คลังเก็บป้ายกำกับ: Funds

ค่าใช้จ่ายกองทุน : ทุกอย่างทั้งหมดที่ต้องรู้!

นักลงทุนทุกท่านควรระลึกถึงกฎสำคัญของการลงทุนอย่างหนึ่ง ค่าใช้จ่ายกองทุน เป็นตัวชี้ชะตาผลตอบแทนระยะยาวของท่าน ในการลงทุนกองทุนรวมนั้น ประเด็นเรื่อง “ค่าใช้จ่าย” (costs) ชี้เป็นชี้ตายได้เลย[1. Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 23.] เนื่องจากผลตอบแทนสุทธิที่ท่านจะได้รับในอนาคต คือ “ผลตอบแทนหลังหักจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว” ขอให้อ่านทวนซ้ำอีกสัก 3 รอบครับ

แท้จริงแล้วมันก็คล้าย ๆ กับเงินเดือนครับ สมมติเราเงินเดือน 30,000 บาท แต่ใช้จ่ายเดือนละ 25,000 ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายของการได้รับเงินเดือนเราก็มีเพียงแค่ 5,000 บาท หรือในทางธุรกิจก็เช่นกัน บริษัทแห่งหนึ่งมีรายได้ 100 ล้านบาท ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมถึงภาษี มันอาจจะเหลือ “กำไรสุทธิ” (net income) แค่ 1 ล้านบาทก็ได้

ทั้งนี้ กลยุทธ์อย่างหนึ่งในการทำธุรกิจคือ มุ่งสู่ความเป็นบริษัทที่มีต้นทุนต่ำที่สุด (cost leadership) ซึ่งทำให้มันอาจจะกลายเป็นที่หนึ่งหรือผู้นำของอุตสาหกรรมเลยก็ได้ และในการลงทุนก็เหมือนกันครับ นักลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดอาจจะเป็นผู้ชนะนักลงทุนจำนวนมากในตลาดหุ้นได้เลยทีเดียว

ยกตัวอย่างในระยะยาว ถ้านักลงทุนถือหุ้นทุกบริษัทตามสัดส่วนดัชนีตลาดหุ้น แล้วตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่ 10% ทบต้นต่อปี ผลตอบแทน 10% ที่ว่านี้ คือ ผลตอบแทนขั้นต้น (Gross Returns) ซึ่งนักลงทุนจะได้เท่ากัน แต่เนื่องจากผลตอบแทนขั้นต้นนี้จะถูกหักโดยค่าใช้จ่ายที่นักลงทุนเสียไป เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนสุทธิ (Net Returns) ที่นักลงทุนได้รับจะไม่เท่ากัน และผมก็อาจจะพูดได้เกือบเต็มปากว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องจ่ายอะไรไปบ้าง!

I. ค่าใช้จ่ายกองทุน มีอะไรบ้าง?

นักลงทุนหลายท่านเข้ามาลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนซื้อกองทุนรวม อาจจะไม่รู้เลยว่า ตัวเองต้องเสียค่าใช้จ่ายรายปี (แต่เป็นการหักเก็บทุกวัน) และจริง ๆ ก็ไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่ อุตสาหกรรมกองทุนรวมจะพยายามพูดถึงประเด็นค่าใช้จ่ายด้วยเสียงที่เบาดังเสียงกระซิบ คือเขาไม่ได้ปิดบังนะครับ มีการเปิดเผย ถ้านักลงทุนที่ขยันมาก ๆ จะค้นพบค่าใช้จ่ายพวกนี้ แต่ถ้านักลงทุนไม่ใส่ใจ เขาก็ไม่โฆษณาหรอกว่าพวกท่านต้องจ่ายเงินออกไปเท่าไหร่บ้าง และนี่ก็คือ ค่าใช้จ่ายกองทุน ประเภทต่าง ๆ ที่นักลงทุนจะต้องเสีย

(1)  ค่าธรรมเนียมซื้อขายขาเข้า-ขาออก (Front-Back Load)
(2) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Transaction Fees)
(3) ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (Total Expenses)
(4) ค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน (Turnover Rate Expense)
(5) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ภาษี (Other Expenses)

อธิบายทีละตัวเลยดีกว่า

(1)  ค่าธรรมเนียมซื้อขายขาเข้า-ขาออก (Front—Back Loads)

ค่าธรรมเนียมอันนี้จำง่ายมาก เวลามีการซื้อหรือขายกองทุน ท่านจะถูกหักเงินออกไปตามเปอร์เซ็นต์ที่เขากำหนดไว้ เช่น กองทุนระบุว่า กองทุนมี ค่าธรรมเนียมการขาย 2% (Front Load) ถ้านักลงทุนต้องการซื้อกองทุนด้วยเงิน 100 บาท ท่านก็จะถูกหักไปร้อยละสองหรือ 2 บาท เท่ากับว่าเงินที่จะถูกนำไปลงทุนจริงคือ 98 

ถามว่ามันถูกหักไปไหน แท่น แท้น ก็ถูกหักไปจ่ายให้คนขายกองทุนทั้งหลายไงครับ อันได้แก่ ตัวแทนขายทั้งหลายไม่ว่าจะ ธนาคาร โบรกเกอร์ ท่านซื้อกับใคร front load ก็จะถูกหักไปให้เขาเหล่านั้น

เพราะฉะนั้น ต้องระวัง “แรงจูงใจ” บางอย่างให้ดี โปรดระวังคนขายที่พยายามขายกองทุนที่มี Load เยอะ ๆ (อันอาจจะมาจากเป้ายอดอะไรบางอย่าง) และในมุมกลับกัน บางกองทุนไม่เก็บ Front แต่เก็บ Back Load หรือค่าธรรมเนียมรับซื้อคืนแทน

สมมติท่านลงทุนมา 1 ปี ได้เงินกลับมาเป็น 100 บาท ถ้า Back Load 2% เงินเวลาขายคืนท่านจะได้รับจริงแค่ 98 บาท ซึ่งไอ้เจ้า back load ที่ว่าก็จะเข้าสู่กระเป๋าของบริษัทจัดการกองทุน หรือบุคคลอื่นตามที่พวกเขาตกลงกัน

นักลงทุนท่านไหนที่ชอบซื้อขายกองทุนบ่อย ๆ พวกค่าธรรมเนียมเหล่านี้นี่ล่ะครับจะกัดกินเงินของท่านรวดเร็วมาก และค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย คือ 1-2% สำหรับกองทุนหุ้นหรือกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ

ดังนั้น ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายกองทุน หรือ Loads จึงเป็นค่าใช้จ่ายตัวแรกที่นักลงทุนจะต้องระมัดระวังการจ่าย 100 แต่ได้ลงทุนจริง 98-99 บาท ในทางกลับกัน ขายกองทุนทิ้งแทนที่จะได้เงินคืน 100 ก็ได้แค่ 98 บาท

เราสามารถดูค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้จากหนังสือชี้ชวนครับ โดยจะใช้ชื่อว่า ค่าธรรมเนียมในการขาย หรือ ค่าธรรมเนียมในการรับซื้อคืน

(2) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Transaction Fees)

ค่าใช้จ่ายตัวนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกเก็บเข้ากองทุนรวมครับ อธิบายก่อนว่า สมมติมีนักลงทุนถือกองทุนอยู่ 100 ท่าน ถือกองทุนกันมานานมาก ไม่ได้ซื้อไม่ได้ขาย วันหนึ่งก็มีนักลงทุนคนหนึ่งเข้ามาร่วมลงทุนด้วย แต่ซื้อขายบ่อย ๆ ดังพายุ การซื้อขายแต่ละครั้งรบกวนกองทุนต้องซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ในกองทุนเพื่อให้ได้สัดส่วนลงทุนที่ดี

ท่านจะเห็นได้ว่า มันเป็นการเอาเปรียบนักลงทุนที่อยู่เฉย ๆ ต้องมาควักเงินจ่ายให้คนที่ชอบซื้อขายบ่อย ๆ เพราะการซื้อขายหลักทรัพย์ทุกครั้ง กองทุนต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ค่าคอม (commission) ให้บริษัทหลักทรัพย์ (broker) เวลาซื้อขายหุ้น เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ไอ้เจ้า transaction fee จึงเก็บจากนักลงทุนที่ซื้อหรือขายกองทุน เพื่อจะได้ไม่รบกวนนักลงทุนที่ถือกองทุน และถ้าเก็บไปแล้ว เวลาจ่ายจริงยังเหลือ ก็จะเก็บเข้ากองทุนครับ จัดว่าได้กำไรอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายตัวนี้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มีประโยชน์ (อาจจะเพียงตัวเดียวสำหรับกองทุนรวม) ซึ่งค่าเฉลี่ยในไทยจะเก็บประมาณ 0.1-0.2% ของสินทรัพย์ที่ซื้อหรือขายกองทุนครับ

ดูค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้จากหนังสือชี้ชวนเช่นกัน มักจะใช้ชื่อว่า ค่าใช้จ่ายในการซื้อหลักทรัพย์ หรือ ค่าใช้จ่ายในการขายหลักทรัพย์

(3) ค่าใช้จ่ายรวม (Total Expenses)

ค่าใช้จ่ายกองทุนตัวนี้ล่ะครับที่มหึมามหาศาลที่สุด และนักลงทุนต้องกังวลให้มากที่สุด ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี ก็คือ ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานต่าง ๆ ของกองทุนครับ ตัวหลักที่สุดคือ “ค่าใช้จ่ายในการจัดการ” (Management fees) (บางทีก็เรียกค่าธรรมเนียมการจัดการ) ซึ่งจ่ายให้กับผู้จัดการกองทุน หรือจ่ายให้กับบริษัทจัดการกองทุนรวม และส่วนใหญ่พวกเขาเอาไปจ่ายให้กับตัวแทนขายด้วย!

นอกจากนี้ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหลายแหล่ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านทะเบียน ค่าใช้จ่ายในการสอบบัญชี ค่าใช้จ่ายของผู้ดูแลผลประโยชน์ ค่าใช้จ่ายด้านกฎหมาย ค่าใช้จ่ายด้านการรับฝากทรัพย์สิน ฯลฯ ซึ่งค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมในการจัดการลงทุนจะตกประมาณ 1.0-1.5% สำหรับกองทุนหุ้น และพอบวกค่าใช้จ่ายจัดการอื่น ๆ ก็จะรวมกันได้ถึง 1.5-2.0% เลยทีเดียว

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวมนี้ ได้ถูกเก็บจริง ๆ และเก็บเฉลี่ยทุกวันครับ คุณถือกองทุนแค่วันเดียวคุณก็โดนเก็บแล้ว ไม่ต้องกลัวเรื่องพวกนี้เขาไม่ลืมแน่ ๆ ซึ่งมันจะถูกหักออกไปจากทรัพย์สินของกองทุน เหลือเป็นมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ และนำมาประกาศเป็นราคาต่อหน่วย (NAV) ในแต่ละวันนั่นเองครับ

ความน่ากลัวอยู่ตรงนี้ครับ จำได้ไหมว่า ผลตอบแทนขั้นต้นของตลาดหุ้นระยะยาวคือประมาณ 8-10% ต่อปี ต่อให้บรรดากองทุนหุ้นทั้งหลายจะโหมโฆษณาว่าตัวเองมีฝีมือคัดเลือกหุ้นขนาดไหนก็ตาม ระยะยาวกองทุนหุ้นกว่า 2 ใน 3 (66%) หรือแม้กระทั่ง 3 ใน 4 (75%) จากทั้งหมด จะไม่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้

ถ้าพวกเขาทำผลตอบแทนได้เท่าตลาดหุ้นคือ 10% ต่อปี อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (Total Expense Ratio) ที่ตก 2% หมายความว่า กองทุนจะหักค่าใช้จ่ายจากสินทรัพย์เราไป 2% เรื่อย ๆ เท่ากับว่าผลตอบแทนที่เราจะได้รับจริงก็จะเหลือ 8% ต่อปี และถ้าท่านอ่านผ่าน  ๆ ผมจะเน้นให้เห็นชัดแจ้งดังแสงตะวันว่า

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม 2% เท่ากับ 20% ของผลตอบแทนในระยะยาวของตลาดหุ้น !! และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม 2.5% เท่ากับ 25% ของผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น !!!

ยิ่งท่านถือกองทุนนานเท่าไหร่ ไอ้เจ้าตัวนี้ล่ะครับที่จะกัดกินผลตอบแทนระยะยาวที่ควรจะได้รับ โดยเราสามารถดูค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้จากส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ หรือในรายงานประจำปีของกองทุน

(4) ค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน (Turnover rate expense)

ค่าใช้จ่ายตัวสุดท้ายนี่ล่ะครับ ที่ผมมั่นใจว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุน โดยเฉพาะคนที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นไม่รู้จัก ถ้านักลงทุนท่านใดที่เคยซื้อขายหุ้นด้วยตัวเองจะรู้ว่าทุกครั้งที่เราซื้อขายหุ้นเราต้องเสียค่านายหน้า (commission) ให้กับบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ และเช่นกัน กองทุนรวมหุ้นเวลาซื้อขายหุ้นก็จะต้องเสียค่านายหน้าในการซื้อขายหุ้นเหมือนกัน

นั่นแสดงว่ายิ่งกองทุนซื้อขายหุ้นบ่อยเท่าไหร่ (มี Turnover rate สูง) ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายพวกนี้ทะยาน และค่าใช้จ่ายตรงนี้จะมองไม่เห็นครับ เพราะมันไม่ถูกรวมในค่าใช้จ่ายจ่ายประเภท (3) หรือค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (Total Expenses) แต่จะถูกแยกออกมา เราอาจจะเรียกมันอีกแบบว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายหมุนเวียนหลักทรัพย์ในกองทุน

ด้วยเหตุนี้ กองทุนที่มีการซื้อขายหุ้นบ่อยครั้งเท่าไหร่ หรือมีอัตราส่วนหมุนเวียนการลงทุนของกองทุน (PTR: Portfolio Turnover Ratio) ยิ่งมีอัตราการหมุนเวียนมากยิ่งสร้างค่าใช้จ่ายจากการเคลื่อนไหวที่ต้องจ่ายและเสียออกไป ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็จะลดทอนผลตอบแทนของนักลงทุน และเท่าที่ผมเคยสำรวจแบบกว้าง ๆ สำหรับกองทุนรวมหุ้นในไทย ไอ้เจ้าค่าใช้จ่ายตัวนี้ ตก 0.1 – 1.0% คือ ช่วงของตัวเลขกว้างมาก และเคยเห็นบางกองทุนสูงถึง 1.5% ด้วย!

ค่าใช้จ่ายตัวนี้สำคัญมาก ๆ ควรเฝ้าติดตามให้ดี หรืออีกวิธีคือดูจากสไตล์ลงทุนของบริษัทจัดการของท่านว่า เป็นพวกถือลงทุนระยะยาวหรือเก็งกำไรระยะสั้น ยิ่งซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ ซื้อขายรัว ๆ เท่าไหร่ ให้พึงระวังให้ดี

ผู้ลงทุนสามารถดูค่าใช้จ่ายตรงนี้จากรายงานประจำปี ส่วนที่เรียกว่า รายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์หรือค่านายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งถ้าต้องการหาเป็นอัตราส่วนร้อยละก็จะต้องนำไปคิดกลับเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในข้อ (3) ค่าใช้จ่ายรวมของกองทุน ส่วนตัวเลข PTR หรืออัตราส่วนหมุนเวียนการลงทุน บางบลจ.ก็จะแสดงตัวเลขนี้ในรายงานประจำปีเช่นกัน

(5) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ภาษี (Other Expenses)

ค่าใช้จ่ายกองทุน ตัวอื่น ๆ ตัวที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุด คือ  ค่าใช้จ่ายด้านภาษี โดยนักลงทุนที่เลือกให้กองทุนจ่ายกำไรหรือส่วนต่าง Capital Gain จากราคาหน่วย (NAV) ออกมาเป็นเงินปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% อาจจะดูไม่เยอะแต่ระยะยาวก็ไม่ใช่น้อย ๆ นะครับ ถ้าคุณลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว การลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลอาจเป็นเรื่องที่ไม่มีความสมเหตุสมผลเลย ลองอ่านบทความนี้ให้เข้าใจครับ –> ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”

อีกอันหนึ่งที่ผมพบในบทความกองทุนรวมของต่างประเทศ เขาเรียกว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการถือครองเงินสดในกองทุนหุ้น (cash drag) คือ ปกติการที่คุณจะได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นคุณต้องถือหุ้น 100% แต่กองทุนมักจะถือเงินสดจากการเก็งว่า ตลาดหุ้นจะไม่ดี หรือถือด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งทำให้ระยะยาวเกิดความเสียหายจากการถือเงินสดที่ให้ผลตอบแทนต่ำ คิดเป็นค่าใช้จ่ายแฝงอีกประมาณ 0.1-0.5% ต่อปีครับ (อ่านบทความ –> Cash Drag)

II. สำรวจ ค่าใช้จ่ายกองทุน ในไทย

มาถึงจุดนี้ ผมจะยกตัวอย่างให้ดูว่า ค่าใช้จ่ายพวกนี้ทำร้ายนักลงทุนอย่างไร ขออนุญาตยกกองทุนหุ้นกองหนึ่งมาล่ะกันครับ เริ่มกันเลย (เป็นข้อมูลจริงนะครับ) กองทุนนี้มีค่าใช้จ่ายดังนี้

(1)  ค่าธรรมเนียมซื้อขายขาเข้า-ขาออก (Front-Back Load) = 1.00%
(2) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Transaction Fee) = ไม่มี
(3) ค่าใช้จ่ายรวม (Total Expenses) = 1.76%
(4) ค่านายหน้าหรือค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน (Turnover Rate Expense) = 0.51%
(5) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ภาษี (Other Expenses) = กองทุนนี้ไม่มีนโยบายจ่ายปันผล

จากข้อมูลข้างต้นเท่ากับว่า ถ้าเราลงทุนด้วยเงิน 1 ล้านบาท เราจะถูกหัก front load ไป 1.00% เหลือลงทุนจริง 990,000 บาท แต่กองทุนนี้คิดค่าใช้จ่ายรวมต่อปี 1.76% + มีค่าใช้จ่ายจาก turnover rate อีกประมาณ 0.5% = เราจะเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 2.25% ต่อปีครับ

และถ้าสมมติกองทุนทำผลตอบแทนได้เท่ากับตลาดหุ้นในระยะยาว เมื่อถูกหักค่าใช้จ่ายกองทุนแล้วก็จะเหลือผลตอบแทนแค่ 7.75% ต่อปี เมื่อเราลงทุนผ่านไปเป็นเวลา 50 ปี (สมมตินักลงทุนถือตั้งแต่อายุ 20 และมาดูอีกทีตอนอายุ 70) เงินก้อนนี้จะกลายเป็น 41.35 ล้านบาท หรือตัวเลขกลม ๆ เท่ากับ 41 ล้านบาท

ท่านอาจจะดีใจ แต่ถ้าเงินก้อนเดียวกัน 1 ล้านบาท ที่ลงทุนในตลาดหุ้นและได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้น คือ 10% ต่อปี เงินก้อนนั้นจะกลายเป็น 117.4 หรือเกือบประมาณ 120 ล้านบาท !!!!!!!!

10-7.75

ผมถามคำเดียวง่าย ๆ เลย เงินเกือบ 80 ล้านบาท หายไปไหน? ทำไมเราถึงได้ผลตอบแทนแค่  35% ของผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ (41 จาก 117 ล้าน) อันนี้ยังไม่รวมค่าเสียหายจาก cash drag ซึ่งอาจทำให้กองทุนได้ผลตอบแทนแค่ 7.25 – 7.50% ต่อปี หรือเราได้เงินแค่ประมาณ 30-35 ล้าน คิดเป็นสัดส่วนเงินทอนเหลือร้อยละ 25-30% ของผลตอบแทนที่เราจะต้องได้จริง 120 ล้านบาท

นี่ล่ะครับ มหัศจรรย์ของค่าใช้จ่ายทบต้น แม้จะเสียค่าใช้จ่ายแค่ประมาณ 25% ของผลตอบแทนตลาดหุ้น (แทนที่จะได้ผลตอบแทน 10% ต่อปีต้องถูกหักไปประมาณ 2.5% ต่อปี) แต่ระยะเวลาลงทุนที่นานขึ้น คุณจะไม่ได้ผลตอบแทน 75% ที่เหลือ แต่คุณจะได้แค่ 30% กว่า ๆ เท่านั้น

ถามว่าผลตอบแทนที่หายไปกว่า 70% หายไปไหน? คำตอบก็คือ ผลตอบแทนที่หายไปนี้เป็นสิ่งที่คุณจ่ายให้กับอุตสาหกรรมกองทุนรวม โบรกเกอร์ ที่ปรึกษาทางการเงิน และอื่น ๆ อีกมากมายยังไงล่ะ

ยิ่งนักลงทุนจ่ายเยอะ ๆ ให้ บลจ. ผู้จัดการกองทุน และโบรกเกอร์ ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับก็น้อยลงไปตามลำดับ[1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 119.]

วิธีลงทุนที่ดีที่สุด จึงเป็นวิธีลงทุนโดยอาศัย “กองทุนดัชนี” (Index Fund) ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด เพราะมันจะทำให้ท่านได้ผลตอบแทนระยะยาวเบื้องต้นเท่ากับผลตอบแทนของตลาด (อาจจะเป็นตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารหนี้) และด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ด้วยการถือครองหลักทรัพย์ที่นานทำให้มี turnover rate น้อยมาก ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็จะน้อยลงไปอีก ทำให้ผลตอบแทน (หลังหักค่าใช้จ่าย) ของท่านสูงกว่านักลงทุนโดยเฉลี่ยครับ

อนึ่ง นักลงทุนควรจะระลึกไว้ว่า “ผลตอบแทนมาแล้วก็จากไป” หากแต่ค่าใช้จ่ายจากการลงทุนนั้นไซร้อยู่ยั้งยืนยง

Performance comes and goes, but costs go on forever.[1. William J. Bernstein, The Investor’s Manifesto: Preparing for Prosperity, Armageddon, and Everything in Between (Hoboken: Wiley, 2012), 60; Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 119.]

III. บทสรุป

หากสรุปสั้น ๆ ก็คือ การซื้อแล้วถือกองทุนดัชนีที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดีและมีค่าใช้จ่ายต่ำจะนำไปสู่ผลตอบแทนที่สูงและดีกว่าค่าเฉลี่ยก็เนื่องมาจากการค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องเสียไป[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 91.] ได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นผลตอบแทนกำไว้ในมือของนักลงทุนตั้งแต่แรกแทน

ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์ Cost Leadership มีในการลงทุนอย่างแน่นอน ซึ่งผมขออ้างคำพูดของ Warren Buffett ประกอบเป็นการปิดบทความ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวไว้ใน รายงานประจำปี 1996 ของบริษัทเบิร์กไชร์ฯ ว่า

Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.

นักลงทุนส่วนใหญ่ทั้งที่เป็นนักลงทุนมืออาชีพและนักลงทุนรายย่อยจะพบว่า วิธีที่ดีที่สุดในการเป็นเจ้าของหุ้นสามัญก็คือ การซื้อกองทุนดัชนีซึ่งคิดค่าธรรมเนียมต่ำ คนที่ทำตามวิธีนี้มั่นใจได้ว่าจะสามารถได้ผลตอบแทน (หลักหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย) สูงกว่านักลงทุนมืออาชีพส่วนใหญ่

เพราะฉะนั้นมาทวนกฎสำคัญในการลงทุนอีกครั้ง ผลตอบแทนสุทธิที่เราจะได้รับ คือ “ผลตอบแทนหลังหักจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว” 

ยิ่งค่าใช้จ่ายกองทุนน้อยลงเท่าไหร่ ประหยัดหนึ่งบาทเท่ากับได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นหนึ่งบาทครับ และที่สำคัญมหัศจรรย์อย่างมากในเรื่องการลงทุน คือ มันอาจจะไม่ใช่แค่ 1 บาท แต่จะได้กลับคืนมาเป็นร้อยเป็นพันบาทเลยทีเดียว

เจาะลึก RMF หุ้นไทย ใครแพ้?

    RMF (Retirement Mutual Fund) หรือชื่อไทยก็คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ วัตถุประสงค์ของมันคือเกิดมาเพื่อส่งเสริมการออมสำหรับเป็นทุนไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ รัฐเลยจูงใจด้วยการให้สิทธิที่จะนำเอาเงินซื้อกองทุนชนิดนี้มาลดหย่อนภาษีได้ โดยมีข้อบังคับสำคัญคือ คุณจะต้องถือมันยาวจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์จึงจะขายได้ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ด้วยข้อบังคับที่ทำให้เราต้องถือมันไว้นานมาก ไม่สามารถขายได้ (จริงๆขายก่อนได้แต่เคลียร์กับสรรพากรเอง ฮ่าๆ) โดยปกติถ้าคุณลงทุนไวเช่นตั้งแต่อายุ 25 คุณจะมีเวลาถือมันถึง 30 ปี และเวลาที่นานขนาดนี้ ไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะทำให้เงินคุณโตได้มากเท่าหุ้นอีกแล้ว และหุ้นที่ถือนานสามสิบปีแทบไม่มีทางที่ผลตอบแทนจะติดลบเลย ดังนั้น คนอายุน้อยโปรดลงทุนในหุ้นเถิดจะเกิดผล

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่างเกี่ยวกับกอง RMF ที่ลงทุนในหุ้น คือ พอต้องลงทุนยาวมากๆ คนส่วนใหญ่ลงทุนแล้วก็ไม่ค่อยได้ยุ่งกับมัน ซึ่งส่วนใหญ่ที่ซื้อกันมักจะเป็นกองทุนแบบบริหารคัดเลือกหุ้น (Actively Managed-funds) สิ่งที่สังเกตเห็นคือRMF หุ้นมักจะมีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่อปีที่สูงมากกว่ากองหุ้นทั่วไป วันนี้ได้โอกาสผมเลยลองดึงข้อมูลมาดู พบว่า

1) กอง RMF หุ้นกองแรกจดทะเบียนขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2544 แล้วก็ค่อยๆทยอยออกกันมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีกองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นประมาณ 30 กว่ากองทุน ในนี้เป็นกองทุนดัชนี (Index Funds) จำนวน 6 กองทุน ที่เหลือเป็นกองทุนแบบบริหารคัดเลือกหุ้น

2) ผมได้ทำการค้นค่าใช้จ่ายกองทุนรวมรายกอง โดยค่าใช้จ่ายที่ว่านี้จะประกอบด้วย
– ค่าใช้จ่ายรวม Total Expense Ratio (TER) ได้แก่ ค่าบริหารจัดการ ค่านายทะเบียน ฯลฯ
– ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ หรือ ค่า Commission ที่กองทุนเสียเวลาซื้อขายหุ้น
ผมขออนุญาตเรียกรวมกันว่า Real Expense โดยค่าใช้จ่าย TER จะถูกเก็บเป็นรายวันหักออกจากกองทุน ส่วนค่าคอมมิชชั่นนั้นยิ่งกองทุนซื้อขายเปลี่ยนหุ้นบ่อยเท่าไหร่ก็จะยิ่งเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้เยอะเท่านั้น ซึ่งกองทุนไหนที่เก็บ TER แพงแล้วยังเทรดหุ้นซื้อขายบ่อยอีก ไอ้ส่วนที่จ่ายออกไปนี้จริงๆแล้วคือผลตอบแทนของนักลงทุนผู้ซื้อกองทุนทั้งนั้นครับ เช่น ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนทั้งปีได้ 10% แต่เก็บค่าใช้จ่ายรวมที่ 2% ต่อปีและเสียค่าคอมอีก 1% ต่อปี ผลตอบแทนที่จะได้ก็จะเหลือมาถึงมือนักลงทุนแค่ 7% เท่านั้น ผลตอบแทนที่หายไปคือ 30% !!!!

ผลการวิจัย พบว่า กองทุน RMF หุ้นไทยทั้งหมดนั้นเก็บ TER เฉลี่ยที่ 1.75% ต่อปี และจ่ายค่าคอมอีกประมาณ 0.57% รวมแล้วคือ 2.32% ซึ่งถือว่าสูงเลยทีเดียว แต่ทว่า ! ถ้าหากตัดกองทุน RMF หุ้นที่เป็นกองทุนดัชนีทิ้ง เราจะพบว่ากองทุนบริหาร Active-RMF คิดค่าใช้จ่ายรวมต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่ 1.95% ต่อปีและเสียค่าคอมอีก 0.69% แล้วที่เหลือจึงจะเป็นผลตอบแทนมาถึงนักลงทุน

เพราะฉะนั้น เบ็ดเสร็จแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดจริงๆของ Active-RMF(หุ้นไทย) โดยเฉลี่ยก็คือ 2.64% ! หรือถ้าระยะยาวตลาดหุ้นให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายของคุณจะเหลือ 7.36% ต่อปีหรือ หายไปร้อยละ 26.4 เลยทีเดียว !!!

ทั้งนี้กองที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุด 2 อันดับแรกตกเป็นของ CIMB-PRINCIPAL SET100 กับ Krungsri SET100RMF ครับ เฉลี่ยอยู่ที่ 0.75% ต่อปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของกองบริหารทั่วไปอยู่ที่ 2.64% ผลต่างระหว่างต่ำสุดกับค่าเฉลี่ยคือ ทำให้คุณจ่ายด้วยต้นทุนที่น้อยกว่า 3.5 เท่าครับ

ลองมาดูผลตอบแทนกันบ้าง…

เนื่องจากอยากจะได้จำนวนกองมากพอสมควร กว่าจะมีกองทุน RMF หุ้นไทยครบ 20 กอง เราก็ต้องรอถึงปี 2551 ครับ แต่ใน 20 กองนี้เป็นกองดัชนี 3 กองคือ จัมโบ้25RMF ทหารไทยSET50RMF กับ กรุงศรีSET100RMF เราจึงมีกองทุนบริหารจำนวน 17 กองครับ

การวิจัยครั้งนี้ สมมติให้ลงทุนที่เงิน 10,000 บาท ณ ราคาหน่วยวันสุดท้ายของปี 2551 แล้วถือจนถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2015 ที่ผ่านมา (เกือบ 7 ปี) เราจะพบว่า

1. กองทุนบริหารทั้ง 17 กองทุนนั้น ถ้าคุณลงทุนซื้อทุกกองเท่าๆกันแล้วถือมา เงินของคุณจะโตเป็น 29,520 บาท

2. สมมติว่าคุณซื้อโดยดูผลตอบแทนย้อนหลังว่ากองไหนดีใน 17 กองบริหาร เนื่องจากคำนวณโดยใช้ราคาหน่วยสิ้นปี 2551 เราเลยดูผลตอบแทนปี 2551 ว่ากองไหนให้ผลตอบแทนดีสุด (เพราะคุณสามารถดูวันที่ 29 แล้วซื้อวันที่ 30 ธันวาคมได้) โดยซื้อเท่ากันทุกกอง จะได้เงินโตเป็นจำนวนดังนี้
ถ้าซื้อกองที่ผลตอบแทนสูงสุดปี51 = 19,129
-ถ้าซื้อกองที่ผลตอบแทนต่ำสุดปี51 = 29,348
-ถ้าซื้อ 2 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 22,972
-ถ้าซื้อ 3 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 23,975
-ถ้าซื้อ 5 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 26,579
-ถ้าซื้อ 7 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 25,427
-ถ้าซื้อ 10 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 27,509

3. ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนี จะได้ว่า
กองจัมโบ้25RMF กลายเป็น 29,485
กองทหารไทยSET50RMF กลายเป็น 31,990 และ
กองกรุงศรีSET100RMF กลายเป็น 33,325 บาท (โดยกรุงศรีกองนี้ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุดจะชนะ 11 จาก 17 กองทุน หรือชนะ 65% ของกองทุน RMF หุ้นไทยไม่รวมกองดัชนีครับ) 

จริงๆแล้ว สิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุดนั้นหรือ กลับกลายเป็นว่า … ถ้าเราลงทุนด้วยการซื้อหุ้นทั้งตลาดหลักทรัพย์หรือซื้อทั้ง SET แล้วถือไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว ผลตอบแทนทั้งหมดรวมเงินปันผลทบต้นของ SET จะทวีเงิน 10,000 กลายเป็น 37,869 !!!!!

ซึ่งผลตอบแทนของ SET สูงกว่ากองทุนที่ได้ผลตอบแทนอันดับหนึ่งที่เงินโตมาเป็น 37,339 ด้วยซ้ำโอ้ว เกม Survivor ครั้งนี้ไม่มีผู้รอดชีวิตครับ ในช่วงเวลาที่ยกมาทำวิจัยทุกกองไม่สามารถเป็น The Face Thailand ได้ ถ้าให้อ้างเหตุผล คือ อาจจะเพราะช่วงรอยต่อ 2551-2552 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของอเมริกา และตลาดหุ้นไทยร่วงหนักเกือบ -50% กองทุนหุ้นส่วนใหญ่พยายามขายหุ้นทิ้งแล้วถือตราสารหนี้บางส่วน แต่พอปีถัดมาตลาดหุ้นทะยานมากๆ กองทุนไม่มีหุ้นเต็มมือแบบดัชนี อาจจะเพราะยังไม่แน่ใจว่าตลาดหุ้นกลับมาแล้วจริงๆ การตัดสินใจช้านี้มีต้นทุนสำคัญ ทำให้พอพอเวลาหุ้นเป็นกระทิงก็จะพลาดผลตอบแทนตอนต้นของขาขึ้นรอบใหม่ครับ (ไว้ทำวิจัยให้ดู)

สรุปประเด็นทางความคิด

(a) พอจะถือเป็นหลักได้แล้วว่าในระยะยาว Cost is Matter ; วิธีทำนายผลตอบแทนกองทุนได้ง่ายที่สุด อาจจะดูได้จากอัตราค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของกองทุนรวม ว่ายิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสแพ้ตลาดหุ้นในอนาคตมากเท่านั้น ทวนกันอีกครั้ง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจริงๆของกองทุนบริหาร RMF หุ้นไทยอยู่ที่ 2.64% ในระยะยาวถ้าตลาดหุ้นได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10% คุณจะถูกหักผลตอบแทนไปถึงร้อยละ 26.4 เหลือแค่ 7.36% ถามว่ามากไหม ถ้าคนเราลงทุน RMF  30 ปี เงิน 10,000 ของคุณจะกลายเป็น 198,374 ถ้าได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี แต่จะเหลือแค่ 90,364 ถ้าได้ผลตอบแทน 7.36% คำถามว่าแล้วเงิน 100,000 บาทหรือ 10 เท่าของเงินต้นที่เราควรได้หายไปไหน คำตอบคือมันก็หายไปกับค่าใช้จ่ายกองทุนนั่นเอง ไอ้ค่าใช้จ่ายต่างกันเล็กๆ 1-2% นี่ล่ะ ระยะยาวมันทบต้นและส่งผลกระทบรุนแรงมาก

(b) หลักฐานจากงานวิจัยข้างบนน่าจะพอทำให้เห็นภาพได้ ถ้าคุณลงทุนใน SET ระหว่าง 2551-2558(10ธ.ค.) เงิน 10,000 จะกลายเป็น 37,869 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกองทุนบริหารทำได้ 29,520 หรือหายไป  22% (ไม่ใช่เงินน้อยๆนะครับ) วิธีที่ง่ายสุดเลือกกองดัชนีที่ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดคุณก็จะยังได้เงิน 33,325 หรือหายไปแค่ 12% เท่านั้น และงานวิจัยนี้ก็ให้ผลที่น่าตกใจอีกว่า กองที่ได้ 1 ก็ยังผลตอบแทนแพ้ SET ด้วย (-_-“)

(c) มีของแถมสำหรับวิจัยครั้งนี้คือ ลองทำให้ดูครับว่า การเลือกกองทุนโดยดูผลตอบแทนล่าสุดของปีที่เริ่มต้น กลับให้ผลตอบแทนที่น้อยที่สุด (19,129) และไม่ว่าคุณจะซื้อ 2,3,5,7,10 กองแรกที่มีผลตอบแทนสูงสุด คุณก็ยังได้ต่ำกว่าซื้อกองดัชนีเพียงกองเดียว และแพ้กระทั่งซื้อทุกกองเท่าๆกันด้วย (อันนี้ผมแปลกใจครับ ผลออกมาก็ทึ่งอยู่ เข้าใจว่า Timing หรือช่วงเวลาที่เลือกมานั้น ผลออกมาเป๊ะพอดี ไว้ปีหน้าทำใหม่)


จากบทความหลายอันประกอบกันไม่ว่าจะเป็น แอลทีเอฟกองไหนดี, ดูผลตอบแทนย้อนหลังบอกอนาคตจริงหรือ, 10ปีผ่านไปกองหุ้นไทยเทียบSET รวมถึงบทความนี้น่าจะพอบอกเราได้แล้วว่า

1. ในระยะยาวกองทุนหุ้นทำผลตอบแทนได้แพ้ตลาดหุ้น เพราะหนึ่งพวกเขาไม่สามารถทำผลตอบแทนได้สูงกว่า หรือแม้จะเลือกหุ้นทำผลตอบแทนได้สูงกว่าแต่สุดท้ายผลตอบแทนสุทธิก็ยังต่ำกว่าตลาดหุ้นอยู่ดี เพราะ สิ่งที่ทำให้พวกเขาแพ้จริงๆคือ “ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนรวม” ที่สูงลิ่วต่างหาก

2. การลงทุนโดยดูผลตอบแทนย้อนหลังเป็นเรื่องที่เสียเวลามากๆ เพราะผลตอบแทนย้อนหลังไม่สามารถทำนายผลตอบแทนในอนาคตได้เลย การที่อุตสาหกรรมพยายามขายและโฆษณาเราด้วยผลตอบแทนร้อนแรงล่าสุดทำให้เราติดอยู่ในวังวนไล่ล่ากองทุนหุ้นที่หนึ่งตลอดเวลา กลับกลายเป็นว่าส่วนใหญ่มันทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ต่ำในระยะยาวแทน

3. ทางออกคือ จากสถิติในระยะยาวนั้น เวลาที่ไกลออกไป 10,20,30 ปี แทบจะหาใครชนะตลาดหุ้นยากสม่ำเสมอค่อนข้างยากมาก วิธีที่จะใช้ลงทุนหุ้นได้ดีที่สุด ก็คือ “ลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดนั่นเอง”

 


**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงแนวคิดส่วนตัวเกี่ยวกับวิธีการลงทุนของผู้เขียน ไม่ได้มีเจตนาชักชวนให้ลงทุนตาม ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน เพราะการขาดทุนจะเกิดขึ้นกับเงินของนักลงทุนเอง

 

RMF หุ้นไทย : ผลตอบแทนเทียบตลาดหุ้น

RMF หุ้นไทย : ทำผลตอบแทนได้สูงกว่าตลาดหุ้นไหม?

RMF (Retirement Mutual Fund) หรือชื่อไทยก็คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ วัตถุประสงค์ของมันคือเกิดมาเพื่อส่งเสริมการออมสำหรับเป็นทุนไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ รัฐเลยจูงใจด้วยการให้สิทธิที่จะนำเอาเงินซื้อกองทุนชนิดนี้มาลดหย่อนภาษีได้ โดยมีข้อบังคับสำคัญคือ คุณจะต้องถือมันยาวจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์จึงจะขายได้ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ด้วยข้อบังคับที่ทำให้เราต้องถือมันไว้นานมาก ไม่สามารถขายได้ (จริง ๆ ขายก่อนได้แต่เคลียร์กับสรรพากรเองครับ อิอิ)

โดยปกติถ้าคุณลงทุนไว เช่นลงทุนตั้งแต่อายุ 25 คุณจะมีเวลาถือมันถึง 30 ปี และเวลาที่นานขนาดนี้ ไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะทำให้เงินคุณโตได้มากเท่าหุ้นอีกแล้ว และหุ้นที่ถือนานสามสิบปีแทบไม่มีทางที่ผลตอบแทนจะติดลบเลย ดังนั้น คนอายุน้อยโปรดลงทุนในหุ้นเถิดจะเกิดผล

อย่างไรก็ดี มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง นั่นก็คือ พอต้องลงทุนยาวมาก ๆ คนส่วนใหญ่พอลงทุนแล้วก็ไม่ค่อยได้ยุ่งกับมัน ซึ่งที่ซื้อกันมักจะเป็นกองทุนแบบบริหารคัดเลือกหุ้น (Actively Managed-funds) สิ่งที่สังเกตเห็นชัด คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นมักจะมีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่อปีที่สูงมากกว่ากองหุ้นทั่วไป วันนี้ได้โอกาสผมเลยลองดึงข้อมูลมาดู พบว่า

1. ภาพรวมกองทุน RMF หุ้นไทย

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่ลงทุนในหุ้น หรือ RMF หุ้นไทย กองแรกจดทะเบียนขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2544 แล้วก็ค่อย ๆ ทยอยออกกันมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันมีกองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นประมาณ 30 กว่ากองทุน ในนี้เป็นกองทุนดัชนี (Index Funds) จำนวน 6 กองทุน ที่เหลือเป็นกองทุนแบบบริหารคัดเลือกหุ้น ซึ่งผมได้ทำการค้น ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมรายกอง โดยค่าใช้จ่ายที่ว่านี้จะประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายรวม Total Expense Ratio (TER) ได้แก่ ค่าบริหารจัดการ ค่านายทะเบียน ฯลฯ และค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ หรือ ค่า Commission ที่กองทุนเสียเวลาซื้อขายหุ้น

ผมขออนุญาตเรียกรวมกันว่า Real Expense โดยค่าใช้จ่าย TER จะถูกเก็บเป็นรายวันหักออกจากกองทุน ส่วนค่าคอมมิชชั่นนั้นยิ่งกองทุนซื้อขายเปลี่ยนหุ้นบ่อยเท่าไหร่ (มี turnover rate สูง) ก็จะยิ่งเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้เยอะเท่านั้น ซึ่งกองทุนไหนที่เก็บ TER แพงแล้วยังเทรดหุ้นซื้อขายบ่อยอีก ไอ้ส่วนที่จ่ายออกไปนี้จริง ๆ แล้วคือผลตอบแทนของนักลงทุนผู้ซื้อกองทุนทั้งนั้นครับ เช่น ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนทั้งปีได้ 10% แต่กองทุนเก็บค่าใช้จ่ายรวมที่ 2% ต่อปี และเสียค่าคอมซื้อขายหุ้นอีก 1% ต่อปี ผลตอบแทนที่จะได้ก็จะเหลือมาถึงมือนักลงทุนแค่ 7% เท่านั้น ผลตอบแทนที่หายไปคือ 30% !!!!

2. การวิจัยเล็ก ๆ

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพประเภทที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมดนั้นเก็บ TER เฉลี่ยที่ 1.75% ต่อปี และจ่ายค่าคอมอีกประมาณ 0.57% รวมแล้วคือ 2.32% ซึ่งถือว่าสูงเลยทีเดียว แต่ทว่า! ถ้าหากตัดประเภทที่เป็นกองทุนดัชนีทิ้ง เราจะพบว่ากองทุนประเภทบริหารจัดการ คิดค่าใช้จ่ายรวมต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่ 1.95% ต่อปี และเสียค่าคอมอีก 0.69% แล้วที่เหลือจึงจะเป็นผลตอบแทนมาถึงนักลงทุน

เพราะฉะนั้น เบ็ดเสร็จแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดจริง ๆ ของ กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพที่ลงทุนในหุ้นประเภท active fund โดยเฉลี่ยก็คือ 2.64% ! หรือถ้าระยะยาวตลาดหุ้นให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายของคุณจะเหลือ 7.36% ต่อปี หรือหายไปร้อยละ 26.4 เลยทีเดียว !!!

ทั้งนี้กองทุน RMF ที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุด 2 อันดับแรกเป็นกองทุนดัชนี คือ CIMB-PRINCIPAL (FAM) SET100 กับ Krungsri SET100 RMF ครับ เฉลี่ยอยู่ที่ 0.75% ต่อปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของกองบริหารทั่วไปอยู่ที่ 2.64% ผลต่างระหว่างต่ำสุดกับค่าเฉลี่ยคือ ทำให้คุณจ่ายด้วยต้นทุนที่น้อยกว่า 3.5 เท่าครับ

ลองมาดูผลตอบแทนกันบ้าง …

เนื่องจากอยากจะได้จำนวนกองมากพอสมควรในการทดลอง ซึ่งกว่าจะมีกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพประเภทที่ลงทุนหุ้นไทยครบ 20 กอง เราก็ต้องรอถึงปี 2551 ครับ แต่ใน 20 กองนี้เป็นกองดัชนี 3 กองคือ JB25RMF TMBSET50RMF และ KFS100RMF เราจึงมีกองทุนบริหารจำนวน 17 กองครับ

การวิจัยครั้งนี้ สมมติให้ลงทุนที่เงิน 10,000 บาท ณ ราคาหน่วยวันสุดท้ายของปี 2551 แล้วถือจนถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2015 ที่ผ่านมา (เกือบ 7 ปี) เราจะพบว่า

1. กองทุนบริหารทั้ง 17 กองทุนนั้น ถ้าคุณลงทุนซื้อทุกกองเท่าๆกันแล้วถือมา เงินของคุณจะโตเป็น 29,520 บาท

2. สมมติว่าคุณซื้อโดยดูผลตอบแทนย้อนหลังว่ากองไหนดีใน 17 กองบริหาร เนื่องจากคำนวณโดยใช้ราคาหน่วยสิ้นปี 2551 เราเลยดูผลตอบแทนปี 2551 ว่ากองไหนให้ผลตอบแทนดีสุด (เพราะคุณสามารถดูวันที่ 29 แล้วซื้อวันที่ 30 ธันวาคมได้) โดยซื้อเท่ากันทุกกอง เงินลงทุนของคุณจะโตเป็นจำนวนมูลค่าดังนี้

  • ถ้าซื้อกองที่ผลตอบแทนสูงสุดปี 51 = 19,129
  • กองที่ผลตอบแทนต่ำสุดปี 51 = 29,348
  • ซื้อ 2 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 22,972
  • 3 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 23,975
  • 5 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 26,579
  • 7 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 25,427
  • และถ้าซื้อ 10 กองแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด = 27,509

3. ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนี จะได้ว่า กองทุน JB25RMF กลายเป็น 29,485 กอง TMBSET50RMF กลายเป็น 31,990 และ กอง KFS100RMF กลายเป็น 33,325 บาท (โดยกรุงศรีกองนี้ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุด จะทำผลตอบแทนได้ชนะ 11 จาก 17 กองทุน หรือชนะ 65% ของกองทุน RMF หุ้นไทยไม่รวมกองดัชนีครับ) 

จริง ๆ แล้ว สิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุดนั้นหรือ กลับกลายเป็นว่า … ถ้าเราลงทุนด้วยการซื้อหุ้นทั้งตลาดหลักทรัพย์หรือซื้อทั้ง SET แล้วถือไว้ในช่วงเวลาดังกล่าว ผลตอบแทนทั้งหมดรวมเงินปันผลทบต้นของ SET จะทวีเงิน 10,000 กลายเป็น 37,869 !!!!!

ด้วยเหตุนี้ ผลตอบแทนรวมของ SET สูงกว่ากองทุนที่ได้ผลตอบแทนอันดับหนึ่งที่เงินโตมาเป็น 37,339 ด้วยซ้ำโอ้ว เกม Survivor ครั้งนี้ไม่มีผู้รอดชีวิตครับ ในช่วงเวลาที่ยกมาทำวิจัยทุกกองทุนไม่สามารถเป็น The Face Thailand ได้

ถ้าให้อ้างเหตุผล คือ อาจจะเพราะช่วงรอยต่อ 2551-2552 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของอเมริกา และตลาดหุ้นไทยร่วงหนักเกือบ -50% กองทุนหุ้นส่วนใหญ่พยายามขายหุ้นทิ้งแล้วถือตราสารหนี้บางส่วน แต่พอปีถัดมาตลาดหุ้นทะยานมาก ๆ กองทุนไม่มีหุ้นเต็มมือเหมือนดัชนี อาจจะเพราะยังไม่แน่ใจว่าตลาดหุ้นกลับมาแล้วจริง ๆ การตัดสินใจช้านี้จึงมีต้นทุนสำคัญ ทำให้พอพอเวลาตลาดหุ้นเป็นกระทิง ก็จะส่งผลให้กองทุนพลาดผลตอบแทนตอนต้นของขาขึ้นรอบใหม่ครับ (ไว้ทำวิจัยให้ดู)

3. สรุปประเด็นความคิดเกี่ยวกับ RMF

(a) พอจะถือเป็นหลักได้แล้วว่าในระยะยาว Cost is Matter และวิธีทำนายผลตอบแทนกองทุนได้ง่ายที่สุด อาจจะดูได้จากอัตราค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของกองทุนรวมว่า ยิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสแพ้ตลาดหุ้นในอนาคตมากเท่านั้น

ทวนกันอีกครั้ง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจริง ๆ ของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่เป็น active funds นโยบายลงทุนในหุ้นไทยอยู่ที่ 2.64% ในระยะยาวถ้าตลาดหุ้นได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10% คุณจะถูกหักผลตอบแทนไปถึงร้อยละ 26.4 เหลือแค่ 7.36% ถามว่ามากไหม ถ้าลงทุนเป็นระยะเวลา 30 ปี เงิน 10,000 ของคุณจะกลายเป็น 198,374 ถ้าได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี แต่จะเหลือแค่ 90,364 ถ้าได้ผลตอบแทน 7.36%

คำถามว่าแล้วเงิน 100,000 บาทหรือ 10 เท่าของเงินต้นที่เราควรได้หายไปไหน คำตอบคือมันก็หายไปกับค่าใช้จ่ายกองทุนนั่นเอง ไอ้ค่าใช้จ่ายต่างกันเล็ก ๆ 1-2% นี่ล่ะ ระยะยาวมันทบต้นและส่งผลกระทบรุนแรงมาก

(b) หลักฐานจากงานวิจัยข้างบนน่าจะพอทำให้เห็นภาพได้ ถ้าคุณลงทุนใน SET ระหว่าง 2551-2558 (10 ธ.ค.) เงิน 10,000 จะกลายเป็น 37,869 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพแบบบริหารจัดการทำได้ 29,520 หรือหายไป  22% (ไม่ใช่เงินน้อย ๆ นะครับ) วิธีที่ง่ายสุดจึงกลายเป็นว่า เลือกกองดัชนีที่ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด คุณก็จะยังได้เงิน 33,325 หรือหายไปแค่ 12% เท่านั้นเอง และงานวิจัยนี้ก็ให้ผลที่น่าตกใจอีกว่า กองที่ได้ 1 ก็ยังผลตอบแทนแพ้ SET ด้วย (-_-“)

(c) มีของแถมสำหรับวิจัยครั้งนี้ คือ ลองทำให้ดูครับว่า การเลือกกองทุนโดยดูผลตอบแทนล่าสุดของปีที่เริ่มต้น กลับให้ผลตอบแทนที่น้อยที่สุด (19,129) และไม่ว่าคุณจะซื้อกองทุนลำดับที่ 2, 3, 5, 7, 10 ที่มีผลตอบแทนสูงสุด คุณก็ยังได้ผลตอบแทนต่ำกว่าซื้อกองดัชนีเพียงกองเดียว และแพ้กระทั่งซื้อทุกกองเท่า ๆ กันด้วย (อันนี้ผมแปลกใจครับ ผลออกมาก็ทึ่งอยู่ เข้าใจว่า Timing หรือช่วงเวลาที่เลือกมานั้น ผลออกมาเป๊ะพอดี ไว้ต่อไปทำใหม่)

งานวิจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

มีงานวิจัยทางวิชาการของไทยก็ให้ผลไปในทางเดียวกันว่า กลยุทธ์ที่ซื้อกองทุน RMF จากผลตอบแทนที่ดีในอดีตไม่อาจชี้วัดได้ว่ากองทุนดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนดีในอนาคต และยังพบอีกว่า กองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นไทยทำผลตอบแทนสุทธิ (net returns) โดยเฉลี่ยได้ต่ำกว่าผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์โดยห่างและทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าผลตอบแทนตลาดหุ้นประมาณ 2% ต่อปี[1. ณัฐวุฒิ เจนวิทยาโรจน์, “ผลตอบแทนและความต่อเนื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวที่มีนโยบายเชิงรุก,” วารสารบริหารธุรกิจ นิด้า 22 (พฤษภาคม 2561): 61.]

โดยผลตอบแทนของกองทุน RMF หุ้นไทยแบบ actively managed funds ช่วงปี 2002-2016 รวม 15 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยกองทุน RMF คือ 19.54% ส่วน SET TR ให้ผลตอบแทน 21.63% ต่อปี (ห่างกัน 2.09%) หากแต่เงิน 10,000 ในช่วงเวลาดังกล่าวจะกลายเป็น 145,556 หากลงทุนในกองทุนหุ้นไทย RMF แต่จะกลายเป็น 188,630 บาท ห่างกันประมาณ 43,000 บาท! หรือหายไปเกือบ 23%!!

4. บทสรุป RMF หุ้นไทย

จากบทความหลายอันประกอบกันไม่ว่าจะเป็น LTF กองไหนดี หรือ ดูผลตอบแทนย้อนหลังบอกอนาคตจริงหรือ หรือ 10ปีผ่านไปกองหุ้นไทยเทียบ SET รวมถึงบทความนี้น่าจะพอบอกเราได้แล้วว่า

1. ในระยะยาวกองทุนหุ้นทำผลตอบแทนได้แพ้ตลาดหุ้น เพราะประการที่หนึ่งพวกเขาไม่สามารถทำผลตอบแทนได้สูงกว่า หรือแม้จะเลือกหุ้นทำผลตอบแทนได้สูงกว่าแต่สุดท้ายผลตอบแทนสุทธิก็ยังต่ำกว่าตลาดหุ้นอยู่ดี เพราะว่า สิ่งที่ทำให้พวกเขาแพ้จริงๆคือ “ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนรวม” ที่สูงลิ่วต่างหาก

2. การลงทุนโดยดูผลตอบแทนย้อนหลังเป็นเรื่องที่เสียเวลามาก ๆ เพราะผลตอบแทนย้อนหลังไม่สามารถทำนายผลตอบแทนในอนาคตได้เลย การที่อุตสาหกรรมพยายามขายและโฆษณาเราด้วยผลตอบแทนร้อนแรงล่าสุด ทำให้เราติดอยู่ในวังวนไล่ล่ากองทุนหุ้นที่หนึ่งตลอดเวลา และกลับกลายเป็นว่า มันทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ต่ำลงในระยะยาวแทน

3. ทางออกคือ จากสถิติในระยะยาวนั้น เวลาที่ไกลออกไป 10, 20, 30 ปี แทบจะหาใครชนะตลาดหุ้นสม่ำเสมอค่อนข้างยากมาก วิธีที่จะใช้ลงทุนหุ้นได้ดีที่สุด ก็คือ “การลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดนั่นเอง”

บทความแนะนำ:

(1) ทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้น

(2) ปัญหาของการเลือกกองทุนจากผลตอบแทนย้อนหลัง


**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงแนวคิดส่วนตัวเกี่ยวกับวิธีการลงทุนของผู้เขียน ไม่ได้มีเจตนาชักชวนให้ลงทุนตาม ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน เพราะการขาดทุนจะเกิดขึ้นกับเงินของนักลงทุนเอง

10 ปีผ่านไป กองหุ้นไทยเทียบ SET TRI

“Investment Managers (Mutual Funds) are not beating the market; the market is beating them. ” — Charles D. Ellis

อย่างที่ Mr. Ellis บอกครับ ในระยะยาวแล้วค่อนข้างยากที่จะหากองทุนหุ้นกองไหนสามารถชนะตลาดหุ้นได้ ประเด็นนี้ในต่างประเทศค่อนข้างมีบทวิจัยและบทความแพร่หลาย แต่ในไทยผมพบว่าไม่ค่อยจะมีใครทำ หลายคนก็บอกว่าตลาดหุ้นบ้านเรา กองทุนแบบบริหารเลือกหุ้น (Active Funds) น่าจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าเพราะตลาดหุ้นไทยยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ แต่ส่วนตัวผมกลับเชื่อว่าตอนนี้ตลาดหุ้นไทยกำลังพัฒนาไปสู่ยุคที่การจะหาผลตอบแทนส่วนเกิน (Alpha Return) จากตลาดหุ้นจะทำได้ยากขึ้นมาก ลองดูกรณีข้างล่างนี้ก็ได้ครับ

ผมได้ทำการเลือกกองทุนหุ้นเรียงตามผลตอบแทนย้อนหลังสูงสุด 2 ช่วงเวลาคือ 5 ปีย้อนหลังกับ 10 ปีย้อนหลังจาก Morningstar Thailand (ใช้ข้อมูล ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2558) เลือกกลุ่ม Thai Equity Large-Cap กับ Mid-Small Cap โดยกองทุนเหล่านี้จะประกอบด้วยกองทุนหุ้นทั้งหมด (รวม LTF-RMF ด้วย) แต่จะตัดกองทุนประเภทลงทุนหุ้น 70-75% และตัดกองทุนดัชนีทิ้งด้วย เพื่อหาว่าจริงๆแล้วค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของกองทุนหุ้นไทยแบบบริหารทำได้เท่าไหร่กันแน่ โดยตัวตัดเชือกก็คือผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index Total Return : SET TR) ซึ่งตัวชี้วัดนี้กำลังบอกว่า ถ้าเราลงทุนด้วยการซื้อหุ้นทั้งตลาดถือไว้ กับการสุ่มลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่เคลมตัวเองว่าสามารถคัดเลือกหุ้นชนะตลาดหุ้นได้ ว่าจริงๆแล้วมันชนะได้จริง? หรือเรากำลังจ่ายค่าธรรมเนียมแพงๆไม่รู้ตัว

Case 1 : วัดผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปี

กรณีนี้เราจะพบว่าจำนวนกองทุนหุ้นแบบคัดเลือกหุ้น (Active Funds) รวมทั้งสิ้น 120 กองทุน ทำผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 9.98% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นของ SET TR อยู่ที่ 10.79% ต่อปี (ห่างกัน 0.81% ต่อปี หรือ กองทุนเหล่านี้เฉลี่ยแล้วทำผลตอบแทนได้แค่ 92.5% ของตลาดหุ้น) ถ้าคุณลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาทเมื่อ 10 ปีที่แล้วใน SET TRI คุณจะมีเงินทั้งสิ้นตอนนี้ที่ 29,276 บาท แต่กองทุนรวมโดยเฉลี่ยจะทำเงินให้คุณที่ 27,017 บาท หายไปประมาณ 2,200 บาท หรือเกือบ 10%

อีกอย่างที่น่าสังเกตคือ ใน 120 กองทุนนี้มีแค่ 43 กองทุนเท่านั้นที่ทำผลตอบแทนได้สูงกว่า SET TR หรือคิดเป็นจำนวนเพียง  35.83% เท่านั้น หมายความว่ากองทุนอีก 77 กองหรือ 65% ทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าตลาดหุ้นครับ

Case 2 : วัดผลการดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปี

กรณีนี้ล่ะครับที่ค่อนข้างยืนยันความคิดผมว่า ตลาดหุ้นไทยไม่หมูอีกแล้ว เพราะ 5 ปีย้อนหลังคือช่วง 2011-2015 ซึ่งถือว่ามีผู้เล่นในตลาดหุ้นจำพวกนักลงทุนสถาบันค่อนข้างมากไม่ว่าจะในไทยเองหรือมาจากต่างประเทศ ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลคือรอบนี้มี Active Funds ให้ตัดเชือกรวม 154 กองทุนครับ ในขณะที่ SET TR ทำผลตอบแทนย้อนหลังได้ 8.37% ต่อปี เหล่าผู้ท้าชิงของเรา กองทุนหุ้นแบบบริหารโดยเฉลี่ยทำผลตอบแทนทบต้นย้อนหลังได้เพียง 6.78% หรือทำได้แค่ 81% ของผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ และมีจำนวนเพียง 50 กองเท่านั้นที่ชนะ SET TR พูดอีกแบบก็คือ กองทุนหุ้นเกือบ 70% ทำผลตอบแทนได้แย่กว่าตลาดหุ้น

Case 3 : ถ้าเลือกลงทุนกองทุนดัชนีแทนกองทุนบริหาร

ผมใช้กองทุนทหารไทย SET50 เป็นตัวแทน เพราะตั้งมานานสุด (2544) เราจะพบว่ากองทุนทำผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีได้เฉลี่ย 9.34% ต่อปี และ 5 ปีเฉลี่ย 6.13% ต่อปี ซึ่งถ้าเอามาเทียบตำแหน่งผลตอบแทนแล้วจะพบว่า

ช่วงระยะเวลา 10 ปีนั้น จำนวน 120 กองทุน มีเพียง 42 กองทุนที่แพ้ทหารไทย SET50 หรือตัวมันชนะแค่ 35% ของกองทุนทั้งหมด (ซึ่งต่างจาก SET TRI ที่ชนะถึง 65%)

ส่วนช่วง 5 ปีย้อนหลัง กองทุนทหารไทย SET50 ชนะ 57 จาก 154 กองทุน หรือชนะกองทุนประมาณ 40% (ในขณะที่ SET TRI ชนะกองทุนเกือบ 70%)

บทสรุป

กองทุนหุ้นส่วนใหญ่ในบ้านเราในแต่ละช่วงเวลา เฉลี่ยแล้ว 60-70% จะแพ้ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นครับ (สอดคล้องกับบทวิจัยก่อนหน้าของผมที่ว่า กองทุนแอลทีเอฟส่วนใหญ่แพ้ตลาดหุ้น)

จึงมีโอกาสค่อนข้างน้อยที่ในระยะยาวนั้นกองทุนทั้งหลายจะทำผลตอบแทนได้สูงพอจะชนะตลาดหุ้น และถ้าคุณคาดหวังแบบชนะตลาดหุ้น 2% ต่อปี ผมจะบอกให้ว่า ในช่วงเวลา 10 ปีมีแค่ 6 จาก 120 กองทุน และในช่วง 5 ปีย้อนหลังมีแค่ 17 จาก 154 หรือพูดกว้างๆได้ว่าจะหากองทุนที่ชนะตลาดหุ้นระยะยาวแบบ +2% ต่อปี คุณต้องงมกองทุนด้วยโอกาสความน่าจะเป็นเพียง 5-10% ให้ได้ ความยากอยู่ที่

  1. คุณต้องรู้ว่าอีก 5, 10, 20, 30 ปีข้างหน้าใครจะผลตอบแทนอยู่ลำดับแรก
  2. คุณรู้ผู้ชนะไม่พอ คุณต้องถือผู้ชนะนั้นตลอด 5, 10, 20, 30 ปีด้วย
  3. มันยากตั้งแต่หาข้อ 1 แล้วครับ เพราะผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถบอกผลตอบแทนในอนาคตได้ (โปรดดูตัวอย่างจากกองแอลทีเอฟ Click)
  4. ลองเดาดูก็ได้ครับว่าใครจะเป็นที่ 1 ในอีก 20, 30 ปีข้างหน้า โดยดูผลตอบแทนย้อนหลังตอนนี้ (สีฟ้าที่เน้นไว้คือจะให้เห็นว่ามีโอกาสต่ำกว่าครึ่งที่คุณปาเป้าที่ 1-10 แล้วมันจะไม่อยู่ในช่วงเวลาถัดไป)

11111

ซึ่งถ้าคุณคิดว่าเดาไม่ถูกแน่ๆ อันนี้คือได้เห็นทางสว่างแล้วครับ ^_^ เพราะในต่างประเทศนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะลงทุนหุ้นระยะยาวก็คือ

ลงทุนใน “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด” 

ซึ่งปัญหามันก็อยู่ที่ตรงนี้ครับ บ้านเรานั้นเก็บค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมกองทุนดัชนีค่อนข้างแพงมาก (เก็บกันที่ 0.6-0.9% ต่อปีเลยทีเดียว) ทำให้กองทุนพวกนี้ไม่โชว์ผลตอบแทนที่เห็นชัดเจนว่า ในระยะยาวกองทุนดัชนีชนะกองทุนบริหารได้เกือบ 70-80% แต่ถือว่ามีบลจ.ที่มีกองทุนดัชนีที่เก็บค่าใช้จ่ายต่ำสุดตอนนี้ก็คือ SCBSET50 ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ซึ่งเก็บปีละ 0.40-0.5% ต่อปี (ดูจากหนังสือชี้ชวนและรายงานประจำปีล่าสุด) อันนี้คือเก็บต่ำสุดในอุตสาหกรรมกองทุนรวม ณ ตอนนี้แล้วครับ ใครที่สนใจลงทุนกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำๆ ตอนนี้ต่ำสุดก็คือตัวนี้ครับผม ถ้ามีตัวไหนต่ำกว่าผมก็จะเขียนถึงตัวนั้นต่อไป อันนี้ไม่ได้โฆษณาให้บลจ.ไทยพาณิชย์นะครับ ผมถือตามคำพูดสำคัญของ Warren Buffett ที่ว่า

“Let me add a few thoughts about your own investments.  Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.”

ก็อย่างที่บัฟเฟตต์ว่าครับ “วิธีที่ดีที่สุดที่(คนส่วนใหญ่)จะลงทุนในหุ้นสามัญก็คือ ลงทุนในกองทุนดัชนีที่คิดใช้จ่ายต่ำที่สุด” ในระยะยาวนั้นผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายของคุณจะดีกว่านักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น ถ้าไม่เชื่อลองดูข้างบนก็ได้ครับ ว่าในระยะยาวๆมีกองทุนจำนวนน้อยนิดที่จะชนะตลาดหุ้นได้จริงๆ

 


** บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงแนวคิดส่วนตัวเกี่ยวกับวิธีการลงทุนของผู้เขียน ไม่ได้มีเจตนาชักชวนให้ลงทุนตาม ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

 

 

กองหุ้น ผลตอบแทนเทียบ SET TRI (2549-2558)

ในระยะยาวแล้วค่อนข้างยากที่จะหา กองหุ้น หรือกองทุนหุ้นกองไหนสามารถชนะตลาดหุ้นได้ ซึ่งประเด็นนี้ในต่างประเทศค่อนข้างมีบทวิจัยและบทความแพร่หลายกอง แต่ในไทยผมพบว่า ไม่ค่อยจะมีใครทำ แถมหลายคนก็บอกว่า ตลาดหุ้นบ้านเรานั้น กองทุนแบบบริหารเลือกหุ้น (Actively Managed Funds) น่าจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่า เพราะตลาดหุ้นไทยยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

หากแต่ส่วนตัวผมกลับเชื่อว่า ตอนนี้ตลาดหุ้นไทยกำลังพัฒนาไปสู่ยุคที่การจะหาผลตอบแทนส่วนเกิน (Alpha Return) จากตลาดหุ้นจะทำได้ยากขึ้นมาก ลองดูกรณีข้างล่างนี้ก็ได้ครับ

Investment Managers are not beating the market; the market is beating them.” — Charles D. Ellis[1. Charles D. Ellis, Winning the Loser’s Game: Timeless Strategies for Successful Investing, 6th ed. (New York: McGraw-Hill, 2013), 1.]

อย่างที่ Ellis บอกครับ ในระยะยาวแล้วผู้จัดการกองทุนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้น แทนที่ชนะกลับกลายเป็นว่าพวกเขาแพ้ตลาดหุ้นซะเอง

ผมได้ทำการเลือกกองหุ้นเรียงตามผลตอบแทนย้อนหลังสูงสุด 2 ช่วงเวลา คือ 5 ปีย้อนหลัง กับ 10 ปีย้อนหลังจาก Morningstar Thailand (ใช้ข้อมูล ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2558) เลือกกลุ่ม Thai Equity Large-Cap กับ Mid-Small Cap โดยกองทุนเหล่านี้จะประกอบด้วยกองทุนหุ้นทั้งหมด (รวม LTF-RMF ด้วย) แต่จะตัดกองทุนประเภทลงทุนหุ้น 70-75% และตัดกองทุนดัชนีทิ้งด้วย เพื่อหาว่าจริง ๆ แล้วค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของกองทุนหุ้นไทยแบบบริหารทำได้เท่าไหร่กันแน่

โดยตัวตัดเชือกก็คือ ผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index Total Return : SET TR) ซึ่งตัวชี้วัดนี้กำลังบอกว่า ถ้าเราลงทุนด้วยการซื้อหุ้นทั้งตลาดถือไว้ กับการสุ่มลงทุนในกองหุ้นที่เคลมตัวเองว่า สามารถคัดเลือกหุ้นชนะตลาดหุ้นได้ จริง ๆ แล้วพวกมันชนะได้จริงหรอ? หรือเรากำลังจ่ายค่าธรรมเนียมแพง ๆ ไม่รู้ตัวโดยที่ไม่ได้ประโยชน์ส่วนเพิ่มอะไรขึ้นมา

Case 1 : วัดผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปี

กรณีนี้เราจะพบว่า จำนวนกองทุนหุ้นแบบคัดเลือกหุ้น (Active Funds) รวมทั้งสิ้น 120 กองทุน ทำผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 9.98% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นของ SET TR อยู่ที่ 10.79% ต่อปี (ห่างกัน 0.81% ต่อปี หรือกองทุนเหล่านี้เฉลี่ยแล้วทำผลตอบแทนได้แค่ 92.5% ของตลาดหุ้น) ถ้าคุณลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาทเมื่อ 10 ปีที่แล้วใน SET TRI คุณจะมีเงินทั้งสิ้นตอนนี้ที่ 29,276 บาท แต่กองทุนรวมโดยเฉลี่ยจะทำเงินให้คุณที่ 27,017 บาท หายไปประมาณ 2,200 บาท หรือเกือบ 10%

อีกอย่างที่น่าสังเกตคือ น 120 กองทุนนี้มีแค่ 43 กองทุนเท่านั้นที่ทำผลตอบแทนได้สูงกว่า SET TR หรือคิดเป็นจำนวนเพียง  35.83% เท่านั้น หมายความว่ากองทุนอีก 77 กองหรือ 65% ทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าตลาดหุ้นครับ

Case 2 : วัดผลการดำเนินงาน กองหุ้น ย้อนหลัง 5 ปี

กรณีนี้ล่ะครับที่ค่อนข้างยืนยันความคิดผมว่า ตลาดหุ้นไทยไม่หมูอีกแล้ว เพราะ 5 ปีย้อนหลังคือช่วง 2011-2015 ซึ่งถือว่ามีผู้เล่นในตลาดหุ้นจำพวกนักลงทุนสถาบันค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะในไทยเองหรือมาจากต่างประเทศ ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลคือรอบนี้มี Active Funds ให้ตัดเชือกรวม 154 กองทุนครับ ในขณะที่ SET TR ทำผลตอบแทนย้อนหลังได้ 8.37% ต่อปี

เหล่าผู้ท้าชิงของเรา กองหุ้นแบบบริหารจัดการโดยเฉลี่ยทำผลตอบแทนทบต้นย้อนหลังได้เพียง 6.78% หรือทำได้แค่ 81% ของผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ และมีจำนวนเพียง 50 กองเท่านั้นที่ชนะ SET TR พูดอีกแบบก็คือ กองหุ้นเกือบ 70% ทำผลตอบแทนได้แย่กว่าตลาดหุ้น

Case 3 : ถ้าเลือกลงทุนกองทุนดัชนีแทนกองทุนบริหาร

ผมใช้กองทุนทหารไทย SET50 เป็นตัวแทน เพราะตั้งมานานสุด (2544) เราจะพบว่า กองทุนทำผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีได้เฉลี่ย 9.34% ต่อปี และ 5 ปีเฉลี่ย 6.13% ต่อปี ซึ่งถ้าเอามาเทียบตำแหน่งผลตอบแทนแล้วจะพบว่า

ช่วงระยะเวลา 10 ปีนั้น จำนวน 120 กองทุน มีเพียง 42 กองทุนที่แพ้ทหารไทย SET50 หรือพูดอีกแบบว่า กองทุน TMB50 มันทำผลตอบแทนชนะแค่ 35% ของกองทุนทั้งหมด (ซึ่งต่างจาก SET TRI ที่ชนะถึง 65%)

ส่วนช่วง 5 ปีย้อนหลัง กองทุนทหารไทย SET50 ชนะ 57 จาก 154 กองทุน หรือชนะกองทุนประมาณ 40% (ในขณะที่ SET TRI ชนะกองทุนเกือบ 70%)

บทสรุป

กองหุ้น ส่วนใหญ่ในบ้านเราในแต่ละช่วงเวลา เฉลี่ยแล้ว 60-70% จะแพ้ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นครับ (สอดคล้องกับบทวิจัยก่อนหน้าของผมที่ว่า กองทุน LTF ส่วนใหญ่แพ้ตลาดหุ้น) จึงมีโอกาสค่อนข้างน้อยที่ในระยะยาวนั้นกองทุนแบบบริหารจัดการคัดเลือกหุ้น (actively managed funds) ทั้งหลายจะทำผลตอบแทนได้สูงพอจะชนะตลาดหุ้น

ถ้าหากคุณคาดหวังแบบชนะตลาดหุ้น 2% ต่อปี ผมจะบอกให้ว่า ในช่วงเวลา 10 ปี มีแค่ 6 จาก 120 กองทุน และในช่วง 5 ปีย้อนหลัง มีแค่ 17 จาก 154 หรือพูดกว้าง ๆ ได้ว่า จะหากองทุนที่ชนะตลาดหุ้นระยะยาวแบบได้ส่วนเกิน +2% ต่อปี คุณต้องงมกองทุนด้วยโอกาสความน่าจะเป็นเพียง 5-10% ให้ได้ และความยากอยู่ที่

(1) คุณต้องรู้ว่าอีก 5, 10, 20, 30 ปีข้างหน้าใครจะผลตอบแทนอยู่ลำดับแรก

(2) คุณรู้ผู้ชนะไม่พอ คุณต้องถือผู้ชนะนั้นตลอด 5, 10, 20, 30 ปีด้วย

(3) มันยากตั้งแต่หาข้อ 1 แล้วครับ เพราะผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถบอกผลตอบแทนในอนาคตได้ (โปรดดูตัวอย่างจากกอง LTF >Click)

ลองเดาดูก็ได้ครับว่าใครจะเป็นที่ 1 ในอีก 20, 30 ปีข้างหน้า โดยดูผลตอบแทนย้อนหลังตอนนี้ ซึ่งสีฟ้าที่เน้นไว้คือจะให้เห็นว่ามีโอกาสต่ำกว่าครึ่งที่คุณปาเป้าที่ 1-10 แล้วมันจะไม่อยู่ในช่วงเวลาถัดไป

11111

ซึ่งถ้าคุณคิดว่าเดาไม่ถูกแน่ ๆ อันนี้ถือว่าคุณได้เริ่มต้นเห็นทางสว่างแล้วครับ เพราะในต่างประเทศนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะลงทุนหุ้นระยะยาวก็คือ

ลงทุนใน “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด” 

ซึ่งปัญหามันก็อยู่ที่ตรงนี้ครับ บ้านเรานั้นเก็บค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมกองทุนดัชนีค่อนข้างแพงมาก (เก็บกันที่ 0.6-0.9% ต่อปีเลยทีเดียว) ทำให้กองทุนพวกนี้ไม่โชว์ผลตอบแทนที่เห็นชัดเจนว่า ในระยะยาวกองทุนดัชนีชนะกองทุนบริหารได้เกือบ 70-80%

ขอจบบทความนี้ด้วยคำกล่าวสำคัญของ Warren Buffett ในรายงานประจำปี 1996 ที่ว่า

“Let me add a few thoughts about your own investments.  Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.”

ก็อย่างที่บัฟเฟตต์ว่าครับ “วิธีที่ดีที่สุดที่ (คนส่วนใหญ่) จะลงทุนในหุ้นสามัญก็คือ ลงทุนในกองทุนดัชนีที่คิดใช้จ่ายต่ำที่สุด” ในระยะยาวนั้นผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายของคุณจะดีกว่านักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น ถ้าไม่เชื่อลองดูข้างบนก็ได้ครับว่า ในระยะยาวนั้นมีกองทุนจำนวนน้อยนิดที่จะชนะตลาดหุ้นได้จริง ๆ

บทความอื่นที่แนะนำ

(1) ทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้น

(2) ความเสียเวลาในการนั่งดูผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน

(3) กองทุนดัชนี (index funds) คืออะไร?


** บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงแนวคิดส่วนตัวเกี่ยวกับวิธีการลงทุนของผู้เขียน ไม่ได้มีเจตนาชักชวนให้ลงทุนตาม ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน