ออมเงินให้ลูก : วิธีการเก็บเงินให้อนาคตของเด็ก

ออมเงินให้ลูก

ออมเงินให้ลูก : อนาคตบุตรหลานอยู่ในมือท่าน

พ่อแม่และผู้ปกครองย่อมเข้าใจเป็นอย่างดีว่า การเลี้ยงดูบุตรหลานให้เติบโตเป็นคนที่ดีและมีคุณภาพในอนาคตนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และแน่นอนว่าการลงทุนอย่างหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ก็คือการลงทุนในอนาคตของคน ๆ หนึ่ง หากการลงทุนในความรู้ให้ผลประโยชน์ที่มหาศาลเพียงใด การลงทุนในเด็กคนหนึ่งให้พร้อมพูนบริบูรณ์ซึ่งความรู้ที่จะทำประโยชน์ให้คนอีกจำนวนมากในอนาคตยิ่งทวีค่ายิ่งไปกว่านั้น

บทความนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากการอ่าน บันทึกพอร์ตลงทุนของน้องไอวี่ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ของน้องไอวี่ได้ทำการออมเงินและลงทุนให้สำหรับอนาคตของน้องไอวี่ ซึ่งเป็นความประทับใจของผมมาก คือต้องบอกก่อนว่า ตั้งแต่ผมเขียนบทความลงทุนมาและตระหนักได้ถึงพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น คุณรู้ไหมครับว่าใครที่จะใช้พลังของมันได้ดีที่สุด คำตอบก็คือ ติ๊กต่อก ๆ เด็กแรกเกิดนั่นเอง!

1. ทำไมการ ออมเงินให้ลูก จึงสำคัญมาก

เด็กที่พึ่งเกิดมานั้นได้รับพร 1 ใน 3 ประการของมหัศจรรรย์แห่งดอกเบี้ยทบต้นไปโดยอัตโนมัตินั่นคือ “ระยะเวลาของการลงทุน” เด็กทุกคนอันรวมไปถึงบุตรหลานของผู้ที่อ่านบทความนี้อยู่ มีระยะเวลาลงทุนที่ยาวนานได้มาก เพราะถ้าเอาตามอายุขัยเฉลี่ยคนไทยก็นู่นเลย 70-80 ปี

ส่วนพรอีก 2 ประการที่เหลือก็คือ “จำนวนเงินออม” กับ “อัตราผลตอบแทน” ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้อยู่ภายใต้กำมือและการตัดสินใจของพ่อแม่และผู้ปกครองอย่างยิ่ง แน่นอนว่าเด็กที่เกิดมาย่อมไม่มีกระแสเงินสดหรือรายได้เงินเดือนและเด็กไม่อาจลงทุนเองได้ ผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กอย่างมหาศาลก็คือคนที่ดูแลเขาและตระหนักได้ว่าควรจะต้องออมเงินหรือลงทุนบางอย่างให้กับเด็กนั้น

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า การตัดสินใจเรื่องของ “การออมเงินให้ลูก” เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะส่งผลกระทบต่อเด็กในอนาคตอย่างมหาศาล ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจเริ่ม ออมเงินให้ลูก และทำอย่างถูกต้อง อนาคตของเด็กในภายภาคหน้าจะเจิดจ้าอย่างมากและแจ่มแจ้งยิ่งกว่าแสงตะวันในตอนเที่ยง

ในเมื่อตัวเด็กนั้นได้พลังแห่ง “เวลา” ไว้ข้างกาย แต่สองผสานที่เหลือทั้ง “จำนวนเงิน” และ “ผลตอบแทน” กลับไปอยู่ในมือของพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคนที่ดูแลเด็ก ทุกสิ่งที่พวกเขาได้ตัดสินใจหรือไม่ตัดสินใจย่อมส่งผลกระทบในระดับสูงสุดกับอนาคตและความมั่งคั่งเด็กทั้งนั้น เรามาดูตัวอย่างข้างล่างนี้กัน

สมมติว่าเราเริ่มต้นที่เด็กอายุ 1 วันกันเลย หากพ่อแม่หรือคนที่เกี่ยวข้องเริ่มเก็บเงินออมเงินให้ลูกในวันนี้ เด็กจะต้องเรียนอนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัยในอนาคต ซึ่งกว่าเด็กจะเข้ามหาวิทยาลัยก็ราว ๆ อายุ 17-18 ปีและหากต่อปริญญาโทเลยก็ในช่วงเวลาใกล้กัน 22-23 ปี นั่นเท่ากับว่าพ่อแม่ผู้ปกครองย่อมจะต้องส่งเสียเลี้ยงดูค่าใช้จ่ายในส่วนของการเรียนการศึกษาไปกว่า 20 ปี และโดยปกติมันย่อมจะต้องรวมถึงค่าอาหาร เดินทาง ที่อยู่อาศัย และอิจิปาถะอื่น ๆ ด้วย

มาดูกันว่าทำไมพ่อแม่จึงเป็นผู้กำหนดทิศทางของเงินในอนาคตเด็กอย่างมาก

หากเราต้องการเก็บเงินให้เด็กในช่วงปริญญาตรี นั่นคือ ตอนอายุ 18 ปี และในกรณีสำหรับต่อปริญญาโทก็คือ 22 ปี หากพ่อแม่ผู้ปกครอง เก็บเงินให้ลูก เดือนละ 1,000 บาทไว้ในบัญชีออมทรัพย์ ซึ่งผลตอบแทนตอนนี้เกือบติด 0% (ขนาดสลากออมสิน 5 ปีแบบไม่ถูกรางวัลก็ให้ผลตอบแทนไม่มากไปกว่านั้นคือ 0.8% ต่อปี) อันเราจะคำนวณแบบหยาบ ๆ ไปเลยว่าเป็นการออมเงินให้ลูกโดยไม่มีผลตอบแทน หากคิดเงินก้อนที่จะได้ก็คิดจากเงินเก็บปีละ 12,000 หรือ 18 ปีก็จะได้ 216,000 หรือถ้า 22 ปีก็ 264,000 บาท

เปลี่ยนใหม่เป็นการเก็บเงินในอะไรที่ได้ผลตอบแทนช่วง 2-3% ต่อปี เช่น เงินฝากประจำ หรือกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งผมใช้ตัวเลขผลตอบแทนคือ 3% ต่อปี การลงทุนด้วยเงิน 1,000 ทุกเดือนตั้งแต่อายุ 1 วัน พอถึงอายุ 18 จะได้เงิน 280,973.22 ส่วนอายุ 22 ปีได้ 366,441.36 บาท

หากเปลี่ยนอีกทีเป็นอัตรา 8% ต่อปี โดยอ้างอิงผลตอบแทนช่วงต่ำของ ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น ความอัศจรรย์ก็จะบังเกิดครับ เพราะการออมเงินให้ลูกหลานเดือนละ 1,000 บาทนั้น เมื่อลูกหลานอายุ 18 ปีจะมีเงิน 449,402.92 (เกือบ 5 แสน) ส่วนตอนอายุ 22 ปีจะมี 665,481.06 บาท (เกือบ 7 แสน)

คุณอาจจะว่าไม่เห็นถึง 1 ล้านเลย แต่ผมขอให้อ่านย้อนอีกครั้ง นี่คือเดือนละ 1,000 บาท! หากท่านอยากรู้ตัวเลขของออมเงินเดือนละ 2,000 หรือ 3,000 ท่านก็จับตัวเลขข้างบนของผมไปคูณ 2 หรือคูณ 3

เห็นไหมครับว่าทำไมถึงสำคัญ หากเราถือคติว่าสิ่งที่จะให้ได้ดีสุดอย่างหนึ่งในชีวิตคนคือการศึกษา การที่ท่านออมเงินเพื่อการเล่าเรียนของบุตรหลานน้อยหรือออมเงินและลงทุนไม่ถูกที่ กำลังของทุนในการสนับสนุนอนาคตเด็กจะอ่อนเปลี้ยเพลียแรงหรือจะไม่รับแรงกระแทก หรือไม่อาจเปิดโอกาสสำหรับเด็กในอนาคต ทั้งหมดนี้จึงล้วนอยู่ที่การตัดสินใจทางการเงินของพ่อแม่ผู้ปกครองเลย

2. ประเภทของ เงินออมเพื่อลูก

อย่างแรกที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนของบุตรหลานนั้นมันมีลักษณะคล้าย ๆ การก้าวขึ้นบันได เราจะต้องมองไปที่ขั้นสูงสุดว่าจะไปถึงจุดหมายยังไง หากแต่ระหว่างเดินมันก็จะมีเป็นชั้น ๆ ให้ก้าวข้าม ซึ่งค่าใช้จ่ายในการศึกษาก็เช่นกัน ระหว่างที่เรามองไปยังค่าใช้จ่ายในชั้นปริญญา เราก็ไม่สามารถลืมไปได้ว่าเราจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในระดับอนุบาล ประถม และมัธยมก่อน

สมมติเราคิดเรื่องออมเงินตั้งแต่เด็กอายุ 1 วันเช่นเดิม และถ้าตัวเลขนี้ทำให้ท่านขัดใจว่ามาคิดเรื่องเด็ก ณ วันที่เด็กเกิดจะทันหรอ นั่นแสดงว่าท่านมาถูกทางเพราะอันที่จริง (ถ้าเป็นไปได้) เราควรจะคิดไปก่อนที่เด็กจะเกิดมาด้วยซ้ำ!

สำหรับค่าใช้จ่ายเรื่องการศึกษาและอาจจะเรื่องอื่น ๆ ในช่วงต้นของเด็ก ผมคงจะไม่เขียนอธิบายมาก เพราะมันมักจะเป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายในเวลาไม่นาน จึงไม่อาจเอาไปลงทุนอะไรได้มากนัก (ต้องไม่ลืมว่าอย่างการลงทุนในหุ้นควรจะต้องลงทุนยาว 7-10 ปีขึ้นไป) ถ้าจะเขียนอธิบายรวบยอดก็คือ พ่อแม่และผู้ปกครองควรจะต้องมีเงินสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายเด็กใน 1-3 ปีข้างหน้าไว้พร้อมเสมอ และควรจะอยู่ในอะไรที่มีระดับปลอดภัย มีสภาพคล่องและถอนมาใช้ง่าย ซึ่งเหมาะสมสุดก็คงจะหนีไม่พ้นบัญชีเงินฝาก หรืออาจจะพักไว้ใน กองทุนตลาดเงิน หรือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

ในขณะที่เงินตอนเรียนมัธยมหรือมหาวิทยาลัยนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถแบ่งไว้ลงทุนแยกได้ เพราะกว่าเด็กจะเรียนมัธยมก็ตอนอายุ 10 ปีขึ้นไป (ม.ปลายก็ราว ๆ 15) มหาวิทยาลัยก็ราว ๆ 17-18 เราจึงควรแยกเงินไว้สำหรับการเรียนของเด็กในชั้นปีโต ๆ กับในชั้นเรียนใกล้ ๆ เช่น ตอนลูกอายุ 1 ขวบเราก็ควรจะแบ่งเงินกลุ่มหนึ่งสำหรับค่าใช้จ่ายในไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งต้องครอบคลุมชั้นอนุบาลเผื่อไว้สำหรับประถมศึกษา หากแต่เราจะต้องแบ่งส่วนเงินกลุ่มหนึ่งให้กับค่าใช้จ่ายสำหรับการเรียนในมัธยมกับมหาวิทยาลัยแยกออกมาเลย

ดังนั้น แต่ละครอบครัวควรจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนสำหรับการเรียนในอนาคตของลูกอย่างที่อธิบายไปด้านบน โดยแยกจากค่าใช้จ่ายในชั้นปีใกล้ ๆ เช่น ค่าเทอมที่จะต้องจ่ายใน 3 ปีข้างหน้า

3. แนวทางและวิธีการ ออมเงินให้ลูก สำหรับค่าใช้จ่ายระยะยาว

อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะมีคำถามว่า แล้วจะต้องลงทุนอย่างไร? เราลองมาดูกันครับ

(1) จากบทความ บันทึกพอร์ตลงทุนของน้องไอวี่ เนื่องจากคุณพ่อและคุณแม่เป็นผู้ก่อตั้ง Jitta.com และมีแนวทางลงทุนของตัวเองโดยอาศัย Jitta Way ทำให้เราเห็นได้ถึง 2 อย่าง นั่นคือ ความรักที่ครอบครัวนี้มีให้กับเด็กและการวางแผนในเรื่องการเงินในอนาคตของเด็กที่ลงมือทำจริงด้วย โดยเน้นลงทุนในหุ้นผ่านวิธีการคัดเลือกตามแนวทาง Jitta ซึ่งหลักการลงทุนที่คุณตราวุทธิ์คุณพ่อของน้องไอวี่อธิบาย มีความครบถ้วนในเรื่องของการลงทุนระยะยาวของตลาดหุ้นครับ

juneweek1_ivy-04

การลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นจะต้องอาศัยทัศนคติกำกับการลงทุนตลอดเวลา โดยพ่อแม่และผู้ปกครองจะต้องเข้าใจว่า ตาดหุ้นนั้นมีความผันผวนขึ้นลงตลอดเวลา หากแต่ในระยะยาวนั้นผลตอบแทนที่แท้จริงของตลาดหุ้นจะปรากฏออกมา เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำการลงทุนระยะยาว ควบคุมจิตใจตนเอง และจัดการเรื่องความเสี่ยงในการลงทุนอย่างเหมาะสม เช่น มีการกระจายลงทุนที่เพียงพอ

(2) แนวทางในการลงทุนแบบอื่น ๆ

“สำหรับผมนั้น” ที่ผมยกว่าเฉพาะผม แสดงว่าหากเป็นคนอื่นซึ่งรวมถึงผู้อ่านย่อมไม่ผูกพันจะตัดสินใจตามนี้ ขอให้ทำความเข้าใจหลักการแล้วไปตัดสินใจที่สอดคล้องเหมาะสม ถ้าผมจะ ออมเงินให้ลูก หรือหลานของผม ผมจะลงทุนในหุ้น 100% เพราะ A) เป็นการลงทุนระยะยาวที่มีเวลาเป็นแต้มต่ออันผ่านความผันผวนของตลาดหุ้นช่วงสั้นได้ และ B) ผลตอบแทนหุ้นในระยะยาวน่าประทับใจและเร่งปริมาณเงินได้สูงอันจะสร้างความแตกต่างของเงินในอนาคตเทียบกับการแช่ในเงินฝากไว้เฉย ๆ อย่างมาก

เนื่องจากมันมีมีความหลากหลายในการยอมรับความเสี่ยงและระดับการขาดทุนที่พ่อแม่รับได้ (โปรดสังเกตว่าไม่ใช้ว่าระดับที่ลูกรับได้ เพราะท้ายสุดก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ เหมือนที่ลูกไม่อาจเลือกเสื้อใส่เองได้ตอนอายุน้อย) แต่ผมจะเขียนให้ท่านเข้าใจไว้ก่อนว่า ในระยะยาวผลตอบแทนจากหุ้นเป็นผลตอบแทนที่สูงมากระดับ 8-10% โดยเฉลี่ยทบต้นต่อปี หากท่านลงทุนในหุ้น 100% ของเงินลงทุนก็จะได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับเลขพวกนี้ แต่ถ้าลดระดับหุ้นลงเช่นแบ่งเงินไปลงทุนในหุ้น 50% ที่เหลือเป็นเงินฝาก ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับก็จะลดต่ำลงไปด้วย ซึ่งถ้าอยากให้เงินเท่ากัน ในเมื่อลดผลตอบแทนลงมา ปริมาณเงินเก็บย่อมควรจะต้องสูงขึ้น

หากผมเผื่อเงินไว้ในการเรียนต่อปริญญาโทตอนอายุ 22 ปี สมมติให้ไปเรียนนอกเลยอย่างเต็มที่ เราจะใจป้ำเตรียมไว้สุด ๆ ไปเลยเผื่อเด็ก 3-5 ล้านบาท ผมลองคำนวณแล้วก็พบว่า เพียงทำผลตอบแทนได้ 8% ต่อปีและสามารถออมเงินได้เดือนละ 5,000 บาทก็จะได้เงินในอนาคต 3.3 ล้านบาท หรือ 7,500 บาทก็จะได้ 5 ล้าน ถ้าในระยะยาวได้มากกว่า 8% เงินออมจะยิ่งมากกว่านี้

และแม้ในช่วงเรียนป.ตรีหรือเรียนมัธยม หากมีความจำเป็นก็อาจจะดึงเงินก้อนนี้ออกมาบ้างก็ได้ หากแต่ก็ควรเติมกลับไปให้เยอะกว่าเดิมเพื่อเป็นการชดเชยส่วนของเงินที่ถอนออกมาก่อน และเผลอ ๆ ตัวเลข 3-5 ล้านอาจจะดูสูงไปด้วยซ้ำ หากเด็กไม่ได้เรียนต่อในประเทศอย่าง US หรือ UK หรือไม่ได้ไปเรียนนอก เงินที่เหลือนั้นเป็นส่วนเกินความมั่งคั่งของครอบครัวท่านแท้ ๆ เลย และเผลอ ๆ อาจจะไม่ต้องใช้เงินก้อนนี้ถ้าหากเด็กได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อ เพียงแต่อย่างไรนั้นก็คงต้องใช้สำหรับช่วงเวลาเตรียมตัวไปเรียน เผื่อขาด หรือรองรับความไม่แน่นอนในอนาคตอยู่ดี

โดยวิธีการลงทุนระยะยาวในหุ้นและได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นนั้น พ่อแม่และผู้ปกครองของบุตรหลานสามารถทำได้อย่างเงียบง่ายผ่านการลงทุนระยะยาวใน กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ซึ่งเป็นวิธีที่นักลงทุนและนักการเงินระดับโลกหลายคนแนะนำ โดยกองทุนดัชนีในประเทศไทยนั้นมักจะลงทุนเลียนแบบดัชนี SET หรือ SET50

และเราสามารถลงทุนระยะยาวได้อย่างง่าย ๆ โดยอาศัยวิธีที่ตัดอารมณ์ในการลงทุนทิ้งและใช้วินัยในการกำกับแทน คือ วิธีลงทุนแบบประจำ (regular investing) ซึ่งก็เช่นเคยว่ามีบุคคลในระดับตำนานของวงการลงทุนหลายคนแนะนำว่าเหมาะสมกับคนทั่วไป และแน่นอนว่าเหมาะสมกับการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตของลูกหลานด้วย

ถ้าหากเราพูดกันด้วยใจจริง ถ้าผมมีลูก ผมจะกันเงินส่วนหนึ่งลงทุนเป็นประจำผ่านกองทุนหุ้นที่ลงทุนในหุ้น 100% เช่น กองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ เป็นประจำทุกเดือน หักจากเงินเดือนหรือรายได้โดยอัตโนมัติ เพราะสำหรับผมผู้ซึ่งให้คุณค่ากับการศึกษาและเชื่อเรื่องที่ว่า การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดคือการลงทุนในด้านการศึกษา (มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน – ไม่สิผมว่ามันเหลือคณานับด้วยซ้ำ) ผมจะไม่พลาดโอกาสที่จะมอบสิ่งที่ทรงค่าที่สุดคือ เงินทุนในการสนับสนุนความรู้ให้กับอนาคตของเขาครับ

4. บทสรุปการ ออมเงินให้ลูก

ผมนั้นอยากจะเขียนเรื่องการออมเงินและลงทุนให้เด็กมาค่อนข้างนาน เพราะไม่อาจปล่อยผ่านเรื่องอนาคตของเด็กไปได้ และเนื่องจากถ้ารอให้ตัวผมเองมีลูกแล้วเขียนให้อ่านก็คงจะใช้เวลาอีกแสนนาน การได้ไปเห็นบทความของน้องไอวี่จึงเตือนให้นึกถึงว่าลืมเขียนบทความเรื่องนี้ไป

ส่วนตัวก็คงต้องย้ำอีกครั้งว่า การออมเงินเพื่ออนาคตของเด็กที่ได้พลังแห่งระยะเวลาเข้ามาเสริมเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าหากท่านเสียใจว่าท่านออมเงินและลงทุนช้า โปรดอย่าได้ผิดพลาดหากมีโอกาสซ้ำเป็นครั้งที่สองที่จะได้ออมเงินและลงทุนให้เด็กในอนาคต

อย่างไรก็ดี เท่าที่ผมสังเกตนั้น ส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่ผู้ปกครองจะมีการออมเงินในอนาคตให้เด็กกันในระดับหนึ่ง ด้วยพลังแห่งความรักอันบริสุทธิ์ต่อหนึ่งชีวิตเลือดเนื้อเชื้อไข ดูจะทำให้คนทั่วไปมักคำนึงถึงค่าใช้จ่ายเด็กกันอยู่แล้ว หากแต่ปัญหาที่มองไม่เห็นก็คือ คนส่วนใหญ่มักจะคำนึงถึงเฉพาะค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่กำลังจะถึงในภาพใกล้ ๆ โดยละเลยการออมเงินเพื่อการศึกษาของลูกหลานในระยะยาว หรือแม้จะได้คำนึงถึงและมีการกันส่วนให้แต่ก็ยังพลาดไปที่เอาเงินนอนแช่ไว้ในบัญชีเงินฝากอันแทบจะไร้ผลตอบแทน

การตัดสินใจเรื่องวางแผนการเงินในส่วนของค่าใช้จ่ายในการศึกษาเด็กได้ดี ประโยชน์ที่ท่านจะได้รับ บุตรหลานของท่านจะได้รับนั้น ก็ต้องพูดกันอีกครั้งว่ามันมหาศาลเกินกว่าที่จะวัดคุณค่าได้ ย้ำกันเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ด้วยความห่วงใย

An investment in knowledge pays the best interest. — Benjamin Franklin

Comments