คลังเก็บหมวดหมู่: General

สถานะ “เจ้าหนี้”

     ในโลกของการลงทุนนั้น เราสามารถเป็นผู้ลงทุนในรูปแบบหลักๆได้สองอย่างครับ คือ “เจ้าหนี้” หรือ “เจ้าของ”


 

ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าหนี้ในการลงทุน

วิธีการก็คล้ายกับการให้เพื่อนยืมเงินนั่นล่ะครับ แต่โลกของการลงทุนจะสลับด้านหน่อย ปกติเราให้เพื่อนยืมเงิน เราก็จะบอกว่า เฮ้ย ยืมไปแล้วคิดดอก 10% ต่อปีนะ ถ้าเพื่อนเรายืมไป 100 บาทก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 10 บาท แต่พอเป็นโลกการลงทุนแล้ว ต้องมองมุมกลับปรับมุมมองนิดหน่อย ลูกหนี้ต่างหากที่เป็นคนกำหนดดอกเบี้ยให้ เอ้า บางคนอาจจะสงสัย นี่ให้ยืมไม่พอยังต้องมาตามใจอีกนะว่าจะคิดดอกเบี้ยเขาได้เท่าไหร่ เพื่อให้หายสงสัย งั้นมาดูกันว่าในการลงทุน เราให้ใครยืมเงินได้บ้าง

ถ้าให้ธนาคารยืม จะเรียกว่า “เงินฝาก”
ถ้าให้รัฐบาลยืม จะเรียกว่า “พันธบัตร” 
ถ้าให้บริษัทเอกชนยืม จะเรียกว่า “หุ้นกู้” 
อาจจะมีอย่างอื่นอีก เช่น ตั๋วเงิน ตั๋วแลกเงิน
แต่โดยรวมจะเรียกเหมาว่า “ตราสารหนี้”

ความหมายตราสารหนี้ คือ พอเราซื้อมันแล้ว เราจะได้สถานะทางกฎหมายเป็นเจ้าหนี้นั่นแหล่ะ ซึ่งเจ้าหนี้นั้นตามกฎหมายถ้าเกิดมีการล้มละลายหรือชำระบัญชี เราจะมีสิทธิก่อนในการขอเงินคืนหนี้ก่อน ทำให้สถานะเราไม่เสี่ยงเท่าหุ้นส่วนหรือเจ้าของครับ เพราะกลุ่มหลังจะได้ทีหลังสุดซึ่งส่วนมากก็จะไม่เหลืออะไรให้

ถ้าให้ธนาคารกู้เงินเรา ธนาคารก็เอาเงินไปปล่อยสินเชื่อให้คนอื่นกู้ต่อ ถ้าให้รัฐบาลกู้รัฐบาลก็เอาเงินไปสร้างบริการสาธารณะ สาธารณูปโภคทั้งหลาย ถนน ไฟฟ้า โรงเรียน ฯลฯ ถ้าให้บริษัทเอกชนกู้เขาก็จะเอาเงินไปขยายกิจการ แต่ที่เหมือนกันแน่ๆ คือ เมื่อกู้ไปแล้ว เขาต้องจ่ายดอกเบี้ยเราตามที่กำหนดและเมื่อครบกำหนดเวลาการกู้ เขาต้องคืนเงินต้นให้กับเราด้วย การลงทุนประเภทนี้ก็คล้ายๆการให้เพื่อนยืมเงิน ก่อนจะให้ยืม คนให้ยืมต้องวิเคราะห์นิดหน่อย คือต้องคิดว่า คนกู้จะมีเงินมาจ่ายคืนเราหรือเปล่า” คล้ายๆเวลาเราให้เพื่อนยืมเงิน แต่พอเวลาทวงเรานี่ล่ะจะเป็นลูกหนี้เองแทน กราบไหว้วิงวอน ดังนั้นเพื่อตัดปัญหาปวดหัวนี้ สำคัญสุดคือไม่ว่าจะลงทุนในตราสารหนี้ตัวไหน เราต้องวิเคราะห์สถานะทางการเงินก่อนว่าเขาจะมีเงินจ่ายเงินต้นคืนและมีเงินจ่ายดอกเบี้ยได้หรือไม่)

ในบรรดาทั้งหมดที่พูดมาข้างบน รัฐบาลมีเครดิตในการยืมเงินสูงที่สุดครับ บางทีก็พูดกันว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้เลย (risk-free rate) อย่างเงินฝากนั้นเอาจริงๆแล้วมีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตรนะครับ แต่เงินฝากเป็นที่ที่รวมเงินของประชาชนทุกหมู่เหล่ารายย่อยรายจิ๋ว การที่จะปล่อยให้เงินฝากประชาชนหายเพราะธนาคารล้มนั้นจะส่งผลกระทบมาก รัฐบาลจึงตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากมารับประกันเงินต้นให้ว่าจะได้คืนต่อให้ธนาคารล้ม เงินฝากจึงยังดูมั่นคงพอควร (หากแต่ต่อไปจะคุ้มครองเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อ 1 ธนาคารเท่านั้นในอนาคต) ถัดมาคือพันธบัตร หุ้นกู้ของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ เครดิตก็จะพอๆกัน เพราะส่วนมากรัฐบาลเป็นคนค้ำประกันให้ ก็ไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลเป็นลูกหนี้นั่นแหล่ะครับ จึงยังไม่เสี่ยงมาก

ที่เสี่ยงขึ้นมาคือ บริษัทเอกชน อันนี้หล่ะ เราต้องวิเคราะห์ดูก่อนว่า สถานะการเงินของบริษัทที่เราจะให้กู้นั้นแข็งแรงหรือไม่ มีหนี้สินเยอะจนจะล้มละลายหรือเปล่า จะอยู่ถึงวันที่เราจะได้เงินคืนไหม ซึ่งบริษัทที่สถานะการเงินดี ชื่อเสียงและผลิตภัณฑ์แข็งแกร่ง เขาก็จะยิ้มๆ บอก เฮ้ย อั๊วนี่ระดับสิบบริษัทใหญ่สุดในประเทศนะ ให้ดอกเบี้ยน้อยหน่อย ลื้อจะเอาเปล่า แล้วก็ยักไหลนิดๆ ใช่ครับยิ่งบริษัทอยู่ในเกรดดี แข็งแกร่ง ดอกเบี้ยเขาจะให้น้อย (เพราะเขาก็มั่นใจว่าเขามีเงินจ่ายหนี้แน่ๆ ส่วนเราก็อุ่นใจว่ายังไงเงินต้นฉันก็ได้คืนเหมือนกัน นึกภาพบริษัทพวกนี้ก็ ปตท. ปูนซีเมนต์ไทย) ส่วนตรงกันข้ามบริษัทที่สถานะการเงินไม่ดีส่วนมากก็จะต้องยอมรับว่าฐานเงิน ไม่แข็งแกร่ง ถ้าอยากได้เงินระดมทุนจากการออกหุ้นกู้ ก็ต้องให้ดอกเบี้ยสูงๆจูงใจเราครับ

เรื่องการมองเครดิตบริษัทเนี่ย มันจะมีบริษัทที่ทำกิจการประเมินความน่าเชื่อถืออยู่นะครับ อารมณ์แบบว่าคอยให้เครดิตว่าบริษัทนี้ออกหุ้นกู้จะให้เกรดแบบไหน เรียงตามความแข็งแกร่ง ดีสุดก็ AAA พอรับได้ก็ BBB แต่ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูง เบี้ยวได้ ใครจะให้กู้ก็รับความเสี่ยงกันไปเอง ยกตัวอย่างบริษัทจัดอันดับดังๆพวกนี้ก็ Standard&Poor’s , Moody’s ในไทยมีสองเจ้าคือ TRIS กับ Fitch Rating

เวลาลงทุนพวกตราสารหนี้ทั้งหลาย ตัวกลางสำคัญเลยคือ “พันธบัตรรัฐบาล” เพราะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนของตราสารหนี้ตัวอื่นครับ สมมติพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปีให้ดอกเบี้ย 3.5% หุ้นกู้บริษัทแข็งแกร่งหน่อยก็จะให้ 4-5% ขึ้นไป ถ้าบริษัทเครดิตการเงินอ่อนแอ อาจจะต้องให้ 6-7% ถามว่าทำไมเป็นอย่างนั้น จำได้ไหมครับที่บอกไปข้างบนว่า พันธบัตรรัฐบาลนั้นมีเครดิตสูงสุดในทางการเงิน ดังนั้น ในเมื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลแล้ว(แทบ)จะไม่มีการเบี้ยวหนี้ เราได้ดอกเบี้ย 3.5% แต่พวกบริษัททั้งหลายมีโอกาสเบี้ยวได้ ดังนั้นจะมากู้เงินฉัน ก็ต้องให้ดอกฉันแพงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสิ !

ตราสารหนี้เนี่ย เวลาออกมาให้เราลงทุน มักจะมีกำหนดอายุครับ เช่น พันธบัตรหรือหุ้นกู้อายุ 3 / 5 / 7 /10 ปี หมายถึงถ้าอายุ 10 ปี คือปีที่ 10 เขาจะคืนเงินต้นให้เราครับ แล้วถ้าบอกหุ้นกู้อายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4% คือระหว่างสิบปีเนี่ย ทุกๆปีมันจะจ่ายดอกเบี้ยให้เรา 4% นั่นเอง (มักจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง มิ.ย. กับ ธ.ค.) แต่ระหว่างนั้นเราไม่มีสิทธิจะไปทวงหนี้ก่อนนะครับ เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือเรื่อง ปัญหาสภาพคล่อง (Liquidity risk) มันจะล็อกเงินแช่ไว้ตามเวลาของตราสารหนี้ตัวนั้นๆ ขายก่อนก็จะเจอปัญหา ถ้าอยากได้เงินคืนก่อน เราต้องเอาหุ้นกู้หรือพันธบัตรนั้นไปขายให้นักลงทุนรายอื่นแทน ซึ่งอาจจะโดนกดราคาได้เพราะราคาต้องขึ้นอยู่กับภาวะดอกเบี้ยในขณะนั้น เป็น ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย (Interest rate Risk) สมมติเราซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปี ดอกเบี้ย 3.5% แต่ต่อมาดอกเบี้ยในตลาดเงินขึ้น พันธบัตรชุดใหม่อายุสิบปี ให้ดอกเบี้ย 4.5% เราจะขาดทุนทันที ! แต่เป็นขาดทุนที่ไม่ใช่ขาดทุนจริงๆ จะขาดทุนเมื่อเราเอาไปขาย เพราะคนจะตอกหน้าเราว่า นี่ตอนนี้ผมซื้อเองผมได้ 4.5% ดอกเบี้ยมากกว่าของคุณที่ 3.5% ถ้าจะซื้อผมขอกดราคาล่ะกันนะ

ผมลืมบอกไป ส่วนมากพวกตราสารหนี้นี้ เวลาขายจะขายเป็นหน่วยๆ เช่น หน่วยละ 1,000 บาท แต่อาจจะกำหนดต่อไปว่าซื้อขั้นต่ำเท่าไหร่ เช่น หุ้นกู้ สมมติหุ้นกู้ปูนซีเมนต์ไทยอาจจะกำหนดหน่วยละ 1,000 บาท แต่ต้องซื้อ 100 หน่วย ก็คือใช้เงินลงทุนก้อนละ 1 แสนบาทครับ ถ้าอยากใช้เงินน้อยๆ แนะนำให้ใช้กองทุนรวมตราสารหนี้เป็นที่ลงทุนแทนเพราะเริ่มต้นลงทุนใช้เงินน้อยกว่ามาก 500-1,000 บาทก็ลงทุนได้แล้ว (แต่ลักษณะการลงทุนจะต่างไปหน่อย)

คนส่วนใหญ่ที่มีเงินเย็นๆก็มักจะชอบลงทุนพวกตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้ เพราะมีความมั่นคง(พอควร) ได้ดอกเบี้ย(เป็นความเคยชินและคุ้นเคย) และล็อกผลตอบแทนได้ รู้เลยว่าแต่ละปีจะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ แต่อย่างว่าครับ ข้อเสียที่ยิ่งใหญ่อีกอย่าง คือ ตราสารหนี้ทั้งหลายนั้นหนีเงินเฟ้อไม่ค่อยทัน เงินเฟ้อโดยเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ 3-4% ต่อปี ผลตอบแทนที่คาดหวังระยะยาวของตราสารหนี้เกรด A ก็อยู่ระดับประมาณนี้ สูงกว่ากันไม่มาก โอกาสที่เงินจะด้อยค่าลงเพราะโดนเงินเฟ้อกิน หรือเงินโตไม่ทันราคาของมีสูงมากๆ คือ คุณได้รับเงินต้นคืนในตอนท้ายก็จริงๆ แต่อำนาจซื้อของคุณลดลง ซื้อของได้น้อยลง

แล้วต้องไม่ลืมว่าปกติ ตราสารหนี้ทั้งหลาย(รวมถึงเงินฝากประจำด้วย) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% (ซึ่งเราสามารถเลือกเป็น Final Tax คือเหมาจ่ายแบบนั้นไปเลย 15% หรือจะไปยื่นรวมขอคืนภาษีปีถัดไปก็ได้ถ้าเราเสียภาษีไม่ถึง) ทำให้คุณต้องคำนวณดีๆ สมมติ ตราสารหนี้ตัวนั้นให้ดอกเบี้ยปีละ 5% แต่ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับจริงจะเหลือแค่ 4.25% เท่านั้น ผลตอบแทนตราสารหนี้จึงมีภาษีเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สำคัญครับ

มีอีกอย่างที่ผมเห็นเป็นข้อด้อยสำคัญ คือ การเป็นเจ้าหนี้นั้น มันถูกล็อกผลตอบแทนครับ ถ้าหุ้นกู้ของเราดอกเบี้ย 5% บริษัทก็มีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยแค่ 5% เฉยๆ ไม่มีทางจะมาใจดี เฮ้ย ปีนี้บริษัทได้กำไรมหาศาลเดี๋ยวจ่ายดอกเบี้ยให้ 10% เลย ไม่มีทางแน่นอน ให้เห็นภาพ ลองนึกภาพว่าเพื่อนยืมเงินเรา 10,000 บาท กำหนดให้จ่ายดอกเบี้ย 1,000 บาทสิ้นปี แต่ก่อนสิ้นปีเพื่อนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เพื่อนจะให้เราเพิ่มเป็นดอกเบี้ย 5,000 บาทไหม ก็ไม่ ฉันใดฉันนั้น หุ้นกู้สมมติของบริษัทปูนซีเมนต์ไทยเขากู้เราไปทำกิจการได้กำไรเติบโตขึ้น ทว่าเจ้าหนี้ได้ดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่เจ้าของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นปูนซีเมนต์ไทยเท่านั้นครับที่จะมั่งคั่งขึ้น ได้ปันผลมากขึ้น นี่เป็นข้อดีของการถือหุ้นที่ผมว่ายอดเยี่ยมที่สุด ดังนั้นในสายตาของผมจึงคิดว่า(โดยส่วนตัวนะครับ) การมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ในการลงทุนไม่อาจจะทำให้เรามั่งคั่งขึ้นสูงๆได้ครับ เหมือนๆกับที่ไม่มีใครสามารถรวยได้โดยฝากเงินธนาคารไปเรื่อย เราจะได้ยินก็แค่ว่า คนรวยมีเงินก้อนใหญ่มากๆแล้วฝากธนาคารกินดอกเบี้ย แต่ยากมากที่จะมีใครรวยจากการฝากเงินในธนาคารอย่างเดียวครับ แค่เงินเฟ้อเราก็แพ้แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยินดีรับดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ซึ่งทางที่ถูกต้องในการวางแผนการเงิน การมีสินทรัพย์เป็นตราสารหนี้อย่างเดียวเลย แม้กระทั่งคนที่อายุมากแล้วก็ไม่ถือว่าถูกต้องครับ อย่างน้อยต้องผสมสินทรัพย์ที่เป็นพวกตราสารประเภทที่เราเป็นเจ้าของ อาทิ ตราสารทุนหรือหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ลงไปบ้างครับผม : )

 

ตราสารหนี้ กับสถานะเจ้าหนี้ในการลงทุน

ในโลกของการลงทุนนั้น เราสามารถเป็นผู้ลงทุนในรูปแบบหลัก ๆ ได้สองอย่าง คือ “เจ้าหนี้” หรือ “เจ้าของ” ซึ่ง ตราสารหนี้ เป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ทำให้ผู้ถือมันมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ในโลกแห่งการลงทุน

1. เมื่อคุณอยากเป็นเจ้าหนี้

วิธีการก็คล้ายกับการให้เพื่อนยืมเงินนั่นล่ะครับ แต่โลกของการลงทุนจะสลับด้านหน่อย ปกติเราให้เพื่อนยืมเงิน เราก็จะบอกว่า เฮ้ย ยืมไปแล้วคิดดอก 10% ต่อปีนะ ถ้าเพื่อนเรายืมไป 100 บาทก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 10 บาท แต่พอเป็นโลกการลงทุนแล้ว ต้องมองมุมกลับปรับมุมมองนิดหน่อย ลูกหนี้ต่างหากที่เป็นคนกำหนดดอกเบี้ยให้ เอ้า บางคนอาจจะสงสัย นี่ให้ยืมไม่พอยังต้องมาตามใจอีกนะว่าจะคิดดอกเบี้ยเขาได้เท่าไหร่ เพื่อให้หายสงสัย งั้นมาดูกันว่าในการลงทุน เราให้ใครยืมเงินได้บ้าง

ตัวอย่างเช่น ถ้าให้ธนาคารยืม จะเรียกว่า “เงินฝาก” ถ้าให้รัฐบาลยืม จะเรียกว่า “พันธบัตร” ถ้าให้บริษัทเอกชนยืม จะเรียกว่า “หุ้นกู้” และอาจจะมีอย่างอื่นอีก เช่น ตั๋วเงิน ตั๋วแลกเงินแต่โดยรวมจะเรียกเหมาว่า “ตราสารหนี้”

ความหมายง่าย ๆ ของ ตราสารหนี้ คือ พอเราซื้อมันแล้ว เราจะได้สถานะทางกฎหมายเป็นเจ้าหนี้นั่นแหล่ะครับ ซึ่งเจ้าหนี้ตามกฎหมายถ้าเกิดมีการล้มละลายหรือชำระบัญชี เราจะมีสิทธิในการขอเงินคืนหนี้ก่อน ทำให้สถานะเราไม่เสี่ยงเท่าหุ้นส่วนหรือเจ้าของครับ เพราะกลุ่มหลังจะได้เงินคืนทีหลังสุด ซึ่งส่วนมากก็มักจะไม่เหลืออะไรให้แล้ว

ถ้าให้ธนาคารกู้เงินเรา ธนาคารก็เอาเงินไปปล่อยสินเชื่อให้คนอื่นกู้ต่อ ถ้าให้รัฐบาลกู้ รัฐบาลก็เอาเงินไปสร้างบริการสาธารณะ สาธารณูปโภคทั้งหลาย ถนน ไฟฟ้า โรงเรียน ฯลฯ ถ้าให้บริษัทเอกชนกู้เขาก็จะเอาเงินไปขยายกิจการ แต่ที่เหมือนกันแน่ ๆ คือ เมื่อกู้ไปแล้ว เขาต้องจ่ายดอกเบี้ยเราตามที่กำหนดและเมื่อครบกำหนดเวลาการกู้ เขาต้องคืนเงินต้นให้กับเราด้วย 

การลงทุนประเภทนี้ก็คล้าย ๆ การให้เพื่อนยืมเงิน ก่อนจะให้ยืม คนให้ยืมต้องวิเคราะห์นิดหน่อย คือต้องคิดว่า คนกู้จะมีเงินมาจ่ายคืนเราหรือเปล่า” คล้าย ๆ เวลาเราให้เพื่อนยืมเงิน แต่พอเวลาทวง ไหงเรานี่ล่ะจะเป็นลูกหนี้แทน เพราะต้องกราบไหว้วิงวอนออดอ้อนลูกหนี้ให้จ่ายเงินคืน ดังนั้น เพื่อตัดปัญหาปวดหัวนี้ สำคัญสุดคือไม่ว่าจะลงทุนในตราสารหนี้ตัวไหน เราต้องวิเคราะห์สถานะทางการเงินก่อนว่า เขาจะมีเงินมาจ่ายเงินต้นคืนและมีเงินจ่ายดอกเบี้ยได้หรือไม่

2. ระดับความเสี่ยงของ ตราสารหนี้

ในบรรดาทั้งหมดที่พูดมาข้างบน รัฐบาลมีเครดิตในการยืมเงินสูงที่สุดครับ บางทีก็พูดกันว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้เลย (risk-free rate) อย่างเงินฝากนั้นเอาจริง ๆ แล้วมีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตรนะครับ แต่เงินฝากเป็นที่ที่รวมเงินของประชาชนทุกหมู่เหล่ารายย่อยรายจิ๋ว การที่จะปล่อยให้เงินฝากประชาชนหายเพราะธนาคารล้มนั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมมาก

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากมารับประกันเงินต้นให้ว่า ผู้ฝากเงินจะได้เงินคืนต่อให้ธนาคารล้มก็ตาม เงินฝากจึงยังดูมั่นคงพอควร (หากแต่ต่อไปกฎหมายจะคุ้มครองเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อ 1 ธนาคารเท่านั้นในอนาคต)

ถัดมาคือพันธบัตร หุ้นกู้ของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ เครดิตแต่ละอย่างก็จะพอ ๆ กัน เพราะส่วนมากรัฐบาลเป็นคนค้ำประกันให้ ก็ไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลเป็นลูกหนี้นั่นแหล่ะครับ จึงยังไม่เสี่ยงมากจนเกินไป

ที่เสี่ยงขึ้นมาอีกระดับ คือ บริษัทเอกชน อันนี้หล่ะ เราต้องวิเคราะห์ดูก่อนว่า สถานะการเงินของบริษัทที่เราจะให้กู้นั้นแข็งแรงหรือไม่ มีหนี้สินเยอะจนอาจเกิดการล้มละลายในอนาคตหรือเปล่า จะอยู่ถึงวันที่เราจะได้เงินคืนไหม ซึ่งบริษัทที่สถานะการเงินดี ชื่อเสียงและผลิตภัณฑ์แข็งแกร่ง เขาก็จะยิ้ม ๆ บอก เฮ้ย อั๊วนี่ระดับหนึ่งในสิบบริษัทใหญ่สุดในประเทศนะ ให้ดอกเบี้ยน้อยหน่อย ลื้อจะเอาเปล่า แล้วก็ยักไหลนิด ๆ

ใช่แล้วครับ ยิ่งบริษัทอยู่ในเกรดดี แข็งแกร่ง ดอกเบี้ยเขาจะให้น้อย เพราะเขาก็มั่นใจว่าเขามีเงินจ่ายหนี้แน่ๆ ส่วนเราก็อุ่นใจว่ายังไงเงินต้นฉันก็ได้คืนเหมือนกัน นึกภาพบริษัทพวกนี้ก็อย่าง ปตท. ปูนซีเมนต์ไทย ส่วนตรงกันข้ามบริษัทที่สถานะการเงินไม่ดีส่วนมากก็จะต้องยอมรับว่าฐานเงินตนไม่แข็งแกร่ง ถ้าอยากได้เงินที่ระดมทุนจากการออกหุ้นกู้ ก็ต้องให้ดอกเบี้ยสูง ๆ จูงใจนักลงทุนอย่างเราครับ

เรื่องการมองเครดิตบริษัทเนี่ย มันจะมีบริษัทที่ทำกิจการประเมินความน่าเชื่อถืออยู่นะครับ อารมณ์แบบว่าคอยให้เครดิตว่าบริษัทนี้ออกหุ้นกู้จะให้เกรดแบบไหน เรียงตามความแข็งแกร่ง ดีสุดก็ AAA พอรับได้ก็ BBB แต่ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูง มีโอกาสเกิดการเบี้ยวหนี้ได้ ใครจะให้กู้ก็รับความเสี่ยงกันไปเอง ยกตัวอย่างบริษัทจัดอันดับดัง ๆ พวกนี้ก็ Standard&Poor’s และ Moody’s ส่วนในไทยมีสองเจ้าคือ TRIS กับ Fitch Rating

เวลาลงทุนพวกตราสารหนี้ทั้งหลาย ตัวกลางสำคัญเลยคือ พันธบัตรรัฐบาล เพราะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนของตราสารหนี้ตัวอื่นครับ สมมติว่า พันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปีให้ดอกเบี้ย 3.5% หุ้นกู้บริษัทแข็งแกร่งหน่อยก็จะให้ 4-5% ขึ้นไป ถ้าบริษัทเครดิตการเงินอ่อนแอ อาจจะต้องให้ 6-7%

ถามว่าทำไมเป็นอย่างนั้น จำได้ไหมครับที่บอกไปข้างบนว่า พันธบัตรรัฐบาลนั้นมีเครดิตสูงสุดในทางการเงิน ดังนั้น ในเมื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลแล้ว(แทบ)จะไม่มีการเบี้ยวหนี้ เราได้ดอกเบี้ย 3.5% แต่พวกบริษัททั้งหลายมีโอกาสเบี้ยวได้ ดังนั้น เธอจะมากู้เงินฉัน ก็ต้องให้ดอกเบี้ยฉันแพงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสิ!

3. เรื่องอื่น ๆ ของ ตราสารหนี้

นอกจากนี้ ตราสารหนี้ เวลาออกมาให้เราลงทุน มักจะมีกำหนดอายุครับ เช่น พันธบัตรหรือหุ้นกู้อายุ 3/5/ 7/10 ปี หมายถึงถ้าอายุ 10 ปี คือปีที่ 10 เขาจะคืนเงินต้นให้เราครับ แล้วถ้าบอกว่ามันเป็นหุ้นกู้อายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4% คือระหว่างสิบปีเนี่ย ทุก ๆ ปีมันจะจ่ายดอกเบี้ยให้เรา 4% นั่นเอง (มักจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง มิ.ย. กับ ธ.ค.) แต่ระหว่างนั้นเราไม่มีสิทธิจะไปทวงหนี้ก่อนนะครับ เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือเรื่อง ปัญหาสภาพคล่อง (Liquidity risk) มันจะล็อกเงินแช่ไว้ตามเวลาของตราสารหนี้ตัวนั้น ๆ ขายก่อนก็จะเจอปัญหา 

ถ้าอยากได้เงินคืนก่อน เราต้องเอาหุ้นกู้หรือพันธบัตรนั้นไปขายให้นักลงทุนรายอื่นแทน เช่น ในตลาดรอง หรือขายตามธนาคาร โบรกเกอร์ ซึ่งอาจจะโดนกดราคาได้ เพราะราคาขายต้องขึ้นอยู่กับภาวะดอกเบี้ยในตลาดการเงินขณะนั้น ตรงนี้เป็น ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย (Interest rate risk)

สมมติเราซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปี ดอกเบี้ย 3.5% แต่ต่อมาดอกเบี้ยในตลาดเงินขึ้น พันธบัตรชุดใหม่อายุสิบปี ให้ดอกเบี้ย 4.5% เราจะขาดทุนทันที! แต่เป็นขาดทุนที่ไม่ใช่ขาดทุนจริง ๆ จะขาดทุนเมื่อเราเอาไปขาย เพราะคนซื้อจะตอกหน้าเราว่า นี่ตอนนี้ผมซื้อเองผมได้ 4.5% ดอกเบี้ยมันมากกว่าของคุณที่ 3.5% ถ้าจะซื้อผมขอกดราคาล่ะกันนะ

ผมลืมบอกไป ส่วนมากพวกตราสารหนี้จะถูกเสนอขายเป็นหน่วย ๆ เช่น หน่วยละ 1,000 บาท แต่อาจจะกำหนดต่อไปว่า ต้องมีการซื้อขั้นต่ำเท่าไหร่ เช่น หุ้นกู้ สมมติหุ้นกู้ปูนซีเมนต์ไทยอาจจะกำหนดหน่วยละ 1,000 บาท แต่ต้องซื้อ 100 หน่วย ก็คือใช้เงินลงทุนก้อนละ 1 แสนบาทครับ ถ้าอยากใช้เงินน้อย ๆ แนะนำให้ใช้กองทุนรวมตราสารหนี้เป็นที่ลงทุนแทนเพราะเริ่มต้นลงทุนใช้เงินน้อยกว่ามาก 500 – 1,000 บาทก็ลงทุนได้แล้ว (แต่ลักษณะการลงทุนจะต่างไปหน่อย)

คนส่วนใหญ่ที่มีเงินเย็น ๆ ก็มักจะชอบลงทุนพวกตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้ เพราะมีความมั่นคง(พอควร) ได้ดอกเบี้ย (เป็นความเคยชินและคุ้นเคย) และล็อกผลตอบแทนได้ รู้เลยว่าแต่ละปีจะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่

4. การถูกกัดกร่อนโดยเงินเฟ้อ

ข้อเสียที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างที่จะลืมไม่ได้เลย คือ ตราสารหนี้ทั้งหลายนั้นหนีเงินเฟ้อไม่ค่อยพ้น เพราะเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ 3-4% ต่อปี ผลตอบแทนที่คาดหวังระยะยาวของตราสารหนี้เกรด A ก็อยู่ระดับประมาณนี้ สูงกว่ากันไม่มาก โอกาสที่เงินจะด้อยค่าลงเพราะโดนเงินเฟ้อกิน หรือเงินโตไม่ทันราคาสินค้าและบริการในระยะยาวมีสูงมาก ๆ คือ คุณได้รับเงินต้นคืนครบในตอนท้ายก็จริง แต่อำนาจซื้อของคุณลดลง เงินก้อนดังกล่าวที่ได้รับจะซื้อของได้น้อยลง

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าโดยปกติ ตราสารหนี้ทั้งหลาย (รวมถึงเงินฝากประจำด้วย) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ซึ่งเราสามารถเลือกเป็น Final Tax คือเหมาจ่ายแบบนั้นไปเลย 15% หรือจะไปยื่นรวมขอคืนภาษีปีถัดไปก็ได้ถ้าเราเสียภาษีไม่ถึง

นักลงทุนจึงต้องคำนวณดี ๆ สมมติตราสารหนี้ตัวนั้นให้ดอกเบี้ยปีละ 5% แต่ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับจริงจะเหลือแค่ 4.25% เท่านั้น ผลตอบแทนตราสารหนี้จึงมีภาษีเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สำคัญครับ

มีอีกอย่างที่ผมเห็นเป็นข้อด้อยสำคัญ คือ การเป็นเจ้าหนี้นั้น มันถูกล็อกผลตอบแทนครับ ถ้าหุ้นกู้ของเราดอกเบี้ย 5% บริษัทก็มีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยแค่ 5% เฉย ๆ ไม่มีทางจะมาใจดี เฮ้ย ปีนี้บริษัทได้กำไรมหาศาลเดี๋ยวจ่ายดอกเบี้ยให้ 10% เลย ไม่มีทางแน่นอน ให้เห็นภาพ ลองนึกภาพว่าเพื่อนยืมเงินเรา 10,000 บาท กำหนดให้จ่ายดอกเบี้ย 1,000 บาทสิ้นปี แต่ก่อนสิ้นปีเพื่อนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เพื่อนจะให้เราเพิ่มเป็นดอกเบี้ย 500,000 บาทไหม ก็ไม่

ฉันใดฉันนั้น หุ้นกู้สมมติของบริษัทหนึ่ง ขออนุญาตยกตัวอย่าง ปูนซีเมนต์ไทย เขากู้เราไปทำกิจการได้กำไรเติบโตขึ้น ทว่าเจ้าหนี้ได้ดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่เจ้าของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นปูนซีเมนต์ไทยเท่านั้นครับที่จะมั่งคั่งขึ้น ได้ปันผลมากขึ้น นี่เป็นข้อดีของการถือหุ้นที่ผมว่ายอดเยี่ยมที่สุด

ดังนั้น ในสายตาของผมจึงคิดว่า (โดยส่วนตัวนะครับ) การมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ในการลงทุนไม่อาจจะทำให้เรามั่งคั่งขึ้นสูง ๆ ได้ เหมือนกับที่ไม่มีใครสามารถรวยได้โดยฝากเงินธนาคารไปเรื่อย ๆ เราจะได้ยินก็แค่ว่า คนรวยมีเงินก้อนใหญ่มาก ๆ แล้วฝากธนาคารกินดอกเบี้ย แต่ยากมากที่จะมีใครรวยจากการฝากเงินในธนาคารอย่างเดียวครับ แค่เงินเฟ้อเราก็แพ้แล้ว แต่ทว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังยินดีรับดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ

แนวทางที่ถูกต้องในการวางแผนการเงิน การมีสินทรัพย์เป็นตราสารหนี้อย่างเดียวเลย แม้กระทั่งคนที่อายุมากแล้วก็ไม่ถือว่าถูกต้องครับ อย่างน้อยต้องผสมสินทรัพย์ที่เป็นพวกตราสารประเภทที่เราเป็นเจ้าของ อาทิ ตราสารทุนหรือหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ลงไปบ้างครับผม เพื่อดึงผลตอบแทนในภาพรวมให้สูงขึ้นมา 

แต่ทั้งนี้ก็มีตราสารหนี้ระยะสั้นบางอย่างที่มีประโยชน์ในการไว้พักเงินครับ โดยอาจลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ คือ กองทุนตลาดเงิน (money market) กับ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (short-term fixed)

เงินสำรองฉุกเฉิน

ลองตอบคำถามสองข้อข้างล่างนี้นะครับ

  1. ถ้าตอนนี้เราต้องหาเงินมาใช้ทันที
    ภายใน 2 วันจำนวน 10,000 บาท
    โดยห้ามขอใคร ห้ามกู้ ห้ามยืม ห้ามขายสินค้า
    เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?
  2. ถ้าต่อจากข้างบน แม้หา 10,000 มาได้
    แต่นับจากวันนี้เราจะไม่มีเงินเข้ามา 3 เดือน
    และกฏเดิมห้ามขอ ห้ามยืม ห้ามกู้หรือขายสินค้า
    เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?

ถ้าภายใน 10 วินาทีเรานึกคำตอบไม่ได้ แสดงว่าเรามีปัญหาทางการเงินแล้วล่ะ ถ้าเราสามารถนึกแล้วตอบได้ทันที แสดงว่าเราน่าจะมีการวางแผนการเงินที่ดีพอควร คำตอบที่ง่ายที่สุดควรเป็นว่า ” เอ้าพี่ ผมก็ถอนเงินสดออกจากบัญชีสำรองเงินฉุกเฉินของผมไง แค่ 3 เดือนเอง ผมสำรองไว้ตั้ง 6 เดือน ไม่ลำบากเลย”

คำถามคือ แล้วไอ้เงินสำรองฉุกเฉินนี่คืออะไร?
ลองนึกภาพตามผมนะครับ โดยปกติแล้วคนเราก็จะมีเงินเดือนหรือรายได้เข้ามาเป็นประจำ ถูกไหมครับ แต่เงินเดือนที่ได้มาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายทุกเดือนด้วย คราวนี้ลองคิดดีๆ ถ้าบางคนที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่แล้วจะพบว่า ค่าใช้จ่ายโดยปกติเฉลี่ยแล้วมันจะไม่สวิงหรือเหวี่ยงไปมามาก เช่น เราอาจจะมีค่าใช้จ่ายปกติประมาณ 70-80% ของเงินเดือน (น้ำ ไฟ ค่าเช่าห้อง ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่ามือถือ ค่าเดินทาง ฯลฯ) ซึ่งเราจะกะได้ครับว่าอยากอยู่สบายๆ โอเคๆ เดือนนี้เราควรมีเท่าไหร่ดี

แนวคิดนี้จึงนำมาต่อยอดว่า เอ้ย แล้วถ้าสมมติเราไม่มีเงินเดือนเข้ามาสักสองสามเดือนเราจะพังไหม แน่นอนหลายคน พังครับ! ใครที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่จะเข้าใจดีครับว่าการขาดเงินไปเดือนสองเดือนแล้วค้างค่างวดมันจะมีปัญหาตามมาร้อยแปดตับ แล้วเชื่อไหมครับ สะดุดทีนึงปัญหาพวกนี้นี่ล่ะที่จะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินมาเป็นระลอกคลื่น เพราะอะไร? เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บครับ พอเจอปัญหาฉุกเฉินทางการเงิน สิ่งที่เป็นทางออกที่เขาจะไขว่คว้าหาไวที่สุดคือ การกู้ยืม !!! ไม่ว่าจะกู้จากเพื่อนฝูง ครอบครัว บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เงินนอกระบบ ซึ่งถ้าพลาดไม่สามารถหาเงินไปใช้คืนได้ ชีวิตคุณจะเครียดและลำบากไปอีกยาวแน่

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเราวางแผนเงินดีดี เราจะไม่กลัวเรื่องพวกนี้เลย เงินก็สามารถหามาได้ไวยิ่งกว่าเงินติดล้อ อันนี้เงินติดเครื่องบินเจ็ตซะด้วย เพียงแค่เราสำรองเงินเอาไว้สักก้อนหนึ่ง ก้อนที่ทำให้อุ่นใจ รู้สึกถึงการมาของความมั่นคง พร้อมรับแรงกระแทกทางการเงินที่อาจคาดไม่ถึง (ลองนึกภาพ ยิ้มแล้วยักไหล่นิดๆ อิอิ)

วิธีการคือ โดยปกติแล้ว เราควรมีเงินสำรองอย่างน้อย
   1. สำรอง 6-12 เท่าของค่าใช้จ่าย หรือ
   2. สำรอง 6-12 เท่าของเงินเดือน

เช่น เรามีเงินเดือน 20,000 ค่าใช้จ่ายปกติเดือนละ 18,000 เราก็เลือกสำรองเงินอย่างน้อย 6 เท่าหรือ 6 เดือนขึ้นไป นั่นคือ ระหว่าง  108,000 – 120,000 บาทนั่นเอง ซึ่งเงินสำรองเนี่ยอย่างน้อย น้อยจริงๆ ควรมี 3 เดือนครับขึ้น แล้วก็อย่างมากก็ไม่ควรเกิน 2 ปี แต่เอาจริงผมว่าตัวเลขที่เหมาะสมของมันคือ 6-12 เดือนครับ คือ ไม่มากเกินจนเอาไปเงินจม หรือ ไม่น้อยไปจนไม่พอเวลาเกิดปัญหา เพราะระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปีนั้น เรามีเวลาคิดหาทางออกได้หลายทางมากๆครับ การมีเงินสำรองพวกนี้ลองคิดภาพตามผมนะครับ มันลื่นไหลทางความคิดได้มากโดยที่เราไม่ต้องเครียดเลย

เราอุ่นใจว่าเวลาเกิดปัญหากระทบการเงิน
เวลาเงินช็อต เวลาต้องใช้เงินด่วน ใช้เงินรักษา
เรื่องบางเรื่องที่ต้องใช้เงินเลยตอนนี้

เราสามารถนำเงินก้อนนี้มาจัดการปัญหาได้

เราอยากย้ายงานไปที่ใหม่ที่ดี เราก็มีเวลาที่จะออกไปอยู่เฉยๆได้
เวลาเราตกงาน เราสามารถนั่งคิดตกผลึก หรือหาทางออกได้เกินครึ่งปี
หรืออยากหยุดไปทำอะไรสักอย่าง เราก็สร้างเวลาในการใช้ชีวิตได้
โดยที่เราไม่เครียดกับเรื่องเงิน

ตัวอย่างข้างบนทำให้เห็นว่าเงินนั้นสามารถสร้าง “เวลา” ได้ด้วย

การไม่เครียดเรื่องเงิน ทำให้เราไม่เครียดในเรื่องอื่น ปัญหาของเงินคือปัญหาของหลายๆอย่าง ถ้าเราไม่ต้องกังวลกับเรื่องขาดเงิน ช็อตเงิน ชีวิตเราจะเอาเวลาไปใช้กับความคิดเกี่ยวกับเรื่องอื่นได้ ที่ไม่ใช่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปคิดเรื่องเงินแบบคนทั่วๆไป

แล้วเราจะเก็บเงินสำรองนี้ไว้ในไหนดี ? มีหลายตัวเลือกมากครับ ไหนๆมันก็นอนยาวๆ ไม่ได้ใช้แล้ว ก็เอาไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยดีๆ (หรือกองทุนรวมตลาดเงินสักกอง) เพราะทั้งสองอย่างนี้ดึงเงินออกมาได้ทันทีครับ ไม่เกิน 2 วัน ทำให้คล่องพอตัว ผมลองยกตัวอย่างที่พักเงินดีๆให้ เช่น

1.บัญชีออมทรัพย์ธรรมดา มีเอทีเอ็มหรือไม่ก็ได้ แต่อันนี้ต้องเก็บแยกนะครับ ไม่เอามาปนกับบัญชีค่าใช้จ่าย เปิดใหม่เลยก็ได้ (แต่ไม่เอาฝากประจำนะครับ พวกนี้ติดเงื่อนระยะเวลา แม้ถอนได้แต่วุ่นวายกว่า)

2.บัญชีออมทรัพย์แบบพิเศษ พวกฝากไม่ประจำที่ดอกเบี้ยดีๆหน่อย เช่น บัญชีออมทรัพย์ฝากไม่ประจำ ตอนนี้มีหลายเจ้า เช่น กรุงศรีมีแต่ได้ ธนชาตอัลตร้าเซฟวิ่ง หรือที่ยอดฮิตคือ ME ของ TMB

3.กองทุนตลาดเงิน (money market fund) พวกนี้คือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารเงินตราสารหนี้ระยะเวลาสั้นๆ มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝาก ฯลฯ กองทุนพวกนี้เวลาขายได้เงินวันถัดไปนะครับ (T+1) ขายจันทร์ได้อังคาร ขายศุกร์ได้จันทร์ (ถ้าไม่ติดวันหยุดธนาคาร)

4.กองทุนตราสารหนี้ อันนี้ผลตอบแทนสูงมากขึ้นจากกองทุนตลาดเงิน แต่มีความผันผวนนิดๆ อันนี้ส่วนมากขายกองทุนได้เงินสองวันถัดไป (T+2) หรือพวก กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น อันนี้จะขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไป (T+1) ซึ่งค่อนข้างสะดวกมากกว่า

ทั้งนี้ไม่แนะนำตราสารหนี้ หุ้นกู้ พันธบัตรเป็นตัวๆนะครับ เพราะมันล็อกเงิน ไม่เหมาะกับคำว่าฉุกเฉิน การขายระหว่างที่ตราสารยังไม่ครบอายุไถ่ถอนเป็นอะไรที่ไม่สะดวกมากๆ และมีผลเสียหลายอย่าง

โดยส่วนตัวผมแนะนำให้พักเงินใน ข้อ 2 กับ ข้อ 3 ครับ พอเก็บเงินครบตามที่ตั้ง เช่น สำรองเงินครบ 6 เดือนหรือ 1 ปีของเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายแล้ว เราก็หยุดครับ (จะเอา 2 ปีหรือ 24 เท่าก็ได้ถ้าต้องการความปลอดภัยมากขึ้น) ปล่อยมันนอนนิ่งๆ ไม่ต้องใช้ เอามาใช้เฉพาะเวลาฉุกเฉินเท่านั้น เช่น เข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ตกงานหนัก ปัญหาทางการเงินรุนแรง ต้องแบบเคสที่เข้ามาปุ๊บคนทั่วไปมีน็อคครับ แต่ถ้าแบบเอาไปดาวน์รถ ซื้อกระเป๋า ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว ไม่นับครับ อย่าถอนไปใช้ พวกนี้เป็นความต้องการ(want) ของเราไม่ใช่ความจำเป็น(need) อย่าละเมิดกฎตัวเองครับ

เงินพวกนี้จะแปลกอยู่อย่าง คล้ายๆ ถังดับเพลิง คล้ายๆถุงลมตรงพวงมาลัย ไม่ได้มีเพื่อต้องการใช้ครับ แต่มีไว้อุ่นใจเฉยๆ แล้วคนที่มีก็มักจะไม่ได้ใช้ด้วย มันก็สมเหตุสมผลนะครับ ถ้าคนที่วางแผนบริหารเงินดีแบบนี้ เขาก็คงไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน แต่คนที่ไม่มี ส่วนมากก็จะเจอแต่ปัญหาเรื่องเงินนี้ร่ำไป แปลกอีกอย่างคือ คนที่วางแผนการเงินที่คนมองทั่วไปว่าคิดแต่เรื่องเงิน พวกนี้กลับไม่เจอปัญหาทางการเงินแล้วเอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นๆสบายๆ แต่คนที่ไม่คิดเรื่องการบริหารเงินเลย กลับต้องเจอปัญหาทางการเงินตลอดเวลา แล้วก็บ่นแบบนี้เรื่อยๆ  เราควรหนีจากวงจรแบบนั้นครับ

เงินสำรอง สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน (reserve fund)

เงินสำรอง หรือเงินสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ทำไมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ลองตอบคำถามข้างล่างนี้ดูนะครับ

(A) ถ้าตอนนี้เราต้องหาเงินมาใช้ทันที ภายใน 2 วันจำนวน 10,000 บาท โดยห้ามขอใคร ห้ามกู้ ห้ามยืม ห้ามขายสินค้า เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?

(B) ถ้าต่อจากข้างบน แม้หา 10,000 มาได้ แต่นับจากวันนี้เราจะไม่มีเงินเข้ามา 3 เดือน และกฏเดิมห้ามขอ ห้ามยืม ห้ามกู้หรือขายสินค้า เราจะหาเงินก้อนนั้นได้อย่างไร?

ถ้าภายใน 10 วินาทีเรานึกคำตอบไม่ได้ แสดงว่า เรามีปัญหาทางการเงินบางอย่างแล้วล่ะ ในทางกลับกัน ถ้าเราสามารถนึกแล้วตอบได้ทันทีก็แสดงว่า เราน่าจะมีการวางแผนการเงินที่ดีพอสมควร

คำตอบที่ง่ายที่สุดควรจะเป็นว่า “เอ้า! ก็ถอนเงินสดออกจากบัญชีสำรองเงินฉุกเฉินไง แค่ 3 เดือนเอง ไม่ลำบากเลย เพราะเราสำรองไว้ตั้ง 6 เดือน”

คำถามคือ เงินสำรอง นี่มันคืออะไร?

ลองนึกภาพตามผมนะครับ โดยปกติแล้วคนเราก็จะมีเงินเดือนหรือรายได้เข้ามาเป็นประจำ ถูกไหมครับ แต่เงินเดือนที่ได้มาก็ต้องมีค่าใช้จ่ายทุกเดือนด้วยเช่นกัน คราวนี้ลองคิดดี ๆ ถ้าบางคนที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่เป็นปกติแล้ว เขามักจะพบว่าค่าใช้จ่ายโดยปกติหรือโดยเฉลี่ย มันจะไม่สวิงหรือเหวี่ยงไปมามากนัก เช่น เราอาจจะมีค่าใช้จ่ายปกติประมาณ 70-80% ของเงินเดือน (ค่าน้ำ ไฟ ค่าเช่าห้อง ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ค่ามือถือ ค่าเดินทาง ฯลฯ) ซึ่งเราจะกะได้ครับว่าอยากอยู่แบบสบาย ๆ แต่ละเดือน เราควรมีเงินเท่าไหร่ดี

แนวคิดนี้จึงนำมาต่อยอดว่า เอ้ย แล้วถ้าสมมติถ้าเราไม่มีเงินเดือนเข้ามาสักสองสามเดือน ชีวิตเราจะพังไหม แน่นอนว่าสำหรับหลายคน พังครับ! ใครที่ผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่จะเข้าใจดีครับว่า การขาดเงินไปเดือนสองเดือนแล้วค้างค่างวดมันจะมีปัญหาตามมาร้อยแปดอย่าง

แล้วเชื่อไหมครับ สะดุดกันทีนึงปัญหาพวกนี้นี่ล่ะที่จะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินมาเป็นระลอกคลื่น เพราะอะไร? เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บครับ พอเจอปัญหาฉุกเฉินทางการเงิน สิ่งที่เป็นทางออกที่เขาจะไขว่คว้าหาไวที่สุดคือ การกู้ยืม !!! ไม่ว่าจะกู้จากเพื่อนฝูง ครอบครัว บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด เงินนอกระบบ ซึ่งถ้าพลาดไม่สามารถหาเงินไปใช้คืนได้ ชีวิตก็จะเครียดและลำบากไปอีกยาว ๆ แน่นอน

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเราวางแผนเงินดีดี เราจะไม่กลัวเรื่องพวกนี้เลย เงินก็สามารถหามาได้ไวยิ่งกว่าเงินติดล้อ อันนี้เงินติดเครื่องบินเจ็ตซะด้วย เพียงแค่เรามี เงินสำรอง หรือมีการสำรองเงินเอาไว้สักก้อนหนึ่ง ก้อนที่ทำให้อุ่นใจ เป็นก้อนที่รู้สึกถึงการมาของความมั่นคง พร้อมรับแรงกระแทกทางการเงินที่อาจคาดไม่ถึง (ลองนึกภาพ ยิ้มแล้วยักไหล่นิด ๆ อิอิ)

โดยปกติแล้ว เราควรมีเงินสำรองอย่างน้อย
   1. สำรอง 6-12 เท่าของค่าใช้จ่าย หรือ
   2. สำรอง 6-12 เท่าของเงินเดือน

ตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือน 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายปกติเดือนละ 18,000 เราก็เลือกสำรองเงินอย่างน้อย 6 เท่าหรือ 6 เดือนขึ้นไป นั่นคือ ระหว่าง  108,000 – 120,000 บาทนั่นเอง (6 เท่าของ 18,000 ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน = 108,000 ส่วน 6 เท่าของเงินเดือน = 6 x 20,000 = 120,000) ซึ่งเงินสำรองเนี่ยอย่างน้อย แบบน้อยจริง ๆ ควรมี 3 เดือนครับ แล้วก็อย่างมากก็ไม่ควรเกิน 2 ปี (24 เดือน)

เอาจริงผมว่าตัวเลขที่เหมาะสมของมันคือ 6-12 เดือนครับ คือ ไม่มากเกินจนเอาเงินไปจม หรือ ไม่น้อยไปจนไม่พอเวลาเกิดปัญหา เพราะระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปีนั้น เรามีเวลาคิดหาทางออกได้หลายทางมาก ๆ ครับ การมีเงินสำรองพวกนี้ลองคิดภาพตามผมนะครับ มันลื่นไหลทางความคิดได้มากโดยที่เราไม่ต้องเครียดเลย (นักการเงินส่วนใหญ่มักจะแนะนำเงินสำรองที่ 6 เท่าของค่าใช้จ่าย)[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 96.]

เราอุ่นใจว่าเวลาเกิดปัญหากระทบการเงิน เวลาเงินช็อต เวลาต้องใช้เงินด่วน ใช้เงินรักษา เรื่องบางเรื่องที่ต้องใช้เงินเลยตอนนี้ เราสามารถนำเงินก้อนนี้มาจัดการปัญหาได้ เราอยากย้ายงานไปที่ใหม่ที่ดี เราก็มีเวลาที่จะออกไปอยู่เฉย ๆ ได้ เวลาเราตกงาน เราสามารถนั่งคิดตกผลึก หรือหาทางออกได้เกินครึ่งปี หรืออยากหยุดไปทำอะไรสักอย่าง เราก็สร้างเวลาในการใช้ชีวิตได้ โดยที่เราไม่เครียดกับเรื่องเงิน

ประโยชน์ที่สำคัญบางอย่างจาก เงินสำรอง : เวลา

ตัวอย่างข้างบนทำให้เห็นว่า เงินนั้นสามารถสร้าง “เวลา” ได้ด้วย

การไม่เครียดเรื่องเงิน ทำให้เราไม่เครียดในเรื่องอื่น ปัญหาของเงินคือปัญหาของหลาย ๆ อย่าง ถ้าเราไม่ต้องกังวลกับเรื่องขาดเงิน ช็อตเงิน เราสามารถจะเอาเวลาในชีวิตไปใช้กับความคิดเกี่ยวกับเรื่องอื่นได้ ที่ไม่ใช่การเอาเวลาส่วนใหญ่ไปคิดเรื่องเงินแบบคนทั่ว ๆ ไป

แล้วเราจะเก็บเงินสำรองนี้ไว้ในไหนดี ? มีหลายตัวเลือกมากครับ ไหน ๆ มันก็นอนยาว ๆ ไม่ได้ใช้อยู่แล้ว ก็เอาไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยดี ๆ (หรือกองทุนรวมตลาดเงินสักกอง) เพราะทั้งสองอย่างนี้ดึงเงินออกมาได้ทันทีครับ ในเวลาปกติไม่เกิน 2 วัน ทำให้มีสภาพคล่องพอตัว ผมลองยกตัวอย่างที่พักเงินดี ๆ ให้ เช่น

(1) บัญชีออมทรัพย์ธรรมดา มีเอทีเอ็มหรือไม่ก็ได้ แต่อันนี้ต้องเก็บแยกนะครับ ไม่เอามาปนกับบัญชีค่าใช้จ่าย เปิดใหม่เลยก็ได้ (แต่ไม่เอาฝากประจำนะครับ พวกนี้ติดเงื่อนระยะเวลา แม้ถอนได้แต่วุ่นวายกว่า)

(2) บัญชีออมทรัพย์แบบพิเศษ พวกฝากไม่ประจำที่ดอกเบี้ยดี ๆ หน่อย เช่น บัญชีออมทรัพย์ฝากไม่ประจำ ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายเจ้า เช่น กรุงศรีมีแต่ได้ ธนชาตอัลตร้าเซฟวิ่ง หรือที่ยอดฮิตคือ ME ของ TMB

(3) กองทุนตลาดเงิน (money market fund) พวกนี้คือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารเงินตราสารหนี้ระยะเวลาสั้น ๆ มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝาก ฯลฯ กองทุนพวกนี้เวลาขายได้เงินวันถัดไปนะครับ (T+1) ขายจันทร์ได้อังคาร ขายศุกร์ได้จันทร์ (ถ้าไม่ติดวันหยุดธนาคารในระหว่างนั้น)

(4) กองทุนตราสารหนี้ อันนี้ผลตอบแทนจะสูงมากขึ้นจากกองทุนตลาดเงิน แต่มีความผันผวนนิด ๆ ส่วนมากขายกองทุนได้เงินสองวันถัดไป (T+2) หรือพวก กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น อันนี้จะขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไป (T+1) ซึ่งค่อนข้างสะดวกมากกว่า

ทั้งนี้ไม่แนะนำ ตราสารหนี้ หุ้นกู้ พันธบัตรเป็นตัว ๆ นะครับ เพราะมันล็อกเงิน ไม่เหมาะกับคำว่าฉุกเฉิน การขายระหว่างที่ตราสารยังไม่ครบอายุไถ่ถอนเป็นอะไรที่ไม่สะดวกมาก ๆ และมีผลเสียหลายอย่าง

โดยส่วนตัวผมแนะนำให้พัก เงินสำรอง ใน ข้อ 2 กับ ข้อ 3 ครับ พอเก็บเงินครบตามที่ตั้ง เช่น สำรองเงินครบ 6 เดือนหรือ 1 ปีของเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายแล้ว เราก็หยุดครับ (จะเอา 2 ปีหรือ 24 เท่า/เดือน ก็ได้ ถ้าต้องการความปลอดภัยมากขึ้น) ปล่อยมันนอนนิ่ง ๆ ไม่ต้องใช้ เอามาใช้เฉพาะเวลาฉุกเฉินเท่านั้น เช่น เข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ตกงานหนัก ปัญหาทางการเงินรุนแรง ต้องแบบเคสที่เข้ามาปุ๊บคนทั่วไปมีน็อคครับ

กรณีถ้าเงินพวกนี้ไปดาวน์รถ ซื้อกระเป๋า ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยว ไม่นับว่าเป็นเคสฉุกเฉินครับ อย่าถอนเงินก้อนนี้ไปใช้ เพราะรายการเหล่านี้จัดเป็นความต้องการ (want) ของเรา ไม่ใช่ความจำเป็น (need) ต้องไม่ละเมิดกฎตัวเองครับ

เงินสำรอง มันจะมีเรื่องแปลกอยู่อย่าง คล้าย ๆ ถังดับเพลิง คล้าย ๆ ถุงลมตรงพวงมาลัย ไม่ได้มีเพื่อต้องการใช้ครับ แต่มีไว้อุ่นใจเฉย ๆ แล้วคนที่มีก็มักจะไม่ได้ใช้ด้วย มันก็สมเหตุสมผลนะครับ ถ้าคนที่วางแผนบริหารเงินดีแบบนี้ เขาก็คงไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน แต่คนที่ไม่มี ส่วนมากก็จะเจอแต่ปัญหาเรื่องเงินนี้ร่ำไป

ความแปลกอีกอย่างคือ คนที่วางแผนการเงินที่คนมองทั่วไปว่าคิดแต่เรื่องเงินนั้น พวกนี้กลับไม่เจอปัญหาทางการเงิน แล้วสามารถเอาเวลาไปคิดเรื่องอื่น ๆ สบาย ๆ แต่คนที่ไม่คิดเรื่องการบริหารเงินเลย กลับต้องเจอปัญหาทางการเงินตลอดเวลา แล้วก็บ่นแบบนี้เรื่อยไป ซึ่งเราควรหนีจากวงจรแบบนั้นครับ

“Reversion to the Mean” (RTM)

“Reversion to the Mean” (RTM)

วันนี้พามารู้จักกฎหนึ่งของการลงทุนที่น่าจะเรียกเป็นไทยได้ว่า กฎแห่งการเข้าสู่ “ค่าเฉลี่ย” อธิบายง่ายๆก็คือ ในบรรดาสินทรัพย์การลงทุนทั้งหลาย มันมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของมันอยู่ครับ แม้ว่าในระหว่างปีมันจะมีการเปลี่ยนไปมา ขึ้นลงผันผวนในระยะเวลาสั้นๆ(ซึ่งอาจจะหลายปี) แต่สุดท้ายมันก็จะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยอยู่ดี ที่อาจจะจำกันได้บ่อยๆ ก็คือ ผลตอบแทนรวมของหุ้นโดยเฉลี่ยคือประมาณ 8-10% ต่อปีทบต้น เวลาพูดแบบนี้ต้องอธิบายให้ชัดๆไปสักนิดว่า มันคือผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น คือคิดเสมือนว่าคุณลงทุนกับหุ้นทุกตัวในตลาดหุ้นแล้วมีเงินปันผลได้รับมาก็เอากลับมาลงทุนเรื่อยๆ ตลาดหุ้นถึงจะให้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขที่ว่า แล้วก็คุณจะต้องลงทุนนานมากๆด้วย ไม่ใช่ลงทุน 3-7 ปีผ่านไป จะเหมาไปเลยว่าผลตอบแทนหุ้นมันไม่เห็นจะถึง 10% ทบต้นต่อปีแบบนี้ก็ไม่ถูกต้อง บนคำว่าค่าเฉลี่ยก็จะมีผลอีกว่า การลงทุนต่างเวลากันต่างปีกัน ค่าเฉลี่ยก็อาจจะไม่เท่ากัน เช่น ลงทุนตอนปี 2007 (ก่อนวิกฤต) กับปี 2009(หลังวิกฤต) ผลตอบแทนของคุณก็จะไม่เท่ากันด้วย ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนรายคนแตกต่างกันได้อย่างมีนัย แต่ถ้าปาไปไกลๆ 20-30 ปีขี้น ผลตอบแทนของนักลงทุนที่ถือหุ้นทั้งตลาดและลงทุนทบต้นกลับควรจะได้พอๆกันประมาณค่าเฉลี่ย

การจะได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นวิธีเดียวที่ใกล้เคียงสุดคือคุณต้องถือกองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้น และย้ำเครื่องหมายด้วยว่า กองทุนดัชนีนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมกันแล้วต่ำที่สุด ในเมื่อผลตอบแทนสูงสุดที่เราจะได้คือผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น ดังนั้น สิ่งที่จะบั่นทอนผลตอบแทนคุณลงก็คือ ค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้น การถือกองทุนดัชนีอย่างเดียวคุณไม่ได้เอาหลักการไปทั้งหมด คุณต้องเลือกกองที่มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่ต่ำที่สุดด้วย ถ้าเข้าใจหลักการตรงนี้แม่น คำถามว่า ถ้าระยะยาวจะลงทุนกองทุนดัชนีต่างประเทศด้วยจะดีไหม? เราจะพอให้เหตุผลได้

ลองอ่านงานวิจัยต่างประเทศ อย่าง the S&P500 Index ซึ่งเป็นดัชนีหลักของตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา ผลตอบแทนระยะยาวก็จะวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 9-10% ต่อปีนิดๆ (Stern.NYU) มันแตกต่างกันตรงที่เราจะเอาปีไหนเป็นปีเริ่มต้นหรือปีไหนเป็นปีที่สิ้นสุด เช่น เลือกช่วงปี 2006-2015 ดัชนี S&P500 Total Return ผลตอบแทนอยู่ที่ 7.25% ทบต้นต่อปี, ถ้าเลือกช่วง 2001-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 4.95% ต่อปี, 1996-2015 อยู่ที่ 8.11%, แต่ถ้ามันยาวนานพอมันก็จะได้ผลตอบแทนใกล้ๆกันครับ เช่น 1928-2015 หรือ 1966-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 9.50-9.60% ต่อปี ก็กลับมาคำถามเดิม คุณบอกคุณอยากลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐก็เลยซื้อกองทุนดัชนี S&P500 ถ้าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนตลาดหุ้นระยะยาวคือ 10% ต่อปีแต่กองทุนที่คุณถือคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1.2% ต่อปี (มีจริงๆนะครับหลายกองทุนด้วย) ระยะยาวผลตอบแทนคุณก็จะต่ำมากๆ สู้ถือกองทุนดัชนีหุ้นไทยที่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าไม่ได้แน่นอน (อันนี้เราเทียบโดยสมมติตัวแปรอื่นคงที่หมดนะครับ)

ลองเอาประเทศอื่นบ้าง เช่น ดัชนี FTSE-All-Share Index ของประเทศอังกฤษ (อ้างอิง) ผลตอบแทนทบต้นต่อปีตั้งแต่ 1996-2015 อยู่ที่ 6.72% ต่อปี, ถ้า 1986-2015 อยู่ที่ 9.48% ต่อปี มีประเทศที่แหวกกฎระยะยาวเหมือนกัน เช่น ญี่ปุ่น ถ้าคุณถือหุ้นทั้งดัชนี TOPIX Japan ตั้งแต่ 1996-2015 (ผ่าน lost-decade ทศวรรษที่หายไป) คุณจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย แต่ไม่ขาดทุนนะ (สมมติซื้อด้วยเงินก้อนเดียว) ในขณะที่ 5 ปีที่ผ่านมา 2011-2015 คุณจะได้ผลตอบแทนหนึ่งเด้งเท่าตัว หรืออย่างไทย ดัชนี SET Index นั้น 40 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นประมาณ 11-12% ต่อปี แต่ถ้าไปพลาดซื้อก่อนต้มยำกุ้งและซื้อตรงจุดพีคที่ปี 2537-2538 การถือมาจนปี 2015 คุณก็ยังไม่ขาดทุนนะครับ แต่จะได้ผลตอบแทนแค่ประมาณ 2-3% ทบต้นต่อปี ฟังแล้วอาจจะตกใจ แต่ เรื่องจริงโดยปกติ วิธีลงทุนของคนทั่วไปจะไม่ถูกแจ็คพ็อตแบบนั้น เพราะเราไม่ได้ลงทุนกันก้อนเดียว เราจะลงทุนเฉลี่ยๆไป ซื้อสะสมรายเดือนรายปีเวลาหุ้นตกก็จะได้ซื้อเพิ่มมากขึ้น หุ้นขึ้นก็จะได้ซื้อน้อยลง (ซื้อโดยใช้วิธีซื้อเฉลี่ยกองทุนรวมดัชนี) ต้นทุนคุณก็จะกระจายเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ต้องพะวงไปครับ

RTM หรือกฎกลับสู่ค่าเฉลี่ยในความเข้าใจอีกอย่างคือ ถ้าหลายๆปีมานี้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นดีมากกกก วิ่งหนีค่าเฉลี่ย 10% ต่อปีไปเยอะ เช่น สมมติ 10 ปีย้อนหลังมานี้ผลตอบแทนหุ้นเป็น 20% ต่อปีทบต้น มันก็บ่งบอกได้ว่าอนาคตโอกาสที่ผลตอบแทนจะลดลงให้กลับไปสู่ 10% ต่อปีมีสูงมาก ซึ่งวิธีดึงค่าเฉลี่ยลงก็คือตลาดหุ้นมักจะทำให้มันต่ำลงโดยเพิ่มตัวเลขน้อยๆหรือตัวเลขติดลบ ซึ่งมักจะจบที่ลดลงสู่ค่าเฉลี่ยโดยการที่ตลาดหุ้นร่วงลงหนักๆหลาย รอบให้มันกลับมาสมดุล

RTM นอกจากจะใช้กับตลาดหุ้นโดยรวมได้แล้ว ยังใช้กับพวกกองทุนรวมแบบบริหาร (Active Funds) ได้ด้วย โดยเฉพาะกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีมากๆในอดีต ระยะยาวมีโอกาสที่จะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยได้ (มีตัวอย่างให้เห็นค่อนข้างมาก) โดยสาเหตุมีหลากหลายตั้งแต่ แนวทางการลงทุนเปลี่ยน ผู้จัดการกองทุนเปลี่ยน ฝีมือบริหารลดลง ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมสูงขึ้น หรือแนวทางยังคงเดิมแต่วิธีนั้นๆไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้อีก สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงที่สำคัญของกองทุนบริหารทั้งหลาย แต่สิ่งที่ทำให้กองทุนพวกนี้ทำฝีมือได้แย่และแพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว (รวมถึงกองทุนดัชนีด้วย) ก็เพราะ “ค่าใช้จ่ายที่สูง” เป็นตัวการหลัก ดูตัวอย่างประกอบของกองทุนไทย (Click) > ตัวอย่างกองทุนหุ้นไทย, ตัวอย่างที่สอง, เป็นต้น อย่างที่บอกครับ นักลงทุนโดยเฉลี่ยก็ควรจะได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดหุ้น การที่ต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น กองทุนคิดค่าใช้จ่ายที่ 2% ต่อปี เท่ากับว่าขั้นต่ำแล้วกองทุนนั้นจะต้องได้ผลตอบแทนที่ 12% ต่อปีก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งในระยะยาวการคงผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นเรื่อยๆทำได้ค่อนข้างยาก คุณจึงไม่ควรหลงเชื่อคำโปรยโฆษณาเรื่องผลตอบแทนย้อนหลังอะไรพวกนั้นหรอกครับ ส่วนมากมักจะไม่ค่อยเป็นจริงเหมือนเดิมในอนาคตสักเท่าไหร่ วิธีลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนทั่วไปในกองทุนรวมจึงเป็น “กองทุนรวมดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด”


โดยสรุปก็คือ “Reversion to the Mean” อาจจัดเป็น 3 โหมดใหญ่ๆ คือ

(1) ผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ มันจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยของมัน ถ้าผลตอบแทนสูงๆมาตลอด หรือต่ำมานานมาก ในระยะยาวมันจะกลับสู่ค่าเฉลี่ยเอง เพราะฉะนั้นความผันผวนของตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ใดๆรายปี ในภาพยาวก็คือการเขย่าผลตอบแทนให้กลับสู่ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวนั่นเอง

(2) ในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน วิธีการลงทุนใดๆ อาจจะดีในบางช่วงเวลา แต่ระยะยาวกว่านั้น หรือบางช่วงเวลาที่ดึงมาคำนวณ อาจจะไม่ดีแบบที่คิด อาทิ กองทุนหุ้นขนาดใหญ่อาจจะผลตอบแทนสูงช่วงหนึ่ง ขณะที่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นขนาดเล็กในช่วงเวลาเดียวกันไม่ดี แต่ถ้าเลื่อนเวลาออกไป หรือดึงบางช่วงเวลาในประวัติศาสตร์มาอ้าง กองทุนหุ้นเล็กอาจจะผลตอบแทนดีกว่ากองทุนหุ้นใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าว

(3) กองทุนรวมเองก็กลับสู่ค่าเฉลี่ยได้ ผลตอบแทนในอดีตไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนในอนาคต กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวมีน้อยมาก เหมือนดั่งงมเข็มในกองฟาง การซื้อกองทุนประเภทบริหารจะพบความเสี่ยงในเรื่องนี้

ลองมาดูตัวอย่างที่น่าสนใจของกฎแห่งการวกกลับสู่ค่าเฉลี่ยครับ

ตัวอย่างโหมด 1

อาจจะดูจากบทความ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี คือถ้า P/E มีส่วนกลับเป็นผลตอบแทนที่คาดหวังของหุ้น และระยะเวลา 40 ปีที่ผ่าน P/E เฉลี่ยอยู่ที่ 12.50 เราก็จะเห็นภาพว่าแม้มันจะขึ้นสูงไปแค่ไหน ท้ายที่สุดสักวันมันก็ต้องตกลงมาเพื่อให้ค่าเฉลี่ยเป็นเท่าเดิมครับ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย

ตัวอย่างโหมด 2

ในหนังสือ “A Random Walk Down Wall Street” ได้ยกตัวอย่าง กองทุนหุ้นคุณค่า (Value) กับ กองทุนหุ้นเติบโต (Growth) จะเห็นว่าถ้าคุณลงทุนกองทุนทั้งสองประเภทตั้งแต่ช่วงปี 1938-2008 ทั้งคู่ทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกันมาก คือ ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 9.7% ต่อปี แต่ถ้าดูเป็นช่วงเวลาเช่น ยุค 1960 ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นเติบโตจะต่ำมากเพราะหุ้นเหล่านั้นร่วงลงหนัก ในขณะที่ช่วงต้นของยุค 1970 หุ้นคุณค่าจะทำผลงานได้ดีกว่า ทว่าถ้าคุณถือมายาวนานพอ ผลตอบแทนมันก็จะใกล้ๆกัน

หนังสือ Stock For The Long Run ซึ่งอ้างถึงว่า บทวิจัยของ Fama และ French ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1992 ว่า การลงทุนในหุ้นคุณค่าโดยใช้วิธี P/BV ที่มีค่าต่ำจะให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ จะแพ้วิธีอื่นๆในช่วงปี 1987-2012 คือเขากำลังจะบอกว่า พอเราอ่านบทวิจัยจบในปี 1992 แล้วทำตาม ทศวรรษต่อมาผลตอบแทนอาจจะไม่เป็นแบบนั้นก็ได้ ส่วนศาสตราจารย์ Malkiel (คนเขียนเดินสุ่มในวอลสตรีท) กำลังตั้งคำถามกับแบบจำลองดังกล่าวว่า หุ้นคุณค่า (Value) ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ในระยะยาวข้อสรุปนี้อาจไม่มีผลนัยยะสำคัญ เพราะช่วงเวลาที่ใช้ในบทวิจัยนั้น หุ้นเติบโต (Growth) กำลังทำผลตอบแทนได้แย่กว่า (Outperforming)

ตัวอย่างโหมด 3

นักลงทุนน่าจะเคยได้ยิน Peter Lynch ผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellan กองทุนนี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกของ RTM อย่างดี กองทุนนี้เปิดขายหนักๆในช่วง 1980 ที่ Lynch เข้ามาบริหารกองทุนนี้ (13ปี ; 1977-1990) ซึ่งได้ผลตอบแทนระดับตำนาน 588% เทียบกับดัชนี the S&P500 ที่ 268%—ผลตอบแทนเฉลี่ย 29% ต่อปี แต่หลังจาก Lynch ลาออกแล้ว กองทุนนี้ทำผลตอบแทนช่วง 1990-2011 ได้ 368% แพ้ S&P500 ซึ่งทำได้ 487% — วันที่ทำบทความนี้ พฤษภาคม 2016 แอบไปดูผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ 4.6% ส่วน S&P500 ทำได้ 6.9% ต่อปี กลายเป็นว่านักลงทุนที่ถือลงทุนมาเรื่อยๆก็จะเปลี่ยนผลตอบแทนสูงๆ เป็นผลตอบแทนกองทุนหุ้นธรรมดาๆที่แพ้ดัชนี เห็นไหมครับว่า การเลือกกองทุนแบบบริหารที่ทำผลตอบแทนได้ระยะยาวระดับ 20-40 ปีสม่ำเสมอชนะดัชนีและตลาดหุ้นตลอดเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ชนะในวันนี้ก็แพ้ในวันหน้าได้  กองทุนส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาผลการดำเนินงานแบบนั้นได้ เพราะกองทุนบริหารทั้งหลายหนี – “Reversion to the Mean” ไม่พ้น ซึ่งเป็นกฎที่ John C. Bogle เคยบอกไว้ว่าเป็นทฤษฎีที่เขาทำงานในวงการลงทุนและกองทุนรวมมานานแล้วพบว่าในระยะยาวกฎนี้มักจะเป็นความจริงเกือบเสมอ