ผลตอบแทนหุ้น : ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนตลาดหุ้น

ผลตอบแทนหุ้น : ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนตลาดหุ้น

“ผลตอบแทนหุ้น” และผลตอบแทนตลาดหุ้น

ผลตอบแทนหุ้น เป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนล้วนสนใจ เรามักจะได้ยินเสมอว่าหุ้นนั้นให้ผลตอบแทนสูง และมักจะตามมาด้วยคำว่าหุ้นมีความเสี่ยงสูง ตัวเลขที่มักพูดกันติดปากคือผลตอบแทนระยะยาวของหุ้นคือ 10% ต่อปี ซึ่งผลตอบแทนของคำว่าหุ้นในประโยคข้างต้นหมายความถึงผลตอบแทนรวมของทั้งตลาดหุ้น โดยบทความนี้จะมาทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ของผลตอบแทนหุ้นและผลตอบแทนของตลาดหุ้น เพื่อสร้างความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องสำหรับกำกับการลงทุนระยะยาวของนักลงทุนทุกคนไว้

1. แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ ผลตอบแทนหุ้น และตลาดหุ้น

เรามาเริ่มต้นทำความเข้าใจอย่างแรกเลยก็คือ หุ้น (stocks) คืออะไร? อธิบายคร่าว ๆ หุ้นก็คือสินทรัพย์ในการลงทุนอย่างหนึ่งที่เมื่อท่านซื้อแล้วก็จะได้สิทธิในการเป็นผู้ถือหุ้น มีส่วนร่วมในผลกำไรหรือเงินปันผล รวมถึงสิทธิอื่น ๆ ตามกฎหมาย โดยเบื้องหลังของหุ้นทุกหุ้นก็คือธุรกิจที่มีตัวตนจริง1 และเรามี วิธีลงทุนหุ้นได้ 2 แบบ คือ ลงทุนคัดเลือกหุ้นเองโดยเปิดบัญชีผ่านบริษัทหลักทรัพย์ กับการลงทุนผ่านกองทุนรวม

โดยผลตอบแทนระยะยาวของหุ้นนั้น เราอาจจะพูดกว้าง ๆ ได้ว่า ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนรวมระยะยาวที่ประมาณ 7-11% ทบต้นต่อปี ที่ใช้ตัวเลขฐานกว้างเพราะเราอิงมาจากค่าสถิติผลตอบแทนของตลาดหุ้นหลายที่ในโลกและเพื่อเป็นการตัดปัญหาคำว่าระยะยาวนี่คือกี่ปี ซึ่งโดยปกติเช่นตัวผมนั้นคำว่าลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นควรจะมากกว่า 10-20 ปีขึ้นไป และคำพูดติดปากมักจะเป็นว่าในระยะยาวแล้วหุ้นน่าจะให้ผลตอบแทนระหว่าง 9-10% ทบต้นต่อปี แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรใช้ตัวเลขฐานกว้างไปเลยดีกว่า คือ 7-11% ต่อปีเพื่อให้ตระหนักว่าผลตอบแทนตลาดหุ้นระยะยาวมีความเหวี่ยงอยู่นิด ๆ

โดยผลตอบแทนระยะยาวของหุ้นนั้น เราอาจจะพูดกว้าง ๆ ได้ว่า ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนรวมระยะยาวที่ประมาณ 7-11% ทบต้นต่อปี

โดยผลตอบแทนนี้จะมาจาก 2 ส่วน คือ ผลตอบแทนที่มาจากราคาหุ้นที่สูงขึ้น (capital gain) กับผลตอบแทนจากเงินปันผล (dividend) ซึ่งผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นจะคิดโดยนำเงินปันผลมาลงทุนกลับ (reinvest) และที่เรียกมันว่าผลตอบแทนรวมของหุ้น (Stock Total Returns) ก็เพราะเป็นการคิดผลตอบแทนมาจากการถือหุ้นทั้งตลาดหรือคิดจากผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้น (ไม่ใช่คิดจากหุ้นรายตัว)

ในอีกทางหนึ่งอาจอธิบายได้ว่า ผลตอบแทนของตลาดหุ้นในระยะยาวมาจากผลตอบแทนจริง ๆ ของธุรกิจต่าง ๆ [เบื้องหลังหุ้น] โดยส่วนหนึ่งมาจากเงินปันผลที่ธุรกิจหรือบริษัทเหล่านั้นจ่ายออกมา และส่วนที่เหลือมาจากอัตราการเติบโตของกำไรธุรกิจ2

โดยบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือมีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ทำกิจการเกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันของนักลงทุนอยู่แล้ว และคนทั่วไปก็รู้จักหรือใช้บริการกันอยู่ทุกวัน เช่น ปตท. ธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย บริษัทมือถือ บริษัทขนส่งมวลชน ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ ซึ่งการถือหุ้นทุกตัวในตลาดรวมกันก็เปรียบเสมือนดั่งการซื้อและถือส่วนในกิจการของกลุ่มบริษัทที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย

businessinset

นักลงทุนควรจะมองทะลุให้เห็นว่าในอนาคตกลุ่มบริษัทเรานี้ก็จะเติบโตทั้งรายได้หรือกำไรด้วยการขายสินค้าและบริการมากขึ้น ขยายกิจการ เปิดสาขาใหม่ และถึงแม้บางบริษัทจะทำได้ไม่ดีหรือต้องล้มหายตายจากไปก็ตาม หากแต่ในภาพรวมนั้นกลุ่มธุรกิจก็ควรจะเติบโตไปอย่างน้อยก็ตาม GDP และเงินเฟ้อ (inflation) และอย่างที่เกริ่นไปนั้น นักลงทุนยังได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลเข้ามาเสริมอีก

นักลงทุนโปรดคิดภาพในหัวไว้ว่าผลตอบแทนนี้มาจากการที่นักลงทุนซื้อหุ้นทุกตัวในตลาดมาถือเอาไว้ หากนักลงทุนถามว่าเราจะทำแบบนั้นได้หรอ ต้องตอบว่านักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนดังว่านี้ง่าย ๆ โดยการซื้อ กองทุนดัชนี (index funds) ซึ่งลงทุนเลียนแบบหุ้นทั้งตลาดหรือหุ้นเกือบทั้งตลาดครับ3 (ในไทยก้คือดัชนี SET, SET50, SET100 เป็นต้น)

ดังนั้น นักลงทุนหรือคนทั่วไปย่อมสามารถถือครองกลุ่มบริษัทที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ ได้ด้วยเงินก้อนนิดเดียว เช่น 500 บาท หรือ 1 บาท ผ่านการซื้อและถือครอง กองทุนดัชนีที่ลงทุนในหุ้นไทย ซึ่งนักลงทุนและนักการเงินชื่อดังทั้งหลายก็แนะนำว่า เป็นการลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ (low-cost) มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (well and broadly diversified) และในอนาคตจะทำผลตอบแทนได้มากกว่าการไปซื้อและลงทุนในกองทุนแบบบริหารจัดการคัดเลือกหุ้น (actively managed funds)

“การลงทุนที่ประสบความสำเร็จเป็นเรื่องของการถือครองธุรกิจทั้งหลาย[ในประเทศหรือในโลก]และเก็บเกี่ยวผลตอบแทนที่ได้รับทั้งเงินปันผลและการเติบโตของกำไรจากกลุ่มธุรกิจดังกล่าว”4

2. ผลตอบแทนหุ้น มีความผันผวนในระยะสั้นแต่เสถียรในระยะยาว

เวลาพูดถึงผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น เช่น ผลตอบแทนรวมของ SET (SET TR) โดยบอกว่าได้ 10% ต่อปี คนทั่วไปก็จะเถียงว่าหุ้นมันผันผวนมันจะ 10% ต่อปีได้ยังไง! เพราะในความคิดเขาคือ ผลตอบแทนปีที่ 1 ก็คือ 10% ปีสอง 10% ปีสาม ปีสี่ … ก็ปีละ 10% ซึ่งไม่ใช่ครับ เราจึงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะเห็นคนกลุ่มหนึ่งเถียงว่าหุ้นไม่ได้ให้ผลตอบแทนเท่านี้ เขาจะไปหาผลตอบแทน 10% ต่อปีทุกปีได้ยังไงกัน นั่นเพราะเขาติดภาพของเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยเท่า ๆ กันทุกปี

โดยผลตอบแทนตลาดหุ้นเวลาเขาบอกว่ามีผลตอบแทนคิดเฉลี่ยต่อปีนั้น มันมาจากการคิดย้อนกลับมาว่าในแต่ละปีได้เฉลี่ยเท่าไหร่ หากแต่เรื่องจริงในระหว่างปีมันจะมีความผันผวนรวมถึงติดลบได้ เช่น ปีที่ 1 ผลตอบแทน +10% ปีที่สองผลตอบแทนติดลบ -10% และปีที่สามผลตอบแทน +20% ซึ่งตัวเลขผลตอบแทนเฉลี่ยนั้นควรจะต้องเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้น (compound interest)

สาเหตุที่ต้องใช้ตัวเลขผลตอบแทนทบต้นเพราะถ้าเอาเลขข้างบนมาบวกกันแบบเร็ว ๆ มันจะได้ผลตอบแทนรวมแค่ 10% แต่ถ้าคิดแบบเฉลี่ยทบต้นจะได้ผลตอบแทนต่อปีเท่ากับ 5.91% หรือเราอาจคิดแบบสมมติเงินลงทุน 100 บาท สิ้นปีที่ 1 กลายเป็น 110 บาท สิ้นปีที่สองเป็น 99 บาท สิ้นปีที่สามเป็น 118.8 บาท ผลตอบแทน 3 ปีได้ 18.8 บาทจากเงินต้น 100 ก็เท่ากับได้ผลตอบแทนเสมือนดอกเบี้ยทบต้นที่ 5.91% ต่อปี

เริ่มต้นนั้นเราลองมาดูผลตอบแทนรวมต่อปีของตลาดหลักทรัพย์ไทยตั้งแต่ก่อตั้งปี 1975-2017 (43 ปี) แยกให้เห็นตัวเลขรายปี ดังรูปด้านล่างนี้ครับ

ผลตอบแทนหุ้น ตลาดหุ้น 1975-2017

ท่านจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนในแต่ละปีมีความผันผวนอย่างมาก ซึ่งอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือในระยะยาวนั้นผลตอบแทนรวมรายปีของตลาดหุ้นไทย (SET Total Return: SET TR or SET TRI) มักจะเป็นบวก มีน้อยปีที่ติดลบ จาก 43 ปี มีเพียง 15 ปีเท่านั้นที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนรวมติดลบ (โอกาส 35%) และปีที่ติดลบมากกว่า 15% ก็มีแค่เพียงแค่ 7 ปีเท่านั้น (โอกาส 16.28%)

การผันผวนของตลาดหุ้น การที่ตลาดหุ้นมีขึ้นมีลงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เป็นเรื่องปกติเฉกเช่นฤดูต่าง ๆ5 ที่ต้องหมุนเวียน มีหน้าหนาวเดี๋ยวก็มีหน้าร้อน หน้าฝน นักลงทุนจะต้องเพิกเฉยต่อความผันผวนช่วงสั้นและอดทนมีวินัยลงทุนระยะยาวให้ได้แม้ในวันที่ดูเหมือนตลาดหุ้นจะถล่มทลายมืดมิดไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็ตาม6

ต้องขอแทรกแง่คิดไว้ตรงนี้ว่า การกังวลตลาดหุ้นตกหนักมากไปและพยายามจับจังหวะลงทุนไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะในภาพลงทุนระยะยาวตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่า การนั่งรอหาโอกาสจับจังหวะ (market timing) หรือ การรอหุ้นตก อาจจะทำให้ท่านได้ผลตอบแทนที่ทิ้งห่างจากผลตอบแทนจริงที่ตลาดหุ้นทำได้และเราสามารถจะได้รับผลตอบแทนดังว่าอย่างง่าย ๆ เพียงแค่ลงทุนโดยกลยุทธ์ซื้อแล้วถือครองระยะยาว (buy-and-hold strategy)

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ออมเงินและซื้อสะสมเป็นประจำ (DCA) ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำไปเรื่อย ๆ อันเป็นวิธีที่เหมาะสมกับคนทั่วไปในการลงทุนระยะยาวของหุ้นและกองทุนหุ้น และเป็นหนึ่งใน 10 วิธีสู่ความร่ำรวยที่ทำได้ง่ายมาก ๆ แค่ต้องอาศัยระยะเวลาลงทุนให้ความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นทำงาน7

ถามว่าระยะเวลาถือครองหุ้นที่จะทำให้ท่านได้ผลตอบแทนเป็นบวกคือเท่าไหร่ ผมเคยนำข้อมูลของ SET TR ช่วง 2 มกราคม 2002 ถึง 20 พฤศจิกายน 2015 มาจัดทำเป็นผลตอบแทนแบบ Rolling Return นั่นคือ หากท่านลงทุนวันนี้แล้วถือครองไปต่อเนื่อง ท่านจะพบว่าระยะเวลาลงทุน 5 ปีไม่ทำให้ท่านได้ผลตอบแทนเป็นบวกทุกช่วงเวลา เพราะยังมีโอกาสที่ผลตอบแทนจะติดลบได้ หากแต่ระยะเวลา 7 ปีนั้นเป็นช่วงที่ท่านจะได้ผลตอบแทนเป็นบวกเสมอไม่ติดลบ และก็เป็นการสนับสนุนข้อความที่ว่าการลงทุนระยะยาวในหุ้น (โดยการถือหุ้นทั้งตลาด) หากถือเกิน 10 ปีขึ้นไป (แทบ)จะไม่มีโอกาสขาดทุนเลย

ผลตอบแทนหุ้น Rolling Return ถือ 5 ปี

ผลตอบแทนหุ้น Rolling Return ถือ 7 ปี

ด้วยเหตุนี้ ระยะเวลาในการลงทุนจึงสำคัญมาก นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นจะต้องลงทุนระยะยาวอย่างน้อยก็ 7 ปี นั่นนำมาสู่คำถามต่อมา คุณคิดว่า 7 ปีนานไหม? ซึ่งผมคงต้องถามต่อว่า การคบกันของคู่รัก 7 ปีนานไหม แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ถ้าพูดว่าคบกันมา 7 ปีแล้ว คู่รักที่พูดนี้ย่อมเป็นส่วนน้อย ฉันใดก็ฉันนั้น คนที่บอกว่าลงทุนระยะยาวได้ถึง 7 ปี คนที่พูดอาจมีเยอะ แต่คนที่ทำได้จริงอาจจะมีน้อย

เนื่องจากคนส่วนใหญ่ทนความผันผวนในระยะสั้นของตลาดหุ้นไม่ได้ บางคนเห็นหุ้นติดลบภายในสัปดาห์เดียวก็ขายหุ้นทิ้งซะแล้ว การเชื่อมั่นในหุ้นและวางแผนจะลงทุนกับมันนาน ๆ ไปตลอดชีวิต ประเด็นการขายอาจไม่สำคัญนัก และนักลงทุนไม่ควรคิดจะขายมันง่าย ๆ หลังจากลงทุนไปสักพักเพียงแค่เห็นหุ้นผันผวนเกิดตัวเลขขาดทุนช่วงสั้น เปรียบไปก็เหมือนการแต่งงาน การหย่าง่ายไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่จะนำมาใช้เป็นคู่ชีวิตกับใครสักคน

3. ผลตอบแทนหุ้น มาจากเงินปันผลเป็นหลักในระยะยาว

ผมเคยเขียนบทความในเรื่องนี้ไว้ 2 ครั้ง คือ “ผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์ระหว่าง SET PR กับ SET TR” และ “เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนของหุ้น” ซึ่งในบทความนี้จะทำการอธิบายใหม่อีกครั้งเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับผลตอบแทนของหุ้นและตลาดหุ้นในระยะยาว

เพื่อให้เห็นภาพของการเติบโตของเงินลงทุนที่ได้ผลตอบแทนระดับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น (SET TR) หากท่านลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาทตั้งแต่เริ่มก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์มาในเดือนเมษายนปี 1975 (พ.ศ. 2518) มาจนถึงสิ้นปี 2017 (พ.ศ. 2561) รวมเป็นระยะเวลา 43 ปี เงินของท่านจะกลายเป็นเงินถึง 1,243,314 บาท!!!!!! หรือโตในระดับ 124 เด้ง!

ผลตอบแทนหุ้น SET TR 10,000 1975-2017

การที่เงิน 10,000 บาทกลายเป็น 1,243,314 บาท ในระยะเวลา 43 ปี คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นได้ 11.87% หรืออาจอธิบายได้ว่า ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนโดยรวมระยะยาวตั้งแต่ก่อตั้งมาจนถึงปี 2017 รวม 40 กว่าปีนั้นสูงในระดับ 11.87% ทบต้นต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งมากกว่าผลตอบแทนช่วงกว้างที่เกริ่นไว้ช่วงต้นของบทความเสียอีกเพราะนี่สูงมากในระดับเกือบ 12% ทบต้นต่อปีกันไปเลย

ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นไทย (SET TR) ซึ่งได้รวมเงินปันผลทบต้น ในช่วง 1975-2017 (รวม 43 ปี) อยู่ที่ 11.87% ทบต้นต่อปี

อนึ่ง ถ้าใช้ระยะเวลาเป๊ะ ๆ เนื่องจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์เริ่มต้นปลายเดือนเมษายน 1975 ระยะเวลาทบต้นจริงจึงต้องเป็น 42 ปีกับอีก 8 เดือน ซึ่งจะได้ผลตอบแทนทบต้นที่ 11.97% ต่อปี ไม่ต่างกันมาก ในบทความนี้ผมจะใช้ตัวเลขที่น้อยกว่าคือ 11.87% เป็นหลัก

ดังที่เคยเขียนบทความไปว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นโดยรวมนั้น แม้นักลงทุนจะคิดว่าราคาหุ้นคือพระเจ้า หากแต่สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในการลงทุนหุ้นระยะยาว คือ เงินปันผล (dividend) ที่ทรงพลังขั้นสุดเมื่อนำมาลงทุนกลับในตลาดหุ้น คิดเสมือนว่าเมื่อท่านถือหุ้นทั้งตลาดหุ้นเมื่อหุ้นทั้งตลาดจ่ายเงินปันผล ท่านก็นำกลับมาซื้อหุ้นทุกตัวในตลาดในสัดส่วนเดิมอีกรอบและทำแบบนี้ไป 43 ปี เงิน 10,000 บาทที่ลงทุนตั้งต้นของท่านจะกลายเป็นเงินประมาณเกือบ 1.25 ล้านบาท

หากแต่ชีวิตท่านจะเศร้ามากหากท่านเป็นคนที่เอาเงินปันผลออกไปใช้และภาวนาอาศัยเพียงการขึ้นลงของตลาดหุ้น เพราะผลตอบแทนของตลาดหุ้นเฉพาะราคา (SET Price Return: SET PR) ไม่อาจทำให้ท่านรวยได้หรอก เพราะเมื่อย้อนดูราคาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ที่เริ่มต้น 100 จุด ณ วันที่ตั้งตลาดหุ้นมาจนถึงสิ้นปี 2017 ที่มีมูลค่าดัชนีปิดที่ 1753.71 จุดนั้น หากท่านได้รับผลตอบแทนเพียงเท่า SET Index เงิน 10,000 ที่ท่านลงทุนจะกลายเป็นแค่เงินหลักแสนเพียง 175,371 เท่านั้นเอง

ผลตอบแทนหุ้น เงิน 10,000 TR vs PR 1975-2017

หากคิดเป็นผลตอบแทนแล้ว เงิน 10,000 กลายเป็นเงิน 175,371 ภายในระยะเวลา 43 ปี นั่นเท่ากับว่า ท่านทำผลตอบแทนทบต้นได้เพียง 6.89% ต่อปีเท่านั้นเอง

เมื่อย้อนไปดูตัวเลขผลตอบแทนระยะยาวของ SET TR ที่ 11.87% ทบต้นต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนเฉพาะจากราคาดัชนี (Prices) อยู่ที่ 6.89% ส่วนต่างตรงนี้ที่เพิ่มพูนมาจากเงินปันผลทบต้นจึงคิดเป็นผลตอบแทนต่อปีที่ 4.98% หรือราว ๆ 5% ทบต้นต่อปีเลยทีเดียว!8

นอกจากนี้ ความมหัศจรรย์ของเงินปันผลทบต้นที่ผมอยากให้คุณเห็นก็คือ ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 1975-2017 อยู่ที่ 11.87% ทบต้นต่อปี แบ่งเป็นผลตอบแทนจากส่วนของราคาดัชนีที่ 6.89% ต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 58 ในขณะที่เงินปันผลจะมีสัดส่วนที่เหลือเพียงร้อยละ 42

หากแต่ระยะเวลาลงทุนที่ยาวนาน พลังแห่งเงินปันผลทบต้นจะทรงพลานุภาพยิ่ง เพราะเรายังจำกันได้ใช่ไหมครับว่า เงิน 10,000 บาทที่ทำผลตอบแทนได้เท่ากับ SET PR จะกลายเป็นเงินเพียง 175,371 ในขณะที่หากได้ผลตอบแทนรวมเท่ากับ SET TR ซึ่งเท่ากับว่าได้นำเงินปันผลมาลงทุนทบต้น เงินก้อนเดียวกันจะกลายเป็น 1,243,314 บาท

หากเอา 1,243,314 – 175,371 จะได้มูลค่าเท่ากับ 1,067,943 ซึ่งเงินจำนวนนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 86% ของเงินที่เติบโตด้วยอัตราดอกเบี้ยทบต้นเท่ากับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น

ในระยะยาว 40 ปีขึ้นไป ผลตอบแทนในการลงทุนหุ้นของท่านจะทวีค่ามหาศาลด้วยพลังแห่งเงินปันผล เพราะมูลค่าเงินออมของท่านในอนาคตประมาณ 85% จะมาจากเงินปันผล ที่เหลืออีกน้อยนิด 15% เท่านั้นที่จะมาจากราคาหุ้น

อนึ่ง นักลงทุนบางท่านเช่น Peter Lynch ก็อธิบายในเชิงที่ว่า ส่วนของราคาหุ้น (stock prices) ที่เพิ่มขึ้น มีเหตุผลเบื้องหลังมาจากการที่บริษัทมีการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้มูลค่าของบริษัทสูงขึ้น9 เงินปันผลจึงยังมีความสำคัญไม่เฉพาะผลตอบแทนในส่วนของมันเพียงอย่างเดียว เพราะมันผูกพันไปถึงส่วนของราคาหุ้นด้วย!

โดยวิธีที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนแบบที่อธิบายไปง่าย ๆ ก็เช่นเดิม คือ การซื้อกองทุนดัชนีที่ลงทุนถือหุ้นทั้งตลาดด้วยค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดหุ้นในระยะยาว ซื้อสะสมแล้วถือครองอย่างมีวินัย และด้วยระบบของกองทุนรวม เมื่อกองทุนดัชนีถือหุ้นทั้งตลาด หากหุ้นที่กองทุนถือมีการจ่ายเงินปันผล กองทุนดัชนีก็จะต้องนำเงินปันผลมาลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มในสัดส่วนตามดัชนีอีกครั้ง การลงทุนในกองทุนรวมจึงทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนทบต้นของตลาดหุ้นที่มีความอัศจรรย์ตรงผลตอบแทนส่วนของเงินปันผลรวมอยู่แล้ว

คนที่จะมีปัญหามากที่สุด ก็คือ คนที่ชอบซื้อกองทุนรวมที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล ซึ่งจะโดนค่าใช้จ่ายในการส่วนของภาษี และโดยทั่วไปคนเหล่านี้ไม่ค่อยนำส่วนของปันผลที่กองทุนจ่ายกลับมาลงทุนใหม่หรอก หรือจะนำกลับมาลงทุนใหม่ ผมก็จะถามต่อว่าแล้วทำไมจะต้องให้กองทุนมันจ่ายเงินปันผลออกไป ใครไม่เข้าใจหรือต้องการศึกษาเพิ่มเติมให้อ่านบทความนี้ครับ >> ปัญหามายาคติและความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับกองทุนรวมที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

4. ผลตอบแทนหุ้น ได้มาไม่ยากโดยการซื้อแล้วถือหรือนั่งทับมือให้เป็น

ย้อนไปดูรูปนี้กันอีกครั้งนะครับ

ผลตอบแทนหุ้น ตลาดหุ้น 1975-2017

จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนรวมรายปีแต่ละปีของตลาดหุ้นไทยนั้นมีบวกลบเป็นปกติหรือขาดทุนบ้างในบางเวลาและตัวเลขผลตอบแทนรายปีนั้นห่างกันมาก ช่วงห่างอาจเป็นได้ถึงประมาณ +134% และติดลบได้สูงสุดถึง -53% ในขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นอยู่ที่ประมาณ 12% ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนกับผลตอบแทนรายปีนั้นดูจะแหวกแตกต่างมากมายอะไรปานนี้

คนที่อธิบายเรื่องนี้แล้วผมชอบ คือ John Bogle ซึ่งโบเกิลก็อธิบายในลักษณะคล้าย ๆ กับที่ Warren Buffett อธิบายอีกที10 การจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ ผู้อ่านค่อย ๆ คิดตามที่ผมบรรยายไปนะครับ

I. หมู่บ้านตลาดหุ้นไทย

ลองนึกภาพว่ามีหมู่บ้านหนึ่งชื่อ “หมู่บ้านตลาดหุ้นไทย” ซึ่งสมาชิกในหมู่บ้านแห่งนี้ทุกคนจะได้สิทธิในการเป็นเจ้าของหุ้นหรือมีส่วนในกิจการทั้งหมดของหมู่บ้าน ไล่ไปตั้งแต่สนามบิน ร้านสะดวกซื้อ ธนาคารพาณิชย์และอีกมากมาย ซึ่งโดยปกติถ้าสมาชิกของหมู่บ้านไม่ทำอะไร บริษัทหรือกิจการต่าง ๆ ก็จะทำธุรกิจของมันไป มีรายได้มีกำไรเติบโตไปตาม GDP ของหมู่บ้านกับเงินเฟ้อ และสมาชิกในหมู่บ้านทุกคนจะได้รับเงินปันผล ซึ่งสมาชิกในหมู่บ้านก็จะนำมาซื้อส่วนของกิจการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และราคาของส่วนกิจการที่สมาชิกทุกคนถือก็จะมีราคาสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วย

ด้วยเหตุนี้ในตอนแรก ผลตอบแทนรวมที่สมาชิกในหมู่บ้านจะได้รับก็คือผลตอบแทนทางธุรกิจที่กิจการทั้งหมดในหมู่บ้านได้สร้างขึ้นซึ่งสะท้อนออกมาในรูปของราคาและเงินปันผล ซึ่งสมมติว่าได้ 11.87% หรือปัดขึ้นเป็น 12% ต่อปีสวย ๆ (เอ๊ะ เลขคุ้น ๆ) สมาชิกในหมู่บ้านไม่ต้องทำอะไรเลยก็จะได้รับผลตอบแทนเท่านี้ เพียงแค่พวกเขาถือครองหุ้นและกิจการทั้งตลาดแล้วก็อยู่นิ่ง ๆ ทำงานทำการหารายได้ไป เป็นสภาวะที่สมาชิกทุกคนในหมู่บ้านได้ผลตอบแทนทั้งกลุ่มเป็นบวก (positive-sum game)

วันดีคืนดีก็มีเสียงกระซิบจากวงการการเงินและคำแนะนำจากนอกหมู่บ้านว่า แทนที่สมาชิกจะซื้อแล้วถือครองเฉย ๆ ทำไมสมาชิกไม่อยากจะรวยกว่าเดิมหรอ ลองเอาส่วนของกิจการหรือหุ้นที่ถือไปซื้อขายกับสมาชิกหรือชาวบ้านคนอื่นไหม อนิจจาว่าหลังจากนั้น สมาชิกในหมู่บ้านได้เริ่มหันมาซื้อขายหุ้นด้วยกันเองอย่างเมามัน มีการเก็งกำไร มีการเก็งราคา และเสียงกระซิบแห่งการเก็งกำไรเหล่านั้นก็เปลี่ยนมาเป็นโฆษณา สื่อรายวัน ไลน์กลุ่ม เว็บบอร์ด กลุ่มในเครือข่ายสังคมออนไลน์ของหมู่บ้าน

ด้วยเหตุนี้ผลตอบแทนที่สมาชิกแต่ละคนจะได้อีกอย่างก็คือผลตอบแทนส่วนเกินจากการซื้อขายระหว่างกัน แทนที่ทุกคนจะได้ 12% ต่อปีก็มีช่วงแกว่ง ใครเก็งกำไรหรือจับจังหวะซื้อขายได้ดี (หรือโชคดี) ก็จะได้ผลตอบแทนสูงกว่านั้น และธุรกรรมการซื้อขายทั้งหมดรายปีก็ออกมาแตกต่างจากตัวเลขผลตอบแทนระยะยาวที่ 12% ต่อปีซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อทุกคนนั่งเฉย ๆ

ดังนั้น ผลตอบแทนจากการเก็งกำไร (Speculative return: ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ P/E) จึงเป็นผลตอบแทนส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นมาในตลาดหุ้นแต่ละปี หากแต่ถามว่าผลตอบแทนในภาพรวมเพิ่มขึ้นไหม ก็ต้องตอบว่าไม่เพิ่ม! มันเป็นแค่การโยกย้ายส่วนต่างจากคนที่หนึ่งไปคนที่สอง หากแต่เมื่อคิดผลตอบแทนรวมของบรรดาสมาชิกหมู่บ้านทั้งกลุ่ม พวกเขาไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นมาเลย เพราะผลตอบแทนจากการซื้อขายระหว่างกันที่แต่ละคนได้รับจะหักล้างกันทั้งหมด (zero-sum game)

ในระยะยาวราคา (Prices or P) ของหุ้นหรือของตลาดหุ้นจะไม่สามารถนำไปไกลกว่ากำไร (Earnings or E) หรือเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน11 ถ้าตอนนี้มันห่างอยู่ อีกไม่นานมันจะต้องวิ่งกลับมาหากัน12

นอกจากนี้ นักลงทุนบางคนก็เริ่มสังเกตเห็นว่าในระยะยาวนั้นผลตอบแทนที่มันสวิงแตกต่างกันรายปีมีขาดทุนมีกำไรเป็นบวกเป็นลบนั้น ด้วยพลานุภาพของกฎแห่งการกลับสู่ค่าเฉลี่ย (reversion to the mean) มันจะกลับไปสู่ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 12% ต่อปีเหมือนกับตอนที่พวกเขาอยู่เฉย ๆ

“อารมณ์เป็นได้แค่เพียงสิ่งที่ครอบงำผลตอบแทนระยะสั้น หากแต่ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจากเงินปันผลและการเติบโตของกำไรซึ่งเป็นผลตอบแทนที่แท้จริงของธุรกิจ”13

II. ตอนจบของเรื่องและผู้รอดชีวิต

ผมยังไม่ได้เล่าตอนจบสินะ ในความเป็นจริงพวกสมาชิกในหมู่บ้านผู้ซึ่งเป็นเหมือน ๆ นักลงทุนในปัจจุบัน ไม่ได้ทำการซื้อขายหุ้นกันฟรี ๆ เพราะทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขามีค่าใช้จ่ายทั้งนั้น พวกเขาจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับเสียงกระซิบในตอนแรกซึ่งได้ผันตัวมาทำธุรกิจคนกลางไปแล้ว

สมาชิกในหมู่บ้านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์หรือค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียมซื้อขาย ค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ เพราะในตอนหลังสมาชิกในหมู่บ้านถูกทำให้เชื่อว่าแทนที่จะซื้อขายเอง จ้างผู้จัดการการเงิน (money or investment managers) มาคัดเลือกหุ้นดีกว่าไหม เพราะผู้จัดการเหล่านี้จะทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น หรือค่าใช้จ่ายสำหรับที่ปรึกษาการเงิน (financial services fees) และอีกมากมาย และสมาชิกหมู่บ้านพวกที่ชอบเก็งกำไรก็จะจ่ายเงินให้แก่ตัวกลางเหล่านี้สูงลิ่วจนมีผู้ที่กล่าวว่า การเก็งกำไรก็คือการพนันอย่างหนึ่งที่สนับสนุนนักบัญชีจำนวนมาก14

ด้วยเหตุนี้ในความเป็นจริงนั้น จากผลตอบแทนที่ได้รับทั้งกลุ่มของสมาชิกในหมู่บ้านอันเป็นผลตอบแทนแบบบวกในกรณีที่ทุกคนถือครองหุ้นเฉย ๆ ก็กลายมาเป็นผลตอบแทนรวมที่ไม่ได้มีอะไรเพิ่มขึ้นมาสำหรับทั้งกลุ่ม เมื่อสมาชิกเริ่มซื้อขายหุ้นกันเอง และในท้ายที่สุด ผลตอบแทนที่สมาชิกทั้งกลุ่มได้รับก็ลดลงฮวบฮาบ เมื่อต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับตัวกลางทางการเงินทั้งหลาย อันเป็นผลมาจากการที่พวกเขาไม่ยอมอยู่เฉย ๆ และพยายามเคลื่อนไหวเพื่อหวังว่าจะทำผลตอบแทนให้สูงขึ้น

ในท้ายที่สุดก็กลับกลายเป็นว่า ยิ่งพวกเขาขยับตัวและเสียค่าใช้จ่ายมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะมุ่งไปสู่เกมแห่งผู้แพ้ (Loser’s game) และผลลัพธ์โดยรวมของกลุ่มติดลบ (negative-sum game) เมื่อมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง15

ในขณะที่การถือหุ้นทั้งตลาดในระยะยาวเป็นเกมที่นำไปสู่ชัยชนะ (Winner’s game) การ[พยายาม]เอาชนะตลาดกลับกลายเป็นเกมแห่งความพ่ายแพ้ (Loser’s game)16

ในท้ายที่สุดก็จะเหลือสมาชิกในหมู่บ้านหรือนักลงทุนไม่กี่คนที่ตระหนักได้ว่า ผลตอบแทนในระยะยาวจากการลงทุนหุ้นนั้นจะต้องมาจากวินัยและความอดทนในการซื้อสะสมหุ้นเป็นประจำและถือครองไปตลอดเวลาผ่านความผันผวนของตลาด เลิกที่จะทำตัวแบบคนส่วนใหญ่ที่เก็งกำไรรายวันหรือถือครองหุ้นสั้น ๆ เลิกที่จะจับจังหวะลงทุนหรือเชื่อมั่นว่าตัวเองจะซื้อถูกไปขายแพง (buy low, sell high strategy) ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก และเลิกที่จะเชื่อว่าผู้จัดการการเงินจะทำผลตอบแทนได้มากกว่าตลาดเมื่อคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เข้าไปด้วย17

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้รอดชีวิตกลุ่มนี้ยังถือว่าได้มุ่งไปสู่เกมแห่งผู้ชนะในการลงทุน (Winner’s game) ด้วย ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนเหล่านี้จะทำก็คือ การซื้อสะสมเป็นประจำและถือครองกองทุนหุ้นทั้งตลาดหรือเกือบทั้งตลาด ซึ่งทำได้ง่าย ๆ ผ่านการซื้อกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ อันเป็นวิธีการลงทุนที่ใช้เงินไม่มาก ประหยัดเวลาชีวิต ได้รับการกระจายความเสี่ยงที่ดี และจะได้รับผลตอบแทนในระยะยาวเท่าผลตอบแทนของตลาดหุ้น(หักด้วยค่าใช้จ่าย) และผลตอบแทนเช่นว่านั้นจะเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่พยายามจับจังหวะลงทุน หรือเลือกกองทุนบริการจัดการ (actively managed funds)18 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้จัดการลงทุนและกองทุนเหล่านี้ไม่อาจชนะตลาด แต่ตลาดนี่ล่ะที่ชนะพวกเขา19

“ในการลงทุนนั้น การถือครองเป็นเจ้าของธุรกิจทั้งหมดแล้วเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากครอบครองผลตอบแทนของทุนคือกลยุทธ์แห่งชัยชนะ ไม่ใช่การมานั่งซื้อขายหุ้น”20

5. ทำไมการเอาชนะ ผลตอบแทนหุ้น ทั้งตลาดถึงยาก

ถ้าอ้างทฤษฎีการเงินอย่างทฤษฎีตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพ Efficient Market Hypothesis (EMH) ข้อมูลในตลาดหุ้นย่อมจะสะท้อนทุกอย่างไม่ว่าจะข่าวสารในอดีต ปัจจุบัน อนาคตไว้ในราคาแล้ว การจะใช้กลยุทธ์ที่อาศัยข้อมูลย้อนหลัง เช่น การใช้ปัจจัยเชิงเทคนิค (Technical Analysis) หรือแม้จะใช้ข้อมูลทั่วไปมาวิเคราะห์หุ้นหรือกิจการ (Fundamental Analysis) วิธีเหล่านี้ย่อมไม่สามารถทำผลตอบแทนได้สูงกว่าตลาดหุ้น (ผู้อ่านหลายท่านที่อาศัยวิธีเหล่านี้คงโต้แย้งในใจ) ซึ่งทฤษฎีอีกอย่างที่สนับสนุนเรื่องนี้ คือ ทฤษฎีเดินสุ่ม (Random Walk) ซึ่งเห็นว่าการขึ้นลงของตลาดหุ้นหรือราคาหุ้นเป็นการสุ่มและไม่สามารถทำนายได้

แน่นอนครับว่า ทฤษฎีข้างต้นและทฤษฎีเดินสุ่ม ก็ต้องยอมจำนนกับข้อเท็จจริงที่ว่า ตลาดหุ้นนั้นมีช่วงเวลาที่ไม่มีประสิทธิภาพและมีนักลงทุนหลายคน เช่น Warren Buffett ที่สามารถทำผลตอบแทนในระยะยาวได้สูงกว่าตลาดหุ้นอย่างมาก หากแต่แม้กระทั่งนักลงทุนที่เก่ง ๆ ก็ยังยอมรับว่าตลาดหุ้นนั้นส่วนใหญ่แล้วมักจะมีประสิทธิภาพระดับหนึ่ง (frequently efficient) แต่ไม่ได้มีประสิทธิภาพตลอดเวลา (not always) มีแค่บางช่วงเวลาที่นักลงทุนที่มีฝีมือและเชี่ยวชาญถึงจะลงไปหาผลตอบแทนส่วนเกินได้ และแม้ตลาดจะไม่ได้ถูกต้องตลอดเวลา แต่ความยากคือไม่มีใครคนไหนหรือหาได้ยากที่จะสามารถรู้ได้มากกว่าตลาดอย่างสม่ำเสมอ21 และแม้กระทั่ง Buffett ก็ยังคิดว่า มีคนน้อยมากจริง ๆ ที่ควรจะเป็นนักลงทุนเชิงรุก (active investors)22]

อย่างไรก็ดี สำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้วการหาผลตอบแทนส่วนเกินจากตลาดหุ้นและการที่จะทำผลตอบแทนระยะยาวได้สูงกว่าตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอช่างเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เรามาลองไล่ดูกันทีละเรื่องดีกว่าครับ

I. การลงทุนหุ้นเองรายตัว

ต้องยอมรับว่ามีนักลงทุนจำนวนไม่มากที่สามารถทำผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่าตลาดหุ้นและมีน้อยลงไปอีกสำหรับนักลงทุนที่ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว อีกอย่างที่เราควรจำเพื่อเวลาฟังคนพูดถึงผลตอบแทนสูง ๆ ที่เขาทำได้ก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่เคยวัดผลตอบแทนอย่างละเอียดจริงจัง ปกติคนมักจะใช้วิธีพูดถึงเงินที่ตนลงทุนมากกว่าว่าโตมาเป็นเท่าไหร่ หรือไม่ก็ใช้วิธีหยาบ ๆ ในการคำนวณผลตอบแทนคร่าว ๆ เช่นดูเงินต้นปีปลายปี (บางคนไม่หักค่าใช้จ่าย เช่น ค่าคอม ด้วยซ้ำ) ทำให้มีนักลงทุนน้อยรายเท่านั้นที่จะเก็บสถิติและทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนตลาดหุ้นอย่างจริงจัง

อนึ่ง ตลาดหุ้นยังเป็นสถานที่ซึ่งคนตายไม่ได้พูด คนขาดทุนซึ่งมีเยอะมากจะเงียบ คนได้กำไรซึ่งมีน้อยจะพูด เราจึงมักเห็นแค่คนไม่กี่คนที่มาพูดถึงกำไรที่ทำได้จากตลาดหุ้น และเมื่อการพูดนั้นไม่อาจแน่ได้ใจได้เลยว่าเขาชนะตลาดหุ้นและชนะอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ เราจึงควรสงสัยไว้ก่อนว่ามีไม่กี่คนหรอกที่ชนะตลาดหุ้นในระยะยาวจริง ๆ

การลงทุนในหุ้นรายตัวไม่เหมาะกับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีเวลาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุนหรือวิเคราะห์ธุรกิจ ซึ่งปกติเวลาในชีวิตของคนทั่วไปก็จะถูกกลืนกินด้วยงานประจำอยู่แล้ว การลงทุนหุ้นรายตัวโดยไม่มีความรู้ก็คือการฆ่าตัวตายง่าย ๆ สำหรับชีวิตลงทุน และการเลือกหุ้นรายตัวนั้นก็ยังมีปัญหาอื่นอีก ถ้านักลงทุนเลือกหุ้นถูกแต่ซื้อที่ราคาผิดและซื้อในช่วงเวลาที่ผิด นักลงทุนก็จะขาดทุนอย่างมาก รวมถึงในขณะเดียวกันนั้น การเลือกหุ้นผิดในเวลาที่ถูก นักลงทุนก็จะขาดทุนหนักไม่แพ้กัน23

Peter Lynch เห็นว่า การลงทุนหุ้นโดยไม่รู้เรื่องดูจะเป็นงานอดิเรกของคนส่วนใหญ่ และที่แปลกคือถ้าเป็นเรื่องอื่น หากคนทั่วไปรู้ว่าทำได้ไม่ดี พวกเขามักจะเลิก แต่ในการลงทุนนั้นไม่ แม้พวกเขาจะรู้ว่าตนไม่มีความสามารถในการเลือกหุ้นแต่ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาลงทุนต่อไป การเล่นหุ้นจึงเป็นงานอดิเรกที่มีพลังในการทำลายล้างสูง24 และการเลือกหุ้นเองยังเป็นเรื่องที่ยาก นักลงทุนที่ไม่มีความรู้ควรหลีกเลี่ยง และไม่ใช่เพียงแค่ความรู้เรื่องการคำนวณหรือบัญชีที่จะช่วยให้นักลงทุนประสบความสำเร็จ เพราะไม่เช่นนั้นนักคณิตศาสตร์กับนักบัญชีก็น่าจะเป็นอาชีพที่รวยที่สุดในโลกไปแล้ว25

นอกจากนี้ อีกทั้งตลาดหุ้นในปัจจุบันซึ่งเต็มไปด้วยจำนวนนักลงทุนสถาบันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีจำนวนมากซึ่งครอบงำตลาดและสร้างผลกระทบในการที่ความคิด การวิเคราะห์หลักทรัพย์ กิจกรรมการวิจัย ของทั้งกลุ่มรวมกันได้สะท้อนออกมาเป็นราคาหลักทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่นักลงทุนจะพยายามลงทุนเอาชนะตลาดหุ้นและหาผลตอบแทนสูง ๆ เมื่อตัวตลาดหุ้นเป็นดั่งตัวแทนของวงการการเงินทั้งกลุ่ม26

II. การจับจังหวะลงทุน

การที่นักลงทุนพยายามจับจังหวะลงทุน (market timing) เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูง ๆ ทั้งการจับจังหวะตลาดเพื่อลงทุนกองทุนรวมหรือเพื่อลงทุนหุ้นรายตัว กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ด้อย เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะพลาดและจับจังหวะช้าไปหนึ่งก้าวเสมอเพราะการมองโลกในแง่ดีและแง่ร้ายเกี่ยวกับตลาดหุ้นจนเกินไป27

หากคิดให้ละเอียด เราจะพบว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องยากในการจับจังหวะลงทุน เพราะนักลงทุนต้องถูก 4 ครั้ง เช่น จังหวะแรกคิดถูกว่าหุ้นจะตก จังหวะสองขายตอนก่อนหุ้นตกได้ถูกต้อง จังหวะสามคิดถูกว่าหุ้นกำลังจะขึ้น จังหวะสี่ซื้อหุ้นถูกต้องก่อนที่หุ้นจะขึ้น ซึ่งโดยปกตินักลงทุนทำไม่ได้หรอกครับ มันเป็นโชคดีซะมากกว่า ซึ่งงานวิจัยของ Woodward กับ Chua ของ University of Calgary ก็แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ใช้กลยุทธ์จับจังหวะซื้อขายจะต้องตัดสินใจถูกต้องถึง 70 ใน 100 ครั้งตลอดช่วงเวลาถึงจะเอาชนะนักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์ง่าย ๆ อย่างซื้อแล้วกอดหุ้นเอาไว้28

มีนักลงทุนน้อยมาก ๆ ที่จะจับจังหวะได้ถูกต้องตลอดชีวิต ขนาดตำนานของวงการตลาดทุนอย่าง Bogle และ Malkiel ยังผสานเสียงกันเลยว่า พวกเขาที่อยู่ในธุรกิจนี้มานานยังไม่เคยรู้จักใครเลยที่จะประสบความสำเร็จกับการจับจังหวะซื้อขายในตลาดและยิ่งยากเข้าไปอีกที่จะจับจังหวะได้ถูกต้องจนประสบความสำเร็จอย่างสม่ำเสมอ29 

การจับจังหวะลงทุนจึงมักเป็นกลยุทธ์ด้อยที่ทำลายผลตอบแทนของการนักลงทุน ในขณะที่การถือครองหุ้นตลอดเวลากลับให้ผลตอบแทนที่มากกว่า30 อีกทั้งการพลาดไม่ถือหุ้นและครองหุ้นในทุกช่วงเวลาขึ้นลงของตลอดหุ้นนั้นอาจเป็นภัยร้ายแรงเพราะจะทำให้นักลงทุนพลาดช่วงขาขึ้นครั้งใหญ่ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลตอบมหาศาลที่นักลงทุนจะได้รับ31

การพยายามเดาตลาดหุ้นเป็นกลยุทธ์ที่สาบนักลงทุนไว้ล่วงหน้าให้ทำผลตอบแทนหายวับไปถึงครึ่งหนึ่งของผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้น (ที่เฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี) เพราะนักลงทุนที่ชอบจับจังหวะลงทุนมักจะทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าตลาดหุ้นถึง 5% ต่อปี32

ยกตัวอย่างกรณีนักลงทุนส่วนใหญ่จับจังหวะผิดพลาดในการลงทุนกองทุนรวม เช่น ในปี 1990 นักลงทุนใส่เงินนิดหน่อยเข้าลงทุนกองทุนหุ้นสุทธิ $18,000 ล้านในปี 1990 ซึ่งตอนนั้นตลาดหุ้นมีราคาถูกมาก หากแต่ในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังเกินมูลค่า (overvalued) ปี 1999-2000 และกำลังจะตกหนักในปีถัดไป นักลงทุนกลับเทเงินเข้ามาลงทุนกองทุนหุ้นถึง $420,000 ล้าน33

III. การพยายามเลือกกองทุนหุ้นผู้ชนะ

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ด้อยของนักลงทุนในกองทุนรวมที่พยายามเสียเวลาหาผู้ชนะไปอย่างเปล่าประโยชน์ วิธีที่นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบใช้คือการดูผลตอบแทนย้อนหลังหรือการจัดอันดับผลตอบแทนสูงสุดของกองทุนรวม ซึ่งผมได้เคยเขียนบทความอธิบายอย่างละเอียดลออแล้วว่า การดูผลตอบแทนย้อนหลังกองทุนรวมแล้วเลือกซื้อเป็นสิ่งที่เสียเวลาและเป็นความเชื่อผิด ๆ

นอกจากนี้ อย่างที่เคยเขียนบ่อย ๆ ผลตอบแทนระยะยาวของกองทุนหุ้นแบบบริหารจัดการโดยส่วนใหญ่จะต่ำกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้น เช่น ช่วงปี 1980-2005 ผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนี S&P500 อยู่ที่ 12.5% ต่อปี ส่วนผลตอบแทนของกองทุนหุ้นทั้งกลุ่มโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ต่อปี34 และผลตอบแทนที่รายงานของกองทุนรวมนั้นไม่ใช่ผลตอบแทนที่แท้จริงที่นักลงทุนได้รับ เพราะนักลงทุนในกองทุนรวมช่วงเวลาดังกล่าวได้ผลตอบแทนเพียงแค่ 7.3% ต่อปี!9 โดยสาเหตุก็คล้ายกับข้อ II. นั่นล่ะครับ ที่นักลงทุนทำผลตอบแทนได้น้อยกว่าที่กองทุนทำได้ก็เพราะผลลัพธ์จากการที่นักลงทุนจับจังหวะลงทุนผิดพลาด (counterproductive market timing) และการพยายามนั่งคัดเลือกกองทุนหุ้น (adverse fund selection)36

งานวิจัยทางวิชาการของไทยก็ให้ผลไปในทางเดียวกันว่า กลยุทธ์ที่ซื้อกองทุน LTF หรือ RMF จากผลตอบแทนที่ดีในอดีตไม่อาจชี้วัดได้ว่ากองทุนดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนดีในอนาคต และยังพบอีกว่า กองทุนรวมเหล่านี้ทำผลตอบแทนสุทธิ (net returns) ได้ต่ำกว่าผลตอบแทนรวมเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์โดยห่างและทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าผลตอบแทนตลาดหุ้นประมาณ 2-3% ต่อปี37

โดยผลตอบแทนของกองทุน LTF แบบ actively managed funds ในช่วงปี 2005-2016 อยู่ที่ 12.65% ต่อปี แต่ SET TR อยู่ที่ 15.73% (ห่างกัน 3.08% ต่อปี)38 เงิน 10,000 ในตลาดหุ้นเป็น 57,723.34 แต่เงินในกองทุนบริหารโดยเฉลี่ยเป็นแค่ 41,761.33 ซึ่งห่างกันประมาณ 15,926 บาท! หรือคิดเป็นจำนวนเงินที่หายไปเกือบ 28%!!

เมื่อข้ามมาดูกองทุน RMF แบบ active funds ช่วงปี 2002-2016 รวม 15 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยกองทุน RMF คือ 19.54% ส่วน SET TR ให้ผลตอบแทน 21.63% ต่อปี (ห่างกัน 2.09%) หากแต่เงิน 10,000 ในช่วงเวลาดังกล่าวจะกลายเป็น 145,556 หากลงทุนในกองทุนหุ้นไทย RMF แต่จะกลายเป็น 188,630 บาท ห่างกันประมาณ 43,000 บาท! หรือหายไปเกือบ 23%!!

คนที่ยังเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นไทยนั้นไม่มีความเป็นสากล เป็นตลาดที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ควรจะต้องทบทวนความคิดใหม่ว่าจริง ๆ มันมีประสิทธิภาพมาตั้งนานแล้วหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ สิ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุด เป็นสิ่งที่ถูกเก็บจริง ๆ และลดผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับในระยะยาวจริง ๆ ก็คือ ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม!

6. บทสรุปเพื่อการได้รับ ผลตอบแทนหุ้น ที่ดี

การที่ตลาดหุ้นระยะยาวให้ผลตอบแทนสูง นักลงทุนที่ต้องการจะได้ผลตอบแทนที่ดีจากหุ้นเช่นว่านั้น จะต้องทำการลงทุนโดยถือครองหุ้นทั้งตลาด ซึ่งวิธีที่เรียบง่ายและให้ผลดีก็คือการซื้อกองทุนดัชนีที่ซื้อหุ้นทั้งตลาดหรือเลียนแบบดัชนีตลาดหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (a broadly diversified index fund)39 ซึ่งควรจะเป็นกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ และนักลงทุนที่หวังว่าจะให้เงินออมในอนาคตเติบโตสูงย่อมจะต้องมีหุ้นเป็นส่วนประกอบเสมอ40

เนื่องจากตลาดหุ้นเป็นสถานที่รวมความคิดเห็นทุกอย่างของผู้จัดการลงทุน นักการเงินและนักลงทุนเก่ง ๆ จำนวนมากเอาไว้ สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวและราคาที่ปรากฏในตลาดหุ้น การถือครองหุ้นทั้งตลาดจึงเป็นการใช้ประโยชน์จากความฉลาดและความเชี่ยวชาญของวงการลงทุนไว้ในมือ การถือครองหุ้นทั้งตลาดเป็นดั่งเสมือนการมีนักวิเคราะห์ช่วยวิจัยเรื่องของปัจจัยพื้นฐานและราคาหุ้นให้คุณ และมีผู้จัดการกองทุนรวมกันอีกหลายพันมาทำการคิดวิเคราะห์เลือกหุ้น ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเหล่านี้พยายามคิดวิเคราะห์ทุกอย่างออกมาและกิจกรรมในการลงทุนของพวกเขาก็สะท้อนออกมาเป็นราคาตลาดหุ้นหรือดัชนีหุ้น41

ด้วยเหตุนี้  เมื่อตลาดหุ้นโดยรวมเป็นดั่งสถานที่สะท้อนความคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ หรือผลลัพธ์ของความชาญฉลาดที่ถูกอุทิศให้ตลาดเงินตลาดทุนรวมกันของผู้เชี่ยวชาญการเงินนับพันนับหมื่น สิ่งที่เราควรจะทำคือไม่ต้องตั้งคำถาม[กับตลาดหุ้น]แต่อ้าแขนรับความคิดรวมทั้งกลุ่มเหล่านี้เอาไว้ กองทุนดัชนีที่ลงทุนเลียนแบบหุ้นทั้งตลาด แม้กองทุนจะไม่มีผู้จัดการกองทุนมาคัดเลือกหุ้นให้ (ซึ่งดีเพราะเสียค่าใช้จ่ายอย่างไม่จำเป็น) หากแต่กองทุนดัชนีก็เปรียบเสมือนได้มีนักวิเคราะห์ ผู้จัดการลงทุน นักการเงิน ผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุนรายย่อยเก่ง ๆ ทั้งอุตสาหกรรมการเงินมาทำงานให้[สะท้อนผ่านทางตลาด]เลยทีเดียว (แบบฟรี ๆ)

อีกปัจจัยที่สำคัญคือเรื่องของ “ค่าใช้จ่าย” (costs) เนื่องจากค่าใช้จ่ายจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อผลตอบแทนที่นักลงทุนทำได้ ยิ่งนักลงทุนเสียค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม และมีการเคลื่อนไหวหมุนเวียนซื้อขายน้อยครั้ง โอกาสที่นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนระยะยาวสูงก็มีมากขึ้น นักลงทุนต้องคิดไว้ก่อนว่าหากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนให้เท่าตลาดหุ้นด้วยการลงทุนกองทุนดัชนี นักลงทุนจะต้องทำค่าใช้จ่ายให้ต่ำที่สุด (ค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนกองทุนรวมมากที่สุด) และแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายที่ถูกเก็บไปจากนักลงทุนในโลกแห่งความเป็นจริง ย่อมทำให้ผู้จัดการลงทุนทั้งหลายรวมถึงกองทุนแบบบริหารไม่อาจสร้างความแตกต่างและชนะผลตอบแทนของตลาดหุ้น42

หากแต่ภัยร้ายในการลงทุนระยะยาวนอกจากค่าใช้จ่ายแล้วยังมีตัวสำคัญอีกนั่นคือ “อารมณ์” (emotions)43 เพราะตัวชี้วัดว่านักลงทุนจะสามารถลงทุนยาวนานจนได้รับผลตอบแทนของตลาดหุ้นหรือไม่ จำเป็นที่จะต้องอาศัยวินัยและความอดทน รวมถึงความสามารถในการเพิกเฉยเสียงรบกวนต่าง ๆ จากตลาดหุ้น44 การพยากรณ์และทำนายเศรษฐกิจ ฯลฯ ที่เข้าหูนักลงทุนทุกวัน ซึ่งอันที่จริงนั้น Lynch, Fisher และ Bogle ผสานเสียงร่วมกันว่า ไม่มีใครหรอกที่สามารถทำนายตลาดหุ้นและเศรษฐกิจได้45 และเลิกจับจังหวะคาดเดาตลาดหุ้นซะ มันเป็นความคิดเลวร้ายที่จะพยายามทำมัน46

นักลงทุนจึงควรจะลงทุนด้วยแนวทางและวิธีที่ขจัดอารมณ์ทิ้ง เช่น การลงทุนแบบประจำตามเวลาหรือที่เรียกว่า dollar-cost averaging (DCA) เพื่อขจัดปัญหาด้านอารมณ์เข้ามาพัวพันการลงทุน เช่น การนั่งคาดเดาว่าตลาดหุ้นจะขึ้นจะลง หรือการถูกแรงกระตุ้นให้ซื้อขายบ่อย ๆ47 แล้วเอาเวลาไปเพิ่มรายได้และนำเงินมาลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นน่าจะดีกว่า48

นอกจากนี้ วิธีลงทุนแบบประจำยังเป็นวิธีที่นักลงทุนและนักการเงินส่วนใหญ่แนะนำ เพราะจะทำให้ในระยะยาวนักลงทุนได้ลงทุนสะสมหุ้นหรือกองทุนหุ้นไปเรื่อย ๆ ได้อย่างเรียบง่ายและประหยัดเวลาเพื่อนำไปใช้ในการลงมือทำเรื่องอื่นที่สำคัญต่อชีวิต โดยไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวติดตามหรือพะวงกับสภาะตลาดหุ้นรายวันรายเดือนรายปีที่มีแต่เสียงรบกวนระยะสั้น ๆ ซึ่งไม่สลักสำคัญอะไรต่อภาพรวมตลาดหุ้นและผลตอบแทนธุรกิจในระยะยาวเลยครับ

The winning formula for success in investing is owning the entire stock market through an index fund, and then doing nothing, Just stay the course.49

  1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 305.
  2. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 192.
  3. ibid., 23.
  4. ibid., 6.
  5. Lynch and Rothchild, Beating the Street, 46.
  6. Ken Fisher and Lara Hoffmans, The Ten Roads to Riches: The Ways the Wealthy Got There (And How You Can Too!) (Hoboken: Wiley, 2009), 195.
  7. ibid., 177-178.
  8. ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาในช่วงหนึ่งนั้น ผลตอบแทนระยะยาวคือ 11% ต่อปี ซึ่งมาจากส่วนของเงินปันผล 3% ต่อปี See Lynch and Rothchild, Beating the Street, 51.
  9. ibid., 51.
  10. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 1.
  11. Lynch and Rothchild, Beating the Street, 307.
  12. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 12.
  13. ibid., 18.
  14. Peter Lynch and John Rothchild, One Up on Wall Street: How to Use What You Already Know to Make Money in The Market, 2nd ed. (New York: Simon & Schuster, 2000), 20.
  15. Charles D. Ellis, Winning the Loser’s Game: Timeless Strategies for Successful Investing, 6th ed. (New York: McGraw-Hill, 2013), 9.
  16. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 28.
  17. Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 31; Ellis, Winning the Loser’s Game, 3.
  18. Lynch and Rothchild, Beating the Street, 33.
  19. Ellis, Winning the Loser’s Game, 1.
  20. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 192.
  21. Burton G. Malkiel, A Random Walk down Wall Street: The Time-tested Strategy for Successful Investing, 11th ed. (New York: W. W. Norton & Company, 2016), 105.
  22. [1. Den Stein & Phil DeMuth, The Little Book of Bulletproof Investing: Do’s and Don’ts to Protect Your Financial Life (Hoboken: Wiley, 2010), 56.
  23. Lynch and Rothchild, One Up on Wall Street, 72.
  24. Lynch and Rothchild, Beating the Street, 12.
  25. ibid., 140.
  26. Ellis, Winning the Loser’s Game, 26.
  27. Lynch and Rothchild, One Up on Wall Street, 48; Ellis, Winning the Loser’s Game, 23.
  28. See page 186 in A Random Walk down Wall Street 10th edition; this parts has disappeared in 11th edition.
  29. Malkiel, A Random Walk down Wall Street, 259.
  30. Fisher and Hoffmans, The Ten Roads to Riches, 195.
  31. Malkiel, A Random Walk down Wall Street, 158; Ellis, Winning the Loser’s Game, 25.
  32. Malkiel, A Random Walk down Wall Street, 242.
  33. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 54.
  34. ibid., 44.
  35. ibid., 51.
  36. ibid, 53.
  37. ณัฐวุฒิ เจนวิทยาโรจน์, “ผลตอบแทนและความต่อเนื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวที่มีนโยบายเชิงรุก,” วารสารบริหารธุรกิจ นิด้า 22 (พฤษภาคม 2561): 61.
  38. ibid., 70.
  39. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 32.
  40. Lynch and Rothchild, Beating the Street, 15.
  41. Ellis, Winning the Loser’s Game, 42.
  42. Ferri, All About Index Funds, 31; Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 40-41.
  43. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 194.
  44. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 20; Lynch and Rothchild, Beating the Street, 19.
  45. Lynch and Rothchild, Beating the Street, 307; Fisher and Hoffmans, The Ten Roads to Riches, 194; Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 18.
  46. Ellis, Winning the Loser’s Game, 25
  47. Lynch and Rothchild, Beating the Street, 18.
  48. Fisher and Hoffmans, The Ten Roads to Riches, 200-201.
  49. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 58.

Comments