RMF หุ้นไทย : ผลตอบแทนเทียบตลาดหุ้น

RMF หุ้นไทย

RMF หุ้นไทย : ทำผลตอบแทนได้สูงกว่าตลาดหุ้นไหม?

RMF (Retirement Mutual Fund) หรือชื่อไทยก็คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ วัตถุประสงค์ของมันคือเกิดมาเพื่อส่งเสริมการออมสำหรับเป็นทุนไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ รัฐเลยจูงใจด้วยการให้สิทธิที่จะนำเอาเงินซื้อกองทุนชนิดนี้มาลดหย่อนภาษีได้ โดยมีข้อบังคับสำคัญคือ คุณจะต้องถือมันยาวจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์จึงจะขายได้ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ด้วยข้อบังคับที่ทำให้เราต้องถือมันไว้นานมาก ไม่สามารถขายได้ (จริง ๆ ขายก่อนได้แต่เคลียร์กับสรรพากรเองครับ อิอิ)

โดยปกติถ้าคุณลงทุนไว เช่นลงทุนตั้งแต่อายุ 25 คุณจะมีเวลาถือมันถึง 30 ปี และเวลาที่นานขนาดนี้ ไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะทำให้เงินคุณโตได้มากเท่าหุ้นอีกแล้ว และหุ้นที่ถือนานสามสิบปีแทบไม่มีทางที่ผลตอบแทนจะติดลบเลย ดังนั้น คนอายุน้อยโปรดลงทุนในหุ้นเถิดจะเกิดผล

อย่างไรก็ดี มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง นั่นก็คือ พอต้องลงทุนยาวมาก ๆ คนส่วนใหญ่พอลงทุนแล้วก็ไม่ค่อยได้ยุ่งกับมัน ซึ่งที่ซื้อกันมักจะเป็นกองทุนแบบบริหารคัดเลือกหุ้น (Actively Managed-funds) สิ่งที่สังเกตเห็นชัด คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นมักจะมีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่อปีที่สูงมากกว่ากองหุ้นทั่วไป วันนี้ได้โอกาสผมเลยลองดึงข้อมูลมาดู พบว่า

ภาพรวมของกองทุน RMF หุ้นไทย

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่ลงทุนในหุ้น หรือ RMF หุ้นไทย กองแรกจดทะเบียนขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2544 แล้วก็ค่อย ๆ ทยอยออกกันมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันมีกองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นประมาณ 30 กว่ากองทุน ในนี้เป็นกองทุนดัชนี (Index Funds) จำนวน 6 กองทุน ที่เหลือเป็นกองทุนแบบบริหารคัดเลือกหุ้น ซึ่งผมได้ทำการค้น ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมรายกอง โดยค่าใช้จ่ายที่ว่านี้จะประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายรวม Total Expense Ratio (TER) ได้แก่ ค่าบริหารจัดการ ค่านายทะเบียน ฯลฯ และค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ หรือ ค่า Commission ที่กองทุนเสียเวลาซื้อขายหุ้น

ผมขออนุญาตเรียกรวมกันว่า Real Expense โดยค่าใช้จ่าย TER จะถูกเก็บเป็นรายวันหักออกจากกองทุน ส่วนค่าคอมมิชชั่นนั้นยิ่งกองทุนซื้อขายเปลี่ยนหุ้นบ่อยเท่าไหร่ (มี turnover rate สูง) ก็จะยิ่งเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้เยอะเท่านั้น ซึ่งกองทุนไหนที่เก็บ TER แพงแล้วยังเทรดหุ้นซื้อขายบ่อยอีก ไอ้ส่วนที่จ่ายออกไปนี้จริง ๆ แล้วคือผลตอบแทนของนักลงทุนผู้ซื้อกองทุนทั้งนั้นครับ เช่น ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนทั้งปีได้ 10% แต่กองทุนเก็บค่าใช้จ่ายรวมที่ 2% ต่อปี และเสียค่าคอมซื้อขายหุ้นอีก 1% ต่อปี ผลตอบแทนที่จะได้ก็จะเหลือมาถึงมือนักลงทุนแค่ 7% เท่านั้น ผลตอบแทนที่หายไปคือ 30% !!!!

ผลการวิจัยเล็ก ๆ

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพประเภทที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมดนั้นเก็บ TER เฉลี่ยที่ 1.75% ต่อปี และจ่ายค่าคอมอีกประมาณ 0.57% รวมแล้วคือ 2.32% ซึ่งถือว่าสูงเลยทีเดียว แต่ทว่า! ถ้าหากตัดประเภทที่เป็นกองทุนดัชนีทิ้ง เราจะพบว่ากองทุนประเภทบริหารจัดการ คิดค่าใช้จ่ายรวมต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่ 1.95% ต่อปี และเสียค่าคอมอีก 0.69% แล้วที่เหลือจึงจะเป็นผลตอบแทนมาถึงนักลงทุน

เพราะฉะนั้น เบ็ดเสร็จแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดจริง ๆ ของ กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพที่ลงทุนในหุ้นประเภท active fund โดยเฉลี่ยก็คือ 2.64% ! หรือถ้าระยะยาวตลาดหุ้นให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายของคุณจะเหลือ 7.36% ต่อปี หรือหายไปร้อยละ 26.4 เลยทีเดียว !!!

ทั้งนี้กองทุน RMF ที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุด 2 อันดับแรกเป็นกองทุนดัชนี คือ CIMB-PRINCIPAL (FAM) SET100 กับ Krungsri SET100 RMF ครับ เฉลี่ยอยู่ที่ 0.75% ต่อปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของกองบริหารทั่วไปอยู่ที่ 2.64% ผลต่างระหว่างต่ำสุดกับค่าเฉลี่ยคือ ทำให้คุณจ่ายด้วยต้นทุนที่น้อยกว่า 3.5 เท่าครับ

ลองมาดูผลตอบแทนกันบ้าง …

เนื่องจากอยากจะได้จำนวนกองมากพอสมควรในการทดลอง ซึ่งกว่าจะมีกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพประเภทที่ลงทุนหุ้นไทยครบ 20 กอง เราก็ต้องรอถึงปี 2551 ครับ แต่ใน 20 กองนี้เป็นกองดัชนี 3 กองคือ JB25RMF TMBSET50RMF และ KFS100RMF เราจึงมีกองทุนบริหารจำนวน 17 กองครับ

การวิจัยครั้งนี้ สมมติให้ลงทุนที่เงิน 10,000 บาท ณ ราคาหน่วยวันสุดท้ายของปี 2551 แล้วถือจนถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2015 ที่ผ่านมา (เกือบ 7 ปี) เราจะพบว่า

1. กองทุนบริหารทั้ง 17 กองทุนนั้น ถ้าคุณลงทุนซื้อทุกกองเท่าๆกันแล้วถือมา เงินของคุณจะโตเป็น 29,520 บาท

2. สมมติว่าคุณซื้อโดยดูผลตอบแทนย้อนหลังว่ากองไหนดีใน 17 กองบริหาร เนื่องจากคำนวณโดยใช้ราคาหน่วยสิ้นปี 2551 เราเลยดูผลตอบแทนปี 2551 ว่ากองไหนให้ผลตอบแทนดีสุด (เพราะคุณสามารถดูวันที่ 29 แล้วซื้อวันที่ 30 ธันวาคมได้) โดยซื้อเท่ากันทุกกอง เงินลงทุนของคุณจะโตเป็นจำนวนมูลค่าดังนี้

  • ถ้าซื้อกองที่ผลตอบแทนสูงสุดปี 51 = 19,129
  • กองที่ผลตอบแทนต่ำสุดปี 51 = 29,348
  • ซื้อ 2 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 22,972
  • 3 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 23,975
  • 5 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 26,579
  • 7 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 25,427
  • และถ้าซื้อ 10 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 27,509

3. ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนี จะได้ว่า กองทุน JB25RMF กลายเป็น 29,485 กอง TMBSET50RMF กลายเป็น 31,990 และ กอง KFS100RMF กลายเป็น 33,325 บาท (โดยกรุงศรีกองนี้ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุด จะทำผลตอบแทนได้ชนะ 11 จาก 17 กองทุน หรือชนะ 65% ของกองทุน RMF หุ้นไทยไม่รวมกองดัชนีครับ) 

จริง ๆ แล้ว สิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุดนั้นหรือ กลับกลายเป็นว่า … ถ้าเราลงทุนด้วยการซื้อหุ้นทั้งตลาดหลักทรัพย์หรือซื้อทั้ง SET แล้วถือไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว ผลตอบแทนทั้งหมดรวมเงินปันผลทบต้นของ SET จะทวีเงิน 10,000 กลายเป็น 37,869 !!!!!

ด้วยเหตุนี้ ผลตอบแทนรวมของ SET สูงกว่ากองทุนที่ได้ผลตอบแทนอันดับหนึ่งที่เงินโตมาเป็น 37,339 ด้วยซ้ำโอ้ว เกม Survivor ครั้งนี้ไม่มีผู้รอดชีวิตครับ ในช่วงเวลาที่ยกมาทำวิจัยทุกกองทุนไม่สามารถเป็น The Face Thailand ได้

ถ้าให้อ้างเหตุผล คือ อาจจะเพราะช่วงรอยต่อ 2551-2552 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของอเมริกา และตลาดหุ้นไทยร่วงหนักเกือบ -50% กองทุนหุ้นส่วนใหญ่พยายามขายหุ้นทิ้งแล้วถือตราสารหนี้บางส่วน แต่พอปีถัดมาตลาดหุ้นทะยานมาก ๆ กองทุนไม่มีหุ้นเต็มมือเหมือนดัชนี อาจจะเพราะยังไม่แน่ใจว่าตลาดหุ้นกลับมาแล้วจริง ๆ การตัดสินใจช้านี้จึงมีต้นทุนสำคัญ ทำให้พอพอเวลาตลาดหุ้นเป็นกระทิง ก็จะส่งผลให้กองทุนพลาดผลตอบแทนตอนต้นของขาขึ้นรอบใหม่ครับ (ไว้ทำวิจัยให้ดู)

สรุปประเด็นทางความคิดเกี่ยวกับ RMF

(a) พอจะถือเป็นหลักได้แล้วว่าในระยะยาว Cost is Matter และวิธีทำนายผลตอบแทนกองทุนได้ง่ายที่สุด อาจจะดูได้จากอัตราค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของกองทุนรวมว่า ยิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสแพ้ตลาดหุ้นในอนาคตมากเท่านั้น

ทวนกันอีกครั้ง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจริง ๆ ของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่เป็น active funds นโยบายลงทุนในหุ้นไทยอยู่ที่ 2.64% ในระยะยาวถ้าตลาดหุ้นได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10% คุณจะถูกหักผลตอบแทนไปถึงร้อยละ 26.4 เหลือแค่ 7.36% ถามว่ามากไหม ถ้าลงทุนเป็นระยะเวลา 30 ปี เงิน 10,000 ของคุณจะกลายเป็น 198,374 ถ้าได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี แต่จะเหลือแค่ 90,364 ถ้าได้ผลตอบแทน 7.36%

คำถามว่าแล้วเงิน 100,000 บาทหรือ 10 เท่าของเงินต้นที่เราควรได้หายไปไหน คำตอบคือมันก็หายไปกับค่าใช้จ่ายกองทุนนั่นเอง ไอ้ค่าใช้จ่ายต่างกันเล็ก ๆ 1-2% นี่ล่ะ ระยะยาวมันทบต้นและส่งผลกระทบรุนแรงมาก

(b) หลักฐานจากงานวิจัยข้างบนน่าจะพอทำให้เห็นภาพได้ ถ้าคุณลงทุนใน SET ระหว่าง 2551-2558 (10 ธ.ค.) เงิน 10,000 จะกลายเป็น 37,869 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแบบบริหารจัดการทำได้ 29,520 หรือหายไป  22% (ไม่ใช่เงินน้อย ๆ นะครับ) วิธีที่ง่ายสุดจึงกลายเป็นว่า เลือกกองดัชนีที่ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด คุณก็จะยังได้เงิน 33,325 หรือหายไปแค่ 12% เท่านั้นเอง และงานวิจัยนี้ก็ให้ผลที่น่าตกใจอีกว่า กองที่ได้ 1 ก็ยังผลตอบแทนแพ้ SET ด้วย (-_-“)

(c) มีของแถมสำหรับวิจัยครั้งนี้ คือ ลองทำให้ดูครับว่า การเลือกกองทุนโดยดูผลตอบแทนล่าสุดของปีที่เริ่มต้น กลับให้ผลตอบแทนที่น้อยที่สุด (19,129) และไม่ว่าคุณจะซื้อกองทุนลำดับที่ 2, 3, 5, 7, 10 ที่มีผลตอบแทนสูงสุด คุณก็ยังได้ผลตอบแทนต่ำกว่าซื้อกองดัชนีเพียงกองเดียว และแพ้กระทั่งซื้อทุกกองเท่า ๆ กันด้วย (อันนี้ผมแปลกใจครับ ผลออกมาก็ทึ่งอยู่ เข้าใจว่า Timing หรือช่วงเวลาที่เลือกมานั้น ผลออกมาเป๊ะพอดี ไว้ต่อไปทำใหม่)


บทสรุป RMF หุ้นไทย

จากบทความหลายอันประกอบกันไม่ว่าจะเป็น LTF กองไหนดี หรือ ดูผลตอบแทนย้อนหลังบอกอนาคตจริงหรือ หรือ 10ปีผ่านไปกองหุ้นไทยเทียบ SET รวมถึงบทความนี้น่าจะพอบอกเราได้แล้วว่า

1. ในระยะยาวกองทุนหุ้นทำผลตอบแทนได้แพ้ตลาดหุ้น เพราะประการที่หนึ่งพวกเขาไม่สามารถทำผลตอบแทนได้สูงกว่า หรือแม้จะเลือกหุ้นทำผลตอบแทนได้สูงกว่าแต่สุดท้ายผลตอบแทนสุทธิก็ยังต่ำกว่าตลาดหุ้นอยู่ดี เพราะว่า สิ่งที่ทำให้พวกเขาแพ้จริงๆคือ “ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนรวม” ที่สูงลิ่วต่างหาก

2. การลงทุนโดยดูผลตอบแทนย้อนหลังเป็นเรื่องที่เสียเวลามาก ๆ เพราะผลตอบแทนย้อนหลังไม่สามารถทำนายผลตอบแทนในอนาคตได้เลย การที่อุตสาหกรรมพยายามขายและโฆษณาเราด้วยผลตอบแทนร้อนแรงล่าสุด ทำให้เราติดอยู่ในวังวนไล่ล่ากองทุนหุ้นที่หนึ่งตลอดเวลา และกลับกลายเป็นว่า มันทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ต่ำลงในระยะยาวแทน

3. ทางออกคือ จากสถิติในระยะยาวนั้น เวลาที่ไกลออกไป 10, 20, 30 ปี แทบจะหาใครชนะตลาดหุ้นสม่ำเสมอค่อนข้างยากมาก วิธีที่จะใช้ลงทุนหุ้นได้ดีที่สุด ก็คือ “การลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดนั่นเอง”


**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงแนวคิดส่วนตัวเกี่ยวกับวิธีการลงทุนของผู้เขียน ไม่ได้มีเจตนาชักชวนให้ลงทุนตาม ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน เพราะการขาดทุนจะเกิดขึ้นกับเงินของนักลงทุนเอง

Share this:

Comments