ตราสารหนี้ กับสถานะเจ้าหนี้ในการลงทุน

เงินสำรอง สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน (reserve fund)

ในโลกของการลงทุนนั้น เราสามารถเป็นผู้ลงทุนในรูปแบบหลัก ๆ ได้สองอย่าง คือ “เจ้าหนี้” หรือ “เจ้าของ” ซึ่ง ตราสารหนี้ เป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ทำให้ผู้ถือมันมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ในโลกแห่งการลงทุน

1. เมื่อคุณอยากเป็นเจ้าหนี้

วิธีการก็คล้ายกับการให้เพื่อนยืมเงินนั่นล่ะครับ แต่โลกของการลงทุนจะสลับด้านหน่อย ปกติเราให้เพื่อนยืมเงิน เราก็จะบอกว่า เฮ้ย ยืมไปแล้วคิดดอก 10% ต่อปีนะ ถ้าเพื่อนเรายืมไป 100 บาทก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 10 บาท แต่พอเป็นโลกการลงทุนแล้ว ต้องมองมุมกลับปรับมุมมองนิดหน่อย ลูกหนี้ต่างหากที่เป็นคนกำหนดดอกเบี้ยให้ เอ้า บางคนอาจจะสงสัย นี่ให้ยืมไม่พอยังต้องมาตามใจอีกนะว่าจะคิดดอกเบี้ยเขาได้เท่าไหร่ เพื่อให้หายสงสัย งั้นมาดูกันว่าในการลงทุน เราให้ใครยืมเงินได้บ้าง

ตัวอย่างเช่น ถ้าให้ธนาคารยืม จะเรียกว่า “เงินฝาก” ถ้าให้รัฐบาลยืม จะเรียกว่า “พันธบัตร” ถ้าให้บริษัทเอกชนยืม จะเรียกว่า “หุ้นกู้” และอาจจะมีอย่างอื่นอีก เช่น ตั๋วเงิน ตั๋วแลกเงินแต่โดยรวมจะเรียกเหมาว่า “ตราสารหนี้”

ความหมายง่าย ๆ ของ ตราสารหนี้ คือ พอเราซื้อมันแล้ว เราจะได้สถานะทางกฎหมายเป็นเจ้าหนี้นั่นแหล่ะครับ ซึ่งเจ้าหนี้ตามกฎหมายถ้าเกิดมีการล้มละลายหรือชำระบัญชี เราจะมีสิทธิในการขอเงินคืนหนี้ก่อน ทำให้สถานะเราไม่เสี่ยงเท่าหุ้นส่วนหรือเจ้าของครับ เพราะกลุ่มหลังจะได้เงินคืนทีหลังสุด ซึ่งส่วนมากก็มักจะไม่เหลืออะไรให้แล้ว

ถ้าให้ธนาคารกู้เงินเรา ธนาคารก็เอาเงินไปปล่อยสินเชื่อให้คนอื่นกู้ต่อ ถ้าให้รัฐบาลกู้ รัฐบาลก็เอาเงินไปสร้างบริการสาธารณะ สาธารณูปโภคทั้งหลาย ถนน ไฟฟ้า โรงเรียน ฯลฯ ถ้าให้บริษัทเอกชนกู้เขาก็จะเอาเงินไปขยายกิจการ แต่ที่เหมือนกันแน่ ๆ คือ เมื่อกู้ไปแล้ว เขาต้องจ่ายดอกเบี้ยเราตามที่กำหนดและเมื่อครบกำหนดเวลาการกู้ เขาต้องคืนเงินต้นให้กับเราด้วย 

การลงทุนประเภทนี้ก็คล้าย ๆ การให้เพื่อนยืมเงิน ก่อนจะให้ยืม คนให้ยืมต้องวิเคราะห์นิดหน่อย คือต้องคิดว่า คนกู้จะมีเงินมาจ่ายคืนเราหรือเปล่า” คล้าย ๆ เวลาเราให้เพื่อนยืมเงิน แต่พอเวลาทวง ไหงเรานี่ล่ะจะเป็นลูกหนี้แทน เพราะต้องกราบไหว้วิงวอนออดอ้อนลูกหนี้ให้จ่ายเงินคืน ดังนั้น เพื่อตัดปัญหาปวดหัวนี้ สำคัญสุดคือไม่ว่าจะลงทุนในตราสารหนี้ตัวไหน เราต้องวิเคราะห์สถานะทางการเงินก่อนว่า เขาจะมีเงินมาจ่ายเงินต้นคืนและมีเงินจ่ายดอกเบี้ยได้หรือไม่

2. ระดับความเสี่ยงของ ตราสารหนี้

ในบรรดาทั้งหมดที่พูดมาข้างบน รัฐบาลมีเครดิตในการยืมเงินสูงที่สุดครับ บางทีก็พูดกันว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้เลย (risk-free rate) อย่างเงินฝากนั้นเอาจริง ๆ แล้วมีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตรนะครับ แต่เงินฝากเป็นที่ที่รวมเงินของประชาชนทุกหมู่เหล่ารายย่อยรายจิ๋ว การที่จะปล่อยให้เงินฝากประชาชนหายเพราะธนาคารล้มนั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมมาก

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากมารับประกันเงินต้นให้ว่า ผู้ฝากเงินจะได้เงินคืนต่อให้ธนาคารล้มก็ตาม เงินฝากจึงยังดูมั่นคงพอควร (หากแต่ต่อไปกฎหมายจะคุ้มครองเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อ 1 ธนาคารเท่านั้นในอนาคต)

ถัดมาคือพันธบัตร หุ้นกู้ของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ เครดิตแต่ละอย่างก็จะพอ ๆ กัน เพราะส่วนมากรัฐบาลเป็นคนค้ำประกันให้ ก็ไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลเป็นลูกหนี้นั่นแหล่ะครับ จึงยังไม่เสี่ยงมากจนเกินไป

ที่เสี่ยงขึ้นมาอีกระดับ คือ บริษัทเอกชน อันนี้หล่ะ เราต้องวิเคราะห์ดูก่อนว่า สถานะการเงินของบริษัทที่เราจะให้กู้นั้นแข็งแรงหรือไม่ มีหนี้สินเยอะจนอาจเกิดการล้มละลายในอนาคตหรือเปล่า จะอยู่ถึงวันที่เราจะได้เงินคืนไหม ซึ่งบริษัทที่สถานะการเงินดี ชื่อเสียงและผลิตภัณฑ์แข็งแกร่ง เขาก็จะยิ้ม ๆ บอก เฮ้ย อั๊วนี่ระดับหนึ่งในสิบบริษัทใหญ่สุดในประเทศนะ ให้ดอกเบี้ยน้อยหน่อย ลื้อจะเอาเปล่า แล้วก็ยักไหลนิด ๆ

ใช่แล้วครับ ยิ่งบริษัทอยู่ในเกรดดี แข็งแกร่ง ดอกเบี้ยเขาจะให้น้อย เพราะเขาก็มั่นใจว่าเขามีเงินจ่ายหนี้แน่ๆ ส่วนเราก็อุ่นใจว่ายังไงเงินต้นฉันก็ได้คืนเหมือนกัน นึกภาพบริษัทพวกนี้ก็อย่าง ปตท. ปูนซีเมนต์ไทย ส่วนตรงกันข้ามบริษัทที่สถานะการเงินไม่ดีส่วนมากก็จะต้องยอมรับว่าฐานเงินตนไม่แข็งแกร่ง ถ้าอยากได้เงินที่ระดมทุนจากการออกหุ้นกู้ ก็ต้องให้ดอกเบี้ยสูง ๆ จูงใจนักลงทุนอย่างเราครับ

เรื่องการมองเครดิตบริษัทเนี่ย มันจะมีบริษัทที่ทำกิจการประเมินความน่าเชื่อถืออยู่นะครับ อารมณ์แบบว่าคอยให้เครดิตว่าบริษัทนี้ออกหุ้นกู้จะให้เกรดแบบไหน เรียงตามความแข็งแกร่ง ดีสุดก็ AAA พอรับได้ก็ BBB แต่ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าโอกาสผิดนัดชำระหนี้สูง มีโอกาสเกิดการเบี้ยวหนี้ได้ ใครจะให้กู้ก็รับความเสี่ยงกันไปเอง ยกตัวอย่างบริษัทจัดอันดับดัง ๆ พวกนี้ก็ Standard&Poor’s และ Moody’s ส่วนในไทยมีสองเจ้าคือ TRIS กับ Fitch Rating

เวลาลงทุนพวกตราสารหนี้ทั้งหลาย ตัวกลางสำคัญเลยคือ พันธบัตรรัฐบาล เพราะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนของตราสารหนี้ตัวอื่นครับ สมมติว่า พันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปีให้ดอกเบี้ย 3.5% หุ้นกู้บริษัทแข็งแกร่งหน่อยก็จะให้ 4-5% ขึ้นไป ถ้าบริษัทเครดิตการเงินอ่อนแอ อาจจะต้องให้ 6-7%

ถามว่าทำไมเป็นอย่างนั้น จำได้ไหมครับที่บอกไปข้างบนว่า พันธบัตรรัฐบาลนั้นมีเครดิตสูงสุดในทางการเงิน ดังนั้น ในเมื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลแล้ว(แทบ)จะไม่มีการเบี้ยวหนี้ เราได้ดอกเบี้ย 3.5% แต่พวกบริษัททั้งหลายมีโอกาสเบี้ยวได้ ดังนั้น เธอจะมากู้เงินฉัน ก็ต้องให้ดอกเบี้ยฉันแพงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสิ!

3. เรื่องอื่น ๆ ของ ตราสารหนี้

นอกจากนี้ ตราสารหนี้ เวลาออกมาให้เราลงทุน มักจะมีกำหนดอายุครับ เช่น พันธบัตรหรือหุ้นกู้อายุ 3/5/ 7/10 ปี หมายถึงถ้าอายุ 10 ปี คือปีที่ 10 เขาจะคืนเงินต้นให้เราครับ แล้วถ้าบอกว่ามันเป็นหุ้นกู้อายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4% คือระหว่างสิบปีเนี่ย ทุก ๆ ปีมันจะจ่ายดอกเบี้ยให้เรา 4% นั่นเอง (มักจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง มิ.ย. กับ ธ.ค.) แต่ระหว่างนั้นเราไม่มีสิทธิจะไปทวงหนี้ก่อนนะครับ เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือเรื่อง ปัญหาสภาพคล่อง (Liquidity risk) มันจะล็อกเงินแช่ไว้ตามเวลาของตราสารหนี้ตัวนั้น ๆ ขายก่อนก็จะเจอปัญหา 

ถ้าอยากได้เงินคืนก่อน เราต้องเอาหุ้นกู้หรือพันธบัตรนั้นไปขายให้นักลงทุนรายอื่นแทน เช่น ในตลาดรอง หรือขายตามธนาคาร โบรกเกอร์ ซึ่งอาจจะโดนกดราคาได้ เพราะราคาขายต้องขึ้นอยู่กับภาวะดอกเบี้ยในตลาดการเงินขณะนั้น ตรงนี้เป็น ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย (Interest rate risk)

สมมติเราซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุสิบปี ดอกเบี้ย 3.5% แต่ต่อมาดอกเบี้ยในตลาดเงินขึ้น พันธบัตรชุดใหม่อายุสิบปี ให้ดอกเบี้ย 4.5% เราจะขาดทุนทันที! แต่เป็นขาดทุนที่ไม่ใช่ขาดทุนจริง ๆ จะขาดทุนเมื่อเราเอาไปขาย เพราะคนซื้อจะตอกหน้าเราว่า นี่ตอนนี้ผมซื้อเองผมได้ 4.5% ดอกเบี้ยมันมากกว่าของคุณที่ 3.5% ถ้าจะซื้อผมขอกดราคาล่ะกันนะ

ผมลืมบอกไป ส่วนมากพวกตราสารหนี้จะถูกเสนอขายเป็นหน่วย ๆ เช่น หน่วยละ 1,000 บาท แต่อาจจะกำหนดต่อไปว่า ต้องมีการซื้อขั้นต่ำเท่าไหร่ เช่น หุ้นกู้ สมมติหุ้นกู้ปูนซีเมนต์ไทยอาจจะกำหนดหน่วยละ 1,000 บาท แต่ต้องซื้อ 100 หน่วย ก็คือใช้เงินลงทุนก้อนละ 1 แสนบาทครับ ถ้าอยากใช้เงินน้อย ๆ แนะนำให้ใช้กองทุนรวมตราสารหนี้เป็นที่ลงทุนแทนเพราะเริ่มต้นลงทุนใช้เงินน้อยกว่ามาก 500 – 1,000 บาทก็ลงทุนได้แล้ว (แต่ลักษณะการลงทุนจะต่างไปหน่อย)

คนส่วนใหญ่ที่มีเงินเย็น ๆ ก็มักจะชอบลงทุนพวกตราสารหนี้ พันธบัตร หุ้นกู้ เพราะมีความมั่นคง(พอควร) ได้ดอกเบี้ย (เป็นความเคยชินและคุ้นเคย) และล็อกผลตอบแทนได้ รู้เลยว่าแต่ละปีจะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่

4. การถูกกัดกร่อนโดยเงินเฟ้อ

ข้อเสียที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างที่จะลืมไม่ได้เลย คือ ตราสารหนี้ทั้งหลายนั้นหนีเงินเฟ้อไม่ค่อยพ้น เพราะเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ 3-4% ต่อปี ผลตอบแทนที่คาดหวังระยะยาวของตราสารหนี้เกรด A ก็อยู่ระดับประมาณนี้ สูงกว่ากันไม่มาก โอกาสที่เงินจะด้อยค่าลงเพราะโดนเงินเฟ้อกิน หรือเงินโตไม่ทันราคาสินค้าและบริการในระยะยาวมีสูงมาก ๆ คือ คุณได้รับเงินต้นคืนครบในตอนท้ายก็จริง แต่อำนาจซื้อของคุณลดลง เงินก้อนดังกล่าวที่ได้รับจะซื้อของได้น้อยลง

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าโดยปกติ ตราสารหนี้ทั้งหลาย (รวมถึงเงินฝากประจำด้วย) จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ซึ่งเราสามารถเลือกเป็น Final Tax คือเหมาจ่ายแบบนั้นไปเลย 15% หรือจะไปยื่นรวมขอคืนภาษีปีถัดไปก็ได้ถ้าเราเสียภาษีไม่ถึง

นักลงทุนจึงต้องคำนวณดี ๆ สมมติตราสารหนี้ตัวนั้นให้ดอกเบี้ยปีละ 5% แต่ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับจริงจะเหลือแค่ 4.25% เท่านั้น ผลตอบแทนตราสารหนี้จึงมีภาษีเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สำคัญครับ

มีอีกอย่างที่ผมเห็นเป็นข้อด้อยสำคัญ คือ การเป็นเจ้าหนี้นั้น มันถูกล็อกผลตอบแทนครับ ถ้าหุ้นกู้ของเราดอกเบี้ย 5% บริษัทก็มีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยแค่ 5% เฉย ๆ ไม่มีทางจะมาใจดี เฮ้ย ปีนี้บริษัทได้กำไรมหาศาลเดี๋ยวจ่ายดอกเบี้ยให้ 10% เลย ไม่มีทางแน่นอน ให้เห็นภาพ ลองนึกภาพว่าเพื่อนยืมเงินเรา 10,000 บาท กำหนดให้จ่ายดอกเบี้ย 1,000 บาทสิ้นปี แต่ก่อนสิ้นปีเพื่อนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เพื่อนจะให้เราเพิ่มเป็นดอกเบี้ย 500,000 บาทไหม ก็ไม่

ฉันใดฉันนั้น หุ้นกู้สมมติของบริษัทหนึ่ง ขออนุญาตยกตัวอย่าง ปูนซีเมนต์ไทย เขากู้เราไปทำกิจการได้กำไรเติบโตขึ้น ทว่าเจ้าหนี้ได้ดอกเบี้ยเท่าเดิม แต่เจ้าของบริษัทหรือผู้ถือหุ้นปูนซีเมนต์ไทยเท่านั้นครับที่จะมั่งคั่งขึ้น ได้ปันผลมากขึ้น นี่เป็นข้อดีของการถือหุ้นที่ผมว่ายอดเยี่ยมที่สุด

ดังนั้น ในสายตาของผมจึงคิดว่า (โดยส่วนตัวนะครับ) การมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ในการลงทุนไม่อาจจะทำให้เรามั่งคั่งขึ้นสูง ๆ ได้ เหมือนกับที่ไม่มีใครสามารถรวยได้โดยฝากเงินธนาคารไปเรื่อย ๆ เราจะได้ยินก็แค่ว่า คนรวยมีเงินก้อนใหญ่มาก ๆ แล้วฝากธนาคารกินดอกเบี้ย แต่ยากมากที่จะมีใครรวยจากการฝากเงินในธนาคารอย่างเดียวครับ แค่เงินเฟ้อเราก็แพ้แล้ว แต่ทว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังยินดีรับดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ

แนวทางที่ถูกต้องในการวางแผนการเงิน การมีสินทรัพย์เป็นตราสารหนี้อย่างเดียวเลย แม้กระทั่งคนที่อายุมากแล้วก็ไม่ถือว่าถูกต้องครับ อย่างน้อยต้องผสมสินทรัพย์ที่เป็นพวกตราสารประเภทที่เราเป็นเจ้าของ อาทิ ตราสารทุนหรือหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ลงไปบ้างครับผม เพื่อดึงผลตอบแทนในภาพรวมให้สูงขึ้นมา 

แต่ทั้งนี้ก็มีตราสารหนี้ระยะสั้นบางอย่างที่มีประโยชน์ในการไว้พักเงินครับ โดยอาจลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ คือ กองทุนตลาดเงิน (money market) กับ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (short-term fixed)

Comments