ลงทุน และออมเงิน (101) : ก้าวแรกและขั้นตอน

ลงทุน

บทความเริ่มต้นสำหรับผู้ที่กำลังสนใจหรืออยากรู้เรื่องวางแผนการเงินและ ลงทุน ที่ใช้คำว่า 101 เพราะให้อารมณ์แบบเข้าเรียนวิชาพื้นฐานตอนปีหนึ่งครับ อิอิ สมมติกันก่อนเลยว่า เราเป็นนักศึกษาหรือเป็นคนวัยทำงานที่ยังไม่รู้เรื่องแต่อยากรู้ว่าจะเก็บ จะออมเงิน และจะ ลงทุน ได้อย่างไรบ้าง

1 : รายได้ – เงินออม

เริ่มจากเราต้องเปลี่ยนคำพูดที่คุ้นหูก่อนเลยว่า มีเงินเหลือเท่าไหร่ก็ค่อยเก็บ คือ ในหัวคนส่วนใหญ่เนี่ยจะตั้งสมการประมาณว่า เงินเข้ามา – เงินใช้ = เหลือ แล้วค่อยเอาที่เหลือ ๆ ไปเก็บ ซึ่งถ้ามองดูก็จะเห็นว่า คนส่วนใหญ่ก็เลยเก็บเงินกันไม่ได้หรอกครับ เพราะเงินมันไม่เหลือ! เนื่องจากมนุษย์มีความสามารถในการใช้เงินที่ตนมองเห็นให้หมดวับไปได้ เพราะฉะนั้นรีเซ็ตความคิดกันใหม่ ให้เริ่มต้นที่ว่า “มีเงินเข้ามาเท่าไหร่ หักไปเก็บไปออมไปลงทุนก่อน แล้วที่เหลือค่อยเอามาใช้” แค่นี้เราก็จะได้ออมกันสักที เช่น ได้เงินเข้ามา 10,000 บาท เราอาจจะหักไปเก็บ 20% หรือ 2,000 ที่เหลืออีกแปดพันก็เอาไปใช้จ่ายอะไรก็ใช้ไป จะใช้ให้หมดแปดพันเลยก็ได้

สำหรับคนที่พึ่งเริ่ม สิ่งที่ควรทำก่อนคือ ลองใช้เวลาสักชั่วโมง แจกแจงค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ก่อน แบบที่เราต้องจ่ายประจำ เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำไฟ ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าบัตรรถไฟฟ้าค่าเดินทาง หรือบางคนอาจจะมีค่าผ่อน แล้วตามด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่ตายตัวแต่ขึ้นลงสวิงได้ เช่น ค่าอาหาร ค่าปาร์ตี้สังสรรค์ หลักการก็ง่าย ๆ ครับ จะยังไงก็แล้วแต่ควรออมเงินอย่างน้อย 10% ขึ้นไป ต่อให้จะค่าใช้จ่ายเกินยังไงก็ตาม ก็พยายามลดค่าใช้จ่ายลง และ ไม่ต้องรอให้เหลือ ให้หักไปออมก่อนแล้วค่อยใช้ อันนี้คือหลักสำคัญที่สุด เพราะให้เรียนรู้เรื่องการเงินถึงขั้นโปรและเซียนขนาดไหน แต่ถ้าไม่มีเงินมาตั้งต้นคุณก็ลืมทุกอย่างไปได้เลย เพราะฉะนั้น ทวนซ้ำอีกรอบ

รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย

ก่อนจะใช้จ่ายอะไร จง “จ่ายให้ตัวเองก่อน”

2 : ออมและ ลงทุน อย่างไร?

อันนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญต่อมาครับ คนที่เก็บเงินได้ส่วนใหญ่จะมาเป็นลมที่ด่านนี้ คือปกติตั้งแต่เล็กจนโตจะไม่มีใครสอนเราหรอกว่า โตขึ้นมามีรายได้แล้วจะบริหารจัดการเงินอย่างไร เราก็เลยอาศัยความเคยชินและคนรอบตัวเราก็ทำกันแบบนี้ คนส่วนใหญ่ก็เลยเก็บเงินกันในบัญชีธนาคารนี่ล่ะง่ายดี หรือไม่ก็เปิดบัญชีฝากประจำ สูงขึ้นมาหน่อยก็ซื้อสลากออมสิน ปัญหาพวกนี้อยู่ตรงนี้ครับ ไม่ว่าจะเงินฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ รวมถึงสลาก(ที่ไม่ถูกรางวัลใหญ่ ๆ) ผลตอบแทนระยะยาวพวกนี้จะแพ้ “เงินเฟ้อ” (inflation) และนี่คือหัวใจสำคัญที่สุดในการลงทุน และจะเป็นตัวชี้วัดว่าคุณจะมั่งคั่งขึ้นในอนาคตหรือไม่ คุณจะต้องออมและลงทุนให้ได้ “ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ” เพื่อรักษาอำนาจซื้อให้ได้

เงินเฟ้อ คืออะไร? เงินเฟ้อก็คือมูลค่าของเงินที่ลดลงไปเรื่อย ๆ ตามเวลา หรือมองอีกมุมก็คือ ยิ่งเวลาผ่านเนิ่นนานไป ราคาสิ่งของต่าง ๆ จะมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น สมัยก่อนเราอาจจะได้ยินพ่อแม่บอกว่า ก๋วยเตี๋ยวราคาชามละบาทสองบาท รุ่นพี่เราก็บอกยังมีชามละห้าบาท แต่พอมารุ่นเราเอ้าเดี๋ยวนี้มันยี่สิบสามสิบบาทขึ้นหมดแล้ว นี่ล่ะครับเงินเฟ้อ คือข้าวของมันจะแพงขึ้นเรื่อย ๆ ปกติเงินเฟ้อระยะยาวจะอยู่ที่ 3-4% ต่อปี หมายความว่า เรามีเงิน 100 บาท ถ้าเราทิ้งไว้เฉย ๆ ปีต่อ ๆ ไปมันจะมีอำนาจซื้อ (purchasing power) ลดจาก 100 เป็น 97, 94, 90 … ตามจำนวนปี

อาจจะจำกันง่าย ๆ ติดหัวไว้ว่า ทุก ๆ 20 ปี อำนาจซื้อจะลดลงครึ่งหนึ่ง เงิน 100 บาทวันนี้อำนาจซื้อจะเหลือ 50 บาทในอีกยี่สิบปีข้างหน้า หรือมองมุมกลับ ของที่ราคา 10 บาทวันนี้จะกลายเป็น 20 บาทในวันข้างหน้า วันนี้เรามี 100 บาทซื้อได้ 10 ชิ้น อีกยี่สิบปีเราจะซื้อได้แค่ 5 ชิ้น แบงก์ร้อยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือซื้อของได้น้อยลง

เพราะฉะนั้นถ้าเราฝากเงินอย่างเดียว เก็บเงินไว้แค่ในธนาคาร ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ปกติไม่เกิน 3% อย่างบัญชีออมทรัพย์นี่แค่ 0.5% ต่อปี เท่ากับว่าผลตอบแทนที่เราได้รับนั้นจะแพ้เงินเฟ้อ ความมั่งคั่งที่เรามีก็จะหดหายไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครรวยในระยะยาวจากการฝากเงินธนาคารอย่างเดียวครับ

3 : ลงทุน ให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินเฟ้อ

การจะทำผลตอบแทนให้ชนะเงินเฟ้อแบบแน่ ๆ ควรจะทำผลตอบแทนให้ได้มากกว่า 6-7% ในระยะยาว เพราะหักเงินเฟ้อแล้วเราก็จะมีส่วนต่างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นไปอีก วิธีคือเราจะต้องแบ่งเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินที่ต่อต้านเงินเฟ้อได้ในระยะยาว เช่น อสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน บ้าน คอนโด เป็นอาทิ) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หุ้น โดยปกติสองสิ่งนี้จะให้ผลตอบแทนระยะยาวอยู่ในช่วง 6-10% ต่อปีครับ เป็นสินทรัพย์หลัก ๆ ที่เราควรจะแบ่งเงินไปลงทุนอย่างมาก ส่วนสินทรัพย์ทางการเงินอีกอย่างที่ผลตอบแทนอาจจะทำได้แค่รักษาเงินต้นหรือเพิ่มมูลค่าเงินนิดหน่อย แต่ระดับความเสี่ยงจะต่ำลงมาก็คือ ตราสารหนี้ต่าง ๆ พันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้ พวกนี้จะเข้าใจง่ายหน่อยเพราะจะได้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยซึ่งคุ้นชินกัน แต่อย่างหุ้นนั้นจะมีความผันผวนและราคาขึ้นลงเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่สำคัญที่ต้องจำก็คือ ในระยะยาวถ้าเราจะสร้างความมั่งคั่งเราจะต้องมี “หุ้น” ประกอบอยู่ในสินทรัพย์ลงทุนของเราเสมอ

แล้วจะ ลงทุน อย่างไร?

การลงทุน ไม่ได้ยาก ครับ มีวิธีลงทุนมากมายและทำได้เรียบง่ายด้วย เครื่องมือลงทุนนั้นมีหลายอย่าง เช่น หุ้น เราสามารถเลือกไปลงทุนเอง หรือ เราอาจจะลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแทน และแน่นอนว่า กองทุนรวมนั้นสามารถลงทุนได้ในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เราอาจจะลงทุนในสินทรัพย์ทุกอย่างผ่านกองทุนรวมได้เลย หรือเราอาจจะลงทุนในกองทุนรวมบางอย่าง แต่ที่เหลือเราลงทุนโดยตรงของเราเองก็ได้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น

(1) นักศึกษา ก อยู่ปีหนึ่ง ได้เงินใช้เดือนละ 10,000 บาท หักเก็บไปลงทุน 2,000 บาท โดยแบ่งเป็นซื้อกองทุนรวมหุ้น 1,500 ฝากประจำอีก 500

(2) นาย ข ได้เงินเดือน 20,000 บาท หักเก็บไปลงทุน 5,000 บาท โดยแบ่งเป็นซื้อกองทุนรวมตราสารหนี้ 1,000 กองทุนรวมหุ้น 3,000 ฝากประจำอีก 1,000

(3) นาย ค มีเงินเดือน 30,000 บาท ลงทุนในกองทุนหุ้นเดือนละ 5,000 ลงทุนเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเองอีกเดือนละ 5,000 ซื้อกองทุนตราสารหนี้อีกเดือนละ 5,000

(4) นาย ง มีเงินเดือน 40,000 บาท ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยการซื้อคอนโดผ่อนเดือนละ 15,000 แบ่งไปลงทุนในกองทุนหุ้น 5,000

จะเห็นได้ว่าวิธีลงทุนมีหลากหลายครับ โดยคงหลักการง่ายตั้งแต่ข้อแรกว่า “จ่ายให้ตัวเองก่อน” (pay yourself first) ปรับพฤติกรรมให้เป็นนิสัยไปเลย พอได้เงินมาก็หักไปลงทุนก่อนแต่แรก วิธีง่าย ๆ คือ ทำให้การจ่ายให้ตัวเองก่อน เป็นไปโดย “อัตโนมัติ” เช่น ทำเรื่องหรือตั้งค่าให้มันหักเงินจากบัญชีธนาคารทุกเดือนไปเลย เช่น ทุกวันที่ 1 เงินจะถูกหักจากบัญชีออมทรัพย์ไปลงทุนทันที แล้วเราก็มีวินัยลงทุนทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คือการลงทุนนั้นมันไม่ยาก ทำให้เรียบง่ายได้

ประเด็นสำคัญในการออมและ ลงทุน

ออมก่อนรวยกว่า ยิ่งอายุน้อยยิ่งควรจะต้องเริ่มต้นไว เป็นนักศึกษาก็เริ่มได้ หรือทำงานแล้วยิ่งต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ทำงานเลย อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรู้ตัวเมื่อไหร่ ถ้ารู้แล้วให้เริ่มต้นทันที อย่าเดี๋ยว อย่าผัดผ่อน ผัดวันอ้างไปเรื่อย พยายามอย่าไปเจอปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่ว่า รู้งี้เก็บเงินตั้งแต่ตอนนั้นดีกว่า รู้อะไรไม่สู้ “รู้งี้”  เพราะฉะนั้นอย่าผัดวันประกันพรุ่ง เรียนรู้แล้วเริ่มต้นลงทุนทำเลย

ยิ่งอายุน้อย ให้ลงทุนในหุ้นเป็นสัดส่วนมากที่สุด เพราะมันทำผลตอบแทนได้สูงที่สุดในระยะยาวครับ และเรามีเวลาผ่านความผันผวนของสภาวะตลาดหุ้น และปล่อยเงินออมให้มันเติบโตทบต้นได้ดีสุด อย่างต่ำก็ควรจะมีหุ้นประกอบเป็นสินทรัพย์ในการลงทุนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40% จากทั้งหมด

– รีบลงทุนให้ไวจะได้แต้มต่อสูงมาก แล้วเอาเวลาไปทำตามความฝันหรือใช้ศักยภาพของเราทำสิ่งที่มหัศจรรย์ด้านอื่น ในบรรดาสิ่งที่คนเสียใจและเสียดายมากที่สุดตอนอายุมาก ๆ คือ การไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้วางแผนบริหารจัดการเรื่องเงินแต่แรกครับ อย่าถือคติว่า ใช้ชีวิตวันนี้ให้คุ้มที่สุดก็เลยเดือนชนเดือนชนสองเดือนไปเรื่อย เพราะเราพบเห็นได้ทั่วไป ได้ยินคนบ่นเสมอเรื่องเงิน นั้นก็เพราะ ไม่มีเงินใช้ในอนาคต คือ ปัญหาชีวิตหลักของคนส่วนใหญ่

– ควรมี เงินสำรองฉุกเฉิน อย่างน้อย เอาเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายคูณด้วย 6-12 เช่น ค่าใช้จ่ายเดือนละ 10,000 เราก็ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 60,000 – 120,000 ครับ อันนี้สามารถเก็บไว้ในบัญชีธนาคารหรือออมทรัพย์เป็นสภาพคล่องได้ ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มลงทุนอะไรหรือระหว่างยังศึกษาลงทุนอยู่ เก็บอันนี้ไปก่อนได้ครับ มันจะทำให้ชีวิตสบายและปลอดภัยขึ้นมาก ๆ


บทความด้านล่างนี้ แนะนำให้ค่อย ๆ ศึกษาไปเรื่อย ๆ มันจะต่อยอดจากข้างบนที่อ่านมาครับ และอ่านแล้วต้องเริ่มลงมือเก็บออมและลงทุนเพื่ออนาคตของเราด้วยนะครับ ค่อย ๆ เริ่มไป ขอให้มีก้าวแรกก่อน เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้น ปีเตอร์ ดรักเดอร์ และอลัน เคย์ ได้พูดไว้คล้ายกันว่า “วิธีที่ดีที่สุด ในการทำนายอนาคต คือ การสร้างมันขึ้นมาเอง” การออมและลงทุนให้ตัวเองสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาในอนาคตก็ใช้วิธีเดียวกันครับ

(1) ออมกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ดี? — เริ่มต้นที่นี่ก่อน

(2) เงินสำรองฉุกเฉิน — อันนี้สำคัญครับ

(3) สร้างและทบทวนแผนการเงินด้วยตัวเอง — ไม่ยากครับ

(4) กองทุนรวม (101) — ทำความเข้าใจกับเครื่องมือลงทุนที่ดีสุดๆสำหรับคนทั่วไป

(5) กองทุนตลาดเงิน — กองทุนรวมกองแรกที่ควรมีเพื่อใช้แทนออมทรัพย์

(6) วิธีเปิดกองทุนรวมเจ้าหลักและตั้งค่าซื้อรายเดือน — จ่ายให้ตัวเองก่อนและทำแบบอัตโนมัติ

(7) DCA คืออะไร— วิธีที่ดีมาก ๆ คือ ซื้อแบบสะสมเป็นประจำ

(8) DCA กับคำแนะนำของกูรู— นักลงทุนระดับโลกล้วนแนะนำ

(9) กองทุนดัชนี คืออะไร และ กองทุนดัชนีในไทย

(10) กองทุนดัชนีกับคำแนะนำของกูรู

Share this:

2 Comments

  1. เขียนเข้าใจง่ายและน่าสนใจค่ะ จะค่อยๆอ่านและนำมาหาทางลงทุนแบบที่เหมาะสมกับตัวเองนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ 🙂

    1. ค่อยๆศึกษาไปก็ได้ครับ ไม่ต้องรีบ ตลาดหุ้นเปิดพร้อมเสมอ
      สู้ๆครับ : )

Comments