คลังเก็บหมวดหมู่: General

จัดพอร์ตลงทุนแบบระบบเกมฟุตบอล

การลงทุนให้สนุก ผมคิดว่าเราควรทำมันให้เหมือนเราเล่นเกมๆหนึ่งอย่างตั้งใจครับ การเล่นในที่นี้ไม่ใช่การเอาเงินมาโยนถลุงๆ ซื้อขายเล่นๆ อันนี้ผมเรียก “ผลาญเงิน”

พูดให้เห็นภาพคือ เป็นเกมที่ต้องใช้ทักษะบริหารเงินพอสมควร และใครที่เป็นคอเกมจะพบว่าปัจจัยสำคัญในการเล่น คือ “กลยุทธ์และวินัย”—กีฬามักจะมีการวางแผนที่คล้ายกับการลงทุนพอสมควร และกีฬาที่เอามาอธิบายวันนี้ คือ “ฟุตบอล”

ฟุตบอลเป็นเกมที่มีระบบ การจะเอาชนะแต่ละแมตช์, โค้ชควรจะมองภาพรวมเกมให้ออก การลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราก็ควรจะมองให้ออกว่าวันนี้เรากำลังแข่งในสนามไหน สนามที่ทุกคนกำลังเล่นอยู่แน่ๆ คือ สนามอิสรภาพทางการเงิน หมายถึงการเก็บแต้มลงทุนเพื่อให้เงินเติบโตทบต้นจนมีฐานะดีในอนาคต จนถึงขนาดที่เงินลงทุนทั้งหมดสามารถให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนมาให้เราใช้จ่ายได้ทั้งปีโดยไม่ต้องพึ่งเงินเดือนอีกเลย

ฟุตบอลนั้นมีผู้เล่นในทีม 11 คน แต่แผนการเล่นจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มคือ กองหน้า กองกลาง กองหลัง และผู้รักษาประตู โค้ชอย่างเราต้องเลือกว่าจะให้ใครอยู่ตรงจุดไหน



กองหน้า

ผู้สร้างผลตอบแทนหลักต้องให้อยู่กองหน้า แน่นอนว่า “หุ้น” เป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดี การถือกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ก็น่าจะมั่นใจได้ว่าผลตอบแทนระยะยาวจะยิงประตูได้ดีกว่าผู้เล่นกองหน้าอีก 70-75% ของทุกค่าย คนที่ลงทุนเชิงรุกหน่อย การจัดพอร์ตเลือกหุ้นดีๆ ศึกษาเรื่องลงทุนเอง คุณก็อาจจะได้หุ้นแบบ Lionel Messi เข้าพอร์ตก็ได้ แต่ถ้าไม่เก๋าพอคุณก็อาจจะขาดทุนจากการจ่ายมากเกินไปเพื่อซื้อกองหน้าแย่ๆที่ตอนหลังต้องให้นั่งข้างสนามแทน แต่ระบบไม่ห้าม เราอาจจะเลือกบริหารเงินในพอร์ตหุ้นเองส่วนหนึ่งและเล่นแบบเซฟๆโดยแบ่งเงินในกองทุนหุ้นควบคู่กันไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพยายาม ความเข้าใจ และการออกแบบชีวิตที่วางไว้ (ลองอ่านสองบทความนี้ประกอบครับ ทางเลือกในการลงทุนหุ้น )


กองกลาง

คือ คนส่งเงินให้กองหน้า และบ่อยครั้งเกมดีๆ ในฟุตบอลหลายเกมมาจากผู้เล่นกองกลางที่ดี ผมยกให้กองกลาง คือ เงินที่เราได้จากเงินเดือน เงินโบนัส รายได้จากการทำงานอื่นที่หักมาลงทุนเป็นผู้เล่นกองกลางคนที่ 1, กองทุนตลาดเงินและตราสารหนี้ระยะสั้นๆเป็นผู้เล่นที่ 2, สินทรัพย์ลงทุนอื่น เช่น ปล่อยคอนโดหรือบ้านให้เช่า ที่ดิน ทองคำ หุ้นกู้ พันธบัตร เป็นผู้เล่นที่ 3, พวกนี้เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนพลังผลตอบแทนและเพิ่มปริมาณเงินมาลงทุนของเรา คนสำคัญคือ ผู้เล่นอย่างกองทุนตลาดเงินหรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น พยายามสะสมเงินตรงนี้ให้มาก เมื่อใดที่หุ้นตก การส่งบอล(ส่งเงิน)ให้กองหน้าซึ่งก็คือ หุ้น ยิงเพื่อทำประตูจะช่วยให้เกมมุ่งหน้าสู่ชัยชนะได้ไวขึ้น


กองหลัง

คือ play safe ระยะยาว ผมยกให้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนประหยัดภาษีเช่น LTF, RMF เป็นแบ็คหลัง ด้วยสาเหตุว่า ต่อให้การบริหารเงินกองหน้าและกองกลางไม่ดี ในอนาคตวัยเกษียณยังมีเงินเหล่านี้ช่วยให้มีเงินใช้จ่ายสบายๆตอนเกษียณได้ เพราะเด้งสำคัญของมันคือได้ผลตอบแทนตั้งแต่ลงทุนด้วยการประหยัดเงินภาษีไปแล้วและระยะเวลาลงทุนนานๆก็แทบจะทำให้การลงทุนพวกนี้มีโอกาสขาดทุนค่อนข้างน้อย

ประเด็นสำคัญคือ กองหลัง ในความหมายของผมนี้คือ เพราะพวกมันจะถูกนำมาใช้ได้ก็อีกไกล เช่น ตอนอายุ 55 ปีสำหรับ PVD,RMF มันจึงเป็นทัพหลังสุดท้าย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเอามันไปลงทุนในอะไรที่ผลตอบแทนต่ำๆนะครับ อย่าง LTF ก็คือกองทุนหุ้น, PVD,RMF ถ้าอายุยังน้อยๆ หรือมีเวลาให้ลงทุนอีกมาก อัดหุ้นหนักๆ 80-90-100% ไปเลย บางทีผลตอบแทนของมันอาจจะสูงกว่ากองหน้าด้วยซ้ำ (ปกติก็สูงกว่าอยู่แล้วถ้ารวมผลตอบแทนจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปด้วย)


ทว่าเกมการแข่งขันย่อมมีขึ้นมีลง คนที่ทำให้เราอุ่นใจคือ ผู้รักษาประตู และแน่นอนว่าเพื่อปกป้องชีวิตจากอะไรที่ไม่คาดคิด คุณควรมี เงินสำรองฉุกเฉิน เป็นเงินสดหรือสภาพคล่องเพียงพอต่อการใช้ชีวิตเกิน 6 เดือนถึงหนึ่งปีสบายๆ (เอาเงินเดือน x 6หรือ x 12) อาจจะพักเงินพวกนี้ในกองทุนตลาดเงินก็ได้ และแนะนำว่าควรมีเงินฉุกเฉินติด ATM ไว้ด้วยครับ


invest-football


ที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเกมฟุตบอลเปิดฉาก โค้ชที่ดีต้องรักษากลยุทธ์พวกนี้ไว้ แม้จะยืดหยุ่นระหว่างเกมได้ แต่หลักสำคัญคือในการเล่นเกมระยะยาวหลายๆแมตช์ โค้ชควรจะเน้นกลยุทธ์ที่วางไว้ตอนแรกมากกว่า การเปลี่ยนแผนระหว่างเกมทุกแมตช์เป็นทางเสี่ยงสู่ความล้มเหลว(และบ่งบอกว่าคุณไม่ค่อยมีฝีมือเพราะวางแผนไม่ดีแต่แรก)

ดังนั้นการลงทุนของเราก็ควรจะเดินไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้ เช่น เราควรจะกำหนดเลยว่า เงินลงทุนกี่ % จะอยู่ในอะไรบ้าง เช่น กองหน้า 50% กองกลาง 20% กองหลัง 20% ผู้รักษาประตู 10%

เราก็จะได้กลยุทธ์ว่าเงิน 100 บาทของเราควรลงทุนอยู่ใน หุ้น 50 การลงทุนอื่น 20 กองทุนลดหย่อนภาษี 20 เงินสด 10 ส่วนการยืดหยุ่นระหว่างเกมคือ อาจจะปรับบางส่วนมากขึ้นลงได้ เช่น ถ้าเราไม่สบายใจอาจลดกองหน้าลงมาหน่อย เหลือสัก 40% ก็ได้แล้วเพิ่มเงินสดแทน แต่ที่สำคัญสุดๆๆๆๆ คือ คุณต้องมีขั้นต่ำที่จะไม่ละเมิดกฎ เช่น กองทุนหุ้นทั่วไปไม่ควรจะต่ำกว่า 40% ไม่ว่าคุณจะกลัวโลกถล่มทลายขนาดไหน จะไม่ขายทิ้งจนเหลือต่ำกว่า 40% ของสินทรัพย์ หรือต่อให้มั่นใจแค่ไหนก็จะไม่ให้เกิน 60% ของสินทรัพย์ลงทุน การทำแบบนี้ระยะยาว วินัยที่ว่าจะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จง่ายขึ้นครับ

จำไว้ว่า ฟุตบอลแม้กระทั่งทีมแชมป์ การเล่นทั้งฤดูกาลก็มีแมตช์ที่แพ้บ่อยๆ ไม่มีใครชนะทุกเกม การลงทุนก็เช่นกัน ในกีฬาฟุตบอล ผมมักไม่ค่อยเห็นทีมที่เล่นหวือหวา 2-3 แมตช์จะได้คว้าถ้วยกับเขาสักเท่าไหร่ รางวัลมักจะเป็นของทีมที่ทำผลงานได้ดีสม่ำเสมอมากกว่า แม้เขาจะแพ้บ้าง แต่ปลายทางเขาคือผู้ชนะครับ การลงทุนก็เช่นกัน เราลงทุนระยะยาว ในระยะสั้นสินทรัพย์ต่างๆย่อมมีความผันผวนเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ความอดทนในการทำตามวินัยจึงสำคัญมากครับ (Stay Calm, Stay Hold, Stay Invest)

จัดพอร์ตลงทุน แบบระบบและแผนการเล่นฟุตบอล

การลงทุนให้สนุก ผมคิดว่าเราควรทำมันให้เหมือนเราเล่นเกมๆหนึ่ง อย่างตั้งใจ ครับ การเล่นในที่นี้ไม่ใช่การเอาเงินมาโยนถลุง ๆ ซื้อขายเล่น ๆ อันนี้ผมเรียก “ผลาญเงิน” แต่เป็นการจัดการ จัดพอร์ตลงทุน เหมือนเล่นฟุตบอล

พูดให้เห็นภาพ คือ การลงทุนเป็นเกมที่ต้องใช้ทักษะบริหารเงินพอสมควร และใครที่เป็นคอเกมจะพบว่าปัจจัยสำคัญในการเล่น คือ “กลยุทธ์และวินัย” — กีฬามักจะมีการวางแผนที่คล้ายกับการลงทุนพอสมควร และกีฬาที่จะนำมาอธิบายเปรียบเทียบการลงทุนในวันนี้ คือ “ฟุตบอล”

ฟุตบอลเป็นเกมที่มีระบบ การจะเอาชนะแต่ละแมตช์ โค้ชควรจะมองภาพรวมเกมให้ออก การลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราก็ควรจะมองให้ออกว่า วันนี้เรากำลังแข่งในสนามไหน สนามที่ทุกคนกำลังเล่นอยู่แน่ ๆ คือ สนามอิสรภาพทางการเงิน หมายถึง การเก็บแต้มลงทุนเพื่อให้เงินเติบโตทบต้นจนเรามีฐานะดีในอนาคต ถึงขนาดที่เงินลงทุนทั้งหมดสามารถให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนมาให้เราใช้จ่ายได้ทั้งปี โดยไม่ต้องพึ่งเงินเดือนอีกเลย

การเล่นฟุตบอลนั้นจะมีผู้เล่นในทีมฝั่งละ 11 คน แต่แผนการเล่นจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มคือ กองหน้า กองกลาง กองหลัง และผู้รักษาประตู ซึ่งโค้ชอย่างเราต้องเลือกว่าจะให้ใครอยู่ตรงจุดไหน

กองหน้า (forward and striker)

ผู้สร้างผลตอบแทนหลักต้องให้อยู่กองหน้า แน่นอนว่า “หุ้น” เป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดี การถือกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ก็น่าจะมั่นใจได้ว่า ผลตอบแทนระยะยาวจะยิงประตูได้ดีกว่าผู้เล่นกองหน้าอีก 70-75% ของทุกค่าย คนที่ลงทุนเชิงรุกหน่อย การจัดพอร์ตเลือกหุ้นดี ๆ ศึกษาเรื่องลงทุนเอง คุณก็อาจจะได้หุ้นแบบ Lionel Messi เข้าพอร์ตก็ได้ แต่ถ้าไม่เก๋าพอคุณก็อาจจะขาดทุนจากการจ่ายมากเกินไป เพื่อซื้อกองหน้าแย่ที่ตอนหลังต้องให้นั่งข้างสนามแทน แต่การลงทุนเราสามารถวางแผนได้อิสระที่เหมาะสมกับชีวิต เราอาจจะเลือกบริหารเงินในพอร์ตหุ้นเองส่วนหนึ่งและเล่นแบบเซฟ ๆโดยแบ่งเงินในกองทุนหุ้นควบคู่กันไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพยายาม ความเข้าใจ และการออกแบบชีวิตที่วางไว้ (ลองอ่านบทความนี้ประกอบครับ ทางเลือกในการลงทุนหุ้น )

กองกลาง (midfielder)

กองกลาง คือ ผู้เล่นที่ส่งเงินให้กองหน้า และบ่อยครั้งเกมดี ๆ ในฟุตบอลหลายเกมมาจากผู้เล่นกองกลางที่ดี ผมยกให้กองกลาง คือ รายได้ของเรา (incomes) เงินที่เราได้จากเงินเดือน เงินโบนัส รายได้จากการทำงานอื่นที่หักมาลงทุนเป็นผู้เล่นกองกลางคนที่ 1 ส่วนกองทุนตลาดเงินและตราสารหนี้ระยะสั้น ๆ เป็นผู้เล่นที่ 2 และสินทรัพย์ลงทุนอื่น เช่น การปล่อยคอนโดหรือบ้านให้เช่า ที่ดิน ทองคำ หุ้นกู้ พันธบัตร เป็นผู้เล่นที่ 3 ทั้งสามกลุ่มนี้เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนพลังผลตอบแทนและเพิ่มปริมาณเงินมาลงทุนของเรา คนสำคัญคือ ผู้เล่นอย่าง กองทุนตลาดเงิน หรือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น พยายามสะสมเงินตรงนี้ให้มาก เมื่อใดที่หุ้นตก การส่งบอล(ส่งเงิน)ให้กองหน้าซึ่งก็คือ หุ้น ยิงเพื่อทำประตู จะช่วยให้เกมมุ่งหน้าสู่ชัยชนะได้ไวขึ้น

กองหลัง (defender)

คือ play safe ระยะยาว ผมยกให้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนประหยัดภาษีอย่าง LTF/RMF เป็นแบ็คหลัง ด้วยสาเหตุว่า ต่อให้การบริหารเงินกองหน้าและกองกลางไม่ดี ในอนาคตวัยเกษียณยังมีเงินเหล่านี้ช่วยให้เราใช้จ่ายสบาย ๆ ตอนเกษียณได้ เพราะเด้งสำคัญของมันคือได้ผลตอบแทนตั้งแต่ลงทุนด้วยการประหยัดเงินภาษีไปแล้วตั้งแต่ต้น และระยะเวลาลงทุนนาน ๆ ก็แทบจะทำให้การลงทุนพวกนี้มีโอกาสขาดทุนค่อนข้างน้อย

ประเด็นสำคัญคือ กองหลังจะถูกถอนหรือนำมาใช้ได้ก็อีกไกล เช่น ตอนอายุ 55 ปีสำหรับ PVD หรือ RMF มันจึงเป็นทัพหลังสุดท้าย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเอามันไปลงทุนในอะไรที่ผลตอบแทนต่ำ ๆ นะครับ อย่าง LTF ก็คือกองทุนหุ้น PVD/RMF ถ้าอายุยังน้อย ๆ หรือมีเวลาให้ลงทุนอีกมาก ควรอัดหุ้นหนัก ๆ 80-90-100% ไปเลย บางทีผลตอบแทนของมันอาจจะสูงกว่ากองหน้าด้วยซ้ำ (ปกติก็สูงกว่าอยู่แล้วถ้ารวมผลตอบแทนจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปด้วย)

ทว่าเกมการแข่งขันย่อมมีขึ้นมีลง คนที่ทำให้เราอุ่นใจคือ

ผู้รักษาประตู (goalkeeper)

แน่นอนว่าเพื่อปกป้องชีวิตจากอะไรที่ไม่คาดคิด คุณควรมี เงินสำรองฉุกเฉิน เป็นเงินสดหรือสภาพคล่องเพียงพอต่อการใช้ชีวิตเกิน 6 เดือนถึงหนึ่งปีสบาย ๆ (เอาเงินเดือน x 6หรือ x 12) อาจจะพักเงินพวกนี้ในกองทุนตลาดเงินก็ได้ และแนะนำว่าควรมีเงินฉุกเฉินติด ATM ไว้ด้วยครับ

invest-football

รักษากลยุทธ์ตามที่ได้ จัดพอร์ตลงทุน

ที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเกมฟุตบอลเปิดฉาก โค้ชที่ดีต้องรักษากลยุทธ์พวกนี้ไว้ แม้จะยืดหยุ่นระหว่างเกมได้ แต่หลักสำคัญคือในการเล่นเกมระยะยาวหลาย ๆ แมตช์ โค้ชควรจะเน้นกลยุทธ์ที่วางไว้ตอนแรกมากกว่า การเปลี่ยนแผนระหว่างเกมทุกแมตช์เป็นทางเสี่ยงสู่ความล้มเหลว และบ่งบอกว่าคุณไม่ค่อยมีฝีมือ เพราะอาจแสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่ไม่ดีตั้งแต่แรก

ดังนั้น การลงทุนของเราก็ควรจะเดินไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้ เช่น เราควรจะกำหนดเลยว่า เงินลงทุนกี่ % จะอยู่ในอะไรบ้าง เช่น กองหน้า 50% กองกลาง 20% กองหลัง 20% ผู้รักษาประตู 10%

เราก็จะได้กลยุทธ์ว่าเงิน 100 บาทของเราควรลงทุนอยู่ใน หุ้น 50 การลงทุนอื่น 20 กองทุนลดหย่อนภาษี 20 เงินสด 10 ส่วนการยืดหยุ่นระหว่างเกมคือ อาจจะปรับบางส่วนมากขึ้นลงได้ เช่น ถ้าเราไม่สบายใจอาจลดกองหน้าอย่างกองทุนหุ้นลงมาหน่อยเหลือสัก 40% ก็ได้ แล้วเพิ่มเงินสดแทน แต่ที่สำคัญสุดๆๆๆๆ คือ คุณต้องมีขั้นต่ำที่จะไม่ละเมิดกฎ เช่น สัดส่วนกองทุนหุ้นทั่วไปไม่ควรจะต่ำกว่า 40% ไม่ว่าคุณจะกลัวโลกถล่มทลายขนาดไหน จะไม่ขายทิ้งจนเหลือต่ำกว่า 40% ของสินทรัพย์ หรือต่อให้มั่นใจแค่ไหนก็จะไม่ให้เกิน 60% ของสินทรัพย์ลงทุน การทำแบบนี้ระยะยาว พลังแห่งการรักษาวินัยจะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จง่ายขึ้นครับ

จำไว้ว่า ฟุตบอลแม้กระทั่งทีมแชมป์ การเล่นทั้งฤดูกาลก็มีแมตช์ที่แพ้บ่อย ๆ ไม่มีใครชนะทุกเกม การลงทุนก็เช่นกัน ในกีฬาฟุตบอล ผมมักไม่ค่อยเห็นทีมที่เล่นหวือหวา 2-3 แมตช์จะได้คว้าถ้วยกับเขาสักเท่าไหร่ รางวัลมักจะเป็นของทีมที่ทำผลงานได้ดีสม่ำเสมอมากกว่า แม้เขาจะแพ้บ้าง แต่ปลายทางเขาคือผู้ชนะครับ การลงทุนก็เช่นกัน เราลงทุนระยะยาว ในระยะเวลาช่วงสั้น ๆ สินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ นั้น ย่อมมีความผันผวนเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ความอดทนในการทำตามวินัยจึงสำคัญมากครับ

Stay Calm, stay hold, and stay Invest!

กองทุนรวม (101)

กองทุนรวม นั้นก็คือ กองเงินที่ทุกคนหรือนักลงทุนทุกคนเอาเงินมาสมทบมารวมกันเพื่อเอาไปลงทุนตามที่นโยบายกองทุนได้กำหนดกันไว้ ลองคิดภาพเพื่อนสมัยมัธยมเราทุกคนเอาเงินมารวมกันเท่าไหร่ก็ได้ คนละล้าน คนละหมื่น คนละพัน แล้วมันจะได้เป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้นมาก สามารถเอาไปซื้ออะไรแพงๆได้ง่ายขึ้น เช่นกันครับ

สมมติให้กองทุนหนึ่งมีคนลงทุนสามคน คนนึงลงทุน 800,000 อีกคนลงทุน 150,000 และคนสุดท้ายลงทุน 50,000 รวมกันเท่ากับ 1 ล้านบาท สัดส่วนเงินลงทุนในกองทุนนี้ก็จะเป็นของสามคน คนละ 80% , 15% , 5% ตามลำดับ ต่อมาเอาเงินไปลงทุนซื้อที่ดินราคาหนึ่งล้านบาทเป๊ะๆ  พอราคาที่ดินพุ่งไป 1.5 ล้านบาทแล้วกองทุนนี้ก็ขายที่ดินทิ้ง ก็จะคืนเงินต้นตามที่ทุกคนลงมา ส่วนกำไร 5 แสนก็แบ่งกันไปตามสัดส่วนเช่นเดียวกัน กองทุนรวมในทางการเงินก็คอนเซปต์เดียวกันเป๊ะๆครับ คิดภาพว่านักลงทุนทุกคนเอาเงินมาร่วมลงทุนกันมันจะได้เงินก้อนใหญ่มาก (กองทุนบางกองในไทยขนาด 1 แสนล้านบาทก็มี) ทำให้เอาเงินไปลงทุนในอะไรได้สารพัด

ตลาดกองทุนรวมนั้นมีกองทุนมาขายเรานับร้อยนับพันกองทุน สุดแต่ว่าเราจะอยากเอาเงินไปลงทุนในสินค้าหรือสินทรัพย์อะไร ไม่ว่าจะเป็น กองทุนที่เอาเงินไปลงทุนในเงินฝาก,ในพันธบัตร,ในหุ้นกู้,ในตราสารหนี้,ในหุ้น,ในอสังหาริมทรัพย์,ในทองคำ,ในน้ำมัน ฯลฯ หรือแม้กระทั่งเอาไปลงทุนในต่างประเทศก็ได้ แต่ละอันก็แยกย่อย เช่น กองทุนหุ้นก็จะมี กองทุนหุ้นที่ลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ๆ กองทุนหุ้นที่ลงทุนในบริษัทขนาดเล็ก ลงทุนในบริษัทเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น จะลงทุนเฉพาะหุ้นเกี่ยวกับกิจการธนาคาร สถาบันการเงินเท่านั้น มีหมดครับ แล้วแต่เราจะถูกใจว่าอยากเอาเงินเราไปซื้อกองทุนอะไรเพื่อลงทุนดี

กองทุนรวมนั้นมีหลายชื่อตามวัตถุประสงค์ด้วย เช่น กองทุนรวมธรรมดา (ที่อธิบายไปด้านบน) กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ชีวิตในวัยเกษียณของเราดีขึ้น เช่น ข้าราชการมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข)เอกชนมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ—PVD, ประกันสังคมก็มีกองทุนเหมือนกันเอาเงินประกันสังคมไปลงทุนหาเงินเพิ่มกองทุนลดหย่อนภาษี—LTF RMF, กองทุนเปิดที่ซื้อขายในตลาดหุ้น—ETF และอีกมากมาย แต่ที่ผมจะอธิบายนั้น เราจะเน้นที่ กองทุนรวมธรรมดา (Mutual Fund) ซึ่งเป็นกองทุนประเภทกองทุนเปิด คือซื้อขายได้ทุกวันทำการที่ธนาคารและตลาดหุ้นเปิดทำการ ใครลงทุนไปแล้วอยากขายก็มาขายคืนได้ อันนี้คือกองทุนรวมที่เราได้ยินคนพูดถึงกันบ่อยๆ นั่นเอง

สมมติเราเลือกว่าเราจะลงทุน “กองทุนหุ้น” เราก็ต้องเลือกต่อไปว่า เราจะให้ใครเป็นคนดูแลและบริหารกองทุนที่เราซื้อ คนที่เราต้องรู้จักคือ บลจ. หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ครับ คนนี้คือคนที่จะบริหารเงินเรา แต่ส่วนมากเขาจะเป็นเครือของธนาคาร ทำให้เวลาเราได้ยินคนพูดกันว่า ไปซื้อกองทุนไทยพาณิชย์ กองทุนกสิกร เราต้องไม่สับสนนะครับ คนบริหารคือ บลจ. ส่วนธนาคารเป็นแค่ตัวแทนขายให้เราเฉยๆ จึงต้องดูที่ฝีมือคนบริหารเป็นสำคัญ ถ้าธนาคารเจ๊ง กองทุนไม่เจ๊งนะครับ กองทุนถูกจดทะเบียนแยกออกไป(เป็นนิติบุคคลต่างหาก) มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง สมมติซื้อกองทุนของบลจ. abc ธนาคาร abc ขายให้ ถ้าวันดีคืนดี ธนาคาร abc และบลจ. abc ได้หายไป กองทุนที่เราซื้อก็จะถูกยกไปให้บลจ.อื่นดูแลและบริหารแทน

กลับมาต่อครับ ถ้าเราตัดสินใจว่าจะซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น และ สมมติ ว่าเราเลือกว่าจะซื้อของบลจ.กสิกรไทย ก็ต้องดูว่ากองทุนหุ้นของกสิกรซึ่งจะมีกองทุนหุ้นหลายกองมากๆ มีนโยบายลงทุนต่างกันไป สมมติเราซื้อไปสักกองหนึ่ง ลงทุน 10,000 บาท เราจะเป็น ผู้ถือหน่วยลงทุน—unit holder สิ่งที่เราจะได้มาคือ จำนวนหน่วยลงทุน(units) ซึ่ง จำนวนหน่วยลงทุนจะได้จาก เอาเงินลงทุน 10,000 / หารด้วย ราคาหน่วยลงทุน—NAV(per unit) สมมติราคาหน่วย 20 บาท เราจะได้หน่วยทั้งสิ้น 10,000/20 = 500 หน่วยนั่นเอง

NAV—Net Asset Value คืออะไร? เข้าใจง่ายๆมันก็คือ การเอาเงินทั้งหมดที่ลงทุนของกองทุน สมมติ 1,000 ล้านบาท(หักด้วยหนี้สินและค่าใช้จ่าย) แล้วหารด้วยจำนวนหน่วยที่มีทั้งหมด (units) เช่น 100 ล้านหน่วย เท่านี้ NAV ก็จะเท่ากับ 1,000 ล้านบาท/100ล้านหน่วย = ได้ราคา NAV ต่อหน่วยเท่ากับหน่วยละ 10 บาท

เราควรทำความเข้าใจ NAV นะครับ เพราะอย่างที่บอกว่าราคาหน่วยที่เราซื้อ หรือราคา NAV ที่เราซื้อนั้นเป็นตัวที่จะบอกกำไรของเราครับ ในทุกวันๆจะมีการคำนวณกำไรขาดทุนของกองทุน ถ้าสมมติกองทุนนำเงินไปลงทุนงอกเงยได้กำไร ราคา NAV จะขึ้นครับ ราคาที่ขึ้นนั่นล่ะคือกำไรของเราเป็นผลตอบแทนที่เราได้รับ ถ้าอยากได้ก็ขายกองทุนทิ้ง แต่กลับกัน เราสามารถปล่อยกองทุนเติบโตไปเรื่อยๆ ถ้ามีกำไรเรื่อยๆ ราคา NAV ต่อหน่วยก็จะโตไปเรื่อยๆ

กองทุนเวลาตั้งขึ้นมาครั้งแรก NAV per unit หรือราคาต่อหน่วยจะเริ่มต้น(par) = 10 บาท เวลาเราจะซื้อกองทุนสมมติเห็น ราคาหน่วยละ 20 กับหน่วยละ 5 บาท บางคนจะซื้อกองทุนที่สองโดยให้เหตุผลว่า จะได้ unit หรือหน่วยลงทุนเยอะๆ เพราะราคา NAV ต่อหน่วยมันถูกกว่า อันนี้ผิดนะครับ ผลตอบแทนที่เราได้จะเป็นเปอร์เซนต์ สมมติทั้งสองกองทุนทำผลตอบแทนได้ 10% เท่ากัน ราคา nav กองทุนแรกจะเป็น 22 บาท กองทุนที่สองจะเป็น 5.5 บาท ได้กำไรเท่ากันอยู่ดี (ถ้ามองดีๆ สมมติกองทุนนี้ตั้งมาพร้อมกัน แสดงว่าเริ่มจาก 10 บาททั้งคู่และนโยบายลงทุนแบบเดียวกัน ดังนั้นกองทุนแรกนั้นเก่งมาก เพราะราคาหน่วยขึ้นมาจาก 10 เป็น 20 บาท ในขณะที่กองทุนที่สองทำไมเหลือแค่ 5 บาท? ซึ่งแสดงว่ามีการบริหารขาดทุน) เพราะฉะนั้นประเด็นราคา NAV ต่อหน่วยถูกแพงไม่สำคัญเลย อย่าหลงไปกับการเห็นว่าราคาต่อหน่วยถูกกว่าเลยซื้อ เพราะจะได้หน่วยมากๆ ไม่เกี่ยวกันเลยครับ เป็นความเข้าใจผิดลำดับต้นๆของนักลงทุนมือใหม่เลยทีเดียว (สามารถอ่าน บทความนี้ เพิ่มเติมได้)

กองทุนสองประเภทที่ผมเห็นว่าทุกคนควรรู้จักและลงทุนเป็นตัวหลักในพอร์ตลงทุน คือ

กองทุนหุ้น กับ กองทุนตราสารหนี้


 

“กองทุนรวมตราสารหนี้”—Fixed Income fund

ก็คือ กองทุนที่จะเอาเงินไปลงทุนใน ตราสารหนี้ ลงทุนในรูปแบบการให้กู้ยืม ทำให้เรามี สถานะเป็นเจ้าหนี้  ในการลงทุน ไม่ว่าจะลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้จะได้ผลตอบแทนจากราคาที่ขึ้นลง (gain) กับ ดอกเบี้ย (Interest income) ความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นหนักๆ มีในกรณีที่ลูกหนี้เชิดเงินหรือล้มละลาย (บางอย่างนั้น เช่น พันธบัตรรัฐบาล แทบจะไม่มีความเสี่ยงจากการถูกเบี้ยวหนี้เลย) ทำให้กองทุนประเภทนี้ทำผลตอบแทนเรื่อยๆไม่หวือหวา ค่อยขึ้นๆ ถ้าถือเกินหนึ่งปีขึ้นไปผลตอบแทนเป็นบวกเกือบทั้งหมด (แต่ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงนะครับ ถ้ากองทุนดันไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ผิดนัดหรือไม่จ่ายเงินต้น กองทุนก็จะขาดทุน ราคาหน่วยก็จะลดลงฮวบฮาบ แต่ปกติกองทุนพวกนี้จะถือตราสารจำนวนมาก อาจจะถึง 50-100 ตัว จึงกระจายความเสี่ยงระดับหนึ่ง และกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลล้วน หรือพันธบัตรรัฐบาลกับตราสารที่รัฐบาลค้ำประกัน เช่น ธปท. รัฐวิสาหกิจบางแห่ง หรือเงินฝากที่รัฐค้ำประกัน พวกนี้ก็จะแทบมีความเสี่ยงต่ำสุดๆไปเลย) ในระยะยาวกองทุนตราสารหนี้ควรจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปี ในกองทุนรวมบ้านเรานั้นเงินส่วนใหญ่ก็กองอยู่ในกองทุนตราสารหนี้ซะเป็นส่วน ใหญ่ ข้อดีเรื่องโอกาสสูญเสียเงินต้นน้อยกลับกลายเป็นข้อเสียในระยะยาว คือว่า การลงทุนในตราสารหนี้นั้นยากมากที่จะสร้างผลตอบแทนให้สูงๆ โอกาสโดนเงินเฟ้อกินเกิดได้ง่าย มูลค่าเงินโตไม่ทันราคาของ ในความคิดของผม สำหรับคนที่มีเงินออมและอายุยังน้อย การลงทุนในตราสารหนี้ไม่ควรมากจนเกินไปเพราะจะเสียโอกาสที่เงินจะเติบโตในอนาคตอย่างมาก เหมือนที่ Peter Lynch เคยพูดว่า “คนลงทุนในตราสารหนี้อย่างเดียวไม่รู้หรอกว่าเขาพลาดอะไรไปบ้าง” เพราะถ้าเกินสิบปีขึ้นไปเงินจะโตน้อยกว่าหุ้นหลายเท่าตัวทีเดียว

แต่มีกองทุนตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นๆ ส่วนใหญ่ลงทุนในพันธบัตรและเงินฝาก มักจะรักษาอายุตราสารไม่เกินหนึ่งปี ช่วงเวลาไม่เกิน 3-6 เดือนตัว ตราสารจะหมดอายุแล้วก็เริ่มซื้อตราสารหนี้ตัวใหม่มาแทน ทำให้ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยน้อย ตัวกองทุนมีสภาพคล่องสูง ถ้าขายกองทุนวันนี้ ได้รับเงินพรุ่งนี้ (T+1) สำหรับนักลงทุนแล้วมันมีไว้สำหรับพักเงินให้มีผลตอบแทนที่รับได้ระหว่างรอการลงทุนรอบต่อไป กองทุนตัวนี้มีชื่อว่า “กองทุนตลาดเงิน” หรือ Money market fund (MMF) ซึ่งทุกบลจ.มีกองทุนรวมตัวนี้ขายทั้งหมดครับ ผลตอบแทนจะดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์ แถมถ้าต้องการเงินก็สามารถขายกองทุนทิ้ง เงินก็จะเข้าบัญชีวันรุ่งขึ้น สำหรับผู้เริ่มต้นซื้อกองทุน ผมแนะนำให้มีกองทุน MMF ติดไว้ครับ มันดีมาก ดีจริงๆ โดยส่วนตัวเงินทั้งหมดของผมที่รอลงทุนก็นอนในเจ้านี่ล่ะ เวลาจะลงทุนก็ขายทิ้งรับเงิน ข้อดีอีกอย่างคือถ้าผมมีกองทุนเจ้าเดียวกัน เช่น กองทุน MMF กับกองทุนหุ้น ผมสามารถสลับกองทุน MMF ไปซื้อกองทุนหุ้นในเครือบลจ.เดียวกันได้ในวันนั้นเลย สะดวกมาก ทั้งนี้อาจจะเลือกพักเงินใน “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น” หรือ Short-term Bond Fund ก็ได้

กองทุนอีกประเภทนึงที่ยังไงทุกคนก็ไม่ควรพลาด คือ


 

“กองทุนหุ้น”—Equity Fund

ในระยะยาวหุ้นเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ทำให้เงินของเราเติบโตได้มากที่สุดครับ คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวได้ในระดับ 9-10% ต่อปีได้เลย แต่ระยะเวลาจะต้องนานพอที่ทำให้หุ้นผ่านวัฎจักรขึ้นลงหนึ่งรอบแล้วสะท้อนผลตอบแทนออกมาตามกิจการของบริษัทที่เติบโตขึ้น พูดง่ายๆคือ ต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะเวลายาวๆ 10-15 ปีขึ้นไป (ในระยะเวลาน้อยกว่าห้าจนถึงสิบปี ไม่มีใครตอบได้ครับว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง ซื้อตอนนี้แล้วขายอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะขาดทุนไหม โดยปกติมีโอกาสขาดทุนสูง แต่ถ้า 10 ปีขึ้นไปแทบจะมั่นใจได้ว่ายังไงต้องได้ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจหรือผลตอบแทนควรเป็นบวก ไม่ขาดทุนครับ) ทุกบลจ.มีกองทุนหุ้นให้เราเลือกลงทุนหลากหลายตามไลฟ์สไตล์เลยครับ ชอบเจ้าไหน รักใคร แต่อย่างหนึ่งนั้น เวลาพวกเราทุกคนจะลงทุนในกองทุนไหน ควรจะศึกษานโยบายลงทุน วิธีการคัดเลือกหุ้น ค่าใช้จ่าย ฝีมือบริหารให้ดีก่อน ทุกบาททุกสตางค์ควรจะอยู่ในกองทุนรวมที่คุ้มค่า

ทั้งนี้กองทุนหุ้นจะลงทุนในหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศก็ได้ แต่ส่วนมากกองทุนที่ไปลงุทนในหุ้นต่างประเทศจะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า และมีโอกาสกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เช่น ตอนเราลงทุน กองทุนได้โอนเงินเราออกไปที่อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ ขากลับมาอัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็น 35 บาท เท่ากับตอนกำไรกลับมาเราแลกเงินบาทได้มากขึ้น แบบนี้ก็จะกำไรเพิ่มจากค่าเงินที่อ่อนค่าลงครับ แต่ถ้าเหลือ 25 บาทต่อดอลลาร์ เราแลกกลับมาได้เงินน้อยกว่าเก่า แบบนี้เราขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในหลายๆกรณีเราอาจได้กำไรจากหุ้นหรืออัตราแลกเปลี่ยนแต่ขาดทุนตัวที่เหลือแทน

กองทุนรวมหุ้นนั้น มักจะมีนโยบายเกี่ยวกับผลตอบแทนสองแบบครับ

  1. ไม่มีการจ่ายปันผล เงินกำไรที่ทำได้จะเก็บไปลงทุนต่อ ทำให้ NAV หรือราคาหน่วยลงทุนมักจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าอยากได้เงินมาใช้เราต้องขายกองทุนออกมา กับ
  2. จ่ายปันผล คือถ้ากองทุนมีกำไร ราคา NAV ขึ้น ก็จะหักออกมาจ่ายเป็นเงินปันผล ซึ่งตรงนี้เสียภาษี 10% (หรือเราจะเลือกเอาไปคำนวณรวมเงินเสียภาษีปลายปีก็ได้) กองทุนที่จ่ายปันผลจะเหมาะสำหรับคนที่อยากได้เงินสดมาใช้ระหว่างปีครับ ถ้าใครไม่ต้องการ ลงทุนกองทุนที่ไม่จ่ายปันผลดีกว่ามากๆ เงินเราจะเติบโตทบต้นไปตลอด ไม่ต้องเสียภาษีใดๆ ในระยะยาวผลตอบแทนจะสูงกว่าแบบปันผลกว่ามาก
    (อ่านบทความเกี่ยวกับกองทุนจ่ายปันผลเชิงลึกได้ ที่นี่)

ส่วนใครจะแบ่งเงินลงทุนสัดส่วนกองทุนหุ้นกี่เท่าไหร่ กองทุนตราสารหนี้กี่เปอร์เซ็นต์ อันนี้แล้วแต่จุดมุ่งหมายแต่ละคน ถ้าเราอยากให้เงินลงทุนของเราโตมากๆ แล้วมีระยะเวลาลงทุนยาวนานมาก ลงทุนเพื่อเกษียณ การลงทุนหุ้นเกิน 80% ของสินทรัพย์จะเห็นความแตกต่างมากๆ ชนิดที่เพื่อนร่วมรุ่นโตมาด้วยกันจะงงว่าเราไปรวยมาจากไหนเลยทีเดียว โดยส่วนตัวผมนั้นก็มีเงินลงทุนนับทั้งหุ้น กองทุนหุ้น เกิน 80% ของเงินลงทุนเหมือนกัน ย้ำอีกทีด้วยว่า กองทุนรวมหุ้นจะให้ผลตอบแทนดีต้องลงทุนระยะยาวยาวเท่านั้นนะครับ ถ้าจะลงทุนสั้นๆ อันนี้ผลตอบแทนจะผันผวนมาก ลงทุนกองทุนหุ้นต้องใจเย็นๆ อดทนถือครองระยะยาวให้ได้ครับ

กองทุนรวม คืออะไร? : ความรู้เบื้องต้น 101

กองทุนรวม นั้นก็คือ กองเงินที่ทุกคนหรือนักลงทุนทุกคนเอาเงินมาสมทบมารวมกัน เพื่อนำไปลงทุนตามที่นโยบายกองทุนได้กำหนดไว้ ลองคิดภาพเพื่อนสมัยมัธยมเราทุกคนเอาเงินมารวมกันเท่าไหร่ก็ได้ คนละล้าน คนละหมื่น คนละพัน แล้วมันจะได้เป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้นมาก สามารถเอาไปซื้ออะไรแพง ๆได้ง่ายขึ้น 

สมมติให้กองทุนหนึ่งมีคนลงทุนสามคน คนนึงลงทุน 800,000 อีกคนลงทุน 150,000 และคนสุดท้ายลงทุน 50,000 รวมกันเท่ากับ 1 ล้านบาท สัดส่วนเงินลงทุนในกองทุนนี้ก็จะเป็นของสามคน คนละ 80%, 15%, 5% ตามลำดับ ต่อมาเอาเงินไปลงทุนซื้อที่ดินราคาหนึ่งล้านบาทเป๊ะ ๆ  พอราคาที่ดินพุ่งไป 1.5 ล้านบาทแล้วกองทุนนี้ก็ขายที่ดินทิ้ง เพื่อคืนเงินต้นตามที่ทุกคนลงมา ส่วนกำไร 5 แสนก็แบ่งกันไปตามสัดส่วนเช่นเดียวกัน

กองทุนรวมในทางการเงินก็มีหลักการและแนวคิดเดียวกันเป๊ะ ๆ ครับ คิดภาพว่า นักลงทุนทุกคนเอาเงินมาร่วมลงทุนกันมันจะได้เงินก้อนใหญ่มาก ทำให้เอาเงินไปลงทุนในอะไรได้สารพัด (กองทุนบางกองในไทยมีขนาดสินทรัพย์เกิน 1 แสนล้านบาทก็มี) ซึ่งต้องถือว่ามันเป็นหนึ่งในไอเดียการลงทุนที่ดี เพราะมอบคุณประโยชน์มากมายแก่นักลงทุน ทั้งการกระจายความเสี่ยงที่ดี ง่ายต่อการถือครอง ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ไม่มากจนเกินไป[1. Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 13.]

1. ประเภทของ กองทุนรวม

ตลาดกองทุนรวมนั้นมีกองทุนมาเสนอขายเรานับร้อยนับพันกองทุน สุดแต่ว่าเราจะอยากเอาเงินไปลงทุนในสินค้าหรือสินทรัพย์อะไร ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่เอาเงินไปลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ ตราสารหนี้ หุ้น ในอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ หรือแม้กระทั่งเอาไปลงทุนในต่างประเทศก็ได้

โดยแต่ประเภทของกองทุนแต่ละอันก็แยกย่อย เช่น กองทุนหุ้นก็จะมีกองทุนหุ้นที่ลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ ๆ กองทุนหุ้นที่ลงทุนในบริษัทขนาดเล็ก ลงทุนในบริษัทเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น จะลงทุนเฉพาะหุ้นเกี่ยวกับกิจการธนาคารหรือสถาบันการเงินเท่านั้น กองทุนที่ว่ามามีให้ลงทุนจริงทั้งหมดครับ แล้วแต่เราจะถูกใจว่า อยากเอาเงินเราไปซื้อกองทุนอะไรเพื่อลงทุนดี

กองทุนรวมนั้นยังมีหลายชื่อตามวัตถุประสงค์ด้วย เช่น กองทุนรวมธรรมดา (ที่อธิบายไปด้านบน) กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ชีวิตในวัยเกษียณของเราดีขึ้น เช่น ข้าราชการมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เอกชนมี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ — PVD อย่างประกันสังคมก็มีกองทุนเหมือนกันนั่นคือ กองทุนประกันสังคม เอาเงินที่เก็บได้จากประกันสังคมไปลงทุนหาเงินเพิ่ม หรือกองทุนรวมที่ให้สิทธิในการหักลดหย่อนภาษี — LTF RMF หรือกองทุนเปิดที่ซื้อขายในตลาดหุ้น — กองทุนอีทีเอฟ ETF และอีกมากมาย

2. กองทุนรวม แบบย่อ ๆ

ในบทความนี้เราจะเน้นที่ กองทุนรวมธรรมดา (Mutual Fund) ซึ่งเป็นกองทุนประเภทกองทุนเปิด (open-end fund) คือ เป็นกองทุนที่สามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการที่ธนาคารและตลาดหุ้นเปิดทำการ ใครลงทุนไปแล้วอยากขายก็มาขายคืนได้ อันนี้คือกองทุนรวมที่เราได้ยินคนพูดถึงกันบ่อย ๆ นั่นเอง

สมมติเราเลือกว่า เราจะลงทุน “กองทุนหุ้น” เราก็ต้องเลือกต่อไปว่า เราจะให้ใครเป็นคนดูแลและบริหารกองทุนที่เราซื้อ คนที่เราต้องรู้จักคือ บลจ. หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ครับ คนนี้คือคนที่จะบริหารเงินเรา แต่ส่วนมาก บลจ. ในประเทศไทยเขามักจะเป็นบริษัทในเครือของธนาคาร ทำให้เวลาเราได้ยินคนพูดกันว่า ไปซื้อกองทุนไทยพาณิชย์ กองทุนกสิกร เราต้องไม่สับสนนะครับ คนบริหารกองทุนคือ บลจ. ส่วนธนาคารเป็นแค่ตัวแทนขาย ให้เราเฉย ๆ จึงต้องดูคนบริหารจัดการเป็นสำคัญ

ในกรณีที่ตัวแทนขายอย่างธนาคารเจ๊ง กองทุนไม่เจ๊งนะครับ กองทุนถูกจดทะเบียนแยกออกไปเป็นนิติบุคคลต่างหาก มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง สมมติเราซื้อกองทุนของบลจ. abc ธนาคาร abc ขายให้ ถ้าวันดีคืนดี ธนาคาร abc และบลจ. abc ได้หายไป กองทุนที่เราซื้อก็จะถูกยกไปให้ บลจ.อื่น เช่น บลจ. xyz ดูแลและบริหารแทน

กลับมาต่อครับ ถ้าเราตัดสินใจว่าจะซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น และสมมติว่า เราเลือกว่าจะซื้อของ บลจ.กสิกรไทย ก็ต้องดูว่ากองทุนหุ้นของกสิกรซึ่งจะมีกองทุนหุ้นหลายกองมาก ๆ และมีนโยบายลงทุนที่แตกต่างกันไป สมมติเราซื้อไปสักกองหนึ่ง ลงทุน 10,000 บาท เราจะเป็น ผู้ถือหน่วยลงทุน — unit holder สิ่งที่เราจะได้มาคือ จำนวนหน่วยลงทุน (units) ซึ่งจำนวนหน่วยลงทุนจะได้มาจาก การเอาเงินลงทุน 10,000 หารด้วย ราคาหน่วยลงทุน — NAV (per unit) สมมติราคาหน่วยกองทุน 20 บาท เราจะได้หน่วยทั้งสิ้น 10,000/20 = 500 หน่วยนั่นเอง

3. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ NAV

NAV  Net Asset Value คืออะไร? เข้าใจง่าย ๆ มันก็คือ การเอาเงินทั้งหมดที่ลงทุนของกองทุน สมมติ 1,000 ล้านบาท (หักด้วยหนี้สินและค่าใช้จ่าย) แล้วหารด้วยจำนวนหน่วยที่มีทั้งหมด (units) เช่น 100 ล้านหน่วย เท่านี้ NAV ก็จะเท่ากับ 1,000 ล้านบาท / 100ล้านหน่วย = ผลลัพธ์ได้ราคา NAV ต่อหน่วยเท่ากับหน่วยละ 10 บาท

เราควรทำความเข้าใจ NAV นะครับ เพราะอย่างที่บอกว่า ราคาหน่วยที่เราซื้อ หรือราคา NAV ที่เราซื้อนั้นเป็นตัวที่จะบอกกำไรของเราครับ ในทุกวัน ๆ จะมีการคำนวณกำไรขาดทุนของกองทุน ถ้าสมมติกองทุนนำเงินไปลงทุนงอกเงยได้กำไร ราคา NAV จะขึ้นครับ ราคาที่ขึ้นนั่นล่ะคือกำไรของเรา เป็นผลตอบแทนที่เราได้รับ ถ้าอยากได้กำไรก็ขายกองทุนทิ้ง แต่กลับกัน เราสามารถปล่อยกองทุนเติบโตไปเรื่อย ๆ ถ้ามีกำไรเรื่อย ๆ ราคา NAV ต่อหน่วยก็จะโตไปเรื่อย ๆ เช่นกัน

กองทุนเวลาตั้งขึ้นมาครั้งแรก NAV per unit หรือราคาต่อหน่วยจะเริ่มต้น (par) มักจะเท่ากับ 10 บาท เวลาเราจะซื้อกองทุน สมมติเห็น ราคาหน่วยละ 20 กับหน่วยละ 5 บาท บางคนจะซื้อกองทุนที่สองโดยให้เหตุผลว่า จะได้ unit หรือหน่วยลงทุนเยอะ ๆ เพราะราคา NAV ต่อหน่วยมันถูกกว่า อันนี้ผิดนะครับ ผลตอบแทนที่เราได้จะเป็นเปอร์เซนต์ สมมติทั้งสองกองทุนทำผลตอบแทนได้ 10% เท่ากัน ราคา NAV กองทุนแรกจะเป็น 22 บาท กองทุนที่สองจะเป็น 5.5 บาท ได้กำไรเท่ากันอยู่ดี ถ้าคุณซื้อด้วยเงิน 10,000 บาท คุณก็จะได้กำไรเท่ากันทั้งคู่ คือ 1,000 บาท

หากแต่ถ้ามองกันดี ๆ สมมติกองทุนนี้ตั้งมาพร้อมกันแสดงว่า มันเริ่มจาก 10 บาททั้งคู่ และถ้านโยบายลงทุนแบบเดียวกัน ดังนั้น กองทุนแรกเก่งมาก เพราะราคาหน่วยขึ้นมาจาก 10 เป็น 20 บาท ในขณะที่กองทุนที่สองทำไมเหลือแค่ 5 บาทกันล่ะ? ซึ่งอาจแสดงว่ากองทุนที่สองมีการบริหารขาดทุน เพราะฉะนั้นประเด็นราคา NAV ต่อหน่วยถูกแพงไม่สำคัญเลย อย่าหลงไปกับการเห็นว่า ราคาต่อหน่วยถูกกว่าเลยซื้อ เพราะจะได้หน่วยมาก ๆ ไม่เกี่ยวกันเลยครับ เป็นความเข้าใจผิดลำดับต้น ๆ ของนักลงทุนมือใหม่เลยทีเดียว (สามารถอ่าน บทความนี้ เพิ่มเติมได้)

อนึ่ง กองทุนสองประเภทที่ผมเห็นว่าทุกคนควรรู้จักและลงทุนเป็นตัวหลักในพอร์ตลงทุน คือ กองทุนรวม ตราสารหนี้ กับ กองทุนหุ้น 

4. กองทุนรวม “ตราสารหนี้”

มันคือกองทุนที่จะเอาเงินไปลงทุนใน ตราสารหนี้ (fixed income) ลงทุนในรูปแบบการให้กู้ยืม ทำให้เรามี สถานะเป็นเจ้าหนี้ ไม่ว่าจะลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้จะได้ผลตอบแทนจากราคาที่ขึ้นลง (gain) กับ ดอกเบี้ย (interest income)

ความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นหนัก ๆ มีในกรณีที่ลูกหนี้เชิดเงินหรือล้มละลาย (ตราสารหนี้บางอย่าง เช่น พันธบัตรรัฐบาล แทบจะไม่มีความเสี่ยงจากการถูกเบี้ยวหนี้เลย) ทำให้กองทุนประเภทนี้ทำผลตอบแทนเรื่อย ๆ ไม่หวือหวา ราคาหน่วยค่อยขึ้น ๆ ถ้าถือเกินหนึ่งปีขึ้นไปผลตอบแทนมักจะเป็นบวกเกือบทั้งหมด แต่ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงนะครับ ในกรณีที่กองทุนดันไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ผิดนัดหรือไม่จ่ายเงินต้น กองทุนก็จะขาดทุน ราคาหน่วยก็จะลดลงฮวบฮาบ

หากแต่โดยปกติแล้ว กองทุนพวกนี้จะถือตราสารจำนวนมาก อาจจะถึง 50-100 ตัว จึงกระจายความเสี่ยงระดับหนึ่ง และกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลล้วน หรือพันธบัตรรัฐบาลกับตราสารที่รัฐบาลค้ำประกัน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจบางแห่ง หรือเงินฝากที่รัฐบาลค้ำประกัน พวกนี้ก็จะแทบมีความเสี่ยงต่ำลงอย่างมาก

ในระยะยาวกองทุนตราสารหนี้ควรจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งในกองทุนรวมบ้านเรานั้น เงินลงทุนมักไปกองลงทุนอยู่ในกองทุนตราสารหนี้ซะเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี ข้อดีเรื่องโอกาสสูญเสียเงินต้นน้อยกลับกลายเป็นข้อเสียในระยะยาว เพราะเหตุว่า การลงทุนในตราสารหนี้นั้นยากมากที่จะสร้างผลตอบแทนให้สูง ๆ โอกาสโดนเงินเฟ้อกัดกินเกิดขึ้นได้ง่าย ทำให้มูลค่าเงินโตไม่ทันราคาของ ในความคิดของผม สำหรับคนที่มีเงินออมและอายุยังน้อย การลงทุนในตราสารหนี้ไม่ควรมากจนเกินไป เพราะจะเสียโอกาสที่เงินจะเติบโตในอนาคตอย่างมาก เหมือนที่ Peter Lynch เคยพูดว่า “คนลงทุนในตราสารหนี้อย่างเดียวไม่รู้หรอกว่าเขาพลาดอะไรไปบ้าง” (Gentlemen who prefer bonds don’t know what they’re missing.)[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 16.] เพราะถ้าเกินสิบปีขึ้นไปเงินจะโตน้อยกว่าหุ้นหลายเท่าตัวทีเดียว 

ทั้งนี้ มีกองทุนตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ๆ ส่วนใหญ่ลงทุนในพันธบัตรและเงินฝาก ซึ่งมักจะมีนโยบายลงทุนรักษาอายุตราสารไม่เกินหนึ่งปี ช่วงเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน ตัวตราสารจะหมดอายุ แล้วก็เริ่มซื้อตราสารหนี้ตัวใหม่มาแทน ทำให้ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยน้อย ตัวกองทุนมีสภาพคล่องสูง ถ้าขายกองทุนวันนี้ ได้รับเงินพรุ่งนี้ (T+1) สำหรับนักลงทุนแล้วมันมีไว้สำหรับพักเงินให้มีผลตอบแทนที่รับได้ ระหว่างรอการลงทุนรอบต่อไป กองทุนตัวนี้มีชื่อว่า “กองทุนตลาดเงิน” หรือ Money-market fund (MMF) ซึ่งทุก บลจ. มีกองทุนรวมตัวนี้ขายทั้งหมดครับ ผลตอบแทนจะดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์ แถมถ้าต้องการเงินก็สามารถขายกองทุนทิ้ง เงินก็จะเข้าบัญชีวันรุ่งขึ้น

สำหรับผู้เริ่มต้นซื้อกองทุน ผมแนะนำให้มีกองทุน MMF ติดไว้ครับ มันดีมาก ดีจริง ๆ โดยส่วนตัวเงินทั้งหมดของผมที่รอลงทุนก็นอนพักในเจ้ากองทุน MMF นี่ล่ะ เวลาจะลงทุนก็ขายทิ้งรับเงิน ข้อดีอีกอย่างคือ ถ้าผมมีกองทุนใน บลจ. เจ้าเดียวกัน เช่น กองทุน MMF กับกองทุนหุ้น ผมสามารถสลับกองทุน MMF ไปซื้อกองทุนหุ้นในเครือ บลจ. เดียวกันได้ในวันนั้นเลย สะดวกมาก ทั้งนี้อาจจะเลือกพักเงินใน “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น” หรือ Short-term Bond Fund ก็ได้

ส่วนกองทุนอีกประเภทนึงที่ยังไงทุกคนก็ไม่ควรพลาด คือ

5. กองทุน “หุ้น”

ในระยะยาวนั้น “หุ้น” (equity) เป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ทำให้เงินของเราเติบโตได้มากที่สุดครับ คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวได้ในระดับ 9-10% ต่อปีได้เลย แต่ระยะเวลาจะต้องนานพอที่ทำให้หุ้นผ่านวัฎจักรขึ้นลงหนึ่งรอบแล้วสะท้อนผลตอบแทนออกมาตามกิจการของบริษัทที่เติบโตขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะเวลายาว ๆ 10-15 ปีขึ้นไป

ในระยะเวลาน้อยกว่าห้าจนถึงสิบปี ไม่มีใครตอบได้ครับว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง หรือซื้อตอนนี้แล้วขายอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะขาดทุนไหม และโดยปกติก็จะมีโอกาสขาดทุนสูงมาก แต่ถ้า 10 ปีขึ้นไปแทบจะมั่นใจได้ว่า ยังไงต้องได้ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจหรือผลตอบแทนควรเป็นบวก ไม่ขาดทุนครับ

ทุก บลจ. จะมีกองทุนหุ้นให้เราเลือกลงทุนหลากหลายตามไลฟ์สไตล์เลยครับ ชอบเจ้าไหน รักใคร แต่อย่างหนึ่งนั้น เวลาพวกเราทุกคนจะลงทุนในกองทุนไหน ควรจะศึกษานโยบายลงทุน วิธีการคัดเลือกหุ้น ค่าใช้จ่าย ฝีมือบริหารให้ดีก่อน ทุกบาททุกสตางค์ควรจะอยู่ในกองทุนรวมที่คุ้มค่า

ทั้งนี้กองทุนหุ้นจะลงทุนในหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศก็ได้ แต่ส่วนมากกองทุนที่ไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศจะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า และมีโอกาสกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เช่น ตอนเราลงทุน กองทุนได้โอนเงินเราออกไปที่อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ ขากลับมาอัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็น 35 บาท เท่ากับตอนขายทำกำไรกลับมา เราจะแลกเงินบาทคืนได้มากขึ้น แบบนี้ก็จะมีกำไรเพิ่มจากค่าเงินที่อ่อนค่าลงครับ

ในทางกลับกัน ถ้าเหลือ 25 บาทต่อดอลลาร์ เราแลกกลับมาได้เงินน้อยกว่าเก่า แบบนี้เราขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในหลาย ๆ กรณีเราอาจได้กำไรจากหุ้นหรืออัตราแลกเปลี่ยนแต่ขาดทุนตัวที่เหลือแทน

กองทุนรวมหุ้นนั้น มักจะมีนโยบายเกี่ยวกับผลตอบแทนสองแบบครับ (กองทุนประเภทอื่นก็เช่นกัน)

(1) ไม่มีการจ่ายปันผล เงินกำไรที่ทำได้จะเก็บไปลงทุนต่อ ทำให้ NAV หรือราคาหน่วยลงทุนมักจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าอยากได้เงินมาใช้เราต้องขายกองทุนออกมา กับ

(2) มีนโยบายจ่ายปันผล คือถ้ากองทุนมีกำไร ราคา NAV ขึ้น ก็จะหักออกมาจ่ายเป็นเงินปันผล ซึ่งตรงนี้เสียภาษี 10% (หรือเราจะเลือกเอาไปคำนวณรวมเงินเสียภาษีก็ได้) กองทุนที่จ่ายปันผลจะเหมาะสำหรับคนที่อยากได้เงินสดมาใช้ระหว่างปีครับ ถ้าใครไม่ต้องการกระแสเงินจากปันผล การลงทุนกองทุนที่ไม่จ่ายปันผลดีกว่ามาก ๆ เพราะเงินเราจะเติบโตทบต้นไปตลอด ไม่ต้องเสียภาษีใด ๆ ในระยะยาวผลตอบแทนจะสูงกว่าแบบปันผลกว่ามาก (อ่านบทความเกี่ยวกับกองทุนจ่ายปันผลเชิงลึกได้ ที่นี่)

ส่วนใครจะแบ่งเงินลงทุนสัดส่วนกองทุนหุ้นเท่าไหร่หรือกี่เปอร์เซ็นต์ กองทุนตราสารหนี้กี่เปอร์เซ็นต์ อันนี้แล้วแต่จุดมุ่งหมายแต่ละคน ถ้าเราอยากให้เงินลงทุนของเราโตมาก ๆ แล้วเรามีระยะเวลาลงทุนยาวนานมาก (สมมติลงทุนตอนอายุ 20-30 ปี) ลงทุนเพื่อเกษียณ การลงทุนหุ้นเกิน 80% ของสินทรัพย์จะสร้างความแตกต่างมาก ๆ ชนิดที่เพื่อนร่วมรุ่นโตมาด้วยกันจะงงว่าเราไปรวยมาจากไหนเลยทีเดียว

โดยส่วนตัวผมนั้นก็มีเงินลงทุนนับทั้งหุ้น กองทุนหุ้น เกิน 80% ของเงินลงทุนเหมือนกัน ย้ำอีกทีด้วยว่า กองทุนรวมหุ้นจะให้ผลตอบแทนดี ต้องลงทุนระยะยาวยาว เท่านั้น ถ้าจะลงทุนสั้น ๆ อันนี้ผลตอบแทนจะผันผวนมาก ลงทุนกองทุนหุ้นต้องใจเย็น ๆ อดทนถือครองระยะยาวให้ได้ครับ

“หุ้น” คืออะไร?

“หุ้น หุ้น หุ้น”

ทุกคนน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ “หุ้น” ใครๆก็เล่นหุ้น มีแต่คนพูดถึงหุ้น ในรถไฟฟ้าก็ได้ยิน เพื่อนของเพื่อนก็ลงทุน อ้าวแล้วถ้าเราจะซื้อหุ้นกับเขาบ้างต้องไปที่ไหน อย่างไร?

“หุ้น” จริงๆมันเป็นคำเรียกความเป็นเจ้าของ เป็นการร่วมทุนของบริษัท หรือภาษาที่เราเรียกและได้ยินกันบ่อยๆว่า ไปเป็นหุ้นส่วนกันนั่นล่ะครับ ยกตัวอย่าง เช่น ผมกับเพื่อนรวมกันห้าคน ลงเงินร่วมกัน 100,000 บาท หรือที่เรียกกันว่า ทุน เปิดร้านขายเสื้อผ้าที่จตุจักร แล้วเราก็มาคิดกันว่า จะแบ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของยังไง เราก็เอาหนึ่งแสนบาทนั้นตั้ง แล้วก็หารเป็นส่วนเท่าๆกัน ถ้าแบ่งเป็นส่วนละหนึ่งหมื่นก็จะมีสิบส่วน ไอ้ส่วนที่ว่านี่ล่ะครับเรียกว่า หุ้น ดังนั้น ถ้ารวมเงินกันหนึ่งแสน แบ่งเป็น 10 หุ้น ถ้าเราอยากได้หนึ่งหุ้นก็จะต้องจ่าย 10,000 บาท พออ่านมาถึงตรงนี้หลายๆคนจะเริ่มคิดล่ะ ทำไมหุ้นมันแพงจุงเบย ดังนั้นถ้าเราระดมทุนให้ได้เงินเยอะๆ จากคนหลายๆคน เราก็ทำให้หุ้นหนึ่งหุ้นราคาถูกลงนั่นเอง ไอ้ราคาที่ตั้งไว้นั้นเค้าเรียก ราคาพาร์ (par) ครับ เพื่อให้ระดมเงินเปิดร้านเสื้อผ้าที่จตุจักรได้ง่ายขึ้น ผมก็เลยเอาหนึ่งแสนบาทที่ตั้งไว้ แบ่งเป็น 100,000 หุ้น หุ้นละ 1 บาท ใครอยากซื้อเท่าไหร่ก็เอาเงินมา พอจะเข้าใจไอ้คำว่า หุ้น มากขึ้นแล้วใช่เปล่าครับ

แล้วหุ้นที่ซื้อมานั้นเราถือไว้จะได้อะไรขึ้นมา อย่างแรกเลยที่สำคัญมาก คือ ซื้อเท่าไหร่เราก็มีสัดส่วนความเป็นเจ้าของในกิจการดังกล่าวเท่านั้นครับ เช่น ร้านขายเสื้อของเราใช้เงินลงทุนรวมหนึ่งแสนบาท มีหนึ่งแสนหุ้น ถ้าผมซื้อมา 60,000 หุ้น หรือ 60% ของหุ้นทั้งหมด ผมก็จะมีสถานะความเป็นเจ้าของและสัดส่วนในกิจการ 60% ของร้านเสื้อนี้ ซึ่งเอาจริงๆแล้ว หุ้น นั้นจะมีขึ้นมาได้ ต้องตั้งกิจการเป็นบริษัทครับ ถ้าซื้อตามที่ว่า ผมก็มีสัดส่วนความเป็นเจ้าของ 60% มีสิทธิออกเสียงโหวตได้ 60% (ไม่มีใครใหญ่กว่าผมในบริษัทนี้แล้ว อิอิ)

ต่อมาพอมีหุ้นแล้ว และกิจการของเราที่ว่าก็ขายเสื้อไปเรื่อยๆ พอสิ้นปี สรุปยอดว่าได้ กำไร (Net Income) เท่าไหร่ เราจะได้เป็นเจ้าของกำไรของบริษัทตามสัดส่วนหุ้นที่เรามีครับ และมีสิทธิได้รับ เงินปันผลDividend (ถ้าจ่าย) สมมติ ร้านเสื้อของเราขายดีมาก สิ้นปีขายแล้วได้กำไรทั้งปี 100,000 บาทถ้วน เราซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น 60% จะมี สิทธิในสัดส่วนกำไร 60% หรือ 60,000 บาทนั่นเองครับ ถ้าบริษัทจ่ายกำไรออกมาคืนแก่คนร่วมทุนทุกคนทั้งหมด เขาเรียกจ่ายเงินปันผล (และกรณีนี้จ่าย 100%) ดังนั้นเราจะได้เงินปันผล 60,000 บาท ถ้าจ่ายครึ่งนึงอีกครึ่งนึงเก็บไปซื้อเสื้อผ้าทำทุนขายต่อปีหน้าอีก บริษัทก็จะจ่ายเงินปันผลแค่ครึ่งเดียวคือ 50,000 บาท ซึ่งเราจะได้เงินปันผล 30,000 บาทแทน (60%ของเงินปันผลที่จ่าย)

อย่างที่บอกครับจากตัวอย่างร้านเสื้อของเรามีหุ้นทั้งหมดหนึ่งแสนหุ้น (หุ้นละบาท) มีกำไรสิ้นปี 100,000 บาท ดังนั้น กำไรต่อหุ้น (Earning per share–EPS) จะเท่ากับ 1 บาท (กำไรหารด้วยหุ้นทั้งหมด) ถ้าต่อไปในอนาคต ร้านเสื้อของเราขายดีมาก เป็นแลนด์มาร์กของจตุจักร ขายได้กำไรปีละหนึ่งล้านบาท กำไรต่อหุ้นก็จะตกอยู่ที่กำไรต่อหุ้นหุ้นละ 10 บาท ซึ่งถ้าจ่ายปันผล 50% ก็จะจ่ายเงินปันผล 500,000 บาท มีหุ้นหนึ่งแสนหุ้น ก็จ่ายปันผลให้หุ้นละ 5 บาท (Dividend per share–DPS) เรามีหุ้นทั้งหมดจำได้ไหมครับ ว่า 60% ของหุ้นทั้งหมดหนึ่งแสนหุ้น หรือมี 6 หมื่นหุ้น เราก็จะได้เงินปันผลปีนี้ 300,000 แสนบาทนั่นเอง อย่าลืมนะครับว่าเราลงทุนไปแค่ 6 หมื่นเองนะ

ต่อมาครับ เราจะเห็นว่าหุ้นของเรามูลค่าเพิ่มขึ้นทุกวันๆ วันหนึ่งก็มีคนขอเข้าพบเพื่อซื้อหุ้นที่เราถือ เพราะเขาอยากได้กำไรบ้าง อันนี้ล่ะครับ ที่เราจะได้กำไรอีกส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่า ส่วนต่างราคาหุ้น (Capital gain) พวกเราคิดว่าถ้าเป็นผม ผมจะขายหุ้นละเท่าไหร่? ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่ 1 บาทครับ ในเคสนี้เราสามารถขายหุ้นได้หุ้นนึงเกิน 25-50 บาท ขึ้นไปได้เลย (ลองคิดดีๆครับ เขาซื้อไป 50 บาทต่อหุ้นก็จริง แต่ร้านเสื้อของเราสามารถจ่ายปันผลได้ปีละ 5 บาท 10 ปีเขาก็คืนทุนแล้ว นี่ถ้าร้านขายดีต่อไปอีก กำไรโตพรวดพราดอีก เขาก็คืนทุนเร็วขึ้นไปด้วยนะ) ซึ่งราคาหุ้น x หุ้นทั้งหมดจะได้ตัวเลขที่เรียกว่า มูลค่าของบริษัทตามราคาตลาด (Market Capitalization—Marketcap)

นี่ล่ะครับคอนเซปต์หลักๆของหุ้น เวลาซื้อหุ้น เราก็จะได้เป็นเจ้าของหรือมีส่วนร่วมในกิจการตามสัดส่วนที่ถือหุ้น เวลาบริษัทได้กำไรเราก็ได้เป็นเจ้าของกำไรบริษัทตามสัดส่วนดังกล่าว ถ้าจ่ายกำไรออกมาเรียกว่าจ่ายเงินปันผลเราก็ได้เงินตามสัดส่วนหุ้นที่เราถือ แถมหุ้นนั้นเราก็เอาไปขายแลกเปลี่ยนมือได้ ซึ่งประเด็นนี้ล่ะครับ ทำให้เกิดตลาดหุ้นขึ้นมา

วัตถุประสงค์ของตลาดหุ้น คือมีไว้เพื่อระดมทุนให้บริษัทต่างๆขยายงานขยายกิจการได้รวดเร็วขึ้น ด้วยการที่เจ้าของบริษัทเดิม นำหุ้นบางส่วนมาขายเอามากระจายให้ประชาชนทั่วไปได้ถือหุ้น แล้วเอาเงินที่ได้จากการขายหุ้นไปขยายกิจการต่อ สมมติ(อีกแล้ว) ว่าร้านเสื้อผ้าที่ว่าของเรา ตอนนี้ใหญ่มาก รายได้ขายเสื้อพุ่งเป็นปีละ 500 ล้านบาท กำไรปีละ 50 ล้านบาท ผมกับเพื่อนก็ตกลงกันเอาบริษัทมาระดมทุนใน ตลาดหลักทรัพย์ (ชื่อจริงของตลาดหุ้น) โดยอาจยอมลดสัดส่วนกลุ่มผมและเพื่อนถือหุ้นรวมกันเหลือ 60% หุ้นอีก 40% ขายให้ประชาชนนักลงทุน แต่จะได้เงินค่าขายหุ้นมา สมมติว่า 100 ล้านบาท เอาไปสร้างโรงงานผลิตเสื้อได้อีก ไม่ต้องไปกู้ด้วย

นี่ล่ะครับตลาดหุ้นที่ว่า ลองนึกถึงตลาดจตุจักรก็ได้ครับ แค่ไม่ได้ขายเสื้อผ้า แต่ขายหุ้น ขายความเป็นเจ้าของกิจการ คนที่ซื้อหุ้นแต่ละบริษัทไปแล้วก็เอามาขายได้ ลองนึกภาพเดินเข้าโครงการแล้วเจอร้าน ปตท., ธนาคารไทยพาณิชย์, เอไอเอส, เซเว่น, เซ็นทรัล ฯลฯ มาขายเอาหุ้น วันนี้อาจจะมีราคาขายหุ้นละ 10 บาท 300 บาท 150 บาทเท่านั้น หน้าร้านก็มีคำอธิบายบอกว่า บริษัทนี้ทำอะไร ขายอะไร มีกำไรเท่าไหร่ รายได้ปีละกี่ล้าน งบการเงินเป็นอย่างไร ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ นโยบายจ่ายปันผลปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ต่อไปจะขยายกิจการยังไง ใครเป็นผู้บริหาร ใครเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลมีเยอะแยะ และจำนวนบริษัทก็มีมากมาย เรามีหน้าที่เลือกบริษัทที่ต่อไปเติบโต กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ขายของได้มากขึ้น เข้ามาเป็นหุ้นในพอร์ตลงทุนเรา สิ่งเหล่านี้คือหลักพื้นฐานที่สำคัญ


 

หุ้น คือ ธุรกิจ

คำว่า หุ้น จริงๆค่อนข้างลึกซึ้งนะครับ บนความหมายที่รับรู้แตกต่างกันไปของคนที่เป็นนักลงทุนและคนที่ไม่ได้เป็น ในทางกฎหมาย หุ้น ก็คือส่วนทุนของบริษัทที่ถูกแบ่งออกเท่าๆกัน เพราะฉะนั้นศัพท์ทางการเงินที่ใช้เรียกหุ้นว่า “ตราสารทุน” ก็เข้าใจได้ง่ายๆว่า ถ้าคุณซื้อหุ้น คุณก็จะมีสถานะทางการเงิน(และทางกฎหมาย) เป็นผู้มีส่วนทุนในบริษัทหรือกิจการนั้นๆ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่เราควรจะระลึกไว้ตลอดเวลาคือ หุ้นทุกหุ้นที่เราซื้อ มันมีเบื้องหลังเป็น “ธุรกิจ” เสมอ เราไม่ได้ซื้อกระดาษหรือซื้อแค่ตัวย่อภาษาอังกฤษที่มีราคาขึ้นลงเปลี่ยนไปมาทุกนาที เราซื้อสินทรัพย์ที่มีตัวตนจริงๆ

ฟังดูก็ไม่มีอะไร แต่เชื่อหรือไม่ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาซื้อขายหุ้นรายวัน ไม่ได้มองหุ้นเป็นธุรกิจ พวกเขามองมันสองอย่างไวๆคือ มันมีตัวย่อว่าอะไร และราคาตอนนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าถามลึกลงไปว่าหุ้นตัวนี้ทำธุรกิจอะไร มีโมเดลธุรกิจแบบไหน เชื่อสิครับว่าน้อยคนนักจะตอบได้ ผมยกตัวอย่างหุ้นที่แม้คนไม่ได้ลงทุนก็ต้องรู้จัก อย่าง PTT —ชื่อย่อหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โอเคว่าเวลาเขาจะซื้อหุ้นปตท. ทุกคนจำได้ว่ามันคือ PTT แต่ถ้าจะถามคำถามที่ทุกคนพอจะตอบได้ คุณต้องถามว่าตอนนี้มันราคาหุ้นละเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เขาจะหามาให้คุณได้ แต่ถ้าถามว่าไหนลองเล่าโมเดลธุรกิจปตท.คร่าวๆสักสองสามนาทีว่ามันทำกิจการอะไร โครงสร้างรายได้มาจากไหน กำไรของบริษัทจริงๆมาจากหน่วยธุรกิจใด มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?. ผมว่าในร้อยคนจะมีคนตอบให้คุณฟังได้และถูกต้องด้วยน้อยมากๆ

น่าแปลกใจไหมครับว่า พวกเขาเอาเงินหลักหมื่นหลักล้านมาซื้อหุ้นพวกนี้แต่พวกเขาไม่เคยสละเวลามานั่งศึกษาค้นคว้าหรือทำความเข้าใจเบื้องหลังของหุ้นแต่ละตัวว่าทำธุรกิจอย่างไร ทั้งๆที่กลับกันเวลาเขาเหล่านี้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือมือถือ พวกเขามักจะทำการบ้านกันเป็นอย่างดี เทียบราคา เทียบคุณภาพ หาโปรโมชันที่ดีที่สุด แต่กับหุ้น คนส่วนใหญ่ทำการบ้านน้อยมาก แถมยอมจ่ายแพงกว่าปกติเยอะๆด้วย (เป็นไม่กี่ที่บนโลกเลยมั้งครับที่เห็นของมีราคาถูกแล้วมักจะเกิดความกลัวไม่กล้าซื้อกัน)

ในบรรดานักลงทุนระดับตำนานทั้งหลาย ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้เสมอว่า หุ้นกับธุรกิจเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องยึดโยงกัน Warren Buffett ครั้งหนึ่งเคยพูดว่าตัวเขาเองเป็นนักลงทุนที่ดีเพราะเข้าใจธุรกิจ และก็ทำได้ดีในธุรกิจเพราะเป็นนักลงทุน และในส่วนของหุ้นนั้นระยะยาวแล้วก็จะให้ผลตอบแทนดีหรือไม่ก็มาจากตัวธุรกิจหรือกิจการของหุ้นตัวนั้นเอง แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะลืมๆมันไป ส่วน Peter Lynch นักลงทุนตำนานของโลกคนหนึ่งได้บอกไว้ว่า แม้มันจะง่ายที่จะลืมก็เถอะ แต่หุ้นทุกตัวคือส่วนหนึ่งของธุรกิจ คุณต้องจำข้อนี้ให้ได้ แล้วคุณจะต่างไปเลยจากนักลงทุนจำนวนมากในตลาดหุ้น

ปรัชญาที่ว่า หุ้นคือส่วนของธุรกิจ จึงสำคัญ และเบื้องหลังหุ้นทุกตัวมีธุรกิจและกิจการผูกอยู่เสมอ ถ้าจะลงทุนระยะยาวให้ได้ผลตอบแทนดี แนวคิดที่ว่า ซื้อหุ้นคือซื้อธุรกิจ ควรจะเป็นหลักการและทัศนคติที่ยึดมั่นไว้เสมอเวลาลงทุนครับ