คลังเก็บป้ายกำกับ: Financial-Plan

ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”

        มีเรื่องหนึ่งที่คาใจมานาน เพราะมองข้อดีของมันไม่ออกเลย ประเด็นที่ว่าคือ ถ้าเราจะลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้น ทำไมเราถึงเอาเงินไปไว้ในกองทุนแบบมีปันผล? หัวข้อนี้น่าสนใจมากๆ เพราะตัวผมเองนั้นมักจะได้อ่านความเห็นในเว็บบอร์ดลงทุน แนะนำให้ลงทุนรายเดือนเฉลี่ยในกองทุนแบบมีปันผล ได้ปันผลมาก็เอาไปซื้อกลับ หรืออีกเคสหนึ่งให้รอซื้อกองทุนหลังปันผลเพราะจะได้ NAV ราคาหน่วยถูกลง หรือไม่ก็แนะนำเลยว่าให้ซื้อก่อนปันผล เพราะจะได้ปันผลมาใช้เลยไม่ต้องรอ เรื่องทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างลึกซึ้งทีเดียว

1.อย่างแรกเลย ปันผลทุกครั้งนั้นจะถูกหักภาษี 10% ครับ สมมติปันผลมา 100 บาท ก็จะเหลือเงินสดจริงๆให้เรา 90 บาท (ในส่วนนี้ใครที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีสามารถขอคืนภาษีได้โดยทำการยื่นแบบภงด.) แต่ แต่ ผมก็ไม่แน่ใจว่ามีคนทำแบบนี้เยอะไหม หรือส่วนมากจะละเลยแล้วปล่อยภาษีทิ้งไปเลย ถ้าเราลงทุนหลายสิบปี ผลตอบแทนเราจะถูกลดทอนลงจากภาษีที่ว่าไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่กลับกันถ้าปล่อยเงินโตในกองทุนไปเรื่อยๆ จะไม่ถูกหักภาษีเลย แถมตอนขายทิ้งก็ไม่มีภาษีด้วย ผมจึงไม่เห็นประโยชน์ในการลงทุนระยะยาวกับกองทุนแบบมีปันผลเลย นี่คือข้อสงสัยอย่างที่หนึ่ง

2.เรื่องที่สอง ถ้าจะลงทุนแบบซื้อเฉลี่ยไปเรื่อยๆ ทำไมถึงต้องลงทุนกองทุนที่มีปันผล แล้วเอาเงินปันผลที่ได้มาซื้อต่อ ทั้งๆที่จะโดนภาษีหักไปเรื่อยๆ เท่ากับว่าเงินที่เอามาลงทุนต่อย่อมจะน้อยกว่ามากๆเมื่อเทียบกับเราปล่อยเงินให้อยู่ในกองทุนแล้วปล่อยกองทุนลงทุนทบต้นต่อไป

3.การแนะนำให้เข้าซื้อก่อนปันผล จะได้ปันผลมาใช้เลย ผมสมมติแบบนี้ กองทุน xxx มี NAV ที่ 14 บาท ประกาศจ่ายปันผล 1 บาท มีคนแนะนำให้ผมซื้อเลย จะได้ปันผล ผมก็เข้าซื้อ กลายเป็นว่าหลังปันผล ผมได้เงินปันผล 0.9 บาท (ถูกหักภาษี10%) และราคา NAV หลังหักปันผล 1 บาทก็จะเหลือที่ 13 บาท สรุปแล้วผมมีมูลค่าลงทุนเหลือเพียง 13 บาทและเงินปันผลที่ได้รับ 0.9 บาท นั่นคือผมขาดทุน! และ และ เห็นอะไรไหมครับไอ้ 0.9 บาทที่ผมได้มันก็คือเงินลงทุนที่ผมพึ่งซื้อไปนั่นเอง

4.การซื้อหลังกองทุนปันผลด้วยเหตุผลว่าเพราะจะได้หน่วยที่ถูก นั่นคือ ต้นทุนหลอก ครับ เรารู้สึกว่ามันถูก จริงๆไม่ถูกหรอก เราก็ได้เท่ากับคนที่เขาซื้อมาก่อนนั่นล่ะ เหมือนตัวอย่างข้างบน NAV 14 บาท ปันผล 1 บาทเหลือ 13 บาท สรุปแล้ว คนที่ซื้อก่อนเราเขาก็เหลือต้นทุนที่ 13 บาท + เงินปันผลในมือ 1 บาท (สมมติว่าไม่ถูกหักภาษี) ส่วนเราก็ถ้าเงินเท่ากัน 14 บาทซื้อที่ NAV 13 บาท เราก็จะเหลือเงินในมือ 1 บาทเหมือนกัน

เงินที่คุณจะลงทุนในหุ้นเป็นเงินลงทุนระยะยาว ลงทุนกันอีก 20-50 ปี การให้ทุกบาททุกสตางค์เติบโตทบต้นเป็นอะไรที่สมเหตุผลสุด แล้วทำไมเราจะต้องให้กองทุนจ่ายปันผลออกมาด้วย ในเมื่อคุณก็ต้องเอากลับไปลงทุนใหม่ สำหรับคนที่อายุต่ำกว่า 50 ปีแล้วบอกว่าจะเอาปันผลออกมาใช้จ่าย ผมว่ามันไม่ถูกอยู่ดี เพราะต้องมองเงินทั้งก้อนนี้เป็นเงินในอนาคตทั้งหมด การดึงหรือชักออกมาใช้ก่อน ทำให้เงินต่อไปเราหดลงด้วย

การปล่อยให้เงินเติบโตในกองทุน ผู้จัดการกองสามารถนำเงินไป reinvest ลงทุนต่อได้ทันที มันจะเกิดผลตอบแทนแบบดอกเบี้ยทบต้น

การที่กองทุนจ่ายปันผล เงินปันผลจะถูกหักภาษี 10% ซึ่งมันอาจดูเล็กน้อยแต่ระยะยาวแล้วแย่มาก ตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติเราลงทุนกองทุนหุ้นไป 1,000 กองทุนทำกำไร 10% เงินโตเป็น 1,100 กองทุนจ่ายกำไรออกมาหมด คือ จ่ายกำไรมา 100 บาท คุณถูกหักภาษี 10% เงินรับจริงเหลือ 90 บาท คุณเอาไปใช้ และนี่คือต้นทุนค่าเสียโอกาสครับ นั่นคือ เงิน 10 บาทนี้ถ้าสามารถลงทุนในกองทุนต่อแล้วได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี อีก 20 ปี เงินก้อนนี้คือ 80 บาท และอีก 40 ปี มันคือ 640 บาท !!! ถ้าเงินภาษีที่ถูกหักคือ 1 ล้านบาท เงินนั่นในอนาคตอีก 40 ปี คือ 64 ล้านบาทนะครับ


 

อีกประเด็นสำคัญที่จะหลงกันมาก คือ ปันผลหุ้น กับ ปันผลกองทุนหุ้น นั้น “ไม่เหมือนกัน” ปันผลของหุ้นแต่ละตัวนั้นมาจากกำไรของบริษัทที่ทำได้แล้วจ่ายออกมา แต่ปันผลของกองทุนหุ้นนั้นมาจากกำไรจากการลงทุนของกองทุนรวม เพราะฉะนั้นกองทุนหุ้นอาจได้รับปันผลจากหุ้น แต่ กองทุนอาจจ่ายปันผลไม่ได้ ลองดูตัวอย่างกัน (ในตัวอย่างจะไม่หักค่าใช้จ่ายกองทุนและหนี้สินนะครับ จะได้ไม่งง)

สมมติกองทุนรวมหมีน้อยตั้งมาด้วยเงินลงทุนของนักลงทุนรวมกัน 1,000 ล้านบาท โดยปกติราคาหน่วย NAV per unit ก็จะเริ่มต้นที่ 10 บาท สมมติแบบเข้าใจง่ายๆว่ากองทุนเอาเงินไปซื้อหุ้นบริษัทปูนตราลูกหมี ที่ราคาหุ้นละ 100 บาทด้วยเงินทั้งหมด เวลาผ่านไปหนึ่งปี บริษัทปูนตราลูกหมีมีกำไรเลยจ่ายปันผล กองทุนได้ปันผลมารวม 50 ล้านบาท = ตอนนี้กองทุนมีกำไรแล้ว 50 ล้านบาท (หรือผลตอบแทน 5% จากเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท—ราคาหน่วย NAV per unit จะกลายเป็น 10.50 บาท) ตรงนี้ขึ้นอยู่กับกองทุน ถ้าสมมติกองทุนนี้มีนโยบายไม่จ่ายปันผล กองทุนก็จะเอาเงินไปลงทุนซื้อหุ้นต่อ (Reinvest) เงินเราก็จะเติบโตต่อไป แต่ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนอาจจะจ่ายออกมาหมดเลยก็ได้ ก็คือ จ่ายออกมา 0.5 บาทต่อหน่วย และ NAV per unit จะเหลือ 10 บาทเท่าเดิม

เหตุการณ์เดิม กองทุนได้ปันผลมารวม 50 ล้านบาท = ตอนนี้กองทุนมีกำไรแล้ว 50 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นบริษัทปูนลูกหมีเหลือ 70 บาทต่อหุ้น = ตอนนี้มูลค่าเงินต้นของกองทุนจาก 1,000 ล้านบาทจะเหลือ 700 ล้านบาท แต่มีกำไรจากปันผลมาก็จะมีมูลค่าทรัพย์สิน 750 ล้านบาท และราคาหน่วยก็จะเหลือ 7.5 บาท เห็นไหมครับ เคสนี้กองทุนได้กำไรจากปันผลแต่กองทุนไม่อาจจ่ายปันผลได้ สาเหตุก็เพราะกองทุนไม่มีกำไร กองทุนขาดทุนอยู่ย่อมจ่ายปันผลไม่ได้

เอาใหม่ กลับไปที่เหตุการณ์เดิม  กองทุนได้ปันผลมารวม 50 ล้านบาท = ตอนนี้กองทุนมีกำไรแล้ว 50 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นบริษัทปูนลูกหมีทะยานเป็น 120 บาทต่อหุ้น = ตอนนี้มูลค่าเงินต้นของกองทุนจาก 1,000 ล้านบาทกลายเป็น 1,200 ล้านบาทบวกมีกำไรจากปันผลมาก็จะมีมูลค่าทรัพย์สิน 1,250 ล้านบาท และราคาหน่วยก็จะพุ่งเป็น 12.5 บาท เคสนี้กองทุนอาจจ่ายปันผลออกมาได้ถึง 250 ล้านบาท โดยการเอาปันผลที่ได้รับออกมาจ่าย (50 ล้านบาท) และขายหุ้นในส่วนที่เป็นกำไรคือ 200 ล้านบาทออกมาด้วย (ซึ่งทำได้) มูลค่าทรัพย์สินก็จะกลับไปเหลือ 1,000 ล้านบาทเท่าเดิม และราคาหน่วยก็กลับไปเป็น 10 บาท นักลงทุนได้ปันผลออกมาหน่วยละ 2.5 บาท (และถูกหักภาษี 10%)

ทั้งนี้ พวกกองทุนที่จ่ายปันผลก็จะมีนโยบายแตกต่างกันไป เช่น กองทุนจ่ายปันผลแหลก กองทุนนี้พอมีกำไรปุ๊บก็จ่ายกำไรออกมาหมดเลย (ซึ่งจ่ายได้จากปันผลที่ได้รับหรือไม่มีปันผลก็ขายหุ้นที่มีกำไรทิ้งแล้วเอากำไรที่ได้มาจ่ายปันผล) หรือกองทุนจ่ายกะปริบกะปรอย จ่ายครึ่งหนึ่ง เก็บผลกำไรไว้ครึ่งหนึ่ง พอต่อไปสถานการณ์ไม่ดี ตลาดหุ้นผันผวน กองทุนจ่ายปันผลแหลกอาจจะจ่ายปันผลไม่ได้เลย เพราะไม่มีกำไรเหลืออยู่(แถมขาดทุน) แต่กองทุนจ่ายกะปริบกะปรอยอาจจะยังจ่ายได้โดยควักกำไรเก่าที่สะสมคงเหลือไว้มาจ่ายแทน

คือ เราต้องไปดูนโยบายจ่ายเงินปันผลกองทุนอีกทีด้วยครับ กองทุนสามารถจ่ายออกมาได้จาก กำไรสุทธิในงวดนั้น เช่น ปีนี้ขาดทุนก็ไม่จ่าย แต่ปีต่อไปมีกำไรแบบนี้จ่ายได้ หรือบางกองแม้งวดนี้จะขาดทุนแต่ถ้ายังมีกำไรสะสมอยู่ก็จ่ายปันผลได้ ซึ่งต้องสังเกตนโยบายและวิธีจ่ายของกองทุนแต่ละเจ้าครับ



มีประเด็นหนึ่งเรื่องจ่ายปันผลที่ส่วนตัวผมแอบคิด คือ กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล มักจะสร้างปัญหาระดับหนึ่งให้ผู้จัดการกองทุน เพราะ สมมติถ้าไม่มีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนจะค่อนข้างอิสระที่จะเอาเงินผลกำไรไปลงทุนต่อได้สะดวก แต่กรณีกองทุนจ่ายปันผล ผู้จัดการกองทุนมีประเด็นต้องพิจารณาตรงนี้ เพราะฉะนั้น อาจจะไม่สามารถเอาเงินปันผลและผลกำไรไปลงทุนต่อได้ หรือกลับกัน หุ้นในพอร์ตมีกำไรยังไม่รับรู้ (unrealized Gain) แต่เพราะนโยบายถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องจ่ายปันผล แม้จะมองเห็นศักยภาพของหุ้นตัวนั้นในอนาคต แต่ก็จำต้องทยอยขายหุ้นดังกล่าวออกมาเพื่อให้จ่ายปันผลได้ ซึ่งอาจจะกระทบต่อฝีมือการลงทุน (performance) ของกองทุนได้ เพราะการทยอยขายหุ้นย่อมต้องกระทบต่อราคาของหุ้นตัวนั้นเอง เช่น กรณีที่สภาพคล่องน้อยหรือหุ้นไม่ค่อยมีการซื้อขาย ทำให้เกิดช่องว่างราคา (bid-spread) ได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แถมการขายหุ้นต้องเสียค่าคอมมิชชัน ค่าใช้จ่าย อีกด้วย


จริงๆแล้ว มีอีกหนึ่งประเด็นที่มักพูดกันบ่อย คือ กองทุนจ่ายปันผล ทำให้เก็บกำไรเอาไว้ก่อนเพราะพอมีกำไรกองทุนก็จ่ายออกมา ในขณะที่กองไม่ปันผลถือไปก็ราคาขึ้นลงอาจไม่ได้อะไรถ้าไม่ขายทิ้ง อันนี้ตอบได้เลยครับว่า ถ้าคุณจะลงทุนระยะยาว การได้ปันผลออกมา ภาระแรก “เสียภาษี”โอเคว่า ถ้าจะบอกว่าได้กำไรเป็นเงินสดมาพักไว้ก่อน ก็ต้องไม่ลืมว่าการถือเงินสดเอาไว้ยาวๆก็จะเกิดภาระต่อมาคือ ต้นทุนการถือเงินสด—อันแรกคือ Cash Drag สมมติได้ปันผลมาโดยปกติถ้ามันอยู่ในกองทุนเขาก็จะเอากำไรไปลงทุนทบต้นต่อ แต่พอมันอยู่ในมือเราปุ๊บ ถ้าหุ้นมันขึ้นต่อไปเรื่อยๆ คุณก็จะเสียผลกำไรเพราะแทนที่จะได้ถือหุ้นกลับต้องมาถือเงินสดไว้ในมือ การกลับไปลงทุนต่อก็ต้องซื้อ หน่วยที่ราคาแพงขึ้น —ปัญหาที่สองคือ “การจับจังหวะลงทุน” (Market Timing) คุณก็จะไม่รู้อีกว่าต้องกลับเข้าไปซื้อตอนไหน ต่อให้โชคดีปันผลมาแล้วหุ้นตก นักลงทุนส่วนใหญ่ก็จะไม่มีความสามารถในการจับจังหวะลงทุนหรอกครับ มันคือเรื่องที่ยากมาก พอหุ้นตกก็ไม่กล้าลงทุนต่อ สักพักตลาดฟื้นก็ไม่แน่ใจ พอตลาดกระทิงค่อยกลับมาซื้อ เป็นวงจรผิดพลาดไปอีก ปกติคนไม่เจอปัญหาข้อนี้เพราะ เผลอๆ ได้เงินปันผลมาก็เอาไปใช้จ่ายล่ะ (ฮ่า) ไม่ยอมลงทุนต่อ เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้างต้น ถ้าไม่จำเป็น อย่าลงทุนกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผลครับ ก็จะปิดความเสี่ยงและปัญหาพวกนี้ได้



สรุปแล้ว กองทุนปันผลไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ลงทุนระยะยาว การปล่อยให้เงินเติบโตในกองทุนที่มีนโยบายไม่จ่ายปันผลย่อมดีกว่ามากๆ ถ้าฉุกเฉินก็ใช้วิธีขายทิ้งบางส่วนเอาเงินออกมาซะ (ไม่เสียภาษีด้วย) กองทุนแบบปันผลจะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการกระแสเงินสดเข้ามาใช้ระหว่างปี อารมณ์ว่าตอนอายุ
50-60 มีเงินก้อน 10 ล้าน จึงซื้อไว้แล้วรอรับปันผลแต่ละปีมากกว่า ไม่ใช่คนที่ตั้งใจจะลงทุนตั้งแต่ยังหนุ่มสาวเพื่อสะสมเงินไว้ใช้ในอนาคตครับ (และต้องไม่ลืมว่า กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ถ้ากองทุนไม่มีกำไรก็จ่ายปันผลไม่ได้)

ขอให้เข้าใจให้ดีว่า ผลตอบแทนสุดท้ายที่เราจะได้รับสำคัญมากๆ ซึ่งผลตอบแทนที่ว่านั้น ต้องเป็นผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายและหักภาษีทั้งหมดแล้ว เรียกว่าเป็น Net Total Return (After total expenses & taxes) เรื่องนี้สำคัญมากๆ การลงทุนอะไรที่ผลตอบแทนพอๆกัน แต่มีอันหนึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อปีต่ำและไม่มีภาระภาษีหนักๆ ย่อมดีกว่ามากๆ เป็นนักลงทุนต้องศึกษาให้แม่นครับ อย่าเชื่อสิ่งที่นักลงทุนหมู่มากทำตามกัน เพราะส่วนใหญ่แล้วผมมักพบว่าเป็นวิธีและแนวทางที่ลดทอนผลตอบแทนระยะยาวของเพื่อนๆนักลงทุนทั้งนั้ เราต้องพิสูจน์ให้ชัดก่อนที่จะเอาเงินที่หามาอย่างยากลำบากสักก้อนไปลงทุนหรือใช้วิธีลงทุนแบบไหนก็ตาม

กองทุนปันผล : รวมความไม่เข้าใจต่อกองปันผล

กองทุนปันผล เป็นหนึ่งในตัวอย่างของสิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจระบบของมันนัก แต่น่าแปลกใจว่า มันกลับกลายเป็นกองทุนที่นักลงทุนจำนวนมากใส่เงินเข้าไปลงทุนอย่างหนักในหลายปีที่ผ่านมา

อย่างเรื่องหนึ่งที่คาใจมานาน เพราะมองข้อดีของมันไม่ออกเลย ประเด็นที่ว่าคือ ถ้าเราจะลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้น ทำไมเราถึงเอาเงินไปไว้ในกองทุนแบบมีนโยบายจ่ายเงินปันผล? หัวข้อนี้น่าสนใจมาก ๆ เพราะตัวผมเองนั้นมักจะได้อ่านความเห็นในเว็บบอร์ดลงทุน แนะนำให้ลงทุนรายเดือนในกองทุนแบบมีปันผล ได้ปันผลมาก็เอาไปซื้อกลับ หรืออีกเคสหนึ่งให้รอซื้อกองทุนหลังปันผลเพราะจะได้ ราคาหน่วย (NAV) ถูกลง หรือไม่ก็แนะนำเลยว่าให้ซื้อก่อนปันผล เพราะจะได้ปันผลมาใช้เลยไม่ต้องรอ เรื่องทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างลึกซึ้งทีเดียว

1. รวมประเด็นเข้าใจผิดเกี่ยวกับ กองทุนปันผล

จากประสบการณ์ส่วนตัวพบว่า นักลงทุนเข้าใจ กองทุนปันผล ผิดไปหลายเรื่องมาก ผมยกให้เป็นความเข้าใจผิด 3 อันดับแรกของคนที่ลงทุนในกองทุนรวมเลยด้วยซ้ำ และทุกวันนี้ก็ยังมีความเข้าใจผิดแบบนี้ที่แพร่หลายออกไป

(1) อย่างแรกเลย ปันผลทุกครั้งนั้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 10% ครับ สมมติปันผลมา 100 บาท ก็จะเหลือเงินสดจริง ๆ ให้เรา 90 บาท (ในส่วนนี้ใครที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีสามารถขอคืนภาษีได้โดยทำการยื่นแบบภงด.) แต่ แต่ และแต่ ผมก็ไม่แน่ใจว่ามีคนทำแบบนี้เยอะไหม หรือส่วนมากจะละเลยแล้วปล่อยภาษีทิ้งไปเลย ถ้าเราลงทุนหลายสิบปี ผลตอบแทนเราจะถูกลดทอนลงจากภาษีที่ว่าไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ในทางกลับกัน ถ้าปล่อยเงินโตในกองทุนไปเรื่อย ๆ เงินลงทุนก็จะไม่ถูกหักภาษี แถมตอนขายทิ้งก็ไม่มีภาษีด้วย ผมจึงไม่เห็นประโยชน์ในการลงทุนระยะยาวกับกองทุนแบบมีปันผลเลย นี่คือข้อสงสัยอย่างที่หนึ่ง

(2) เรื่องที่สอง ถ้าจะลงทุนแบบซื้อเฉลี่ยไปเรื่อย ๆ ทำไมถึงต้องลงทุนกองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผล แล้วเอาเงินปันผลที่ได้มาซื้อต่อ ทั้ง ๆ ที่จะโดนภาษีหักไปเรื่อย ๆ เท่ากับว่าเงินที่เอามาลงทุนต่อย่อมจะน้อยกว่าอย่างมาก เมื่อเทียบกับเราปล่อยเงินให้อยู่ในกองทุนแล้วปล่อยกองทุนลงทุนทบต้นต่อไป แทนที่จะเอาเงิน 100 บาทลงทุนต่อเต็ม ๆ ก็มาทำให้เหลือ 90 บาทแทน

(3) การแนะนำให้เข้าซื้อก่อนปันผลเพราะจะได้ปันผลมาใช้เลย ผมสมมติแบบนี้ กองทุน xxx มี NAV ที่ 14 บาท ประกาศจ่ายปันผล 1 บาท มีคนแนะนำให้ผมซื้อเลย จะได้ปันผล ผมก็เข้าซื้อ กลายเป็นว่าหลังปันผล ผมได้เงินปันผล 0.9 บาท (ถูกหักภาษี10%) และราคา NAV หลังหักปันผล 1 บาทก็จะเหลือที่ 13 บาท สรุปแล้วผมมีมูลค่าลงทุนเหลือเพียง 13 บาทและเงินปันผลที่ได้รับ 0.9 บาท นั่นคือผมขาดทุน! และ และ เห็นอะไรไหมครับไอ้ 0.9 บาทที่ผมได้มันก็คือเงินลงทุนที่ผมพึ่งซื้อไปนั่นเอง แถมไม่ได้ครบ 1 บาทด้วยนะ ได้มา 0.9 บาทเพราะโดนหักภาษี (ย้อนไปดูข้อ 1. และ 2.)

(4) การซื้อหลังกองทุนปันผลด้วยเหตุผลว่าเพราะจะได้ราคาหน่วยที่ถูก นั่นคือ ต้นทุนหลอก ครับ เรารู้สึกว่ามันถูก จริง ๆ ไม่ถูกหรอก เราก็ได้เท่ากับคนที่เขาซื้อมาก่อนเรานั่นล่ะ เหมือนตัวอย่างข้างบน NAV 14 บาท ปันผล 1 บาทเหลือ 13 บาท สรุปแล้ว คนที่ซื้อก่อนเราเขาก็เหลือต้นทุนที่ 13 บาท + เงินปันผลในมือ 1 บาท (สมมติว่าไม่ถูกหักภาษี) ส่วนทางเรานั้น ก็ถ้าเงินเท่ากัน 14 บาทซื้อที่ NAV 13 บาท เราก็จะเหลือเงินในมือ 1 บาทเหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้ เงินที่คุณจะลงทุนในหุ้น หรือกองทุนหุ้น เมื่อมันเป็นเงินลงทุนระยะยาว เราจะลงทุนกันไปอีก 20-50 ปี การให้ทุกบาททุกสตางค์เติบโตทบต้นเป็นอะไรที่สมเหตุผลสุด แล้วทำไมเราจะต้องให้กองทุนจ่ายปันผลออกมาด้วย ในเมื่อคุณก็ต้องเอาเงินกลับไปลงทุนใหม่ สำหรับคนที่ยังไม่เกษียณอายุแล้วบอกว่าจะเอาปันผลออกมาใช้จ่าย ผมว่ามันไม่ถูกอยู่ดี เพราะต้องมองเงินทั้งก้อนนี้เป็นเงินในอนาคตทั้งหมด การดึงหรือชักออกมาใช้ก่อน ทำให้เงินและความมั่งคั่งในอนาคตที่เราควรจะต้องได้รับต่อไปหดลงด้วย

การปล่อยให้เงินเติบโตในกองทุน ผู้จัดการกองสามารถนำเงินไปลงทุนต่อ (reinvest) ได้ทันที มันจะเกิดผลตอบแทนแบบดอกเบี้ยทบต้นโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ การที่กองทุนจ่ายปันผล เงินปันผลจะถูกหักภาษี 10% ซึ่งมันอาจดูเล็กน้อยแต่ระยะยาวแล้วแย่มาก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติเราลงทุนกองทุนหุ้นไป 1,000 บาท กองทุนทำกำไร 10% เงินโตเป็น 1,100 กองทุนจ่ายกำไรออกมาหมด คือ จ่ายกำไรมา 100 บาท คุณถูกหักภาษี 10% เงินรับจริงเหลือ 90 บาท คุณเอาไปใช้ และนี่คือต้นทุนค่าเสียโอกาสครับ นั่นคือ เงิน 10 บาทนี้ถ้าสามารถลงทุนในกองทุนต่อแล้วได้ผลตอบแทนทบต้น 10% ต่อปี อีก 20 ปี เงินก้อนนี้คือ 80 บาท และอีก 40 ปี มันคือ 640 บาท !!! ถ้าเงินภาษีที่ถูกหักคือ 1 ล้านบาท เงินนั่นในอนาคตอีก 40 ปี คือ 64 ล้านบาทนะครับ

2. ความแตกต่างระหว่างปันผลหุ้นกับปันผลของกองทุน

อีกประเด็นสำคัญที่จะหลงกันมาก คือ ปันผลหุ้น กับ ปันผลกองทุนหุ้น นั้น “ไม่เหมือนกัน” ปันผลของหุ้นแต่ละตัวนั้นมาจากกำไรของบริษัทที่ทำได้แล้วจ่ายออกมา แต่ปันผลของกองทุนหุ้นนั้นมาจากกำไรจากการลงทุนของกองทุนรวม เพราะฉะนั้นกองทุนหุ้นอาจได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่กองทุนถือลงทุนอยู่ แต่ กองทุนอาจจ่ายปันผลไม่ได้ ลองดูตัวอย่างกัน (ในตัวอย่างจะไม่หักค่าใช้จ่ายกองทุนและหนี้สินนะครับ เพราะจะได้ไม่งง)

เหตุการณ์ที่ 1 กรณีกองทุนได้กำไรเพราะหุ้นที่กองทุนถือมีการจ่ายปันผล

สมมติกองทุนรวมหมีน้อยตั้งมาด้วยเงินลงทุนของนักลงทุนรวมกัน 1,000 ล้านบาท โดยปกติราคาหน่วย NAV per unit ก็จะเริ่มต้นที่ 10 บาท สมมติแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า กองทุนเอาเงิน 1,000 ล้านไปซื้อหุ้นบริษัทปูนตราลูกหมีด้วยเงินจำนวนหนึ่ง

เวลาผ่านไปหนึ่งปี บริษัทปูนตราลูกหมีมีกำไรเลยจ่ายปันผลออกมาแก่ผู้ถือหุ้นซึ่งรวมถึงกองทุนรวมหมีน้อยนี้ด้วย โดยกองทุนได้เงินปันผลมารวม 50 ล้านบาท เท่ากับว่าตอนนี้กองทุนมีกำไรแล้ว 50 ล้านบาท หรือผลตอบแทน 5% จากเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ ราคาหน่วย NAV per unit จะขยับกลายเป็น 10.50 บาท ตรงนี้ขึ้นอยู่กับกองทุน ถ้าสมมติกองทุนนี้มีนโยบายไม่จ่ายปันผล กองทุนก็จะเอาเงินไปลงทุนซื้อหุ้นต่อ (reinvest) เงินออมของเราก็จะเติบโตต่อไป

ในทางกลับกัน ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนอาจจะจ่ายออกมาหมดเลยก็ได้ ก็คือ จ่ายออกมา 0.5 บาทต่อหน่วย และ NAV per unit จะเหลือ 10 บาทเท่าเดิม

เหตุการณ์ที่ 2 กองทุนได้ปันผลจากหุ้น แต่ขาดทุนจากราคาหุ้น จนขาดทุนในภาพรวม

จากตัวอย่างในเหตุการณ์ที่ 1 ซึ่งกองทุนได้ปันผลมารวม 50 ล้านบาท เท่ากับตอนนี้กองทุนมีกำไรแล้ว 50 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นบริษัทปูนลูกหมีมีราคาลดลง และตอนนี้มูลค่าเงินต้นของกองทุนจาก 1,000 ล้านบาทเหลือ 700 ล้านบาท แต่ด้วยความที่มีกำไรจากปันผลมาก็จะมีมูลค่าทรัพย์สินคงเหลือ 750 ล้านบาท ทำให้ราคาหน่วยก็จะเหลือ 7.5 บาท

เห็นไหมครับ เคสนี้กองทุนได้กำไรจากปันผลแต่กองทุนไม่อาจจ่ายปันผลได้ สาเหตุก็เพราะกองทุนไม่มีกำไร กองทุนขาดทุนอยู่ย่อมจ่ายปันผลไม่ได้

เหตุการณ์ที่ 3 กองทุนได้ปันผลจากหุ้นและหุ้นที่ถือก็ราคาหุ้นขึ้นด้วย

กลับไปที่เหตุการณ์เดิม  กองทุนได้ปันผลมารวม 50 ล้านบาท ส่งผลให้ตอนนี้กองทุนมีกำไรแล้ว 50 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นบริษัทปูนลูกหมีทะยาน จนตอนนี้มูลค่าเงินต้นของกองทุนจาก 1,000 ล้านบาทกลายเป็น 1,200 ล้านบาท บวกกับมีกำไรจากปันผลมา ส่งผลให้กองทุนมีมูลค่าทรัพย์สิน 1,250 ล้านบาท และราคาหน่วยก็จะพุ่งเป็น 12.5 บาท

เคสนี้กองทุนอาจจ่ายปันผลออกมาได้ถึง 250 ล้านบาท โดยการเอาปันผลที่ได้รับออกมาจ่าย (50 ล้านบาท) และขายหุ้นในส่วนที่เป็นกำไรคือ 200 ล้านบาทออกมาด้วย (ซึ่งทำได้) มูลค่าทรัพย์สินก็จะกลับไปเหลือ 1,000 ล้านบาทเท่าเดิม และราคาหน่วยก็กลับไปเป็น 10 บาท นักลงทุนได้ปันผลออกมาหน่วยละ 2.5 บาท และถูกหักภาษี 10%

เหตุการณ์ที่ 4 กองทุนไม่ได้ปันผลแต่กองทุนมีกำไรจากหุ้นที่ถือ

แน่นอนว่าการที่กองทุนจะจ่ายปันผลได้ กองทุนต้องมีกำไรถูกไหมครับ ก็จะมีกรณีที่กองทุนอาจจะยังไม่ได้เงินปันผลรับมา แต่หุ้นที่กองทุนถือมีราคาสูงขึ้นมา แบบนี้กองทุนก็สามารถทำการขายหุ้นนั้นทิ้งเพื่อรับกำไรส่วนต่างราคาหุ้น (capital gain) ซึ่งเงินตรงนี้ย่อมถือว่าเป็นกำไร และกองทุนก็เอามาจ่ายปันผลได้ด้วยเช่นกัน

3. ผลกระทบจากการจ่ายปันผลของ กองทุนปันผล

ทั้งนี้ พวกกองทุนที่จ่ายปันผลก็จะมีนโยบายจ่ายที่แตกต่างกันไป เช่น กองทุนจ่ายปันผลแหลก กองทุนนี้พอมีกำไรปุ๊บก็จ่ายกำไรออกมาหมดเลย (ซึ่งจ่ายได้จากปันผลที่ได้รับหรือไม่มีปันผลก็ขายหุ้นที่มีกำไรทิ้งแล้วเอากำไรที่ได้มาจ่ายปันผล) หรือกองทุนจ่ายกะปริบกะปรอย จ่ายครึ่งหนึ่ง เก็บผลกำไรไว้ครึ่งหนึ่ง พอต่อไปสถานการณ์ไม่ดี ตลาดหุ้นผันผวน กองทุนจ่ายปันผลแหลกอาจจะจ่ายปันผลไม่ได้เลย เพราะไม่มีกำไรเหลืออยู่(แถมขาดทุนด้วย) แต่กองทุนจ่ายกะปริบกะปรอยอาจจะยังจ่ายได้ โดยควักกำไรเก่าที่สะสมคงเหลือไว้มาจ่ายแทน

ด้วยเหตุนี้ คนที่เลือกกองทุนแบบจ่ายปันผล จะต้องไปดูนโยบายจ่ายเงินปันผลกองทุนให้เข้าใจด้วยครับ เพราะกองทุนสามารถจ่ายออกมาได้จากกำไรสุทธิในงวดนั้น เช่น ปีนี้ขาดทุนก็ไม่จ่าย แต่ปีต่อไปมีกำไรแบบนี้จ่ายได้ หรือบางกองแม้งวดนี้จะขาดทุน แต่ถ้ายังมีกำไรสะสมอยู่ก็จ่ายปันผลได้ ซึ่งต้องสังเกตนโยบายและวิธีจ่ายของกองทุนแต่ละเจ้าครับ

มีประเด็นหนึ่งเรื่องจ่ายปันผลที่ส่วนตัวผมแอบคิด คือ กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล มักจะสร้างปัญหาระดับหนึ่งให้ผู้จัดการกองทุน เพราะสมมติถ้าไม่มีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนจะค่อนข้างอิสระที่จะเอาเงินผลกำไรไปลงทุนต่อได้สะดวก แต่กรณีกองทุนจ่ายปันผล ผู้จัดการกองทุนมีประเด็นต้องพิจารณาตรงนี้ เพราะฉะนั้น อาจจะไม่สามารถเอาเงินปันผลและผลกำไรไปลงทุนต่อได้ หรือกลับกัน หุ้นในพอร์ตอาจมีกำไรยังไม่รับรู้ (unrealized gain) ก็คือหุ้นที่กองทุนถือมีราคาที่สูงขึ้นจากตอนที่ซื้อมา แต่เพราะนโยบายถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องจ่ายปันผล

ในหลายครั้งนั้น แม้จะมองเห็นศักยภาพของหุ้นตัวนั้นในอนาคต แต่ก็จำต้องทยอยขายหุ้นดังกล่าวออกมาเพื่อให้จ่ายปันผลได้ ซึ่งอาจจะกระทบต่อฝีมือการลงทุน (performance) ของกองทุนได้ เพราะการทยอยขายหุ้นย่อมต้องกระทบต่อราคาของหุ้นตัวนั้นเอง เช่น กรณีที่หุ้นบริษัทนั้นมีสภาพคล่องน้อย หรือหุ้นดังกล่าวไม่ค่อยมีการซื้อขาย ทำให้เกิดช่องว่างราคา (bid-spread) ทำให้เวลาขายได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แถมการขายหุ้นต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างค่าคอมมิชชันอีกด้วย

อนึ่ง มีอีกหนึ่งประเด็นที่มักพูดกันบ่อย ๆ คือ กองทุนจ่ายปันผล ทำให้นักลงทุนสามารถเก็บกำไรเอาไว้ก่อนเพราะพอกองทุนมีกำไร กองทุนก็จ่ายออกมา ในขณะที่กองไม่ปันผลถือไปก็ราคาขึ้นลง ทำให้อาจจะไม่ได้อะไรถ้าไม่ขายทิ้ง อันนี้ตอบได้เลยครับว่า ถ้าคุณจะลงทุนระยะยาว การได้ปันผลออกมานั้น ภาระแรกคือการ “เสียภาษี”และภาระต่อมาคือ ต้นทุนการถือเงินสด เพราะถ้าจะบอกว่าได้กำไรเป็นเงินสดมาพักไว้ก่อน ก็ต้องไม่ลืมว่าการถือเงินสดเอาไว้ยาว ๆ ก็จะเกิดปัญหาตามมาอีกมาก เช่น

ปัญหาประการแรกคือประเด็น Cash Drag เพราะโดยปกติถ้าเงินมันอยู่ในกองทุน ผู้จัดการกองทุนก็จะเอากำไรไปลงทุนทบต้นได้ต่อ แต่พอมันมาอยู่ในมือเราปุ๊บ ถ้าหุ้นมันขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ คุณก็จะเสียผลกำไรไปล่ะ เพราะแทนที่จะได้ถือหุ้นกลับต้องมาถือเงินสดไว้ในมือ การกลับไปลงทุนต่อก็ทำให้ต้องซื้อหน่วยที่ราคาแพงขึ้น

ปัญหาประการที่สองคือ “การจับจังหวะลงทุน” (Market Timing) คุณก็จะไม่รู้อีกว่า ต้องกลับเข้าไปซื้อตอนไหน ต่อให้โชคดีได้เงินปันผลมาแล้วหุ้นตก นักลงทุนส่วนใหญ่ก็จะไม่มีความสามารถในการจับจังหวะลงทุนหรอกครับ มันคือเรื่องที่ยากมาก พอหุ้นตกก็ไม่กล้าลงทุนต่อ สักพักตลาดฟื้นก็ไม่แน่ใจ พอตลาดกระทิงค่อยกลับมั่นใจกลับมาซื้อ เป็นวงจรผิดพลาดแบบวัฏจักร ไปอีก แต่จะว่าไปแล้ว ปกติคนไม่เจอปัญหาข้อนี้หรอก เพราะเผลอ ๆ ได้เงินปันผลมาก็เอาไปใช้จ่ายหมดซะแล้วครับ ไม่ยอมเอากลับมาลงทุนต่อ เพราะฉะนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้างต้น ถ้าไม่จำเป็น ก็อย่าลงทุนกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผลครับ มันจะปิดความเสี่ยงและปัญหาพวกนี้ได้

4. บทสรุปเกี่ยวกับ กองทุนปันผล

สรุปแล้ว กองทุนปันผลไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ลงทุนระยะยาว การปล่อยให้เงินเติบโตในกองทุนที่มีนโยบายไม่จ่ายปันผลย่อมดีกว่ามาก ๆ ถ้าฉุกเฉินก็ใช้วิธีขายทิ้งบางส่วนเอาเงินออกมาซะ (ไม่เสียภาษีด้วย) กองทุนแบบปันผลจะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการกระแสเงินสดเข้ามาใช้ระหว่างปี อารมณ์ประมาณว่า ตอนอายุ 50-60 ขึ้นไป มีเงินก้อน 10 ล้าน จึงซื้อไว้แล้วรอรับปันผลแต่ละปีมากกว่า ไม่ใช่คนที่ตั้งใจจะลงทุนตั้งแต่ยังหนุ่มสาวเพื่อสะสมเงินไว้ใช้ในอนาคตครับ (และต้องไม่ลืมว่า กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ถ้ากองทุนไม่มีกำไรก็จ่ายปันผลไม่ได้)

สุดท้ายนี้ ขอให้เข้าใจให้ดีว่า ผลตอบแทนสุดท้ายที่เราจะได้รับสำคัญมาก ๆ ซึ่งผลตอบแทนที่ว่านั้น ต้องเป็นผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายและหักภาษีทั้งหมดแล้ว เรียกว่าเป็น Net Total Return (After total expenses & taxes) เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ การลงทุนอะไรที่ผลตอบแทนพอ ๆ กัน แต่มีอันหนึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อปีต่ำและไม่มีภาระภาษีหนัก ๆ ย่อมดีกว่ามาก เราเป็นนักลงทุนต้องศึกษาให้แม่นครับ เราต้องพิสูจน์ให้ชัดก่อนที่จะเอาเงินที่หามาอย่างยากลำบากสักก้อนไปลงทุนหรือใช้วิธีลงทุนแบบไหนก็ตาม

อย่าเชื่อสิ่งที่นักลงทุนหมู่มากทำตามกัน เพราะส่วนใหญ่แล้วมันมักจะเป็นวิธีและแนวทางที่ลดทอนผลตอบแทนระยะยาวของนักลงทุนทั้งนั้น 

กองทุนรวม (101)

กองทุนรวม นั้นก็คือ กองเงินที่ทุกคนหรือนักลงทุนทุกคนเอาเงินมาสมทบมารวมกันเพื่อเอาไปลงทุนตามที่นโยบายกองทุนได้กำหนดกันไว้ ลองคิดภาพเพื่อนสมัยมัธยมเราทุกคนเอาเงินมารวมกันเท่าไหร่ก็ได้ คนละล้าน คนละหมื่น คนละพัน แล้วมันจะได้เป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้นมาก สามารถเอาไปซื้ออะไรแพงๆได้ง่ายขึ้น เช่นกันครับ

สมมติให้กองทุนหนึ่งมีคนลงทุนสามคน คนนึงลงทุน 800,000 อีกคนลงทุน 150,000 และคนสุดท้ายลงทุน 50,000 รวมกันเท่ากับ 1 ล้านบาท สัดส่วนเงินลงทุนในกองทุนนี้ก็จะเป็นของสามคน คนละ 80% , 15% , 5% ตามลำดับ ต่อมาเอาเงินไปลงทุนซื้อที่ดินราคาหนึ่งล้านบาทเป๊ะๆ  พอราคาที่ดินพุ่งไป 1.5 ล้านบาทแล้วกองทุนนี้ก็ขายที่ดินทิ้ง ก็จะคืนเงินต้นตามที่ทุกคนลงมา ส่วนกำไร 5 แสนก็แบ่งกันไปตามสัดส่วนเช่นเดียวกัน กองทุนรวมในทางการเงินก็คอนเซปต์เดียวกันเป๊ะๆครับ คิดภาพว่านักลงทุนทุกคนเอาเงินมาร่วมลงทุนกันมันจะได้เงินก้อนใหญ่มาก (กองทุนบางกองในไทยขนาด 1 แสนล้านบาทก็มี) ทำให้เอาเงินไปลงทุนในอะไรได้สารพัด

ตลาดกองทุนรวมนั้นมีกองทุนมาขายเรานับร้อยนับพันกองทุน สุดแต่ว่าเราจะอยากเอาเงินไปลงทุนในสินค้าหรือสินทรัพย์อะไร ไม่ว่าจะเป็น กองทุนที่เอาเงินไปลงทุนในเงินฝาก,ในพันธบัตร,ในหุ้นกู้,ในตราสารหนี้,ในหุ้น,ในอสังหาริมทรัพย์,ในทองคำ,ในน้ำมัน ฯลฯ หรือแม้กระทั่งเอาไปลงทุนในต่างประเทศก็ได้ แต่ละอันก็แยกย่อย เช่น กองทุนหุ้นก็จะมี กองทุนหุ้นที่ลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ๆ กองทุนหุ้นที่ลงทุนในบริษัทขนาดเล็ก ลงทุนในบริษัทเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น จะลงทุนเฉพาะหุ้นเกี่ยวกับกิจการธนาคาร สถาบันการเงินเท่านั้น มีหมดครับ แล้วแต่เราจะถูกใจว่าอยากเอาเงินเราไปซื้อกองทุนอะไรเพื่อลงทุนดี

กองทุนรวมนั้นมีหลายชื่อตามวัตถุประสงค์ด้วย เช่น กองทุนรวมธรรมดา (ที่อธิบายไปด้านบน) กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ชีวิตในวัยเกษียณของเราดีขึ้น เช่น ข้าราชการมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข)เอกชนมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ—PVD, ประกันสังคมก็มีกองทุนเหมือนกันเอาเงินประกันสังคมไปลงทุนหาเงินเพิ่มกองทุนลดหย่อนภาษี—LTF RMF, กองทุนเปิดที่ซื้อขายในตลาดหุ้น—ETF และอีกมากมาย แต่ที่ผมจะอธิบายนั้น เราจะเน้นที่ กองทุนรวมธรรมดา (Mutual Fund) ซึ่งเป็นกองทุนประเภทกองทุนเปิด คือซื้อขายได้ทุกวันทำการที่ธนาคารและตลาดหุ้นเปิดทำการ ใครลงทุนไปแล้วอยากขายก็มาขายคืนได้ อันนี้คือกองทุนรวมที่เราได้ยินคนพูดถึงกันบ่อยๆ นั่นเอง

สมมติเราเลือกว่าเราจะลงทุน “กองทุนหุ้น” เราก็ต้องเลือกต่อไปว่า เราจะให้ใครเป็นคนดูแลและบริหารกองทุนที่เราซื้อ คนที่เราต้องรู้จักคือ บลจ. หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ครับ คนนี้คือคนที่จะบริหารเงินเรา แต่ส่วนมากเขาจะเป็นเครือของธนาคาร ทำให้เวลาเราได้ยินคนพูดกันว่า ไปซื้อกองทุนไทยพาณิชย์ กองทุนกสิกร เราต้องไม่สับสนนะครับ คนบริหารคือ บลจ. ส่วนธนาคารเป็นแค่ตัวแทนขายให้เราเฉยๆ จึงต้องดูที่ฝีมือคนบริหารเป็นสำคัญ ถ้าธนาคารเจ๊ง กองทุนไม่เจ๊งนะครับ กองทุนถูกจดทะเบียนแยกออกไป(เป็นนิติบุคคลต่างหาก) มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง สมมติซื้อกองทุนของบลจ. abc ธนาคาร abc ขายให้ ถ้าวันดีคืนดี ธนาคาร abc และบลจ. abc ได้หายไป กองทุนที่เราซื้อก็จะถูกยกไปให้บลจ.อื่นดูแลและบริหารแทน

กลับมาต่อครับ ถ้าเราตัดสินใจว่าจะซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น และ สมมติ ว่าเราเลือกว่าจะซื้อของบลจ.กสิกรไทย ก็ต้องดูว่ากองทุนหุ้นของกสิกรซึ่งจะมีกองทุนหุ้นหลายกองมากๆ มีนโยบายลงทุนต่างกันไป สมมติเราซื้อไปสักกองหนึ่ง ลงทุน 10,000 บาท เราจะเป็น ผู้ถือหน่วยลงทุน—unit holder สิ่งที่เราจะได้มาคือ จำนวนหน่วยลงทุน(units) ซึ่ง จำนวนหน่วยลงทุนจะได้จาก เอาเงินลงทุน 10,000 / หารด้วย ราคาหน่วยลงทุน—NAV(per unit) สมมติราคาหน่วย 20 บาท เราจะได้หน่วยทั้งสิ้น 10,000/20 = 500 หน่วยนั่นเอง

NAV—Net Asset Value คืออะไร? เข้าใจง่ายๆมันก็คือ การเอาเงินทั้งหมดที่ลงทุนของกองทุน สมมติ 1,000 ล้านบาท(หักด้วยหนี้สินและค่าใช้จ่าย) แล้วหารด้วยจำนวนหน่วยที่มีทั้งหมด (units) เช่น 100 ล้านหน่วย เท่านี้ NAV ก็จะเท่ากับ 1,000 ล้านบาท/100ล้านหน่วย = ได้ราคา NAV ต่อหน่วยเท่ากับหน่วยละ 10 บาท

เราควรทำความเข้าใจ NAV นะครับ เพราะอย่างที่บอกว่าราคาหน่วยที่เราซื้อ หรือราคา NAV ที่เราซื้อนั้นเป็นตัวที่จะบอกกำไรของเราครับ ในทุกวันๆจะมีการคำนวณกำไรขาดทุนของกองทุน ถ้าสมมติกองทุนนำเงินไปลงทุนงอกเงยได้กำไร ราคา NAV จะขึ้นครับ ราคาที่ขึ้นนั่นล่ะคือกำไรของเราเป็นผลตอบแทนที่เราได้รับ ถ้าอยากได้ก็ขายกองทุนทิ้ง แต่กลับกัน เราสามารถปล่อยกองทุนเติบโตไปเรื่อยๆ ถ้ามีกำไรเรื่อยๆ ราคา NAV ต่อหน่วยก็จะโตไปเรื่อยๆ

กองทุนเวลาตั้งขึ้นมาครั้งแรก NAV per unit หรือราคาต่อหน่วยจะเริ่มต้น(par) = 10 บาท เวลาเราจะซื้อกองทุนสมมติเห็น ราคาหน่วยละ 20 กับหน่วยละ 5 บาท บางคนจะซื้อกองทุนที่สองโดยให้เหตุผลว่า จะได้ unit หรือหน่วยลงทุนเยอะๆ เพราะราคา NAV ต่อหน่วยมันถูกกว่า อันนี้ผิดนะครับ ผลตอบแทนที่เราได้จะเป็นเปอร์เซนต์ สมมติทั้งสองกองทุนทำผลตอบแทนได้ 10% เท่ากัน ราคา nav กองทุนแรกจะเป็น 22 บาท กองทุนที่สองจะเป็น 5.5 บาท ได้กำไรเท่ากันอยู่ดี (ถ้ามองดีๆ สมมติกองทุนนี้ตั้งมาพร้อมกัน แสดงว่าเริ่มจาก 10 บาททั้งคู่และนโยบายลงทุนแบบเดียวกัน ดังนั้นกองทุนแรกนั้นเก่งมาก เพราะราคาหน่วยขึ้นมาจาก 10 เป็น 20 บาท ในขณะที่กองทุนที่สองทำไมเหลือแค่ 5 บาท? ซึ่งแสดงว่ามีการบริหารขาดทุน) เพราะฉะนั้นประเด็นราคา NAV ต่อหน่วยถูกแพงไม่สำคัญเลย อย่าหลงไปกับการเห็นว่าราคาต่อหน่วยถูกกว่าเลยซื้อ เพราะจะได้หน่วยมากๆ ไม่เกี่ยวกันเลยครับ เป็นความเข้าใจผิดลำดับต้นๆของนักลงทุนมือใหม่เลยทีเดียว (สามารถอ่าน บทความนี้ เพิ่มเติมได้)

กองทุนสองประเภทที่ผมเห็นว่าทุกคนควรรู้จักและลงทุนเป็นตัวหลักในพอร์ตลงทุน คือ

กองทุนหุ้น กับ กองทุนตราสารหนี้


 

“กองทุนรวมตราสารหนี้”—Fixed Income fund

ก็คือ กองทุนที่จะเอาเงินไปลงทุนใน ตราสารหนี้ ลงทุนในรูปแบบการให้กู้ยืม ทำให้เรามี สถานะเป็นเจ้าหนี้  ในการลงทุน ไม่ว่าจะลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้จะได้ผลตอบแทนจากราคาที่ขึ้นลง (gain) กับ ดอกเบี้ย (Interest income) ความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นหนักๆ มีในกรณีที่ลูกหนี้เชิดเงินหรือล้มละลาย (บางอย่างนั้น เช่น พันธบัตรรัฐบาล แทบจะไม่มีความเสี่ยงจากการถูกเบี้ยวหนี้เลย) ทำให้กองทุนประเภทนี้ทำผลตอบแทนเรื่อยๆไม่หวือหวา ค่อยขึ้นๆ ถ้าถือเกินหนึ่งปีขึ้นไปผลตอบแทนเป็นบวกเกือบทั้งหมด (แต่ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงนะครับ ถ้ากองทุนดันไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ผิดนัดหรือไม่จ่ายเงินต้น กองทุนก็จะขาดทุน ราคาหน่วยก็จะลดลงฮวบฮาบ แต่ปกติกองทุนพวกนี้จะถือตราสารจำนวนมาก อาจจะถึง 50-100 ตัว จึงกระจายความเสี่ยงระดับหนึ่ง และกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลล้วน หรือพันธบัตรรัฐบาลกับตราสารที่รัฐบาลค้ำประกัน เช่น ธปท. รัฐวิสาหกิจบางแห่ง หรือเงินฝากที่รัฐค้ำประกัน พวกนี้ก็จะแทบมีความเสี่ยงต่ำสุดๆไปเลย) ในระยะยาวกองทุนตราสารหนี้ควรจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปี ในกองทุนรวมบ้านเรานั้นเงินส่วนใหญ่ก็กองอยู่ในกองทุนตราสารหนี้ซะเป็นส่วน ใหญ่ ข้อดีเรื่องโอกาสสูญเสียเงินต้นน้อยกลับกลายเป็นข้อเสียในระยะยาว คือว่า การลงทุนในตราสารหนี้นั้นยากมากที่จะสร้างผลตอบแทนให้สูงๆ โอกาสโดนเงินเฟ้อกินเกิดได้ง่าย มูลค่าเงินโตไม่ทันราคาของ ในความคิดของผม สำหรับคนที่มีเงินออมและอายุยังน้อย การลงทุนในตราสารหนี้ไม่ควรมากจนเกินไปเพราะจะเสียโอกาสที่เงินจะเติบโตในอนาคตอย่างมาก เหมือนที่ Peter Lynch เคยพูดว่า “คนลงทุนในตราสารหนี้อย่างเดียวไม่รู้หรอกว่าเขาพลาดอะไรไปบ้าง” เพราะถ้าเกินสิบปีขึ้นไปเงินจะโตน้อยกว่าหุ้นหลายเท่าตัวทีเดียว

แต่มีกองทุนตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นๆ ส่วนใหญ่ลงทุนในพันธบัตรและเงินฝาก มักจะรักษาอายุตราสารไม่เกินหนึ่งปี ช่วงเวลาไม่เกิน 3-6 เดือนตัว ตราสารจะหมดอายุแล้วก็เริ่มซื้อตราสารหนี้ตัวใหม่มาแทน ทำให้ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยน้อย ตัวกองทุนมีสภาพคล่องสูง ถ้าขายกองทุนวันนี้ ได้รับเงินพรุ่งนี้ (T+1) สำหรับนักลงทุนแล้วมันมีไว้สำหรับพักเงินให้มีผลตอบแทนที่รับได้ระหว่างรอการลงทุนรอบต่อไป กองทุนตัวนี้มีชื่อว่า “กองทุนตลาดเงิน” หรือ Money market fund (MMF) ซึ่งทุกบลจ.มีกองทุนรวมตัวนี้ขายทั้งหมดครับ ผลตอบแทนจะดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์ แถมถ้าต้องการเงินก็สามารถขายกองทุนทิ้ง เงินก็จะเข้าบัญชีวันรุ่งขึ้น สำหรับผู้เริ่มต้นซื้อกองทุน ผมแนะนำให้มีกองทุน MMF ติดไว้ครับ มันดีมาก ดีจริงๆ โดยส่วนตัวเงินทั้งหมดของผมที่รอลงทุนก็นอนในเจ้านี่ล่ะ เวลาจะลงทุนก็ขายทิ้งรับเงิน ข้อดีอีกอย่างคือถ้าผมมีกองทุนเจ้าเดียวกัน เช่น กองทุน MMF กับกองทุนหุ้น ผมสามารถสลับกองทุน MMF ไปซื้อกองทุนหุ้นในเครือบลจ.เดียวกันได้ในวันนั้นเลย สะดวกมาก ทั้งนี้อาจจะเลือกพักเงินใน “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น” หรือ Short-term Bond Fund ก็ได้

กองทุนอีกประเภทนึงที่ยังไงทุกคนก็ไม่ควรพลาด คือ


 

“กองทุนหุ้น”—Equity Fund

ในระยะยาวหุ้นเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ทำให้เงินของเราเติบโตได้มากที่สุดครับ คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวได้ในระดับ 9-10% ต่อปีได้เลย แต่ระยะเวลาจะต้องนานพอที่ทำให้หุ้นผ่านวัฎจักรขึ้นลงหนึ่งรอบแล้วสะท้อนผลตอบแทนออกมาตามกิจการของบริษัทที่เติบโตขึ้น พูดง่ายๆคือ ต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะเวลายาวๆ 10-15 ปีขึ้นไป (ในระยะเวลาน้อยกว่าห้าจนถึงสิบปี ไม่มีใครตอบได้ครับว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง ซื้อตอนนี้แล้วขายอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะขาดทุนไหม โดยปกติมีโอกาสขาดทุนสูง แต่ถ้า 10 ปีขึ้นไปแทบจะมั่นใจได้ว่ายังไงต้องได้ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจหรือผลตอบแทนควรเป็นบวก ไม่ขาดทุนครับ) ทุกบลจ.มีกองทุนหุ้นให้เราเลือกลงทุนหลากหลายตามไลฟ์สไตล์เลยครับ ชอบเจ้าไหน รักใคร แต่อย่างหนึ่งนั้น เวลาพวกเราทุกคนจะลงทุนในกองทุนไหน ควรจะศึกษานโยบายลงทุน วิธีการคัดเลือกหุ้น ค่าใช้จ่าย ฝีมือบริหารให้ดีก่อน ทุกบาททุกสตางค์ควรจะอยู่ในกองทุนรวมที่คุ้มค่า

ทั้งนี้กองทุนหุ้นจะลงทุนในหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศก็ได้ แต่ส่วนมากกองทุนที่ไปลงุทนในหุ้นต่างประเทศจะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า และมีโอกาสกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เช่น ตอนเราลงทุน กองทุนได้โอนเงินเราออกไปที่อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ ขากลับมาอัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็น 35 บาท เท่ากับตอนกำไรกลับมาเราแลกเงินบาทได้มากขึ้น แบบนี้ก็จะกำไรเพิ่มจากค่าเงินที่อ่อนค่าลงครับ แต่ถ้าเหลือ 25 บาทต่อดอลลาร์ เราแลกกลับมาได้เงินน้อยกว่าเก่า แบบนี้เราขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในหลายๆกรณีเราอาจได้กำไรจากหุ้นหรืออัตราแลกเปลี่ยนแต่ขาดทุนตัวที่เหลือแทน

กองทุนรวมหุ้นนั้น มักจะมีนโยบายเกี่ยวกับผลตอบแทนสองแบบครับ

  1. ไม่มีการจ่ายปันผล เงินกำไรที่ทำได้จะเก็บไปลงทุนต่อ ทำให้ NAV หรือราคาหน่วยลงทุนมักจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าอยากได้เงินมาใช้เราต้องขายกองทุนออกมา กับ
  2. จ่ายปันผล คือถ้ากองทุนมีกำไร ราคา NAV ขึ้น ก็จะหักออกมาจ่ายเป็นเงินปันผล ซึ่งตรงนี้เสียภาษี 10% (หรือเราจะเลือกเอาไปคำนวณรวมเงินเสียภาษีปลายปีก็ได้) กองทุนที่จ่ายปันผลจะเหมาะสำหรับคนที่อยากได้เงินสดมาใช้ระหว่างปีครับ ถ้าใครไม่ต้องการ ลงทุนกองทุนที่ไม่จ่ายปันผลดีกว่ามากๆ เงินเราจะเติบโตทบต้นไปตลอด ไม่ต้องเสียภาษีใดๆ ในระยะยาวผลตอบแทนจะสูงกว่าแบบปันผลกว่ามาก
    (อ่านบทความเกี่ยวกับกองทุนจ่ายปันผลเชิงลึกได้ ที่นี่)

ส่วนใครจะแบ่งเงินลงทุนสัดส่วนกองทุนหุ้นกี่เท่าไหร่ กองทุนตราสารหนี้กี่เปอร์เซ็นต์ อันนี้แล้วแต่จุดมุ่งหมายแต่ละคน ถ้าเราอยากให้เงินลงทุนของเราโตมากๆ แล้วมีระยะเวลาลงทุนยาวนานมาก ลงทุนเพื่อเกษียณ การลงทุนหุ้นเกิน 80% ของสินทรัพย์จะเห็นความแตกต่างมากๆ ชนิดที่เพื่อนร่วมรุ่นโตมาด้วยกันจะงงว่าเราไปรวยมาจากไหนเลยทีเดียว โดยส่วนตัวผมนั้นก็มีเงินลงทุนนับทั้งหุ้น กองทุนหุ้น เกิน 80% ของเงินลงทุนเหมือนกัน ย้ำอีกทีด้วยว่า กองทุนรวมหุ้นจะให้ผลตอบแทนดีต้องลงทุนระยะยาวยาวเท่านั้นนะครับ ถ้าจะลงทุนสั้นๆ อันนี้ผลตอบแทนจะผันผวนมาก ลงทุนกองทุนหุ้นต้องใจเย็นๆ อดทนถือครองระยะยาวให้ได้ครับ

กองทุนรวม คืออะไร? : ความรู้เบื้องต้น 101

กองทุนรวม นั้นก็คือ กองเงินที่ทุกคนหรือนักลงทุนทุกคนเอาเงินมาสมทบมารวมกัน เพื่อนำไปลงทุนตามที่นโยบายกองทุนได้กำหนดไว้ ลองคิดภาพเพื่อนสมัยมัธยมเราทุกคนเอาเงินมารวมกันเท่าไหร่ก็ได้ คนละล้าน คนละหมื่น คนละพัน แล้วมันจะได้เป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้นมาก สามารถเอาไปซื้ออะไรแพง ๆได้ง่ายขึ้น 

สมมติให้กองทุนหนึ่งมีคนลงทุนสามคน คนนึงลงทุน 800,000 อีกคนลงทุน 150,000 และคนสุดท้ายลงทุน 50,000 รวมกันเท่ากับ 1 ล้านบาท สัดส่วนเงินลงทุนในกองทุนนี้ก็จะเป็นของสามคน คนละ 80%, 15%, 5% ตามลำดับ ต่อมาเอาเงินไปลงทุนซื้อที่ดินราคาหนึ่งล้านบาทเป๊ะ ๆ  พอราคาที่ดินพุ่งไป 1.5 ล้านบาทแล้วกองทุนนี้ก็ขายที่ดินทิ้ง เพื่อคืนเงินต้นตามที่ทุกคนลงมา ส่วนกำไร 5 แสนก็แบ่งกันไปตามสัดส่วนเช่นเดียวกัน

กองทุนรวมในทางการเงินก็มีหลักการและแนวคิดเดียวกันเป๊ะ ๆ ครับ คิดภาพว่า นักลงทุนทุกคนเอาเงินมาร่วมลงทุนกันมันจะได้เงินก้อนใหญ่มาก ทำให้เอาเงินไปลงทุนในอะไรได้สารพัด (กองทุนบางกองในไทยมีขนาดสินทรัพย์เกิน 1 แสนล้านบาทก็มี) ซึ่งต้องถือว่ามันเป็นหนึ่งในไอเดียการลงทุนที่ดี เพราะมอบคุณประโยชน์มากมายแก่นักลงทุน ทั้งการกระจายความเสี่ยงที่ดี ง่ายต่อการถือครอง ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ไม่มากจนเกินไป[1. Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 13.]

1. ประเภทของ กองทุนรวม

ตลาดกองทุนรวมนั้นมีกองทุนมาเสนอขายเรานับร้อยนับพันกองทุน สุดแต่ว่าเราจะอยากเอาเงินไปลงทุนในสินค้าหรือสินทรัพย์อะไร ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่เอาเงินไปลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ ตราสารหนี้ หุ้น ในอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ หรือแม้กระทั่งเอาไปลงทุนในต่างประเทศก็ได้

โดยแต่ประเภทของกองทุนแต่ละอันก็แยกย่อย เช่น กองทุนหุ้นก็จะมีกองทุนหุ้นที่ลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ ๆ กองทุนหุ้นที่ลงทุนในบริษัทขนาดเล็ก ลงทุนในบริษัทเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น จะลงทุนเฉพาะหุ้นเกี่ยวกับกิจการธนาคารหรือสถาบันการเงินเท่านั้น กองทุนที่ว่ามามีให้ลงทุนจริงทั้งหมดครับ แล้วแต่เราจะถูกใจว่า อยากเอาเงินเราไปซื้อกองทุนอะไรเพื่อลงทุนดี

กองทุนรวมนั้นยังมีหลายชื่อตามวัตถุประสงค์ด้วย เช่น กองทุนรวมธรรมดา (ที่อธิบายไปด้านบน) กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ชีวิตในวัยเกษียณของเราดีขึ้น เช่น ข้าราชการมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เอกชนมี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ — PVD อย่างประกันสังคมก็มีกองทุนเหมือนกันนั่นคือ กองทุนประกันสังคม เอาเงินที่เก็บได้จากประกันสังคมไปลงทุนหาเงินเพิ่ม หรือกองทุนรวมที่ให้สิทธิในการหักลดหย่อนภาษี — LTF RMF หรือกองทุนเปิดที่ซื้อขายในตลาดหุ้น — กองทุนอีทีเอฟ ETF และอีกมากมาย

2. กองทุนรวม แบบย่อ ๆ

ในบทความนี้เราจะเน้นที่ กองทุนรวมธรรมดา (Mutual Fund) ซึ่งเป็นกองทุนประเภทกองทุนเปิด (open-end fund) คือ เป็นกองทุนที่สามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการที่ธนาคารและตลาดหุ้นเปิดทำการ ใครลงทุนไปแล้วอยากขายก็มาขายคืนได้ อันนี้คือกองทุนรวมที่เราได้ยินคนพูดถึงกันบ่อย ๆ นั่นเอง

สมมติเราเลือกว่า เราจะลงทุน “กองทุนหุ้น” เราก็ต้องเลือกต่อไปว่า เราจะให้ใครเป็นคนดูแลและบริหารกองทุนที่เราซื้อ คนที่เราต้องรู้จักคือ บลจ. หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ครับ คนนี้คือคนที่จะบริหารเงินเรา แต่ส่วนมาก บลจ. ในประเทศไทยเขามักจะเป็นบริษัทในเครือของธนาคาร ทำให้เวลาเราได้ยินคนพูดกันว่า ไปซื้อกองทุนไทยพาณิชย์ กองทุนกสิกร เราต้องไม่สับสนนะครับ คนบริหารกองทุนคือ บลจ. ส่วนธนาคารเป็นแค่ตัวแทนขาย ให้เราเฉย ๆ จึงต้องดูคนบริหารจัดการเป็นสำคัญ

ในกรณีที่ตัวแทนขายอย่างธนาคารเจ๊ง กองทุนไม่เจ๊งนะครับ กองทุนถูกจดทะเบียนแยกออกไปเป็นนิติบุคคลต่างหาก มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง สมมติเราซื้อกองทุนของบลจ. abc ธนาคาร abc ขายให้ ถ้าวันดีคืนดี ธนาคาร abc และบลจ. abc ได้หายไป กองทุนที่เราซื้อก็จะถูกยกไปให้ บลจ.อื่น เช่น บลจ. xyz ดูแลและบริหารแทน

กลับมาต่อครับ ถ้าเราตัดสินใจว่าจะซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น และสมมติว่า เราเลือกว่าจะซื้อของ บลจ.กสิกรไทย ก็ต้องดูว่ากองทุนหุ้นของกสิกรซึ่งจะมีกองทุนหุ้นหลายกองมาก ๆ และมีนโยบายลงทุนที่แตกต่างกันไป สมมติเราซื้อไปสักกองหนึ่ง ลงทุน 10,000 บาท เราจะเป็น ผู้ถือหน่วยลงทุน — unit holder สิ่งที่เราจะได้มาคือ จำนวนหน่วยลงทุน (units) ซึ่งจำนวนหน่วยลงทุนจะได้มาจาก การเอาเงินลงทุน 10,000 หารด้วย ราคาหน่วยลงทุน — NAV (per unit) สมมติราคาหน่วยกองทุน 20 บาท เราจะได้หน่วยทั้งสิ้น 10,000/20 = 500 หน่วยนั่นเอง

3. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ NAV

NAV  Net Asset Value คืออะไร? เข้าใจง่าย ๆ มันก็คือ การเอาเงินทั้งหมดที่ลงทุนของกองทุน สมมติ 1,000 ล้านบาท (หักด้วยหนี้สินและค่าใช้จ่าย) แล้วหารด้วยจำนวนหน่วยที่มีทั้งหมด (units) เช่น 100 ล้านหน่วย เท่านี้ NAV ก็จะเท่ากับ 1,000 ล้านบาท / 100ล้านหน่วย = ผลลัพธ์ได้ราคา NAV ต่อหน่วยเท่ากับหน่วยละ 10 บาท

เราควรทำความเข้าใจ NAV นะครับ เพราะอย่างที่บอกว่า ราคาหน่วยที่เราซื้อ หรือราคา NAV ที่เราซื้อนั้นเป็นตัวที่จะบอกกำไรของเราครับ ในทุกวัน ๆ จะมีการคำนวณกำไรขาดทุนของกองทุน ถ้าสมมติกองทุนนำเงินไปลงทุนงอกเงยได้กำไร ราคา NAV จะขึ้นครับ ราคาที่ขึ้นนั่นล่ะคือกำไรของเรา เป็นผลตอบแทนที่เราได้รับ ถ้าอยากได้กำไรก็ขายกองทุนทิ้ง แต่กลับกัน เราสามารถปล่อยกองทุนเติบโตไปเรื่อย ๆ ถ้ามีกำไรเรื่อย ๆ ราคา NAV ต่อหน่วยก็จะโตไปเรื่อย ๆ เช่นกัน

กองทุนเวลาตั้งขึ้นมาครั้งแรก NAV per unit หรือราคาต่อหน่วยจะเริ่มต้น (par) มักจะเท่ากับ 10 บาท เวลาเราจะซื้อกองทุน สมมติเห็น ราคาหน่วยละ 20 กับหน่วยละ 5 บาท บางคนจะซื้อกองทุนที่สองโดยให้เหตุผลว่า จะได้ unit หรือหน่วยลงทุนเยอะ ๆ เพราะราคา NAV ต่อหน่วยมันถูกกว่า อันนี้ผิดนะครับ ผลตอบแทนที่เราได้จะเป็นเปอร์เซนต์ สมมติทั้งสองกองทุนทำผลตอบแทนได้ 10% เท่ากัน ราคา NAV กองทุนแรกจะเป็น 22 บาท กองทุนที่สองจะเป็น 5.5 บาท ได้กำไรเท่ากันอยู่ดี ถ้าคุณซื้อด้วยเงิน 10,000 บาท คุณก็จะได้กำไรเท่ากันทั้งคู่ คือ 1,000 บาท

หากแต่ถ้ามองกันดี ๆ สมมติกองทุนนี้ตั้งมาพร้อมกันแสดงว่า มันเริ่มจาก 10 บาททั้งคู่ และถ้านโยบายลงทุนแบบเดียวกัน ดังนั้น กองทุนแรกเก่งมาก เพราะราคาหน่วยขึ้นมาจาก 10 เป็น 20 บาท ในขณะที่กองทุนที่สองทำไมเหลือแค่ 5 บาทกันล่ะ? ซึ่งอาจแสดงว่ากองทุนที่สองมีการบริหารขาดทุน เพราะฉะนั้นประเด็นราคา NAV ต่อหน่วยถูกแพงไม่สำคัญเลย อย่าหลงไปกับการเห็นว่า ราคาต่อหน่วยถูกกว่าเลยซื้อ เพราะจะได้หน่วยมาก ๆ ไม่เกี่ยวกันเลยครับ เป็นความเข้าใจผิดลำดับต้น ๆ ของนักลงทุนมือใหม่เลยทีเดียว (สามารถอ่าน บทความนี้ เพิ่มเติมได้)

อนึ่ง กองทุนสองประเภทที่ผมเห็นว่าทุกคนควรรู้จักและลงทุนเป็นตัวหลักในพอร์ตลงทุน คือ กองทุนรวม ตราสารหนี้ กับ กองทุนหุ้น 

4. กองทุนรวม “ตราสารหนี้”

มันคือกองทุนที่จะเอาเงินไปลงทุนใน ตราสารหนี้ (fixed income) ลงทุนในรูปแบบการให้กู้ยืม ทำให้เรามี สถานะเป็นเจ้าหนี้ ไม่ว่าจะลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้จะได้ผลตอบแทนจากราคาที่ขึ้นลง (gain) กับ ดอกเบี้ย (interest income)

ความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นหนัก ๆ มีในกรณีที่ลูกหนี้เชิดเงินหรือล้มละลาย (ตราสารหนี้บางอย่าง เช่น พันธบัตรรัฐบาล แทบจะไม่มีความเสี่ยงจากการถูกเบี้ยวหนี้เลย) ทำให้กองทุนประเภทนี้ทำผลตอบแทนเรื่อย ๆ ไม่หวือหวา ราคาหน่วยค่อยขึ้น ๆ ถ้าถือเกินหนึ่งปีขึ้นไปผลตอบแทนมักจะเป็นบวกเกือบทั้งหมด แต่ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงนะครับ ในกรณีที่กองทุนดันไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ผิดนัดหรือไม่จ่ายเงินต้น กองทุนก็จะขาดทุน ราคาหน่วยก็จะลดลงฮวบฮาบ

หากแต่โดยปกติแล้ว กองทุนพวกนี้จะถือตราสารจำนวนมาก อาจจะถึง 50-100 ตัว จึงกระจายความเสี่ยงระดับหนึ่ง และกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลล้วน หรือพันธบัตรรัฐบาลกับตราสารที่รัฐบาลค้ำประกัน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจบางแห่ง หรือเงินฝากที่รัฐบาลค้ำประกัน พวกนี้ก็จะแทบมีความเสี่ยงต่ำลงอย่างมาก

ในระยะยาวกองทุนตราสารหนี้ควรจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งในกองทุนรวมบ้านเรานั้น เงินลงทุนมักไปกองลงทุนอยู่ในกองทุนตราสารหนี้ซะเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี ข้อดีเรื่องโอกาสสูญเสียเงินต้นน้อยกลับกลายเป็นข้อเสียในระยะยาว เพราะเหตุว่า การลงทุนในตราสารหนี้นั้นยากมากที่จะสร้างผลตอบแทนให้สูง ๆ โอกาสโดนเงินเฟ้อกัดกินเกิดขึ้นได้ง่าย ทำให้มูลค่าเงินโตไม่ทันราคาของ ในความคิดของผม สำหรับคนที่มีเงินออมและอายุยังน้อย การลงทุนในตราสารหนี้ไม่ควรมากจนเกินไป เพราะจะเสียโอกาสที่เงินจะเติบโตในอนาคตอย่างมาก เหมือนที่ Peter Lynch เคยพูดว่า “คนลงทุนในตราสารหนี้อย่างเดียวไม่รู้หรอกว่าเขาพลาดอะไรไปบ้าง” (Gentlemen who prefer bonds don’t know what they’re missing.)[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 16.] เพราะถ้าเกินสิบปีขึ้นไปเงินจะโตน้อยกว่าหุ้นหลายเท่าตัวทีเดียว 

ทั้งนี้ มีกองทุนตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ๆ ส่วนใหญ่ลงทุนในพันธบัตรและเงินฝาก ซึ่งมักจะมีนโยบายลงทุนรักษาอายุตราสารไม่เกินหนึ่งปี ช่วงเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน ตัวตราสารจะหมดอายุ แล้วก็เริ่มซื้อตราสารหนี้ตัวใหม่มาแทน ทำให้ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยน้อย ตัวกองทุนมีสภาพคล่องสูง ถ้าขายกองทุนวันนี้ ได้รับเงินพรุ่งนี้ (T+1) สำหรับนักลงทุนแล้วมันมีไว้สำหรับพักเงินให้มีผลตอบแทนที่รับได้ ระหว่างรอการลงทุนรอบต่อไป กองทุนตัวนี้มีชื่อว่า “กองทุนตลาดเงิน” หรือ Money-market fund (MMF) ซึ่งทุก บลจ. มีกองทุนรวมตัวนี้ขายทั้งหมดครับ ผลตอบแทนจะดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์ แถมถ้าต้องการเงินก็สามารถขายกองทุนทิ้ง เงินก็จะเข้าบัญชีวันรุ่งขึ้น

สำหรับผู้เริ่มต้นซื้อกองทุน ผมแนะนำให้มีกองทุน MMF ติดไว้ครับ มันดีมาก ดีจริง ๆ โดยส่วนตัวเงินทั้งหมดของผมที่รอลงทุนก็นอนพักในเจ้ากองทุน MMF นี่ล่ะ เวลาจะลงทุนก็ขายทิ้งรับเงิน ข้อดีอีกอย่างคือ ถ้าผมมีกองทุนใน บลจ. เจ้าเดียวกัน เช่น กองทุน MMF กับกองทุนหุ้น ผมสามารถสลับกองทุน MMF ไปซื้อกองทุนหุ้นในเครือ บลจ. เดียวกันได้ในวันนั้นเลย สะดวกมาก ทั้งนี้อาจจะเลือกพักเงินใน “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น” หรือ Short-term Bond Fund ก็ได้

ส่วนกองทุนอีกประเภทนึงที่ยังไงทุกคนก็ไม่ควรพลาด คือ

5. กองทุน “หุ้น”

ในระยะยาวนั้น “หุ้น” (equity) เป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ทำให้เงินของเราเติบโตได้มากที่สุดครับ คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวได้ในระดับ 9-10% ต่อปีได้เลย แต่ระยะเวลาจะต้องนานพอที่ทำให้หุ้นผ่านวัฎจักรขึ้นลงหนึ่งรอบแล้วสะท้อนผลตอบแทนออกมาตามกิจการของบริษัทที่เติบโตขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะเวลายาว ๆ 10-15 ปีขึ้นไป

ในระยะเวลาน้อยกว่าห้าจนถึงสิบปี ไม่มีใครตอบได้ครับว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง หรือซื้อตอนนี้แล้วขายอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะขาดทุนไหม และโดยปกติก็จะมีโอกาสขาดทุนสูงมาก แต่ถ้า 10 ปีขึ้นไปแทบจะมั่นใจได้ว่า ยังไงต้องได้ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจหรือผลตอบแทนควรเป็นบวก ไม่ขาดทุนครับ

ทุก บลจ. จะมีกองทุนหุ้นให้เราเลือกลงทุนหลากหลายตามไลฟ์สไตล์เลยครับ ชอบเจ้าไหน รักใคร แต่อย่างหนึ่งนั้น เวลาพวกเราทุกคนจะลงทุนในกองทุนไหน ควรจะศึกษานโยบายลงทุน วิธีการคัดเลือกหุ้น ค่าใช้จ่าย ฝีมือบริหารให้ดีก่อน ทุกบาททุกสตางค์ควรจะอยู่ในกองทุนรวมที่คุ้มค่า

ทั้งนี้กองทุนหุ้นจะลงทุนในหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศก็ได้ แต่ส่วนมากกองทุนที่ไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศจะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า และมีโอกาสกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เช่น ตอนเราลงทุน กองทุนได้โอนเงินเราออกไปที่อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ ขากลับมาอัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็น 35 บาท เท่ากับตอนขายทำกำไรกลับมา เราจะแลกเงินบาทคืนได้มากขึ้น แบบนี้ก็จะมีกำไรเพิ่มจากค่าเงินที่อ่อนค่าลงครับ

ในทางกลับกัน ถ้าเหลือ 25 บาทต่อดอลลาร์ เราแลกกลับมาได้เงินน้อยกว่าเก่า แบบนี้เราขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในหลาย ๆ กรณีเราอาจได้กำไรจากหุ้นหรืออัตราแลกเปลี่ยนแต่ขาดทุนตัวที่เหลือแทน

กองทุนรวมหุ้นนั้น มักจะมีนโยบายเกี่ยวกับผลตอบแทนสองแบบครับ (กองทุนประเภทอื่นก็เช่นกัน)

(1) ไม่มีการจ่ายปันผล เงินกำไรที่ทำได้จะเก็บไปลงทุนต่อ ทำให้ NAV หรือราคาหน่วยลงทุนมักจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าอยากได้เงินมาใช้เราต้องขายกองทุนออกมา กับ

(2) มีนโยบายจ่ายปันผล คือถ้ากองทุนมีกำไร ราคา NAV ขึ้น ก็จะหักออกมาจ่ายเป็นเงินปันผล ซึ่งตรงนี้เสียภาษี 10% (หรือเราจะเลือกเอาไปคำนวณรวมเงินเสียภาษีก็ได้) กองทุนที่จ่ายปันผลจะเหมาะสำหรับคนที่อยากได้เงินสดมาใช้ระหว่างปีครับ ถ้าใครไม่ต้องการกระแสเงินจากปันผล การลงทุนกองทุนที่ไม่จ่ายปันผลดีกว่ามาก ๆ เพราะเงินเราจะเติบโตทบต้นไปตลอด ไม่ต้องเสียภาษีใด ๆ ในระยะยาวผลตอบแทนจะสูงกว่าแบบปันผลกว่ามาก (อ่านบทความเกี่ยวกับกองทุนจ่ายปันผลเชิงลึกได้ ที่นี่)

ส่วนใครจะแบ่งเงินลงทุนสัดส่วนกองทุนหุ้นเท่าไหร่หรือกี่เปอร์เซ็นต์ กองทุนตราสารหนี้กี่เปอร์เซ็นต์ อันนี้แล้วแต่จุดมุ่งหมายแต่ละคน ถ้าเราอยากให้เงินลงทุนของเราโตมาก ๆ แล้วเรามีระยะเวลาลงทุนยาวนานมาก (สมมติลงทุนตอนอายุ 20-30 ปี) ลงทุนเพื่อเกษียณ การลงทุนหุ้นเกิน 80% ของสินทรัพย์จะสร้างความแตกต่างมาก ๆ ชนิดที่เพื่อนร่วมรุ่นโตมาด้วยกันจะงงว่าเราไปรวยมาจากไหนเลยทีเดียว

โดยส่วนตัวผมนั้นก็มีเงินลงทุนนับทั้งหุ้น กองทุนหุ้น เกิน 80% ของเงินลงทุนเหมือนกัน ย้ำอีกทีด้วยว่า กองทุนรวมหุ้นจะให้ผลตอบแทนดี ต้องลงทุนระยะยาวยาว เท่านั้น ถ้าจะลงทุนสั้น ๆ อันนี้ผลตอบแทนจะผันผวนมาก ลงทุนกองทุนหุ้นต้องใจเย็น ๆ อดทนถือครองระยะยาวให้ได้ครับ

ลงทุน หุ้น ทางเลือกระหว่างซื้อเองกับกองทุนรวม

ลงทุน หุ้น ทางแยกที่นักลงทุนต้องเผชิญ

ถ้าเราอยาก ลงทุน “หุ้น” ที่มีขายในตลาดหุ้น หรือ ซื้อหุ้น มี 2 ตัวเลือกให้เราลงทุนครับ ระหว่าง
(1) เปิดบัญชีหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) แล้วซื้อขายเอง เราจัดการ หุ้น เอง
(2) เปิดบัญชีกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น แล้วลงทุนหุ้นผ่าน กองทุนรวม

แล้วมันต่างกันยังไง?

สำหรับ (1) พอเราเปิดบัญชีหุ้นแล้ว เราก็สามารถเข้าโปรแกรมเช่น Streaming ของ Settrade เข้าไปเลือกซื้อ หรือ ลงทุน หุ้น หรือจะโทรศัพท์หามาร์เก็ตติ้งผู้ดูแลบัญชีให้เขาซื้อให้ก็ได้ครับ ถ้าเราซื้อหุ้นแบบนี้ หุ้นจะถูกระบุเป็นชื่อเรา เช่น ถ้าผมซื้อหุ้น หุ้นก็จะระบุว่า นาย Bear Investor ถือหุ้นอยู่ เราจะเลือกซื้อเลือกขายหุ้นอะไรยังไงก็ตามสบาย แต่แนะนำว่า ควรจะศึกษาให้ดี เพราะขาดทุนเอง กำไรเอง เล่นเอง ลงทุนเอง เจ็บและชินไปเอง

ส่วน (2) อันนี้เราซื้อกองทุนหุ้นแทน กองทุนรวมก็คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างหนึ่ง ที่ทำการรวมเงินของนักลงทุนหลาย ๆ คน เอาไปลงทุนตามนโยบายกองทุน เช่น ที่เราจะซื้อคือกองทุนหุ้น กองทุนก็จะเอาเงินไปซื้อหุ้น โดยมีคนที่เรียกว่า ผู้จัดการกองทุน (fund managers) ซื้อขายหุ้นให้เราแทน เรามีหน้าที่ตัดสินใจเลือกว่าจะลงทุนในกองทุนไหน นโยบายลงทุนอย่างไร หน้าที่เลือกหุ้นอยู่ที่ผู้จัดการกองทุนครับ หุ้นที่กองทุนถือก็จะอยู่ในชื่อกองทุนเป็นเจ้าของไม่ใช่ชื่อเรา (แต่เราก็เป็นเจ้าของกองทุนอยู่ดี) สิ่งที่เราจะได้เมื่อซื้อกองทุนคือ หน่วยลงทุน (Unit) กำไรก็จะมาจากการที่ ราคาหน่วยลงทุน (NAV) สูงขึ้น  ซึ่งจะสูงขึ้นได้ก็ต้องเกิดจากกองทุนมีกำไรครับ (อาจจะมาจากการที่กองทุนขายหุ้นที่ถือแล้วได้ราคาสูงกว่าตอนที่กองทุนซื้อมา หรือกองทุนถือหุ้นแล้วหุ้นราคาขึ้นไปเรื่อย ๆ หรือกองทุนได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่กองทุนถือ)

2waysstocks

I. ข้อดีข้อเสียในแต่ละทางเลือก ลงทุน หุ้น 

(1) เรื่องการเลือกหุ้น

ถ้าเราลงทุนเอง เราจะลงทุนในหุ้นตัวไหนลงทุนยังไงก็ได้ ฝุ่นตลบตีลังกาพลิกแพลง ซื้อหุ้นที่คนไม่รู้จัก ซื้ออะไรก็ได้ แต่กองทุนรวมนั้น เราปล่อยหน้าที่ให้ผู้จัดการกองทุนเป็นคนเลือกหุ้น เราไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้ จะไปบอกว่า ฉันชอบหุ้นตัวนี้ คุณต้องซื้อเข้ากองทุนนะ อันนี้ทำไม่ได้ แต่หุ้นที่กองทุนจะเลือกลงทุนจะต้องอยู่ในขอบเขตของนโยบายกองทุน เช่น หากกองทุนที่เราซื้อมีนโยบายลงทุนหุ้นขนาดเล็ก กองทุนก็ไม่สามารถซื้อหุ้นขนาดใหญ่ได้ แล้วก็จะมีหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คอยออกกฎเกณฑ์กำกับในภาพใหญ่อีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น ถ้าจะซื้อกองทุนเราควรจะศึกษานโยบายกองทุน วิธีลงทุน แล้วก็ใส่เงินลงทุนพอครับ ติดตามอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ แต่ถ้าเป็นกรณีที่เราลงทุนหุ้นเอง อันนั้นเราต้องศึกษาและดูแลหุ้นที่เราจะซื้อขายหรือถือด้วยตัวเอง

(2) ค่าใช้จ่าย 

กองทุนนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บเป็นค่าบริหารกองทุนหรือค่าจ้างซึ่งจะเก็บทุก ๆ วันครับ จะอยู่ประมาณระหว่าง 0.5-2.5% ต่อปี ซึ่งจะไปหักลบออกจากผลตอบแทนที่ทำได้ ค่าใช้จ่ายตรงนี้ควรจะศึกษาเอาไว้ครับ (ตามบทความนี้) ทุกบาททุกสตางค์ต้องดูให้คุ้ม เพราะค่าใช้จ่ายคือสิ่งที่ลดผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับ แต่ถ้าเราเปิดพอร์ตลงทุนซื้อขายหุ้นเอง แต่ละปีจะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรครับ เราจะถือยาว ไม่ซื้อไม่ขายไป 10 ปียังได้เลย

หากแต่ทุกครั้งที่ซื้อหุ้นต้องเสียค่าคอม (commission) ให้กับทางโบรกเกอร์ ซึ่งจำง่าย ๆ คือ ปกติซื้อหุ้นทุก 1 หมื่นบาท เสียค่าคอม 15-25 บาทครับ (บางโบรกที่เรียกว่า discount broker อาจจะเก็บน้อยกว่านี้ เช่น 7-10 บาทแต่ไม่มีบริการบางอย่างให้กับนักลงทุน เช่น ไม่มีผู้ดูแลบัญชีให้) ส่วนกองทุนบางทีก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าค่าธรรมเนียมซื้อขายครับ (Load) เช่น มีค่าธรรมเนียมซื้อกองทุนขาเข้า 1% ถ้าลงทุน 10,000 บาท จะโดนหักค่าธรรมเนียมไป 100 บาท เงินไปลงทุนจริง ๆ จะเหลือ 9,900 บาทเท่านั้น

(3) เวลา

ถ้าเราลงทุนเอง เราต้องสละเวลามาศึกษาหุ้น มาวิเคราะห์ มาซื้อขาย แต่ถ้าลงทุนในกองทุนหุ้น เราไม่จำเป็นต้องไปศึกษาหุ้นเอง หน้าที่คือเลือกกองทุนสักกองที่เราชอบแล้วลงทุนระยะยาว บางคนอาจจะคอยตรวจสอบรายงานรายเดือน ทุกปีก็อ่านรายงานประจำปีทีนึง ซึ่งใช้เวลาไม่มาก ทำให้เวลาลงทุนกองทุน เราประหยัดเวลาเอาไปพัฒนางานประจำได้ค่อนข้างมากกว่าการลงทุนหุ้นเองครับ

II. ประเด็นที่พึงระลึกในการเลือก ลงทุน หุ้น 

ท้ายที่สุดก็แล้วแต่ ๆ ละคนครับว่าจะเลือกลงทุนหุ้นแบบไหน ลงทุนในกองทุนรวมก็ดีเหมือนกันโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาหุ้น ไม่รู้เรื่องการลงทุนสักเท่าไหร่ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นดี ๆ แล้วถือลงทุนยาว ๆ มั่นใจได้ครับว่า ผลตอบแทนที่ได้รับในอนาคตก็น่าจะดีในระดับที่น่าประทับใจ แถมเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นได้อีกเยอะ

อย่างไรก็ดี โลกนี้บางทีก็ไม่จำเป็นต้องเลือกอะไรแค่อย่างเดียวครับ เอาจริง ๆ แล้วเราเลือกสองอย่างได้ ทั้งลงทุนเองไปด้วย ทั้งซื้อกองทุนดี ๆ คู่กันไปด้วย ไม่มีกฎข้อไหนห้ามเรา

การลงทุนหุ้นนั้นมีหลายทางให้เราออกแบบเส้นทางชีวิตตัวเองครับ ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน มีฐานะการเงินที่ดี มีอิสรภาพทางการเงินในอนาคต จะต้องลงทุนในหุ้นรายตัวไหม ผมบอกได้เลยว่า “ไม่จำเป็น” ตลาดหุ้นนั้น จะลงทุนให้เรียบง่าย ลงทุนผ่านพวกกองทุนรวมทั้งหลาย แล้วเอาเวลาไปพัฒนารายได้ศักยภาพตัวเอง โอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนด้วยการทำแบบนี้ก็มีสูงมาก แต่ต้องมีวินัยและทัศนคติที่ดีควบคู่ไปกับการลงทุนระยะยาวให้ได้

แต่ถ้าอยากลงทุนหุ้นรายตัว ผมพูดได้เลยว่าคุณต้องตั้งใจ! ต้องสละเวลา ต้องทุ่มเท ต้องศึกษามันอย่างหนักมาก ผู้จัดการกองทุนในตำนานอย่าง Peter Lynch ถึงกับเตือนว่า “การเล่นหุ้นเป็นงานอดิเรกที่มีอำนาจทำลายล้างสูง“[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 12.] และในตลาดหุ้นไม่มีคำว่าง่ายครับ เพราะถ้ามันง่ายใคร ๆ ก็จะควรจะรวยกันไปหมดแล้ว 

โดยสรุปก็คือ แน่นอนว่าหนทางสู่ 100 ล้าน 1,000 ล้านไม่ได้มีทางเดียวครับ และถ้าสมมติเราไปถึงแล้ว ก็คงไม่มีใครถามหรอกว่า คุณลงทุนหุ้นเอง หรือคุณลงทุนด้วยกองทุนรวม คุณถึงมีเงินเท่านี้ แต่กว่าจะไปถึงฐานะการเงินที่ว่า มันไม่มีทางลัดครับ เลือกวิธีที่เหมาะที่สุดกับตัวเองแล้วก็ลงทุน ศึกษา เชื่อมั่น และลงมือทำครับ

แนะนำ: ทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้น