William J. O’Neil

quote-my-philosophy-is-that-all-stocks-are-bad-there-are-no-good-stocks-unless-they-go-up-william-o-neil-106-69-33
credit picture : http://www.azquotes.com/author/63079-William_O_Neil

หนังสือ CAN SLIM (How to make money in stocks) มีแปลไทยนะครับ เคยอ่านจบก็พบว่าเป็นหนังสือที่ค่อนข้างดีมากทีเดียว คนที่น่าจะนำไปใช้ได้ดีคือนักลงทุนสายเทคนิคที่อ่านกราฟได้ แต่เบื้องหลังแนวคิดของผู้เขียน (William J. O’Neil) แฝงไปด้วยปัจจัยพื้นฐานแน่น และการเขียนมีสไตล์ อ่านแล้วค่อนข้างสนุกครับ ใครสนใจลองอ่านดูครับ ผมแนะนำเลย (ข้อระวังคือมีศัพท์เทคนิคการลงทุนเยอะไปหน่อย โดยเฉพาะศัพท์เกี่ยวกับแนวกราฟ อ่านๆไปอาจสะดุดได้ครับ สำหรับมือใหม่)


วิธีลงทุนของเขาจะเน้นการดูชาร์ตอ่านกราฟแล้วก็ใช้สูตรหลักคือ
CANSLIM (7ตัวย่ออักษร) ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำของตลาด, แรงผลักของนักลงทุนสถาบัน, การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ฯลฯ แต่ทัศนคติที่ผมชอบมากที่สุดคือ เขาเป็นคนที่ปฏิเสธโชคดีในตลาดหุ้น “ไม่มีความสำเร็จข้ามคืนในการลงทุนแน่นอน” ใครที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนต้องทำงานหนัก มุ่งมั่นและรู้จักแก้ไขปรับปรุงข้อผิดพลาดตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีในนักลงทุนส่วนใหญ่ พวกเขาไม่มีวินัยและไม่ใส่ใจกับการลงทุน ไม่มีกฎเกณฑ์กำกับการซื้อขายและเข้ามาลงทุนหุ้นรายตัวโดยไม่มีหลักการ พวกเขามองว่าการลงทุนมีความเสี่ยงคล้ายๆการพนัน ซึ่งนั่นล่ะ เวลาผ่านไป นักลงทุนกลุ่มนี้จะเจ็บปวดจากการสูญเสียเงินที่อุตส่าห์หามาอย่างยากลำบาก

 

    ยกตัวอย่างวิธีลงทุนของเขาที่น่าสนใจอันหนึ่งของ O’Neil ที่เมื่อคัดหุ้นที่ลงทุนตามวิธีของเขาได้แล้ว เขาจะปล่อยให้มันวิ่งทำกำไรประมาณ 25% ขึ้นไปแล้วขายทิ้ง และมีระบบตัดขาดทุนอัตโนมัติที่ 7-8% ครับ คือถ้าเราใช้วิธีแบบเขา เวลาเราซื้อหุ้นมาในราคา 100 บาท ถ้าหุ้นตกเหลือ 92-93 บาท เราต้องขายทิ้งทันทีไม่มีข้ออ้าง! ไม่มีการบ่น ! ซึ่งอันนี้ล่ะที่ยากจริงๆ นักลงทุนชอบเอาอารมณ์เข้าไปเกี่ยวกับระบบเทรด เขาอธิบายเรื่องจริงในตลาดหุ้นเลยว่า นักลงทุนที่ซื้อหุ้นมาผิดพลาด พวกเขาจะทนถือขาดทุนไปเรื่อยๆ โดยหวังว่าสักวันถ้ามันเท่าทุนที่ซื้อมาจึงค่อยขายทิ้ง ซึ่งหลายครั้งที่มันจะตกลงไปและไม่กลับมาอีกเลยแล้วนักลงทุนก็จะขาดทุนกันถาวร

 

    วิธีที่เขาทำมีเหตุผลในตัวมันครับ นักลงทุนต่อให้เซียนเหยียบเมฆแค่ไหนก็ต้องมีการลงทุนที่พลาดกันได้ คำพูดของนักลงทุนชั้นเอกหลายท่านคือ การทำกำไรในตลาดหุ้นระยะยาวคุณต้องถูกอย่างน้อย 4 ใน 10 ครั้งก็เพียงพอแล้ว สำคัญที่ว่า “เวลาขาดทุนคุณขาดทุนน้อยนิดแต่เวลาได้กำไรคุณได้กำไรก้อนใหญ่มโหฬาร” วิธีตัดขาดทุนที่เขาทำจึงเป็นระบบรักษาเงินต้นไว้นั่นเอง ต้องเข้าใจด้วยว่าเขาไม่ได้ซื้อมั่วๆหุ้นตัวไหนก็ได้แล้วพอขาดทุน 7% ก็ขายทิ้งนะครับ หุ้นพวกนั้นต้องผ่านการคัดด้วยตะแกรงร่อนชั้นดีมาแล้ว เพียงแต่ว่าให้ร่อนมาดี การลงทุนมันก็มีพลาดบ้าง ถ้าเขาเลือกมา 5 ตัว ถูกแค่ 2 ตัวแต่ได้กำไรตัวละ 100% มันก็คุ้มแล้ว แม้อีก 3 ตัวตัดขาดทุนที่ 7% ทั้งหมด



O’Niel ก็ได้แนะนำนักลงทุนรายย่อยในการลงทุนกองทุนรวมด้วย (เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ควรจะลงทุนในตลาดหุ้นด้วยตัวเอง) โดย
ในหนังสือ Canslim พูดถึงความผิดพลาด 5 อย่างของการลงทุนในกองทุนหุ้นที่คนทำมากที่สุด

  1. ล้มเหลวที่จะอยู่เฉยๆและถือครองมันนานๆ (15-20 ปีขึ้นไป) — พูดง่ายๆคือขาดความอดทนและวินัย
  2. ชอบซื้อกองทุนที่มีผลงานอันดับหนึ่งในปีที่ผ่านมา – สถิติบอกเราว่าพวกนั้นจะตกไปท้ายๆตารางหรือทำผลตอบแทนไม่ดีในปีหรือสองปีถัดมา
  3. โดนผลกระทบจากข่าวระยะสั้นมากไป – ชอบตกใจขายทิ้ง มีความเชื่อว่าตัวเองทำนายตลาดได้
  4. ชอบสับเปลี่ยนกองทุนบ่อยเกินไป – เพราะมั่นใจว่าตัวเองทำได้ง่ายๆในการซื้อถูกแล้วขายแพง ส่วนมากจะทุ่มซื้อตอนตลาดหุ้นแพง แล้วตัดใจหดหู่ขายมันถูกๆตอนตลาดหุ้นตก
  5. หมดความอดทนและเสียความมั่นใจเร็วเกินไป 

มีใครที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแล้วทำแบบนี้บ้างเอ่ย? คุณเตรียมตัวที่จะได้ผลตอบแทนแย่ๆในอนาคตหรือยัง—เพราะมันจะได้มาแน่นอน ใครรู้ตัวว่าเป็นต้องรีบเปลี่ยนแนวทางลงทุนและแก้ไขพฤติกรรมครับ

 ลงทุนระยะยาวคือคำตอบสำหรับตลาดหุ้น ถามว่ายาวแค่ไหน ข้อแรกได้ตอบไว้แล้ว นั่นคือ นักลงทุนส่วนใหญ่ทำผิดพลาดมากที่สุดในการลงทุนกองทุนรวมหุ้น เนื่องจาก “ล้มเหลวที่จะอยู่เฉยๆและถือครองมันนานๆ” นานที่ว่า คือ 15-20 ปีขึ้นไปครับ

      ทั้งนี้ผมเจอมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับ การลงทุนใน “กองทุนรวมหุ้น” โดยสรุปมาจากการตอบคำถามของ William O’Neil ในหนังสือ Market Wizards โดยผู้สัมภาษณ์ถามว่าการที่กองทุนรวมต้องถือหุ้นทุกช่วงเวลา แม้กระทั่งตอนที่หุ้นตกหนักๆ ทำให้การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นเป็นเรื่องที่แย่หรือไม่? โอนีลกลับตอบโดยอธิบายภาพรวมโดยสรุปว่า

กองทุนรวมเป็นหนึ่งในวิธีการลงทุนที่ยอดเยี่ยม”

คนทุกคนควรมีบ้าน เป็นเจ้าของอสังหาฯ และต้องเป็นเจ้าของหุ้น เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเอง หรือวิธีที่ง่ายกว่าก็คือซื้อกองทุนรวม กองทุนรวมเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยม แต่มันแย่สำหรับนักลงทุนหลายๆคน เพระพวกเขาจัดการมันไม่ดี คำแนะนำของเขาเรียบง่ายมาก ซื้อแล้วก็นั่งลง”

เพราะการซื้อกองทุนรวมหุ้น คุณควรจะอยู่กับมันไปอีก 10-20 ปี คุณถึงจะได้เงินจำนวนมากจากการลงทุนในหุ้น นั่งเฉยๆผ่านตลาดหุ้นตกให้ได้โดยไม่ต้องไปทำอะไร เหตุผลประกอบของเขาคือ กองทุนรวมจะประกอบด้วยหุ้นหลายๆตัว อาจจะถึง 100 ตัว ซึ่งหุ้นที่เยอะขนาดนั้นก็คือคุณกำลังซื้อระบบเศรษฐกิจของประเทศอยู่ เมื่อเศรษฐกิจฟื้น หุ้นฟื้น กองทุนพวกนี้จะกลับมา O’Neil ชอบกองทุนหุ้นเติบโต เพราะหุ้นที่เติบโตมันจะกลับมาแล้วราคาสูงกว่าเดิม เขาแนะนำอีกว่า ถ้ากองทุนที่ซื้อมีการกระจายตัวของบริษัทที่เติบโตดีๆ คุณควรจะซื้อเพิ่มด้วยซ้ำตอนที่มันตกหนักๆ


อีกเรื่องหนึ่งคือ เขาบอกว่า นักลงทุนไม่เข้าใจระหว่าง หลักการลงทุนหุ้นกับกองทุนหุ้น, หุ้น
1 ตัวสามารถลงไปจนถึง 0 บาทได้ แต่กองทุนที่มีการถือหุ้นหลายตัวมันไม่สามารถตกลงไปหนักขนาดนั้น ดังนั้นลงทุนกองทุนหุ้นแล้วให้นั่งเฉยๆ อย่าไปคิดอะไรมากถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว มองข้ามความผันผวนระยะสั้นให้ได้ครับ


ข้อควรระวังอีกอย่างที่ผมคิดได้เวลาอ่านหนังสือของนักลงทุนที่มีวิธีลงทุนแตกต่างกันไปจากวิธีที่คุณลงทุน อาทิ คุณเป็นนักลงทุนในกองทุนรวม, คุณเป็นนักลงทุนสายเน้นคุณค่าหรือแม้กระทั่งอ่านในสายเดียวกัน เวลาอ่านหนังสือเช่นของ O’Neil ซึ่งมีหลักการต่างออกไป คุณจะต้องแม่นยำและเข้าใจในหลักการลงทุนของคุณให้ดีก่อน เพราะไม่เช่นนั้นมันจะตีกันครับ แล้วระบบการลงทุนของคุณจะเสีย แต่ข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คุณจะได้รับความรู้ใหม่ๆ ที่เปิดโลกมุมมองการลงทุนครับ ส่วนมากนักลงทุนแม้จะใช้วิธีต่างกัน ใช้เครื่องมือต่างกัน แต่ในลักษณะสำคัญเชิงพฤติกรรมการลงทุน เช่น ความมีวินัย ความพยายาม ความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง ความอดทน ฯลฯ พวกนี้จะคล้ายกันครับ นักลงทุนควรจะสนใจที่ประเด็นตรงนี้มากกว่า


จัดพอร์ตลงทุน แบบระบบและแผนการเล่นฟุตบอล

การลงทุนให้สนุก ผมคิดว่าเราควรทำมันให้เหมือนเราเล่นเกมๆหนึ่ง อย่างตั้งใจ ครับ การเล่นในที่นี้ไม่ใช่การเอาเงินมาโยนถลุง ๆ ซื้อขายเล่น ๆ อันนี้ผมเรียก “ผลาญเงิน” แต่เป็นการจัดการ จัดพอร์ตลงทุน เหมือนเล่นฟุตบอล

พูดให้เห็นภาพ คือ การลงทุนเป็นเกมที่ต้องใช้ทักษะบริหารเงินพอสมควร และใครที่เป็นคอเกมจะพบว่าปัจจัยสำคัญในการเล่น คือ “กลยุทธ์และวินัย” — กีฬามักจะมีการวางแผนที่คล้ายกับการลงทุนพอสมควร และกีฬาที่จะนำมาอธิบายเปรียบเทียบการลงทุนในวันนี้ คือ “ฟุตบอล”

ฟุตบอลเป็นเกมที่มีระบบ การจะเอาชนะแต่ละแมตช์ โค้ชควรจะมองภาพรวมเกมให้ออก การลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราก็ควรจะมองให้ออกว่า วันนี้เรากำลังแข่งในสนามไหน สนามที่ทุกคนกำลังเล่นอยู่แน่ ๆ คือ สนามอิสรภาพทางการเงิน หมายถึง การเก็บแต้มลงทุนเพื่อให้เงินเติบโตทบต้นจนเรามีฐานะดีในอนาคต ถึงขนาดที่เงินลงทุนทั้งหมดสามารถให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนมาให้เราใช้จ่ายได้ทั้งปี โดยไม่ต้องพึ่งเงินเดือนอีกเลย

การเล่นฟุตบอลนั้นจะมีผู้เล่นในทีมฝั่งละ 11 คน แต่แผนการเล่นจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มคือ กองหน้า กองกลาง กองหลัง และผู้รักษาประตู ซึ่งโค้ชอย่างเราต้องเลือกว่าจะให้ใครอยู่ตรงจุดไหน

กองหน้า (forward and striker)

ผู้สร้างผลตอบแทนหลักต้องให้อยู่กองหน้า แน่นอนว่า “หุ้น” เป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดี การถือกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ก็น่าจะมั่นใจได้ว่า ผลตอบแทนระยะยาวจะยิงประตูได้ดีกว่าผู้เล่นกองหน้าอีก 70-75% ของทุกค่าย คนที่ลงทุนเชิงรุกหน่อย การจัดพอร์ตเลือกหุ้นดี ๆ ศึกษาเรื่องลงทุนเอง คุณก็อาจจะได้หุ้นแบบ Lionel Messi เข้าพอร์ตก็ได้ แต่ถ้าไม่เก๋าพอคุณก็อาจจะขาดทุนจากการจ่ายมากเกินไป เพื่อซื้อกองหน้าแย่ที่ตอนหลังต้องให้นั่งข้างสนามแทน แต่การลงทุนเราสามารถวางแผนได้อิสระที่เหมาะสมกับชีวิต เราอาจจะเลือกบริหารเงินในพอร์ตหุ้นเองส่วนหนึ่งและเล่นแบบเซฟ ๆโดยแบ่งเงินในกองทุนหุ้นควบคู่กันไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพยายาม ความเข้าใจ และการออกแบบชีวิตที่วางไว้ (ลองอ่านบทความนี้ประกอบครับ ทางเลือกในการลงทุนหุ้น )

กองกลาง (midfielder)

กองกลาง คือ ผู้เล่นที่ส่งเงินให้กองหน้า และบ่อยครั้งเกมดี ๆ ในฟุตบอลหลายเกมมาจากผู้เล่นกองกลางที่ดี ผมยกให้กองกลาง คือ รายได้ของเรา (incomes) เงินที่เราได้จากเงินเดือน เงินโบนัส รายได้จากการทำงานอื่นที่หักมาลงทุนเป็นผู้เล่นกองกลางคนที่ 1 ส่วนกองทุนตลาดเงินและตราสารหนี้ระยะสั้น ๆ เป็นผู้เล่นที่ 2 และสินทรัพย์ลงทุนอื่น เช่น การปล่อยคอนโดหรือบ้านให้เช่า ที่ดิน ทองคำ หุ้นกู้ พันธบัตร เป็นผู้เล่นที่ 3 ทั้งสามกลุ่มนี้เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนพลังผลตอบแทนและเพิ่มปริมาณเงินมาลงทุนของเรา คนสำคัญคือ ผู้เล่นอย่าง กองทุนตลาดเงิน หรือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น พยายามสะสมเงินตรงนี้ให้มาก เมื่อใดที่หุ้นตก การส่งบอล(ส่งเงิน)ให้กองหน้าซึ่งก็คือ หุ้น ยิงเพื่อทำประตู จะช่วยให้เกมมุ่งหน้าสู่ชัยชนะได้ไวขึ้น

กองหลัง (defender)

คือ play safe ระยะยาว ผมยกให้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนประหยัดภาษีอย่าง LTF/RMF เป็นแบ็คหลัง ด้วยสาเหตุว่า ต่อให้การบริหารเงินกองหน้าและกองกลางไม่ดี ในอนาคตวัยเกษียณยังมีเงินเหล่านี้ช่วยให้เราใช้จ่ายสบาย ๆ ตอนเกษียณได้ เพราะเด้งสำคัญของมันคือได้ผลตอบแทนตั้งแต่ลงทุนด้วยการประหยัดเงินภาษีไปแล้วตั้งแต่ต้น และระยะเวลาลงทุนนาน ๆ ก็แทบจะทำให้การลงทุนพวกนี้มีโอกาสขาดทุนค่อนข้างน้อย

ประเด็นสำคัญคือ กองหลังจะถูกถอนหรือนำมาใช้ได้ก็อีกไกล เช่น ตอนอายุ 55 ปีสำหรับ PVD หรือ RMF มันจึงเป็นทัพหลังสุดท้าย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเอามันไปลงทุนในอะไรที่ผลตอบแทนต่ำ ๆ นะครับ อย่าง LTF ก็คือกองทุนหุ้น PVD/RMF ถ้าอายุยังน้อย ๆ หรือมีเวลาให้ลงทุนอีกมาก ควรอัดหุ้นหนัก ๆ 80-90-100% ไปเลย บางทีผลตอบแทนของมันอาจจะสูงกว่ากองหน้าด้วยซ้ำ (ปกติก็สูงกว่าอยู่แล้วถ้ารวมผลตอบแทนจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปด้วย)

ทว่าเกมการแข่งขันย่อมมีขึ้นมีลง คนที่ทำให้เราอุ่นใจคือ

ผู้รักษาประตู (goalkeeper)

แน่นอนว่าเพื่อปกป้องชีวิตจากอะไรที่ไม่คาดคิด คุณควรมี เงินสำรองฉุกเฉิน เป็นเงินสดหรือสภาพคล่องเพียงพอต่อการใช้ชีวิตเกิน 6 เดือนถึงหนึ่งปีสบาย ๆ (เอาเงินเดือน x 6หรือ x 12) อาจจะพักเงินพวกนี้ในกองทุนตลาดเงินก็ได้ และแนะนำว่าควรมีเงินฉุกเฉินติด ATM ไว้ด้วยครับ

invest-football

รักษากลยุทธ์ตามที่ได้ จัดพอร์ตลงทุน

ที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเกมฟุตบอลเปิดฉาก โค้ชที่ดีต้องรักษากลยุทธ์พวกนี้ไว้ แม้จะยืดหยุ่นระหว่างเกมได้ แต่หลักสำคัญคือในการเล่นเกมระยะยาวหลาย ๆ แมตช์ โค้ชควรจะเน้นกลยุทธ์ที่วางไว้ตอนแรกมากกว่า การเปลี่ยนแผนระหว่างเกมทุกแมตช์เป็นทางเสี่ยงสู่ความล้มเหลว และบ่งบอกว่าคุณไม่ค่อยมีฝีมือ เพราะอาจแสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่ไม่ดีตั้งแต่แรก

ดังนั้น การลงทุนของเราก็ควรจะเดินไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้ เช่น เราควรจะกำหนดเลยว่า เงินลงทุนกี่ % จะอยู่ในอะไรบ้าง เช่น กองหน้า 50% กองกลาง 20% กองหลัง 20% ผู้รักษาประตู 10%

เราก็จะได้กลยุทธ์ว่าเงิน 100 บาทของเราควรลงทุนอยู่ใน หุ้น 50 การลงทุนอื่น 20 กองทุนลดหย่อนภาษี 20 เงินสด 10 ส่วนการยืดหยุ่นระหว่างเกมคือ อาจจะปรับบางส่วนมากขึ้นลงได้ เช่น ถ้าเราไม่สบายใจอาจลดกองหน้าอย่างกองทุนหุ้นลงมาหน่อยเหลือสัก 40% ก็ได้ แล้วเพิ่มเงินสดแทน แต่ที่สำคัญสุดๆๆๆๆ คือ คุณต้องมีขั้นต่ำที่จะไม่ละเมิดกฎ เช่น สัดส่วนกองทุนหุ้นทั่วไปไม่ควรจะต่ำกว่า 40% ไม่ว่าคุณจะกลัวโลกถล่มทลายขนาดไหน จะไม่ขายทิ้งจนเหลือต่ำกว่า 40% ของสินทรัพย์ หรือต่อให้มั่นใจแค่ไหนก็จะไม่ให้เกิน 60% ของสินทรัพย์ลงทุน การทำแบบนี้ระยะยาว พลังแห่งการรักษาวินัยจะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จง่ายขึ้นครับ

จำไว้ว่า ฟุตบอลแม้กระทั่งทีมแชมป์ การเล่นทั้งฤดูกาลก็มีแมตช์ที่แพ้บ่อย ๆ ไม่มีใครชนะทุกเกม การลงทุนก็เช่นกัน ในกีฬาฟุตบอล ผมมักไม่ค่อยเห็นทีมที่เล่นหวือหวา 2-3 แมตช์จะได้คว้าถ้วยกับเขาสักเท่าไหร่ รางวัลมักจะเป็นของทีมที่ทำผลงานได้ดีสม่ำเสมอมากกว่า แม้เขาจะแพ้บ้าง แต่ปลายทางเขาคือผู้ชนะครับ การลงทุนก็เช่นกัน เราลงทุนระยะยาว ในระยะเวลาช่วงสั้น ๆ สินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ นั้น ย่อมมีความผันผวนเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ความอดทนในการทำตามวินัยจึงสำคัญมากครับ

Stay Calm, stay hold, and stay Invest!

จัดพอร์ตลงทุนแบบระบบเกมฟุตบอล

การลงทุนให้สนุก ผมคิดว่าเราควรทำมันให้เหมือนเราเล่นเกมๆหนึ่งอย่างตั้งใจครับ การเล่นในที่นี้ไม่ใช่การเอาเงินมาโยนถลุงๆ ซื้อขายเล่นๆ อันนี้ผมเรียก “ผลาญเงิน”

พูดให้เห็นภาพคือ เป็นเกมที่ต้องใช้ทักษะบริหารเงินพอสมควร และใครที่เป็นคอเกมจะพบว่าปัจจัยสำคัญในการเล่น คือ “กลยุทธ์และวินัย”—กีฬามักจะมีการวางแผนที่คล้ายกับการลงทุนพอสมควร และกีฬาที่เอามาอธิบายวันนี้ คือ “ฟุตบอล”

ฟุตบอลเป็นเกมที่มีระบบ การจะเอาชนะแต่ละแมตช์, โค้ชควรจะมองภาพรวมเกมให้ออก การลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราก็ควรจะมองให้ออกว่าวันนี้เรากำลังแข่งในสนามไหน สนามที่ทุกคนกำลังเล่นอยู่แน่ๆ คือ สนามอิสรภาพทางการเงิน หมายถึงการเก็บแต้มลงทุนเพื่อให้เงินเติบโตทบต้นจนมีฐานะดีในอนาคต จนถึงขนาดที่เงินลงทุนทั้งหมดสามารถให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนมาให้เราใช้จ่ายได้ทั้งปีโดยไม่ต้องพึ่งเงินเดือนอีกเลย

ฟุตบอลนั้นมีผู้เล่นในทีม 11 คน แต่แผนการเล่นจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มคือ กองหน้า กองกลาง กองหลัง และผู้รักษาประตู โค้ชอย่างเราต้องเลือกว่าจะให้ใครอยู่ตรงจุดไหน



กองหน้า

ผู้สร้างผลตอบแทนหลักต้องให้อยู่กองหน้า แน่นอนว่า “หุ้น” เป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดี การถือกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ก็น่าจะมั่นใจได้ว่าผลตอบแทนระยะยาวจะยิงประตูได้ดีกว่าผู้เล่นกองหน้าอีก 70-75% ของทุกค่าย คนที่ลงทุนเชิงรุกหน่อย การจัดพอร์ตเลือกหุ้นดีๆ ศึกษาเรื่องลงทุนเอง คุณก็อาจจะได้หุ้นแบบ Lionel Messi เข้าพอร์ตก็ได้ แต่ถ้าไม่เก๋าพอคุณก็อาจจะขาดทุนจากการจ่ายมากเกินไปเพื่อซื้อกองหน้าแย่ๆที่ตอนหลังต้องให้นั่งข้างสนามแทน แต่ระบบไม่ห้าม เราอาจจะเลือกบริหารเงินในพอร์ตหุ้นเองส่วนหนึ่งและเล่นแบบเซฟๆโดยแบ่งเงินในกองทุนหุ้นควบคู่กันไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพยายาม ความเข้าใจ และการออกแบบชีวิตที่วางไว้ (ลองอ่านสองบทความนี้ประกอบครับ ทางเลือกในการลงทุนหุ้น )


กองกลาง

คือ คนส่งเงินให้กองหน้า และบ่อยครั้งเกมดีๆ ในฟุตบอลหลายเกมมาจากผู้เล่นกองกลางที่ดี ผมยกให้กองกลาง คือ เงินที่เราได้จากเงินเดือน เงินโบนัส รายได้จากการทำงานอื่นที่หักมาลงทุนเป็นผู้เล่นกองกลางคนที่ 1, กองทุนตลาดเงินและตราสารหนี้ระยะสั้นๆเป็นผู้เล่นที่ 2, สินทรัพย์ลงทุนอื่น เช่น ปล่อยคอนโดหรือบ้านให้เช่า ที่ดิน ทองคำ หุ้นกู้ พันธบัตร เป็นผู้เล่นที่ 3, พวกนี้เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนพลังผลตอบแทนและเพิ่มปริมาณเงินมาลงทุนของเรา คนสำคัญคือ ผู้เล่นอย่างกองทุนตลาดเงินหรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น พยายามสะสมเงินตรงนี้ให้มาก เมื่อใดที่หุ้นตก การส่งบอล(ส่งเงิน)ให้กองหน้าซึ่งก็คือ หุ้น ยิงเพื่อทำประตูจะช่วยให้เกมมุ่งหน้าสู่ชัยชนะได้ไวขึ้น


กองหลัง

คือ play safe ระยะยาว ผมยกให้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนประหยัดภาษีเช่น LTF, RMF เป็นแบ็คหลัง ด้วยสาเหตุว่า ต่อให้การบริหารเงินกองหน้าและกองกลางไม่ดี ในอนาคตวัยเกษียณยังมีเงินเหล่านี้ช่วยให้มีเงินใช้จ่ายสบายๆตอนเกษียณได้ เพราะเด้งสำคัญของมันคือได้ผลตอบแทนตั้งแต่ลงทุนด้วยการประหยัดเงินภาษีไปแล้วและระยะเวลาลงทุนนานๆก็แทบจะทำให้การลงทุนพวกนี้มีโอกาสขาดทุนค่อนข้างน้อย

ประเด็นสำคัญคือ กองหลัง ในความหมายของผมนี้คือ เพราะพวกมันจะถูกนำมาใช้ได้ก็อีกไกล เช่น ตอนอายุ 55 ปีสำหรับ PVD,RMF มันจึงเป็นทัพหลังสุดท้าย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเอามันไปลงทุนในอะไรที่ผลตอบแทนต่ำๆนะครับ อย่าง LTF ก็คือกองทุนหุ้น, PVD,RMF ถ้าอายุยังน้อยๆ หรือมีเวลาให้ลงทุนอีกมาก อัดหุ้นหนักๆ 80-90-100% ไปเลย บางทีผลตอบแทนของมันอาจจะสูงกว่ากองหน้าด้วยซ้ำ (ปกติก็สูงกว่าอยู่แล้วถ้ารวมผลตอบแทนจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปด้วย)


ทว่าเกมการแข่งขันย่อมมีขึ้นมีลง คนที่ทำให้เราอุ่นใจคือ ผู้รักษาประตู และแน่นอนว่าเพื่อปกป้องชีวิตจากอะไรที่ไม่คาดคิด คุณควรมี เงินสำรองฉุกเฉิน เป็นเงินสดหรือสภาพคล่องเพียงพอต่อการใช้ชีวิตเกิน 6 เดือนถึงหนึ่งปีสบายๆ (เอาเงินเดือน x 6หรือ x 12) อาจจะพักเงินพวกนี้ในกองทุนตลาดเงินก็ได้ และแนะนำว่าควรมีเงินฉุกเฉินติด ATM ไว้ด้วยครับ


invest-football


ที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเกมฟุตบอลเปิดฉาก โค้ชที่ดีต้องรักษากลยุทธ์พวกนี้ไว้ แม้จะยืดหยุ่นระหว่างเกมได้ แต่หลักสำคัญคือในการเล่นเกมระยะยาวหลายๆแมตช์ โค้ชควรจะเน้นกลยุทธ์ที่วางไว้ตอนแรกมากกว่า การเปลี่ยนแผนระหว่างเกมทุกแมตช์เป็นทางเสี่ยงสู่ความล้มเหลว(และบ่งบอกว่าคุณไม่ค่อยมีฝีมือเพราะวางแผนไม่ดีแต่แรก)

ดังนั้นการลงทุนของเราก็ควรจะเดินไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้ เช่น เราควรจะกำหนดเลยว่า เงินลงทุนกี่ % จะอยู่ในอะไรบ้าง เช่น กองหน้า 50% กองกลาง 20% กองหลัง 20% ผู้รักษาประตู 10%

เราก็จะได้กลยุทธ์ว่าเงิน 100 บาทของเราควรลงทุนอยู่ใน หุ้น 50 การลงทุนอื่น 20 กองทุนลดหย่อนภาษี 20 เงินสด 10 ส่วนการยืดหยุ่นระหว่างเกมคือ อาจจะปรับบางส่วนมากขึ้นลงได้ เช่น ถ้าเราไม่สบายใจอาจลดกองหน้าลงมาหน่อย เหลือสัก 40% ก็ได้แล้วเพิ่มเงินสดแทน แต่ที่สำคัญสุดๆๆๆๆ คือ คุณต้องมีขั้นต่ำที่จะไม่ละเมิดกฎ เช่น กองทุนหุ้นทั่วไปไม่ควรจะต่ำกว่า 40% ไม่ว่าคุณจะกลัวโลกถล่มทลายขนาดไหน จะไม่ขายทิ้งจนเหลือต่ำกว่า 40% ของสินทรัพย์ หรือต่อให้มั่นใจแค่ไหนก็จะไม่ให้เกิน 60% ของสินทรัพย์ลงทุน การทำแบบนี้ระยะยาว วินัยที่ว่าจะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จง่ายขึ้นครับ

จำไว้ว่า ฟุตบอลแม้กระทั่งทีมแชมป์ การเล่นทั้งฤดูกาลก็มีแมตช์ที่แพ้บ่อยๆ ไม่มีใครชนะทุกเกม การลงทุนก็เช่นกัน ในกีฬาฟุตบอล ผมมักไม่ค่อยเห็นทีมที่เล่นหวือหวา 2-3 แมตช์จะได้คว้าถ้วยกับเขาสักเท่าไหร่ รางวัลมักจะเป็นของทีมที่ทำผลงานได้ดีสม่ำเสมอมากกว่า แม้เขาจะแพ้บ้าง แต่ปลายทางเขาคือผู้ชนะครับ การลงทุนก็เช่นกัน เราลงทุนระยะยาว ในระยะสั้นสินทรัพย์ต่างๆย่อมมีความผันผวนเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ความอดทนในการทำตามวินัยจึงสำคัญมากครับ (Stay Calm, Stay Hold, Stay Invest)

อุตสาหกรรมค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง

ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง”

โมเดิร์นเทรดหรือร้านค้าสมัยใหม่ที่ขายของเหล่านี้ในบ้านเรานั้นค่อนข้างมี หลายเจ้า และเติบโตอย่างรวดเร็วมาหลายปีล่ะครับ ผู้เล่นหลักก็เช่น โฮมโปร ไทวัสดุ โกลบอลเฮ้าส์ ดูโฮม ฯลฯ

ตัวเร่งหลัก คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมของคนทั่วไปที่ย้ายการซื้อจากร้านดั้งเดิมทั้งหลาย ทำให้การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดแรกๆแย่งจากร้านค้าเดิมๆ ไม่ได้แย่งส่วนแบ่งตลาดหรือกินกันเอง ช่องว่างในการเติบโตจึงสูงมาก เพราะอุตสาหกรรมค้าปลีกก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่ากว่า 3-4 แสนล้านบาทต่อปี ค้าปลีกที่ขายของพวกนี้ให้ก็เป็นหลักแสนล้านเช่นเดียวกัน ผู้ซื้อกลุ่มหลักในสมัยก่อนก็คือช่างก่อสร้างและฝ่ายจัดซื้อทั้งหลาย แต่ด้วยเทรนด์ของคนทั่วไปที่เริ่มสนใจการออกแบบตกแต่งบ้านตัวเอง ทำให้ลูกค้าประเภทผู้บริโภค เจ้าของบ้าน เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน ดูอย่าง โฮมโปรก็ได้ ลูกค้าที่มาซื้อคือเจ้าของบ้านเก่าที่มาดูสินค้าไปซ่อมแซมตกแต่งบ้านคิดเป็น กว่า 80% ซึ่งเอาจริงๆแล้วถ้าลองศึกษาในต่างประเทศ ตลาดซ่อมแซมบ้านเก่าในระยะยาวควรจะโตมากกว่าตลาดก่อสร้างบ้านใหม่ หากแต่ในไทยนั้นยังสามารถโตได้ทั้งสองอย่างครับ

การขยายสาขาของร้านเหล่านี้่ค่อนข้างดุเดือด ปีนึงตกแล้วขยายสาขารวมกันกว่า 20 สาขา พวกบริษัทเหล่านี้มีการเติบโตสูงมากๆ ลองมาดูภาพรวมตอนสิ้นปี 2015 กันครับ

1.GLOBALโกลบอลเฮ้าส์ ขยายไป 6 สาขา ทำให้ณ สิ้นปี 2015 มี 38 สาขา ข้อน่าสังเกตคือ เป็นสาขาในต่างจังหวัดหมดเลย (กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง) ก่อตั้งโดยคุณวิทูร สุริยวนากุล โมเดลการลงทุนสาขาของโกลบอลแต่แรกนั้นมักจะซื้อที่ดินแล้วสร้างสาขา(ไม่เน้นเช่า) ทำให้ช่วงแรกๆขยายสาขาไม่หวือหวาเท่าไหร่ หนึ่งสาขาของโกลบอลใช้งบลงทุนประมาณ 300-500 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดสาขา บริษัทค่อนข้างโตก้าวกระโดดตั้งแต่มี บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย (SCC) เข้ามาร่วมทุนด้วย (2012)  ทำให้ปลอดภาระหนี้สิน คราวนี้ติดปีกเลยเพราะได้ทั้งเงินทุน ทั้งความรู้ระบบจัดการต่างๆ โดยเฉพาะโลจิสติกส์ของ SCC ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งอยู่แล้ว ทั้งนี้ได้ร่วมทุนกับเครือค้าปลีกวัสดุก่อสร้างของลาวที่ชื่อ สุวันนี โฮมเซ็นเตอร์ ซึ่งหลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ลาวแล้ว ทำให้สัดส่วนถือหุ้นของกลุ่มปูนซีเมนต์ไทย-โกลบอลเฮาส์เหลือ 34% (เพราะฉะนั้นสัดส่วนเทียบตามการถือหุ้นแล้วเท่ากับ GLOBAL ถือ 17%) บริษัทสุวันนีที่ไปลงทุนนี้ก็ถือว่างบการเงินดีนะครับ งบปี 2014 รายได้ประมาณ 1,200 ล้านบาท กำไร 85 ล้านบาท (อัตรากำไรสุทธิประมาณ 7%) 

2. ไทวัสดุ ร้านในเครือเซ็นทรัล มี 41 สาขาทั่วประเทศ (เป็นต่างจังหวัด 35 สาขา) เริ่มหันมาเน้นต่างจังหวัด ใช้งบลงทุนสาขาละประมาณ 300-500 ล้านบาท เคยอ่านบทสัมภาษณ์ผู้บริหารนั้นตั้งใจที่จะเน้นเพิ่มยอดขายสาขาเก่าๆที่เปิดไว้แล้วมากกว่า การพูดแบบนี้ทำให้มองได้ว่า สาขาเก่าๆมีรายได้ที่น่าจะคงที่หรือติดลบ เพราะคู่แข่งก็เปิดสาขากันค่อนข้างมาก คงกำลังวางกลยุทธ์กันใหม่อยู่ เนื่องจากหนึ่งจังหวัดอาจชนกันหลายเจ้า + ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี การแข่งขันเริ่มรุนแรง จริงๆถือว่าเจ้านี้มาแรงนะครับ สมัยก่อนเปิดโฮมเวิร์คก่อน มาเปิดไทวัสดุก็ตอนปี 2010 แต่บุกไวมากๆ (เฉลี่ยผ่านมาห้าปีเปิดปีละ 7-8 สาขา) รายได้ FY2015 ประมาณ 20,000 ล้านบาท ถือว่าโตมาไวมากๆครับ เพราะถ้าหารรายได้ต่อสาขาตอนนี้เท่ากับหนึ่งสาขาได้รายได้ปีละ 500 ล้านบาท  ย้อนไปปี 2010 สาขาแรกที่เปิดคือ บางบัวทอง มีสาขาเดียวตอนนั้นก็มีรายได้ทั้งปีแค่ 500 ล้านบาท, สัดส่วนยอดขายของบริษัทมาจากลูกค้าที่เป็นเจ้าของบ้าน 60-70% ที่เหลือเป็นผู้รับเหมาช่างก่อสร้างหรือเจ้าของโครงการ

3.HMPRO—โฮมโปร (และแบรนด์ในเครือที่พึ่งปั้นคือ เมก้าโฮม) มีสาขา 77 แห่ง ดูจากคู่แข่งทั้งหมด เจ้านี้สาขาเยอะสุดทิ้งห่างพอควร ที่สำคัญคือได้เปิดสาขาที่จังหวัดหลักๆเกือบหมดแล้ว จึงออกโมเดลใหม่ที่เพิ่มขึ้น คือ การสร้าง โฮมโปรไซส์เล็ก(พื้นที่ขาย 3 พันตร.ม. สินค้าสองหมื่นรายการ จากปกติ 6 พันตร.ม. หกหมื่นรายการ) เริ่มที่สุโขทัยสาขาแรก ทั้งนี้ได้แตกไลน์ไปเปิด Mega Home ตอนสิ้นปีมี 7 สาขา มีรายได้คิดเป็นร้อยละ 5 ของยอดขายรวม โฮมโปรเป็นธุรกิจของกลุ่ม Land&House และ Q-House (กลุ่มอัศวโภคิน) สร้างไปสร้างมามีมูลค่าตลาดสูงกว่าบริษัทแม่ไปซะแล้ว

4.เจ้าอื่นๆ หลักๆได้แก่ ดูโฮม มีสาขา 7 แห่ง, โฮมฮับ 5 สาขา, เคยอ่านข่าวเข้าใจว่าทั้งคู่มีแผนจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นครับ อาจจะ 2-3 ปีข้างหน้า

ลองดูงบการเงินโดยเปรียบเทียบยอดขายย้อนหลัง 6 ปีของสามผู้เล่นหลัก เราจะเห็นอัตราเติบโตทบต้นของยอดขายเฉลี่ยที่ประมาณ 20% ต่อปี (HMPRO 16.8%, GLOBAL 23.9%, ไทวัสดุ 100%)

ค้าปลีกวัสดุ

จะเห็นว่ารายได้ 3 บริษัทรวมกันก็ประมาณเกือบ 100,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดค้าปลีกอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง (ซึ่งครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ยังอยู่ในมือของผู้ประกอบการรายย่อย—Tradition Trade) ในส่วนของอัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) โฮมโปรอยู่ที่ 6% กว่าๆ (สมัยก่อน 7% แต่ลดลงมาจากการรวมยอดขายของ Mega Home ซึ่งมีอัตราทำกำไรต่ำกว่าครับ) ส่ว น GLOBAL อยู่ที่ 5%

ปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นคือ โกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) และ โฮมโปร(HMPRO) ถ้าวัดจากมูลค่าบริษัทหรือ marketcap โฮมโปรสูงถึง 120,000 ล้านบาท ขณะที่โกลบอลน้อยกว่าเกือบ 3 เท่า คือมีมาร์เก็ตแคพที่ 40,000 ล้านบาท แต่ก็ถือว่าใหญ่ทั้งคู่ เป็นหุ้น BigCap

ร้านพวกนี้วัดกันที่การบริหารจัดการร้าน เพราะอย่าลืมว่าร้านพวกนี้ต้นทุนไม่น่าจะต่างกันมาก Key Success คือ ใครคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า (Cost Leadership), ออกแบบร้านให้เพิ่มอัตราทำกำไรได้มากขึ้น เช่นพยายามเพิ่มยอดขายสินค้าแบรนด์ตัวเอง (Private Brand) หรือขยายสาขาที่มีศักยภาพได้มากกว่า แต่โดยภาพรวมๆแล้ว การขยายสาขาเพิ่มก็ยังพอทำให้หุ้นกิจการพวกนี้โตต่อไปได้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าครับ ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้ดี แต่ต้องระวังเรื่องการประเมินกิจการ เพราะหุ้นพวกนี้ค่อนข้างยอดนิยม ทำให้อัตราส่วนหลายอย่าง โดยเฉพาะ P/E (HMPRO 32, GLOBAL 38) สูงกว่าตลาดหุ้นโดยรวมมากๆ จึงเป็นกลุ่มหุ้นที่แบกความคาดหวังของนักลงทุนไว้สูงครับ ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นในอนาคต ใครซื้อที่ราคาแพงๆอาจจะเจ็บตัวได้

กองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้น (short-term bond)

บทความนี้เรามาคุยกันถึงกองทุนพักเงินที่เรียกว่า กองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้น” — Short-term Bond กันดีกว่า พิเศษหน่อยคือผมจะพูดถึงกองทุนพวกนี้ที่ผมลงทุนเองอยู่และประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปี คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

1. กองทุนตราสารหนี้ – ระยะสั้น

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ก็คือ กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ โดยมีอายุตราสารเฉลี่ยประมาณ 1.0-1.5 ปี ตราสารพวกนี้ก็จะหมดอายุแล้วก็คืนเงินต้น ปกติจะดำรงรักษา duration ของพอร์ตที่เฉลี่ยประมาณไม่เกิน 1.0-1.5 มันก็คล้าย ๆ กับ กองทุนตลาดเงิน — MMF เวอร์ชั่นพัฒนาขึ้นมานั่นเองครับ

หากแต่จริง ๆ แล้วมันคือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ทำให้สามารถขายแล้วได้รับเงินคืนวันถัดไป (T+1) อาจจะเรียกมันว่า กองทุนตราสารหนี้ที่ซื้อขายได้ทุกวันและปรับปรุงให้มีสภาพคล่องใกล้เคียงกับ MMF — กลายเป็นกองทุนตราสารหนี้แบบ Daily Fixed (DF)

โดยปกติ กองทุนตราสารหนี้ ชนิดนี้มักจะลงทุนแกนกลางคล้ายกับ MMF แต่จะมีการผสมตราสารหนี้อายุยาวขึ้นมาเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนตลาดเงิน หรือมีนโยบายลงทุนที่อาจจะเปิดโอกาสให้ไปลงทุนตราสารหนี้ที่กว้างขวางขึ้น เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นในต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ก็ยังจะต้องคงลักษณะบางอย่างของ MMF เอาไว้ เช่น ยังเป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องสูง ยังเป็นกองทุนที่ขายวันนี้ได้รับเงินวันทำการถัดไป 

ส่วนตัวผมเองนั้น เลิกเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ไปนานมากแล้ว และเปลี่ยนมาใช้กองทุนพวกนี้เพื่อพักเงินระหว่างที่ยังไม่ได้ทำอะไรแทน ทุกวันนี้พอได้เงิน ผมก็จะค้างเงินสดไว้ในบัญชีไม่เกิน 10,000 บาท ที่เหลือจะเอาไปซื้อกองทุนพวกนี้หมด ดังนั้น วัตถุประสงค์ ในการลงทุนของกองทุนพวกนี้คือ

•  ไว้พักเงินสภาพคล่อง เช่น เงินเดือนส่วนที่หักไว้เป็นเงินออม หรือรอซื้อสินทรัพย์อื่น ๆ ในอนาคต เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น

•  เก็บเผื่อไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในระยะเวลาใกล้ ๆ ที่กำลังจถึง เช่น ค่าเทอม เงินผ่อน

•  เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน **

•  เป็นส่วนหนึ่งในพอร์ตลงทุนระยะยาว แต่ไม่ควรมีสัดส่วนเกิน 20% ของพอร์ต เพราะมีไว้เป็นสภาพคล่องเฉย ๆ เท่านั้น

2. การเลือก กองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้น

สมัยแรก ๆ ผมใช้วิธีทั่วไปในการเลือกกองทุน คือ ดูเว็บไซต์เปรียบเทียบผลตอบแทน กองไหนดีก็ไปเปิดบัญชีกับที่นั่น เนื่องจากผมมีบัญชีธนาคารครบเกือบทุกธนาคารจึงอิสระมาก ๆ เรียกว่ามีบัญชีกองทุนทุกเจ้า และสมัยก่อนตอนเป็นนักศึกษาจึงมีเวลาสำหรับการไปฝากไปโอนเงิน ในทางกลับกัน คนส่วนใหญ่ถ้ามาเปิดกองทุนพักเงินตอนทำงานแล้ว ก็มักจะหนีไม่ค่อยพ้นกองทุนในเครือธนาคารที่ตนรับเงินเดือนหรือไปทำธุรกรรมได้สะดวก

อนึ่ง กองทุนพวกนี้จริง ๆ แล้วมันมีอะไรซับซ้อนนะครับ แม้มันจะดูเหมือน ๆ กันก็เถอะ ผู้ให้บริการ (บลจ.และธนาคาร) หลายเจ้า มักจะมีกองทุนตลาดเงินกับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นพวกนี้รวมกันประมาณ 2-3 กอง ถ้าแบ่งแบบง่าย ๆ ก็คือ กองที่เน้นปลอดภัยเพราะลงทุนแต่ตราสารการเงินที่รัฐบาลออกและค้ำประกัน กับ กองที่ยังปลอดภัยแต่ผสมอะไรให้มันผลตอบแทนดีขึ้น เช่น ใส่เงินฝากระยะยาว ๆ ใส่ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ระยะยาวลงไปบ้าง

อย่างที่บอกสมัยก่อนผมลงทุนโดยดูผลตอบแทนเป็นหลัก แต่หลัง ๆ นี้เรื่องกลับเปลี่ยนไป พอศึกษามากขึ้น ผมกลับสังเกตว่า พอร์ตลงทุนของกองทุนพวกนี้ไม่ค่อยแตกต่างกันหรอก ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่กองทุนถือมันก็ใกล้เคียงกัน ตัวที่จะวัดว่าใครผลตอบแทนดีไม่ดีคืออะไรรู้ไหมครับ มันก็คือ “ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี” นั่นเอง

ลองสมมติว่า เฉลี่ยแล้วกองทุนพวกนี้ถือตราสารทั้งหมดแล้วให้ผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ย 3% ต่อปีเท่ากัน ซึ่งมันควรจะเป็นผลตอบแทนของคุณทั้งหมด แต่ด้วยช่วงกว้าง (range) ของค่าใช้จ่ายที่แต่ละเจ้าเรียกเก็บ มีตั้งแต่ 0.2 – 1.0% ต่อปี นั่นคือ คุณจะได้ผลตอบแทนทั้งปีประมาณ 2.0% – 2.8% ต่อปี ซึ่งมีความแตกต่างมหาศาล เนื่องมาจากโดนชาร์จเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน

สำหรับกองทุนพวกนี้แล้ว ฝีมือของผู้จัดการกองทุนส่งผลน้อยมาก ๆ เพราะท้ายที่สุดจะไปโดนค่าใช้จ่ายรวมกัดกินผลตอบแทนส่วนเกินกันหมด กลายเป็นว่าค่าใช้จ่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะวัดว่าผลตอบแทนสุดท้ายคุณจะได้เท่าไหร่ จึงนำมาสู่แนวทางลงทุนของผม หลักสำคัญคือดู นโยบายลงทุน คู่ไปกับ ค่าใช้จ่ายกองทุน โดยให้น้ำหนักตัวหลังเยอะกว่า

ทั้งนี้ หลักการลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ (low-cost index fund) สามารถนำมาใช้กับกองทุนตราสารหนี้ได้ หากแต่ปัญหาอย่างหนึ่งของกองทุนตราสารหนี้ในประเทศไทย คือ การไม่มีกองทุนดัชนีตราสารหนี้ (bond index funds)

อย่างไรก็ดี กองทุนตราสารหนี้ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ๆ ก็ยังพอนำมาทดแทนกองทุนดัชนีตราสารหนี้ได้ เพราะกองทุนตราสารหนี้แบบบริหารจัดการ (Actively managed fund) ยังมีข้อดีเฉกเช่นกองทุนดัชนีตราสารหนี้ในเรื่องของการกระจายการลงทุนที่เหมาะสม (broad diversification) เพราะมีการลงทุนในตราสารหนี้จำนวนมาก

ผมลองพาเดินทัวร์ทำความรู้จักกองทุนประเภทนี้ของแต่ละบลจ.หลัก ๆ ดีกว่า (บางกองอาจถูกจัดเป็นกองทุนตลาดเงินได้ แต่ผมคิดว่ามันก้ำกึ่งจะเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นมากกว่า) โดยจะคัดมาแต่กองทุนที่ค่าใช้จ่ายรวมต่ำ ๆ ประมาณไม่เกิน 0.4% ต่อปี เพราะฉะนั้นหลายกองจะหายไปทันที เช่น K-SF, K-SFPLUS, TMBUSG และกองทุนที่คัดมาต้องมีสภาพคล่องดี เป็นกองที่ขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไป (T+1) โดยดึงข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนและรายงานประจำปี ซึ่งทำการรวบรวม ณ วันที่ 18/11/17

ชื่อบริษัทจัดการ: ชื่อกองทุน (ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี)

•   KTAM: KT-ST (0.30%), KTSTPLUS (0.30%), KTPLUS (0.38%)

•  KSAM: KTSMART (0.39%)

3. สรุป กองทุนตราสารหนี้ – ระยะสั้น

วิธีเลือกกองทุนพวกนี้ในปัจจุบันของผม สรุปได้เรียงตามลำดับ ดังนี้

(1) เลือกที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่อปีต่ำสุดถ้าเป็นไปได้ จริง ๆ อยากให้เลือกกองทุนดัชนีตราสารหนี้ แต่เท่าที่รู้คือตอนนี้ในไทยยังไม่มี

(2) ประเด็นเรื่องพอร์ตลงทุนของกองทุน โดยปกติกองทุนพวกนี้จะมีนโยบายลงทุนอนุรักษ์นิยมพอสมควร ไม่มีใครอยากเสียชื่อเรื่องบริหารกองทุนตราสารหนี้ผิดพลาด ตราสารที่ลงทุนมักจะมีส่วนหนึ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และมักจะมีระดับเรตติ้งที่ A แต่หากมี BBB+ เยอะ ๆ ให้ตั้งข้อสงสัยนะครับเรื่องความเสี่ยง

(3) พิจารณาประเด็นอื่น ๆ เช่น ความสะดวกในการใช้บริการ อย่างกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นของบลจ.กรุงศรี ธนชาต สามารถผูกบัญชีธนาคารได้หลากหลาย (ดูบทความนี้ประกอบ)

(4) กองทุนพวกนี้มีการกระจายความเสี่ยงในระดับหนึ่งแล้วตามที่อธิบายไปข้างบน เพราะกองทุนตราสารหนี้ที่แม้จะไม่ใช่กองทุนดัชนีก็จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนในตราสารหนี้หลายตัว ในหลายประเภท (พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิก ตั๋วสัญญาใช้เงิน ฯลฯ) และในหลายองค์กรผู้ออก (บริษัทเอกชน รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน)

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นโดยส่วนใหญ่จึงไม่มีความแตกต่างจนเกินไปในเรื่องการกระจายความเสี่ยง แต่นักลงทุนอาจนั่งเปรียบเทียบดูก็ได้ครับ เพราะบางกองก็เน้นลงทุนในตราสารที่ออกโดยสถาบันการเงินเป็นส่วนใหญ่ บางกองทุนก็เน้นลงทุนในพันธบัตรของหน่วยงานรัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย

ต้องย้ำว่า การลงทุนในกองทุนพวกนี้ยังไงก็ยังหลงเหลือความเสี่ยงครับ บทความนี้อธิบายประสบการณ์และการลงทุนส่วนตัวให้ลองไปศึกษาดู แต่ละคนมีแนวทางลงทุนต่างกันครับ และกองทุนพวกนี้ไม่ได้คุ้มครองเงินต้น มีโอกาสจะสูญเงินได้แม้กระทั่งกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลล้วน ๆ (แต่โอกาสน้อยมาก) เพราะฉะนั้นควรลงทุนอะไรที่เราเข้าใจกับมันดีที่สุดครับ

 

Facebook : Bear Investor