ความรักในมุมมองของนักลงทุน

“ความรักในมุมมองแบบลงทุน” <3

ถ้ามองว่า ความรัก เป็นสินทรัพย์ทางการเงินอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเวลาเรารักใครสักคน เราก็จะมีสินทรัพย์ที่เรียกว่า “รัก” ที่บางคนอาจจะ

(1) เชื่อในทฤษฎีตลาดความรักที่มีประสิทธิภาพ (Love Efficiency) ไม่ว่าจะลงทุนแบบปัจจัยพื้นฐาน ไม่ว่าจะลงทุนแบบเก็งกำไรหรือระยะสั้น ท้ายที่สุดทุกคนก็ชนะตลาดไม่ได้ ความรักที่คุณถือครองตามทฤษฎีนี้ก็เลยควรจะต้องปล่อยไปตามหัวใจ เพราะความรักมันมีอะไรบางอย่างในตัวเอง ดังคำพูดที่ว่า “คนที่ใช่ ไม่ต้องใช้ความพยายาม”

(2) บางคนชอบลงทุนระยะยาว เมื่อตัดสินใจว่าจะรักแล้วก็จะถือครองตลอดไป ผ่านช่วงเวลาที่ผันผวนไปให้ได้ เมื่อคุณได้รักใครสักคน คุณก็อยากจะมีสถานะแบบ “Long” ความรักที่เติบโตก็จะนำมาสู่การรักทบต้น ท้ายที่สุด ผลของความรักทบต้นก็จะทำให้ความรักที่มีเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ถามว่าลงทุนระยะยาวคือกี่ปี สำหรับบางคนนั้น ระยะเวลาดังกล่าวก็อาจจะเหมือนที่ Warren Buffett เคยบอกไว้ว่า “ตลอดไป — Forever” (ควรจะลงทุนให้เหมือนกับการแต่งงานนั่นคือ ตลอดชีวิต)

(3) บางคนเลือกรักโดยดูที่ปัจจัยพื้นฐาน (fundamental) ซึ่งก็จะแยกย่อยไปอีกว่า พื้นฐานที่ว่านั้นให้ความสำคัญกับปัจจัยไหนสูงกว่ากัน ฐานะ ทัศนคติ อุปนิสัย อนาคตของคนที่จะรัก ฯลฯ มีการคำนวณคุณค่าของความรักที่จะเกิดขึ้น หรือสิ่งที่จะเกิดเมื่อได้เข้าถือครองความรัก เมื่อใดที่คุณเห็นว่า เขาคือคนที่มีคุณค่า (value) สูงมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ปรากฏหรือสิ่งที่คนอื่นคิด (คนอื่นถึงไม่จีบเขา เขาจึงโสด) คุณก็จะเป็นผู้ที่เข้าไป bid ทำคำเสนอรักจากคนนี้

(4) บางคนอาจใช้วิธีลงทุนแบบระยะสั้น เข้าไว (ออกไว) ถ้าเทรนด์มันได้ คนมันจะใช่ คุณก็ลุยเข้าไปหารัก ถ้าผิดทาง คุณก็ไม่อยากจะเสียเวลามาก รีบตัดขาดทุนหรือตัดใจเสีย (cut-loss) เพราะคุณอาจจะถือว่า ต้นทุน (หรือหัวใจของคุณสำคัญที่สุด) จะเศร้าไปไย เริ่มต้นใหม่หาหุ้นแห่งความรักที่ดีต่อไปเสียดีกว่า

(5) บางคนรักการจับจังหวะเข้าลงทุน (Market Timing) อาจจะเพราะตัวหุ้นนั้นมีคนถือครองอยู่ ความรักยัง ติดเงื่อนไขอะไรบางอย่างทำให้เรายังรักกันตอนนี้ไม่ได้ นักลงทุนผู้จะรักกลุ่มนี้จึง “รอ” เป็นกลุ่มที่รอลงทุน ติดตามความรักตลอด รอว่าวันนึงจะได้รักกัน ต้นทุนที่พวกเขามีอาจจะเป็นปริมาณความรักในมือที่เพิ่มสูงขึ้น และเขาก็ไม่เหลียวแลใครอื่นอีก สิ่งที่ต้องระวังคือ คนเราจะรอได้นานแค่ไหนกัน? ถ้าวันหนึ่งเราพบว่า เรารอแล้วเราไม่ได้อะไร ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่หายไปจะสูงมาก แต่ก็นั่นล่ะ ความรักบางครั้งก็ทำให้คนเราเลือกที่จะรอ เพราะบางคนก็คิดว่าแค่หุ้นตัวนี้ หรือ “แค่คุณ” เท่านั้น

และในตลาดหุ้นแห่งความรักที่คุณลงทุน มันก็จะมีอะไรอีกมากมาย มีคนที่พยายามจะออกกฎเรื่องความรัก หรือคุณอาจจะเจอนักลงทุนสถาบัน ผู้มีปริมาณความรัก (หรือเงิน) หนา มีนักลงทุนต่างชาติ มี prop-trade คอยเก็งกำไร และที่สำคัญมีนักลงทุนหรือนักรักรายย่อยด้วยกันอีกมากมาย หุ้นแห่งความรักที่คุณหวังไว้ คุณอาจจะต้องรอ เพราะในตลาดหุ้นแห่งความรักนี้ มีหุ้นเดียวต่อหนึ่งคน (ไม่ควรจะถือครองร่วมกัน) คนที่คุณรักมาก อาจจะอยู่ในตลาดหุ้นตอนนี้ แต่คุณยังไม่สามารถไป bid หรือเสนอความรักได้ บางคนก็อาจจะไม่เคยเห็นรักของตน เพราะคู่แท้ของบางคนยังไม่เข้าตลาด (ไม่ IPO) หรือบางคนนั้นเขาก็มีคนที่เขารักอยู่แล้ว และสำหรับบางคน คนที่เขารักก็ออกจากตลาด (delisting) ไม่ว่าจะถูกบางคนขอรวมกิจการเป็นครอบครัวไปแล้ว หรือเขานั้นอยากจากออกไปจากใจคุณเอง

อย่างไรก็ดี การลงทุนในตลาดหุ้นมีทั้งสมหวัง และไม่สมหวัง บางทีก็น่าเศร้า เพราะรักที่คุณอยากได้นั้น ไม่ว่าคุณอาจจะลงทุนโดยเน้นปัจจัยหรือคุณสมบัติในตัวบริษัท อันเป็นการมองจากล่างขึ้นบนเป็นหลัก (bottom-up)  หรือผสมกับมุมมองจากบนลงล่าง (top-view) แต่สุดท้ายคุณอาจจะต้องยืนมองจากมุมมองข้าง ๆ ไปสักพักเพื่อรอเวลา หรือยืนอยู่ข้าง ๆ ตลอดไปเพราะหุ้นความรักที่คุณอยากได้นี้ ท้ายที่สุด อาจจะมีปัจจัยทำให้คุณไม่เคยได้ถือครองความรักนี้อยู่ดี แต่ … ตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง ความรักที่คุณลงทุนอยู่ หรือกำลังรอลงทุน อาจจะเป็นความรักหรือการลงทุนที่ดีที่สุดก็ได้ครับ เพราะบางทีความรักที่ให้ มันมีบางสิ่งที่มากกว่าที่เราได้รับ

และสำหรับคนที่มีความรักอยู่แล้ว ผมว่าคำพูดของ Buffett ที่ปรับเป็นความรักนี้ค่อนข้างน่าสนใจ “ความรักอาจใช้เวลา 20 ปี ในการสร้าง แต่ใช้เวลาเพียง 5 นาทีในการทำลายมัน ถ้าคุณคิดอย่างนี้ได้ … หลาย ๆอย่างจะแตกต่างไปจากเดิม”

ที่สำคัญคือก่อนจะรักใคร อย่าลืมรักตัวเองก่อนด้วยครับ เพราะตัวคุณเองนั่นล่ะ ควรจะเป็นสิ่งแรกที่คุณลงทุนด้วยความรัก การลงทุนที่ดีที่สุดคือ การลงทุนในตัวเอง การรักที่ดีที่สุดก็ควรจะต้องเริ่มที่รักตัวเองเสียก่อน

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับผม <3

Share this:

Comments