัด ประเภทว่าอายุ 30 ฉันจะรวยขึ้น อันนี้ลำบาก ยากที่จะเป็นไปได้ คุณย้อนไปดูปณิธานปีใหม่ก็ได้ ประเภทบอกว่าจะตั้งใจทำให้ดีขึ้น โกรธให้น้อยลง พวกนี้มักจะล้มเหลวครับ พยายามตั้งเป้าให้ชัด เช่น ตอนอายุ 30 จะมีเงิน 1 ล้าน หรือให้ชัดอีกจะมีกองทุนรวมหุ้น 1 ล้านบาท โดยจะทำการหักเงินไปลงทุน 40% ทุกครั้งของเงินที่ได้มา การตั้งแผนแบบนี้จะทำให้โอกาสประสบความสำเร็จง่ายขึ้นมาก ออ ต้องลงมือทำตามวินัยและอดทนด้วย แผนดีแค่ไหน ไม่เริ่มก็แค่ฝันลมๆครับ

อย่างสมมติจากหัวบทความบอกจะมีเงินล้านตอนอายุ 30 ถ้าเริ่มทำงานตอน 23 อายุ 23-25 เงินเดือน 15,000, อายุ 25-27 เงินเดือน 20,000, อายุ 28-29 เงินเดือน 25,000 ถ้าเก็บเงินขั้นต่ำไปลงทุน 40% ของเงินเดือน เราจะมีเงินต้นทั้งสิ้น 600,000 บาท เฉลี่ย 7 ปีเก็บปีละ 85,000 เดือนละ 7,000 เฉลี่ยแล้วคุณต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 15-20% ต่อปี แต่จะเห็นว่าพอกางแบบนี้ออกมาเราจะเห็นช่องทางพัฒนาแผนเต็มไปหมด เช่น เราทำผลตอบแทนน้อยลงได้ ถ้าเราเก็บออมมากขึ้น, เราเก็บเงินเพิ่มได้ถ้าเรามีรายได้เพิ่มขึ้น ฯลฯ คือเราจะเห็นช่องทางและจะแก้ไขให้มันเกิดขึ้นจริงได้ครับ แต่คนที่นั่งเฉยๆแล้วบอกฉันจะมี 1 ล้าน  กับบอกว่าโอ๊ยไงก็ไม่ถึงหรอก พวกนี้ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย

(10) Starting hanging out with people your admire

วิธีที่จะพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นมาอีกระดับคือ ให้ล้อมรอบด้วยคนที่เก่งๆ และใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เราอยากจะเป็นครับ คนเราเป็นลูกหลานของสิ่งแวดล้อม คุณถูกแวดล้อมด้วยสิ่งใดคุณก็มักจะเป็นแบบนั้น คุณ Siebold ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า “กระจกสะท้อนชีวิตเราที่แท้จริงคือเพื่อนสนิทของเราเอง” นึกถึงหนังสืออยู่เล่มที่บอกว่า ถ้าจับเพื่อนสนิทที่สุด 5 คนเอาเงินเดือนมารวมกันแล้วหารเฉลี่ย ปกติแล้วคนในกลุ่มนั้นจะเบี่ยงเบนจากกันไม่มาก ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่ามันไม่ใช่สุดโต่งแบบเลิกคบเพื่อนอะไรไปเลยแบบนี้นะครับ จุดประสงค์ของข้อนี้คือ ให้พยายามเรียนรู้และใช้ชีวิตกับคนที่เราสนใจและผลักดันให้ไปสู่จุดที่มีคนเก่งๆรอบตัวให้ได้ เพราะมันจะบีบให้คุณต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น เพื่อนก็คือเพื่อนครับ แต่ละคนมีเพื่อนหลากหลาย เพียงแต่คุณถามตัวเองดูด้วยว่า การใช้ชีวิตแต่ละวันนั้นใช้ไปกับการทำอะไร สมมติเพื่อนสนิทของคุณทุกคนทั้งวันเอาแต่ตั้งวงเหล้า เล่นไพ่และคุณก็ใช้ชีวิตแบบนั้นทุกวัน มันก็ยากที่จะคุณจะเป็นอย่างอื่นไปได้ คุณอาจจะห่างๆออกมาบ้างและใช้เวลาทำในสิ่งที่ดีกับตัวคุณและเป้าหมายของคุณเอง จริงๆมันมีอีกหลายวิธีนะครับที่เสริมข้อนี้ในยุคปัจจุบัน เพราะยังหมายถึงการอยู่กับหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องที่คุณสนใจ อ่านประวัติคนที่คุณชื่นชม เป็นสมาชิกเว็บบอร์ดของสมาคมที่คุณสนใจ คุยกับผู้เชี่ยวชาญ พูดคุยกับกลุ่มคนที่สนใจเหมือนกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ฯลฯ คือข้อนี้ลึกซึ้งครับ มันคือมงคล 38 รวมกันสี่ข้อ นั่นคือ ไม่คบคนพาล, คบบัณฑิต, บูชาคนที่ควรบูชา และพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ สี่อย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุดครับ

(11) Shoot of $10 million, not to $1 million

สรุปข้อนี้ง่ายๆก็คือ “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” จะทำทั้งที จะมีเป้าหมายก็ฝันให้ใหญ่ ฝันให้ไกลไปเลย คล้ายๆกันตอนสมัยเราเรียนถ้าคุณหวังแค่พอผ่านหรือพ้น F ปกติก็มีแค่ได้ C,D หรือ F ไปเลย แต่ถ้าคุณตั้งใจจะเอา A คุณอาจจะพลาดได้ B แต่จะเห็นไหมครับว่ามันสูงกว่า C,D,F นั่นก็เพราะมันใช้ระดับความพยายามและความสามารถที่สูงเกินไปหลายขั้น บีบให้คุณต้องพัฒนาสุดๆ เพราะฉะนั้นจะตั้งเป้าทั้งที 1 ล้านบาทเป็นตัวเลขที่ในยุคนี้เริ่มลำบาก ค่อยๆพัฒนาศักยภาพและลุยไปเรื่อยๆ ฝันไปถึง 10 ล้านบาท(อาจจะแบบต้องได้ตอนอายุ 40+) ก็จะทำให้ผลลัพธ์สูงขึ้นในชีวิตครับ


 

ถ้าจะถามว่า 11 สิ่งที่เราควรจะลงมือทำในช่วงอายุ 20 เพื่อที่จะได้เป็นเศรษฐีเงินล้านตอนอายุ 30 อะไรสำคัญที่สุด ส่วนตัวคิดว่า 11 ข้อนี้ผสานกันและถ้าคุณตั้งใจจริงๆ คุณทำได้แน่ๆ แต่ถ้าจะตอบว่าอะไรสำคัญที่สุดที่จึงทำให้มันเกิดขึ้นมาได้ ผมตอบได้ไวๆเลยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ สิ่งที่เรียกว่า “ลงมือทำ” ครับ

เพราะรู้ไปแล้วถ้าคุณไม่ทำ มันก็จะกลับไปสู่เรื่องเดิมๆที่ว่า รู้อะไรไม่สู้ รู้งี้! ถ้าทำนะ รู้งี้ ฉันรวยไปนานนนนแล้ววววว ก็จะรู้งี้กันไปตั้งแต่อายุ 20, 30, 40 ……… จะเอาแบบนั้นจริงๆหรือครับ

 

เงินล้าน ตอนช่วงอายุ 30 กับสิ่งที่ควรทำตั้งแต่อายุ 20

บทความ 11 things to do in your 20s to become a millionaire by 30 ใน Business Insider ของคุณ Kathleen Elkins ค่อนข้างเขียนได้ดีเลยครับ ผมจึงอยากเอามาสรุปให้ได้อ่านกัน โดย 11 สิ่งที่เราควรจะลงมือทำในช่วงอายุ 20 เพื่อที่จะได้เป็นเศรษฐี เงินล้าน ตอนอายุ 30 มีดังนี้

11 สิ่งที่ควรทำเพื่อเป็นเศรษฐี เงินล้าน ช่วงอายุ 30 

(1) Focus on earning

ข้อแรกสุดเลย คือ ให้พยายามพัฒนาศักยภาพในการหารายได้ และโฟกัสไปที่การหารายได้เพิ่ม เพราะรายได้เพิ่มขึ้นย่อมนำไปสู่จำนวนเงินออมที่สูงขึ้น ซึ่งมันมีหลายวิธีเท่าที่ผมเคยเจอมา ไม่ว่าจะย้ายงาน หารายได้อื่นเสริม อัพเกรดฝีมือและศักยภาพของตัวเอง อันนี้เราเลือกทางเดินได้หลากหลาย แต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่าเราจดจ่อหาวิธีที่จะทำให้รายได้มันเพิ่ม โอกาสที่จะได้มันมามากขึ้นก็เพราะความสนใจของเราจะเป็นตัวดึงความคิดให้เราทุ่มเทไปกับมันครับ

(2) Develop multiple streams of income

ข้อนี้ก็สำคัญ พยายามพัฒนารายได้หลายๆทาง ให้มีกระแสเงินสดรับไม่ใช่จากแหล่งเดียว คือคนส่วนใหญ่เนี่ยจะมีรายได้แค่ทางเดียว คือ เงินเดือน หรือ เงินขายของ (สำหรับพ่อค้าแม่ค้า) แต่จากบทสำรวจของ Thomas C. Corley พบว่า เศรษฐีที่รวยขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองนั้น จำนวน 65% ในกลุ่มสำรวจมีรายได้มากกว่า 3 ทางขึ้นไป โดยแหล่งรายได้อื่นก็เช่น ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ เงินปันผลจากหุ้น หรือการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจต่าง ๆ ยิ่งมีรายได้จากหลายแหล่ง ยิ่งทำให้ชีวิตเราปลอดภัยจากปัญหาด้านการเงินมากขึ้นครับ

(3) Save to invest, don’t save to save

กฎเหล็กเลย คุณจะต้องออมเพื่อลงทุน ไม่ใช่ออมเพื่อเก็บเงินไว้เฉย ๆ ข้อนี้คือความพลาดของหลาย ๆ คนที่เก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารยาว ๆ ลงทุนไม่เป็น ซื้อแต่สลากออมสิน ซื้อแต่ประกันชีวิต ฝากแต่ฝากประจำอย่างเดียว มันทำให้คุณพลาดสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูง และโดนเด้งสองคือออมไปก็จนลงเพราะโดนเงินเฟ้อกินอำนาจซื้อในอนาคต ถ้าอยากเริ่ม ผมขอแนะนำให้อ่านบทความนี้ครับ ออมเงินและลงทุน (101)

การเริ่มต้นออมสำหรับคนที่ทำงานแล้วที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และพยายามที่จะทำให้การออมและลงทุนของเราเป็นไปโดย “อัตโนมัติ” ทำให้เป็นนิสัยและกิจวัตรซะ วิธีที่ดีคือวิธีหักเงินให้มันลงทุนรายเดือน วิธีลงทุนแบบอัตโนมัติโดยเฉพาะการซื้อสะสมเป็นประจำเป็นวิธีที่ นักลงทุนและกูรูการเงินคนสำคัญๆแนะนำ

(4) Be decisive

ให้ทุ่มเทเวลาไปกับการพัฒนาตัวเอง โดยวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้คือ การตัดทิ้งการตัดสินใจบางอย่างที่หยุมหยิมและกินเวลาในชีวิตประจำวันครับ โดยในแต่ละวันพยายามตั้งแผนไว้เลยว่าจะทำอะไร และมีกิจวัตรประจำวันที่ทำแบบอัตโนมัติ ยกตัวอย่าง คุณจะเห็นว่าช่วงหลังๆของ Steve Jobs เขาจะใส่เสื้อสีดำออกงานบ่อย ๆ นอกจากจ็อบส์จะชอบแล้ว จ็อบยังทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องมาเสียเวลาคิดว่าจะใส่อะไร

มหาเศรษฐีคนที่แสดงให้เห็นข้อนี้อย่างเด่นชัด คือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แห่ง facebook ที่โดนถามว่าทำไมชอบใส่เสื้อซ้ำ ๆ เขาตอบว่า “ผมต้องการเคลียร์ทุกเรื่องในชีวิต ให้ตัดสินใจน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมไม่อยากเสียเวลาในแต่ละวันไปกับการครุ่นคิดว่าจะสวมชุดไหนดี” เรื่องที่ไม่สำคัญพยายามเซ็ตให้มันเป็นแบบ autopilot ครับคือแต่ละวันทำมันแบบอัตโนมัติไปเลย แล้วเอาเวลาไปโฟกัสและใช้กับเรื่องที่สำคัญจะดีกว่า

(5) Don’t show off – show up 

หลักของข้อนี้คือ save more and spend less พยายามจ่ายให้น้อย ยืดการบริโภคออกไปก่อนและเก็บออมไปลงทุนให้ได้มาก ของที่มันไม่จำเป็นก็อย่าพึ่งรีบซื้อในช่วงอายุ 20 โดยเฉพาะของที่ต้องผ่อนหนัก ๆและไม่ได้สร้างมูลค่าความมั่งคั่งในอนาคต เช่น รถยนต์ ถ้าเปลี่ยนจากเงินผ่อนพวกนี้เป็นเงินเก็บไปลงทุน มันจะทำให้เพิ่มโอกาสที่จะเป็นเศรษฐีเงินล้านก่อน 30 ได้ง่ายขึ้นครับ

ดังคำพูดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ที่ว่า ถ้าคุณจ่ายไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น สักวันคุณก็จะต้องขายสิ่งที่จำเป็น หลีกหนีพฤติกรรมที่ตัวคุณอาจจะเห็นอยู่บ่อย ๆ ที่วิล สมิธสรุปไว้ว่า เป็นเรื่องที่คนชอบ “ซื้อของที่พวกเขาไม่ได้ต้องการ เพื่อทำให้คนที่ตัวเองไม่ชอบประทับใจ”

(6) Change you mindset about money

การจะรวยขึ้นมาได้ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ต้องเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเงินก่อน คนส่วนใหญ่ (และผมก็เห็นมาเยอะ อันนี้ยืนยัน) เชื่อว่า การสร้างฐานะ การมีเงินเยอะ ๆ เป็นสิ่งที่อยู่นอกการควบคุมของตัวเอง เป็นเรื่องของดวงบ้าง เป็นเรื่องของโชคชะตาบ้าง หลายครั้งมันก็เป็นข้ออ้างง่าย ๆ นี่ล่ะ บางทีก็มาในรูปของการบ่น การโทษทุกอย่าง เช่น โทษชีวิตที่เกิดมาแบบนี้ พ่อแม่ไม่รวยบ้าง โทษเรื่องงาน โทษคนอื่น โทษสังคม ฯลฯ แต่ที่ไม่โทษอย่างเดียวคือ “ไม่โทษตัวเอง” 

เมื่อไหร่ที่เรายอมรับได้ว่า มันอยู่ที่เรานี่ล่ะ จะรวยจะจนก็อยู่กับสิ่งที่เราทำเอง เมื่อนั้นเท่ากับคุณได้เปิดทางชีวิตใหม่ด้านการเงินแล้ว หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมแนะนำและเห็นว่าเขียนเรื่องนี้ดีคือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน ของ T. Harv Eker เล่มนี้พูดเกือบทุกอย่างไว้แล้ว

1382571281-secretsmil-o

(7) Invest in yourself

“สินทรัพย์ลงทุนที่ดีที่สุดในชีวิตคือตัวคุณเอง” เพราะฉะนั้น ลงทุนในตัวเองให้มากที่สุด ลงทุนในการพัฒนาศักยภาพของชีวิตให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างหนึ่งที่ดีมาก ๆ คือ “การอ่าน” ตามด้วย “การหาประสบการณ์เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ”

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยแนะนำวิธีพัฒนาศักยภาพตัวเองโดยยกตัวอย่างวิธีหนึ่งก็คือ พยายามอ่านหนังสือให้เยอะ ๆ (เขาแนะนำ 500 หน้าต่อวันเลยทีเดียว) พยายามทบทวีความรู้ทุกวัน

ชาลี มังเกอร์ก็บอกเสริมว่า พยายามทำให้ตัวเองเก่งขึ้นมากกว่าทุกวันให้ได้ เข้านอนหัวถึงหมอนแล้วรู้ว่าตัวเองดีกว่าเมื่อวานไปอีกขั้น ประโยคที่น่าสนใจคือ มังเกอร์บอกว่า สองอย่างในชีวิตคือ การอ่านกับการคิด ถ้าเราทำมันได้ดีแล้ว เรื่องอื่น ๆ ในชีวิตจะสบายไปเลย

ดังนั้น พยายามเป็นสุดยอดในสิ่งที่คุณกำลังทำ เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ คนส่วนใหญ่จบมหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยอยากจะพัฒนาอยากจะเรียนรู้ค้นคว้าตัวเองเพิ่ม เพราะฉะนั้นคนที่ทำเช่นนี้แทบไม่มีทางล้มเหลวได้เลย คุณอาจโดดเด่นขึ้นมาอย่างช้า ๆ แต่คุณจะโดดเด่นขึ้นมาอย่างแน่นอน

(8) Ditch the steady paycheck

การเป็นนายตัวเอง การทำธุรกิจเป็นหนทางที่รวดเร็วในการสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาครับ อย่าพยายามคิดว่าชีวิตนี้จะมีแต่การรับเงินเดือน ข้อเสียอย่างหนึ่งของมันคือเราจะได้รับเงินเท่าที่นายจ้างให้ แต่การออกไปทำธุรกิจด้วยตัวเอง มันจะไม่มีการประกันรายได้ขั้นต่ำให้ ไม่มีเงินเดือนเข้ามาทุกเดือน แต่ถ้าคุณประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจแล้ว มันไม่มีขั้นสูงของรายได้ครับ คุณจะได้สูงเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในทางธุรกิจของคุณ

คุณ Siebold ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่พยายามการันตีรายได้และความมั่งคั่งทางการเงินของตัวเองไว้กับงานที่ได้เงินเดือนระดับกลาง ๆ (ภาวนา) และหวังว่ามันจะเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ

สำหรับหลายคนที่สนุกกับงานที่ทำและรักชีวิตมนุษย์เงินเดือนอันนี้ไม่ผิดครับ ข้อ (8) จริง ๆ คือ การเตือนคนทำงานที่มีชีวิตแบบเดือนชนเดือน ไม่มีเงินเก็บ รอวันเงินเดือนออก สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ ต้องรอเงินเดือนใหม่ใช้ไปเรื่อย ๆ อย่างแย่ก็คือใช้เงินมากกว่าเงินเดือนตัวเองจนติดหนี้สินบัตรเครดิต พวกนี้จะมีปัญหาที่สุด ต้องระวังอย่าเป็นมนุษย์ steady paycheck โดยไม่พัฒนาชีวิตอะไรขึ้นมาเลย

(9) Set goals and visualize  achieving them

ข้อนี้สำคัญ คุณต้องมีเป้าหมาย มีภาพในหัวว่าจะทำยังไงให้ได้เป้าหมายนั้น เขียนมันออกมาและลงมือทำให้มันเป็นจริง โดยทำตามแผนไปเรื่อย ๆ คือ ถ้ามีแผนการชัดเจนแล้วและลงมือทำ โอกาสสำเร็จจะสูงมากครับ หนังสือหลายเล่มเรียกมันว่า ภาพความสำเร็จ 2 ครั้ง ครั้งแรกอยู่ในหัว ครั้งที่สองอยู่ในความจริง พยายามกำหนดแผนและเป้าหมายที่ทำได้และเด่นชัด ประเภทว่าอายุ 30 ฉันจะรวยขึ้น อันนี้ลำบาก ยากที่จะเป็นไปได้ คุณย้อนไปดูปณิธานปีใหม่ก็ได้ ประเภทบอกว่าจะตั้งใจทำให้ดีขึ้น โกรธให้น้อยลง พวกนี้มักจะล้มเหลวครับ

พยายามตั้งเป้าให้ชัด เช่น ตอนอายุ 30 จะมีเงิน 1 ล้าน หรือให้ชัดอีกจะมีกองทุนรวมหุ้น 1 ล้านบาท โดยจะทำการหักเงินไปลงทุน 40% ทุกครั้งของเงินที่ได้มา การตั้งแผนแบบนี้จะทำให้โอกาสประสบความสำเร็จง่ายขึ้นมาก และต้องลงมือทำตามวินัยและอดทนด้วย แผนดีแค่ไหน ไม่เริ่มก็แค่ฝันลม ๆ ครับ

อย่างสมมติจากหัวบทความบอกจะมีเงินล้านตอนอายุ 30 ถ้าเริ่มทำงานตอน 23 อายุ 23-25 เงินเดือน 15,000 อายุ 25-27 เงินเดือน 20,000 อายุ 28-29 เงินเดือน 25,000 ถ้าเก็บเงินขั้นต่ำไปลงทุน 40% ของเงินเดือน เราจะมีเงินต้นทั้งสิ้น 600,000 บาท เฉลี่ย 7 ปีเก็บปีละ 85,000 เดือนละ 7,000 เฉลี่ยแล้วคุณต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 15-20% ต่อปี

จะเห็นได้ว่า พอกางตัวเลขแบบนี้ออกมา เราจะเห็นช่องทางพัฒนาแผนเต็มไปหมด เช่น เราทำผลตอบแทนน้อยลงได้ ถ้าเราเก็บออมมากขึ้น เราเก็บเงินเพิ่มได้ถ้าเรามีรายได้เพิ่มขึ้น ฯลฯ คือเราจะเห็นช่องทางและจะแก้ไขให้มันเกิดขึ้นจริงได้ครับ แต่คนที่นั่งเฉย ๆ แล้วบอกฉันจะมี 1 ล้าน  กับบอกว่าโอ๊ยไงก็ไม่ถึงหรอก พวกนี้ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย

(10) Starting hanging out with people your admire

วิธีที่จะพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นมาอีกระดับคือ ให้ล้อมรอบด้วยคนที่เก่ง ๆ และใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เราอยากจะเป็นครับ คนเราเป็นลูกหลานของสิ่งแวดล้อม คุณถูกแวดล้อมด้วยสิ่งใดคุณก็มักจะเป็นแบบนั้น คุณ Siebold ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า “กระจกสะท้อนชีวิตเราที่แท้จริงคือเพื่อนสนิทของเราเอง” ทำให้ผมนึกถึงหนังสืออยู่เล่มที่บอกว่า ถ้าจับเพื่อนสนิทที่สุด 5 คนเอาเงินเดือนมารวมกันแล้วหารเฉลี่ย ปกติแล้วคนในกลุ่มนั้นจะเบี่ยงเบนจากกันไม่มาก

ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า มันไม่ใช่สุดโต่งแบบเลิกคบเพื่อนอะไรไปเลยแบบนี้นะครับ จุดประสงค์ของข้อนี้คือ ให้พยายามเรียนรู้และใช้ชีวิตกับคนที่เราสนใจ และผลักดันตัวเองให้ไปสู่จุดที่มีคนเก่ง ๆ รอบตัวให้ได้ เพราะมันจะบีบให้คุณต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น เพื่อนก็คือเพื่อนครับ แต่ละคนมีเพื่อนหลากหลาย เพียงแต่คุณถามตัวเองดูด้วยว่า การใช้ชีวิตแต่ละวันนั้นใช้ไปกับการทำอะไร สมมติเพื่อนสนิทของคุณทุกคนทั้งวันเอาแต่ตั้งวงเหล้า เล่นไพ่และคุณก็ใช้ชีวิตแบบนั้นทุกวัน มันก็ยากที่จะคุณจะเป็นอย่างอื่นไปได้ คุณอาจจะห่าง ๆ ออกมาบ้าง และใช้เวลาทำในสิ่งที่ดีกับตัวคุณและเป้าหมายของคุณเอง

จริง ๆ แล้ว มันมีอีกหลายวิธีนะครับที่เสริมข้อนี้ในยุคปัจจุบัน เพราะยังหมายถึงการอยู่กับหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องที่คุณสนใจ อ่านประวัติคนที่คุณชื่นชม เป็นสมาชิกเว็บบอร์ดของสมาคมที่คุณสนใจ คุยกับผู้เชี่ยวชาญ พูดคุยกับกลุ่มคนที่สนใจเหมือนกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ฯลฯ คือข้อนี้ลึกซึ้งครับ มันคือมงคล 38 รวมกันสี่ข้อ นั่นคือ ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา และพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ สี่อย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุดครับ

(11) Shoot of $10 million, not to $1 million : ตั้งเป้า เงินล้าน

สรุปข้อนี้ง่าย ๆ ก็คือ “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” จะทำทั้งที จะมีเป้าหมายก็ฝันให้ใหญ่ ฝันให้ไกลไปเลย คล้าย ๆ กันตอนสมัยเราเรียน ถ้าคุณหวังแค่พอผ่านหรือพ้น F ปกติก็มีแค่ได้ D หรือ F ไปเลย แต่ถ้าคุณตั้งใจจะเอา A คุณอาจจะพลาดได้ B แต่จะเห็นไหมครับว่ามันสูงกว่า C/D/F นั่นก็เพราะมันใช้ระดับความพยายามและความสามารถที่สูงเกินไปหลายขั้น บีบให้คุณต้องพัฒนาสุด ๆ

เพราะฉะนั้นจะตั้งเป้าทั้งที 1 ล้านบาทเป็นตัวเลขที่ในยุคนี้เริ่มลำบาก ค่อย ๆ พัฒนาศักยภาพและลุยไปเรื่อย ๆ ฝันไปถึง 10 ล้านบาท (อาจจะแบบต้องได้ตอนอายุ 40+) ก็จะทำให้ผลลัพธ์สูงขึ้นในชีวิตครับ


ถ้าจะถามว่า 11 สิ่งที่เราควรจะลงมือทำในช่วงอายุ 20 เพื่อที่จะได้เป็นเศรษฐีเงินล้านตอนอายุ 30 อะไรสำคัญที่สุด ส่วนตัวคิดว่า 11 ข้อนี้ผสานกันและถ้าคุณตั้งใจจริง ๆ คุณทำได้แน่ ๆ แต่ถ้าจะตอบว่าอะไรสำคัญที่สุดที่จึงทำให้มันเกิดขึ้นมาได้ ผมตอบได้ไว ๆ เลยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ สิ่งที่เรียกว่า “ลงมือทำ” ครับ

เพราะรู้ไปแล้วถ้าคุณไม่ทำ มันก็จะกลับไปสู่เรื่องเดิม ๆ ที่ว่า รู้อะไรไม่สู้ รู้งี้! ถ้าทำนะ รู้งี้ ฉันรวยไปนานนนนแล้ววววว ก็จะรู้งี้กันไปตั้งแต่อายุ 20, 30, 40 ……… จะเอาแบบนั้นจริง ๆ หรือครับ